อ่านเพลินมากครับผม ความรู้สึกเดียวกันเลย พยายามหาทางที่ใช่ ให้เราได้ฝึก POW ของเราอย่างแท้จริง หวังว่าจะหาเจอในเร็วๆนี้นะครับ ผมก็หวังกับตัวเองเหมือนกัน ✨💕
#ExitTheMatrix
#EscapeTheMatrix
ประสบการณ์การ "Exit" ออกจาก The Matrix ครั้งแรกของผม คือช่วงที่ผมยังเป็นเด็กน้อย อันไม่ค่อยจะประสีประสา และอ่อนต่อโลกมาก
จากความทรงจำอันเลือนลางในครั้งนั้น มันเป็นสถานการณ์ที่ทุกสิ่งรอบ ๆ ตัวมีแต่ความมืดมิดและหนาวเย็น มีเพียงแค่แสงสว่างที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น
ตัวอักษรสีขาวบนแบล็กราวด์สกรีนสีดำ กำลังเลื่อนผ่านไป บอกให้รู้ถึงรายชื่อของบุคคลสำคัญ และหลังจากตัวอักษรสุดท้ายได้หยุดลง แสงไฟก็สว่างขึ้นจากความมืด
"หนังจบแล้ว กลับบ้านกัน" ประโยคที่แม่พูดบอกกับผมให้ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่ง พวกเราเดินผ่านประตูที่มีตัวอักษรเรืองแสงสีเขียว ที่เขียนกำกับไว้ว่า "Exit"
นั่นจึงเป็นเหตุการณ์ครั้งแรกในชีวิต ที่ผมได้ Exit ออกจาก The Matrix ผ่านประตูทางออกของโรงหนัง
-
ที่ผมเล่ามุกตลก เพราะเห็นว่า nostr:npub1ju8la595yg7h90qm8lm95hvqajgdgu2c6f9mf8uwwe7lurrxarcsycsv5w ดูจะเครียด ๆ ใน สอง สาม Ep. ที่ผ่านมานี้ ไม่ว่าจะเรื่องของ Red Pill หรือเรื่องของผู้คนที่พยายามจะ exit ตัวเองออกจาก The Matrix โดยที่พวกเขาพยายามเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับสิ่งที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและอนาคตของพวกเขาเอง
และแน่นอนว่า มันคงจะดีถ้าหากผู้คนที่เริ่มตระหนักรู้ว่าระบบและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่พวกเขาอาศัยอยู่มันกำลังกัดกิน และบั่นทอนชีวิตของพวกเขา ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ หากจะแนะนำให้พวกเขาได้เข้ามารู้จักกับบิตคอยน์
ภายใต้ display อวตาร nostr:npub1p0glyrz85nu86gevlhrsg9t3pg5uhrhq3sgwjmy8mzq0k09m30pq2jv9kv ที่ผมใช้อยู่นี้ ผมเป็นเพียงพนักงานเงินเดือนคนหนึ่ง ที่ไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์ การลงทุน หรือ แม้แต่เรื่องของเงิน ถ้าเกิดมีคนมาถามผมว่าเงินคืออะไร ผมคงไม่สามารถตอบใคร ๆ ได้แน่ ๆ
ก่อนจะมาเป็นผมอย่างในปัจจุบันนี้ ผมเองก็เป็นคนที่เคยหาคำตอบของการเอาตัวเองออกจากระบบเฮงซวยนี้อยู่เหมือนกัน "ผมจะต้องประหยัดเท่าไหร่" "ผมจะต้องออมเงินเท่าไร" ในเวลานั้นผมพบว่าเก็บเงินมันคงไม่เวิร์คแน่ ๆ แบบนั้นผมคงต้องทำงานไปจนกว่าผมจะตาย ผมมองหาหนทางอื่น "ดูนั่นสิ ซื้อกองทุนน่าจะเวิร์คนะ ลดหย่อนภาษีได้ด้วย" ผมเห็นตัวเลขปันผล ที่ไม่ได้มากไปกว่าการออมสักเท่าไหร่ เมื่อคำนวนกับตัวเลขเงินเฟ้อรายปีแล้ว ผมยิ่งท้อใจยิ่งกว่าเก่า ผมมองไปหาหุ้น โอ้..ผมต้องนั่งอ่านงบการเงินให้เป็น ช่างมันละกัน
จะเหลือหนทางไหนอีกบ้างนะ ?
มันเป็นช่วงเวลาที่ตลาดคริปโตกำลังบูม กระแสของ Doge ที่พุ่งขึ้นจากการทวิตของ อีลอน ทำให้ราคาบวกไปหลายเท่าตัว ก่อนหน้านี้ผมก็ติดตามสถานการณ์ในตลาดมาสักพัก เข้าใจดีว่าตลาดนี้มีความผันผวนสูง (มากยิ่งกว่าตลาดหุ้นซะอีก) ดูเหมือนมันเป็นหนทางที่ดี ถ้าหากเราทำกำไรได้จากตลาด เราอาจจะเกษียณตัวเองจากการทำงานได้ก่อนเวลาอันควร ผมคิด
ผมไม่รู้เรื่อง TA หรือแม้แต่ว่าแท่งเทียนคืออะไรด้วยซ้ำ ผมเริ่มด้วย mindset ที่ว่า ถ้าเราไม่รู้อะไร เราลองเริ่มต้นจากการจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองก่อนดีกว่า ว่าสภาพจิตใจจะพร้อมมั้ย หากต้องขาดทุนมากกว่า -80% ของเงินทุนหรือทั้งหมด มันยังดีซะกว่าการนั่งอยู่เฉย ๆ โดยที่ไม่ได้ลงมือทำอะไรเลย
ผมกระโดดเข้าซื้อ Doge หลังจากที่ อีลอน ทวิตข้อความปั่นราคาครั้งที่สาม (หรือสองผมจำไม่ได้) ด้วยกระแสของความขลังที่หมดลง การซื้อของผมครั้งนั้นติดลบไปราว ๆ -40% ของจุดเข้าซื้อ แต่ด้วยที่มันเป็นเงินแค่หลักพัน และแค่ผมต้องการเล่นกับอารมณ์ของตัวเองอยู่แล้ว มันเลยสำเร็จเป็นไปตามแผน สาแก่ใจผมเลยแหละ
ผลของการซื้อครั้งนั้น กระตุ้นความกล้าและความสนใจในตลาดนี้มากขึ้น หลังจากนั้นผมพยายามศึกษาโปรเจคคริปโตตัวต่าง ๆ ดูทั้งอันดับใน MCAP ซัพพลายของเหรียญ รวมถึงศึกษาเรื่องของ TA และผมไม่ได้สนใจ "บิตคอยน์"
เหรียญราคาแพงขนานนั้น ต้องซื้อเท่าไรถึงจะได้สักเหรียญ ผมอยากจะรวยเร็ว ๆ (ทางลัด)
ผมต้องมานั่งคิดใหม่เมื่อผมไถ youtube ไปเจอคลิปที่ อ.พิริยะ ไปให้สัมภาษณ์ในรายการตอนหนึ่งของ พี่บิต Bitcast มันเกี่ยวกับการพูดถึงเรื่องการ having cycle ของบิตคอยน์ อ. กำลังเปิดกราฟ อธิบายภาพใหญ่ของบิตคอยน์ ที่ราคามันเติบโตมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะมีช่วงที่ราคาเป็นขาลง แต่โดยเฉลี่ยเมื่อเราถือมันมานานมากพอ เฉลี่ยแล้วมันจะกำไร
จากคลิปนั้นผมต้องเปลี่ยนเลนส์ที่เคยใช้มองมาตลอดชีวิต การโฟกัสอยู่ในกรอบเล็ก ๆ มันไม่สะท้อนความชัดเจนของเรื่องราวทั้งหมดที่มองเห็น
ผมต้องไปไล่หาอ่านและฟังเพื่อเรียนประวัติศาสตร์ของมันใหม่ เรื่องร่าวที่เป็นของบิตคอยน์จริง ๆ ที่ไม่ได้มาจากปากคนอื่น จากสื่อที่ประโคมข่าวเกี่ยวกับมันมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
และเมื่อยิ่งรู้ความจริง จุดประสงค์จริง ๆ "ที่บิตคอยน์มันต้องเกิดมาเพราะว่าอะไร" มันเปลี่ยนโลกทั้งใบของผมไปตลอดการ ผมไม่สามารถมองโลกได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
ที่ผมอยากจะสื่อ จุดร่วมหนึ่งที่ทั้งผมและกลุ่มคนที่พยายามจะหาทางออกจากระบบ เมื่อรู้ตัวแล้วว่าระบบนี้มันระยำแค่ไหน มันเหมือนคันเร่งที่ถูกเหยียบจนสุด การทนไม่ได้ที่ต้องอยู่ภายใต้ระบบ ๆ นี้ สิ่งที่เรามองหาเป็นสิ่งแรก มันเลยเป็นการ (หาทางลัด) ที่จะทำให้พวกเราออกไปให้ได้โดยเร็วที่สุด
แต่สำหรับผมในวันนี้ ในความเป็นจริงระบบธรรมชาติที่พวกเราอยากจะออกไปหา มันไม่สามารถที่จะใช้ทางลัดได้ ทุกครั้งที่เราใช้วิธีลัดมันจะไปจบกับระบบ ๆ เดิมที่เราเพิ่งจะออกจากมันมาอยู่เสมอ
การเก็งกำไร การทำธุรกิจสีเทา การเปิดวงแชร์ การหลอกลวง อะไรที่ทำให้เราหาเงินมาได้แบบเร็ว ๆ อาจจะทำให้เราร่ำรวยขึ้น แต่คุณก็ยังไม่พ้นไปจากหน้าปัดของ fiat เราไม่มีทางมีเงิน ได้เยอะกว่าพวกที่พิมพ์เงินได้หรอก ต้องความสามารถสิ
ผมพบว่าการออกจากระบบไปได้อย่างแท้จริงต้องอาศัย 2 เงื่อนไข 1. PoW, 2. Time
PoW x Time = ความยั่งยืน
ถ้าเปรียบกับการดูหนังในโรงหนังเรื่อง The Matrix การตั้งใจดูหนังคือ (PoW) เวลาที่ใช้ดูหนังจนจบเรื่องคือ (Time) เมื่อเราทำทั้งสองอย่างนี้อย่างตั้งใจ เราจะพบว่าเราสามารถออกจากโรงหนัง (Exit The Matrix) โดยที่ยังจำเรื่องราวของหนังได้ทั้งหมด โดยที่ไม่ต้องซื้อตั๋วกลับเข้าไปดูซ้ำ
ถ้าขาดสิ่งหนึ่ง คุณหลับตั้งแต่ต้นเรื่อง (No PoW) และถึงแม้จะใช้เวลาหลับจนจบ End Credit (Time) สมการจะเป็น 0 x Time = 0 จากการที่คุณไม่มี PoW
Time เป็นค่าที่เพิ่มขึ้น (ไม่ลดลง) เพราะมันคือชีวิตของเรา ถ้าหากเราไม่มีการ PoW เวลาที่ผ่านมาในชีวิตก็ไร้ความหมาย
ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่าสิ่งที่เราใช้ชีวิตกันมา เกิด โต เข้าโรงเรียน เข้ามหาวิทยาลัย เข้าทำงาน มันไม่เป็น PoW นะ มันเป็น แต่เมื่อมันเอาไปคูณกับเวลา (Time) มันไม่มากพอให้ exit ออกจากระบบได้
แค่ไหนนะเหรอ พี่ nostr:npub15l5mxmljftnnqur8gf2nkjj2yuemqy2kuly7yc29lx7x598svx5s447rgk บก. ของเรานี่แหละตัวอย่างที่ผมรู้สึกชอบ จากเรื่องราวสั้น ๆ จากโพสต์ ExitTheMatrix ของพี่เขาเมื่อเช้านี้
ถ้าหากเราฝึกฝน ตรากตรำ ลงมือทำ ทุ่มเท ให้กับ PoW ของเราจนชำนาญในสิ่งที่ทำ คุณจะอยู่ที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ PoW จะทำให้คุณเหลือ Time เท่าที่คุณต้องการ
สำหรับผมที่ PoW ยังไม่ดีพอ ผมคงต้องไปค้นหาหนทางและฝึกฝนตัวของผมเองต่อไป ส่วนหนึ่งที่ช่วยผมได้ คือให้บิตคอยน์ที่มันเป็น PoW ด้วยตัวของมันเอง ทำหน้าที่เก็บออมวันเวลา (Time) ให้กับผม
ท้ายที่สุดนี้ ถึงแม้เราจะมองเห็นคนที่เราอยากจะช่วย แต่สุดท้ายเราจะช่วยเขาได้เท่าที่ช่วยได้เท่านั้น เราช่วยได้ไม่หมดทุกคนหรอก
การเอาอารมณ์ความรู้สึกของเราไปแทนที่เขา เมื่อเราเห็นว่าเข้ากำลังเดินหลงทาง เป็นการทำให้ตัวเองเจ็บปวดเกินไป
ผมไม่กล้าสอนใครหรอก เพียงแค่ผมคิดว่าการถอยออกมาห่าง ๆ จากจุดที่โฟกัสมากเกินไป ด้วยการใช้มุมมองของการเป็นผู้เฝ้าสังเกตการณ์ด้วยมุมมองกว้าง ๆ ก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวเหมือนกัน
เมื่อเราเรียกแล้วเขาไม่ขาน เมื่อวันที่เขาต้องการเราจะยังอยู่
ขออภัยที่ส่งการบ้านช้า 😅
ช่วงหลัง ๆ ถ้าอ่านแล้วรู้สึกแปลก ๆ ขอโทษด้วยนะครับ ดึกแล้วมันจะมึน ๆ 🥱
https://nostrcheck.me/media/public/nostrcheck.me_7301623415894065841693585596.webp
Discussion
ขอบคุณที่ชอบนะครับ 💕
ค้นหามันไปด้วยกัน 😊เป็นกำลังใจให้ครับ