ผมมองว่าการรู้จักพอมันเกิดขึ้นได้ในทุกสถานการณ์ครับ เพียงแต่บนโลกทุกวันนี้มันยากเย็นมาก เราเข้าสู่จุดที่คนส่วนใหญ่มีรายได้จากการทำงานประจำไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐานของชีวิต ก่อนเราจะพอเพียงได้อย่างน้อยเงินที่เราหาได้มันต้องพอกับต้นทุนขั้นต่ำของชีวิต
แทนที่เราจะเอาเวลาไปคิดว่าเราจะสร้างเนื้อสร้างตัวอย่างไร เรากลับต้องใช้เวลาเกือบทั้งหมดมานั่งดิ้นรนว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร จะมีชีวิตรอดมั้ย สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำให้เรามองการณ์ไกลและวางแผนชีวิตเพื่ออนาคตได้เลย
แต่สำหรับคนที่เริ่มหาเงินได้มากเกินกว่าค่าใช้จ่ายขั้นต่ำในชีวิตแล้ว เขาพอมีทางเลือก เมื่อรายได้มากขึ้นก็อาจจะใช้จ่ายได้มากขึ้น แต่ไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินไป เก็บออมบางส่วนเพื่ออนาคตด้วย แต่โลกที่ขับเคลื่อนด้วยระบบเฟียตหล่อหลอมให้ผู้คนใช้เงินเกินตัว หาเงินได้มากเท่าไรก็ใช้มากเท่านั้น หรือหนักยิ่งกว่านั้นคือใช้เงินมากกว่าที่หาได้ ดึงเงินในอนาคตมาใช้ ผู้มีอำนาจหรือรัฐบาลก็คอยผลักดันให้ผู้คนใช้จ่ายเกินตัวให้มากที่สุดเพื่อให้ตัวเลขทางเศรษฐกิจดูดี
สำหรับคนที่เริ่มเก็บออมได้แล้ว มันก็ไม่ง่ายอีก เพราะนอกจากต้องสู้กับความอยากได้อยากมีของตัวเองแล้ว ยังต้องต่อสู้ดิ้นรนกับการเสื่อมค่าของเงินที่ลงโทษผู้เก็บออมอย่าแสนสาหัส ถ้าเราเก็บเงินไว้เฉยๆ มันไม่ต่างจากการยอมจำนนให้เขาปล้น เมื่อถึงเวลามันจะแทบไม่เหลือค่า
เราจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อและรักษาความมั่งคั่งนั้นไว้ด้วยการลงทุน แต่มันไม่ง่ายและเต็มไปด้วยความเสี่ยง หลายคนลงเอยด้วยการทำมันสูญหายทั้งหมดจากการลงทุนที่ผิดพลาด
โลกเราทุกวันนี้มันบิดเบี้ยวไปหมด และมันจะไปแบบนี้ต่อไป การเก็บออมจะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นๆ ก่อนหน้านี้เราแทบไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม แต่วันนี้ไม่ใช่แล้วเพราะเรามีบิตคอยน์