ในเรื่องการเสื่อมมูลค่าของเงินจากเฟ้อเงินโดยอ้างอิงปริมาณของเงิน money supply m2 นั้น เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ งานหลายๆอย่างที่ผู้คนในสมัยปัจจุบันบอกว่า มันไม่ใช่อาชีพที่ทำให้ รวย นั้น แท้จริงแล้วมันควรจะเป็นอาชีพตั้งแต่แรกหรือไม่ หรือแม้มันเป็นเพียงผลกระทบของระบบการเงินที่เสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ
เพราะในสมัยที่เราอยู่ในระบบการเงินที่สามารถรักษามูลค่าได้อย่างทองคำนั้น งานหลายๆอย่างมักเกิดจากการที่เรา อดออม มาทำในสิ่งที่เราสนใจ แต่ปัจจุบันนั้นเราไม่สามารถ อดออม ได้ เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ถ้าเราเก็บเงินไว้เป็นเงินในหน่วยของรัฐบาล เงินนั้นย่อมถูกทำลายมูลค่าอยู่เสมอๆ จากปริมาณเงินที่ถูกสร้างขึ้นเสมอเสมอ และถูกพลักดัน ให้นำเงินนั้นไปสู่ความเสี่ยง เพื่อรักษามูลค่าของมัน
แต่ถ้าเราอยู่ในระบบที่เงินนั้นไม่เสื่อมมูลค่า การที่เราอดออมได้ เราจะสามารถนำเงินนั้นไปทำในสิ่งที่เราสนอกสนใจ และรักที่จะทำสิ่งนั้น รวมไปถึงสามารถอดออมเพื่อทำสิ่งนั้นได้ เช่น การที่เราจะสนใจสิ่งมีชีวิต อะไรบางอย่างในธรรมชาติ เช่นปลาบางกลุ่ม ปะการังที่สวยงาม ทากทะเลสุดน่ารัก มันจะเกิดจากความชอบในสิ่งเหล่านั้น แล้วเราก็นำเงินที่สามารถรักษามูลค่าได้ ผ่านการอดออม ที่ได้จากการสร้างผลผลิตอะไรบางอย่างให้แก่สังคม มาลงกับมันด้วยความสนใจ เพราะสิ่งเหล่านี้มันอาจไม่ใช่กิจกรรมที่จะไปแสวงหาผลกำไรโดยพื้นฐานอยู่แล้วหรือเปล่านะ
มีคนยกตัวอย่างว่า บุคคลสำคัญในอดีตหลายๆคน ถ้าเขาไม่ได้มีธุรกิจ หรือมีความมั่นคงจากระบบการเงินที่ไม่เสื่อมมูลค่านั้น เราจะใช้เงินทุนจากไหน ในการทดลองนับครั้งไม่ถ้วนที่ล้มเหลว...
และสิ่งนี้แหละที่มันทำให้ผู้คนในปัจจุบันมีน้อยลงเต็มเพราะการที่พวกเขา ไม่สามารถอดออมได้ แล้วคนเหล่านี้จะนำเงินจากไหนมาทำในสิ่งที่พวกเขาสนใจ
บางทีเมื่อเราลองมองมุมอื่นว่า งานเหล่านี้มันไม่มีงานที่รวย หรือมันไม่ควรเป็นงานตั้งแต่แรก.... มันก็น่าสนใจดีว่า เราเดินมาผิดทางหรือเปล่า
#siamstr
ตอนที่เข้าไปในโลกของวงการกาแฟ กาแฟที่หลากหลายเกิดขึ้นมา สองสิ่งที่เห็นในนั้นคือกาแฟแต่งกลิ่น และกาแฟหมักแบบแปลกๆ ข้อถกเถียงที่สำคัญของเรื่องนี้คือ มันปลอดภัยไหม รา ยีสต์ที่คุณหมัก สารเคมีที่ปรุงแต่ง มันมีคนกินแล้วหน้าแดง ปากบวม คำถามของคนในวงกาแฟคือ ใจเย็นก่อน verify ก่อน ทดลองก่อน ทำซ้ำก่อน มันรวดเร็วเกินไป เร็วเกินจนยังไม่ได้ verify ก่อนออกมาขาย ลูกค้าไม่ใช่คนทดลอง
ในตอนที่เข้าไปในโลกของคราฟเบียร์ ก็มีเหตุการณ์แบบนี้เหมือนกัน เบียร์ที่คุณหมักติดเชื้อไหม off flaver ไหม ทำซ้ำแล้วรสชาติเดิมไหม ปรับปรุงพัฒนาสูตรหรือยัง verifyก่อนไหม หรือทำออกมาแล้วขายเลย ลูกค้าไม่ใช่คนทดลอง
ในช่วงที่เราออกจากทช. เราไปเจอเรื่องของ แรงขับจากเงอนที่เสื่อมมูลค่า มันทำให้มีรีบ รีบ เพราะเงินมันเสื่อมมูล ฉันต้องทำหลายงาน ทำรวดเร็ว เพื่อสร้างจำนวนเงิน ให้ทันการเสื่อมมูลค่าของเงิน จนชีวิตเป็นแบบ hight time perference หรือการโหยหายผลตอนแทนระยะสั้นสูง
ในงานวิทยาศาสตร์เหมือนกัน การจากวิจัย การทดลอง จะจบได้ มันใช้เวลาขั้นต่ำหลายเดือน จนไปถึงหลายปี สิ่งนี้ก็ถูกผลของเงินเสื่อมมูลค่าเข้ามาทำให้มี hight time perference หลายๆอย่างดูเหมือนยังจะไม่ได้ผ่านการ verify ก็ถูกนำเสนอมาอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่การแชร์วิดีโอเรือทัวร์ แฮร่ 555555555
แล้ว low time preference ละ ถ้าให้ยกตัวอย่างง่ายๆ เราขอยกตัวอย่างจากการงานของพี่ช่างภาพคนหนึ่งที่เขาทำโปรเจค camera trap ความ low time ของเขาก็คือ มันก็แค่การขึ้นไปเก็บรูป เปลี่ยนแบต ของcamera trap เขาในทุกๆเดือน จนกว่าจะได้รูปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ซึ่งถ้าเขาเป็นคน hight time เขาจะไม่สามารถทำแบบนี้ได้ เพราะมันจะโหยหายรูปที่ตั้งเป้าในระยะเวลาสั้นๆ นั่นเอง โดยเฉพาะการทำงานกับสัตว์ป่า ที่เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้
ที่จริงเรามีความคิดที่เปลี่ยนไปหลายๆสิ่ง ตั้งแต่รู้จักผลกระทบของเงินที่เสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ เสมออ โดยเฉพาะงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ 555555 หมายถึงการมี empathy กับชาวประมงมากขึ้น มันเหมือนมีคำตอบว่า ทำไม ทำไม คนที่ใช้ทรัพยากรมากขึ้น มากขึ้น ความน่ากลัวของเรื่องนี้คือความขัดแย้งของผู้คน โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างคนเมืองที่ทำลายธรรมชาติไปหมดแล้ว เป็นตึก อาคาร บ้านช่อง ที่ไม่ต้องรักษาอะไร เพราะมันเหลืออะไรให้รักษา กับคนในพื้นที่ธรรมชาติที่ใช้ทรัพยากร ที่มักจะถูกโจมตี ซึ่งมันก็ยังจับได้อีกเรื่องคือ akin in the game การแสดงความคิดเห็นมันง่าย ถ้าเราไม่มี skin in the game เพราะมันจะขทดความยับยั้งชั่งใจในผลกระทบต่อตน หรือแม้แต่งานสำรวจ ที่ไม่ได้มองแต่เจอ เย้ เจอ เย้ แต่อยากสำรวจในที่นั้น ในระยะยาว ในฤดูที่แตกต่าง และพยายามทำซ้ำ ทำซ้ำ แต่ก็....อะนะ
สุดท้ายคือ เราแค่มองว่า layer 1 ของปัญหา คือการที่เงินในปัจจุบัน ถูกใช้โดยไม่ใช่วัตถุจากธรรมชาติอย่างทองคำ หรือการที่เงินถูกสร้างโดยไม่ได้ peg กับสิ่งใด จากที่เราเคยมี 1 บาท ในล้านบาท วันดีคืนดี จากในล้าน ก็เป็นในร้อยล้าน มูลค่า 1 บาทเราก็ลดลง (กระเพราราคาจานละ 50 กระเพราก็คือกระเพราเหมือนเดิม สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือปริมาณเงิน ยังไม่นับเรื่องคุณภาพของสินค้าที่ห่วยลง เพราะต้องลดต้นทุน เพื่อคงปริมาณเงินไว้เท่าเดิม)
ซึ่งธรรมชาติก็คือสิ่งหนึ่งที่โดยผลกระทบนั้น เช่นที่ดิน เมื่อเงินเสื่อมมูล ผู้คนก็ต้องหาแหล่งรักษามูลค่า ราคาที่ดินพุ่งสูง มันไม่ได้หมายถึงว่า ที่ดินมีมูลค่ามากขึ้น แต่ปริมาณเงินต่างหากที่เพิ่มขึ้น ที่ดินมันก็มีขนาดเท่าเดิม แต่เมื่อมันสามารถรักษามูลค่าได้ ที่ดินเลยถูกจับจองจำนวนมาก ป่าเขา ชายหาด ถูกจับจอง แต่ไม่ได้ถูกใช้งาน เพราะเขาซื้อไว้รักษามูลค่า ราคาที่ดินสูงเกินหน้าที่การอยู่อาศัย และมันคือรกร้าง รวมไปถึงป่า ป่าชายเลน ชายหาด วันดีคืนดีมีกฏหมาย ที่รกร้างต้องเสียภาษีแพง ตู๊มมม ไถป่า ขุดดินมาถม ป่าชายเลน ป่าจาก พื้นที่ทางธรรมชาติ ถมดินมาปลูกกล้วย ปลูกไม้ราคาถูก แบบปลอมๆ เพื่อลดภาษี ผลคือธรรมชาติถูกทำลายแบบฟรีๆ โดยไม่มีการใช้งาน มันถูกใช้เพียงฟังชั่นเดียวคือ รักษามูลค่าเท่านั้น...จากเหตุที่เงินเสื่อมมูลค่า โดยที่ฟังชั่นทางนิเวศ ถูกทำลายไปแบบสูญเปล่า
ถ้าเข้าใจผิดพลาด ก็คือผิดพลาด 5555 แต่ความเชื่อ ณ ตอนนี้layer 1 ของปัญหาคือเงินเสื่อมมูลค่า...
#siamstr
ทำไมกาแฟกลิ่นบลูเบอรี่ชัดกว่าบลูเบอรี่เสียเอง แบบนี้คือเฟียสกาแฟไหมครับ เพราะการจะทำให้กาแฟมีกลิ่นนสที่ดี ราคาสูงมาก ก็ใช้กาแฟที่คุณภาพลดลงมาหน่อย แล้วเสริมกลิ่นไปแทน
จริงๆอีก 1 - 2 สัปดาห์ ก็จะครบจุดอะไรบางอย่างในชีวิตหลังจากออกจากการทำงานหญ้า และไปเลี้ยง
เพรียงทราย 1 ปี กับกรมประมง และกลับมาทำงานสัตว์หายากที่(เกยตื้นบ่อย)ที่จะครบ 1 ปีละ ความเศร้าคือ ความรู้สึกที่ไม่เหมือมเดิมม นี่แหละ แบบมันไม่รู้สึก 55555 เมื่อเราไปค้นพบปรัญชาหนึ่งของ btc ที่กล่าวว่าเงินเฟ้อจาก money supply ที่เป็นตัว drive ปัญหาต่างๆในโลกนี้ โดยเฉพาะปัญหาทางทะเล ที่เราสัมผัสและพยานามเข้าไปมีส่วนร่วม ตั้งแต่หลังเรียนจบ เพราะมันบอกว่า layer 1 ของเหตุผลที่รัฐสร้างเงิน (money supply ที่เพิ่มขึ้น) นี่แหละที่เราต้องแก้ ถ้าไม่แก้ตรงนั้น คุณก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาในlayer ที่ 2 3 4 ได้เลย ยกเว้นคุณจะเป็นประเทศ layer 1 นั่นเอง....
แล้วตัวอย่างของ ปัญฟาจากการพิมพ์เงินคืออะไร เราชอบมากที่สุดก็คือ ชาวประมงกับการจับปลาแหละ
คือการพิมพ์เงินเนี่ย ในเพิ่ม supply ของเงินใช่ไหม นั่นหมายความว่าเงอนของคุณนั่นก็จะเสื่อมมูลค่าลงไป เมื่อคุณเคยมี 10 บาท ใน supply 1ล้าน วันดีคืนดี รัฐสร้างเงิน แล้ว supply เพิ่มขึ้นเป็น สิบล้าน 10 บาท ของคุณก็มูลค่าลดลง เปลี่ยนจาก เงิน เป็น นาฬิกา พระสมเด็จก็ได้ วันดีคืนนี้ supply ของเหล่านั้น เพิ่มขึ้น ราคาก็ลง ประมาณนั้น.
และเมื่อเงินของชาวประมงเสื่อมมูลค่า ปริมาณเงินที่ใข้ซื้อของ ในการมีชีวิต อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ก็ใช้มากขึ้นตาม supplyของเงิน หรือที่บอกว่า ข้าวของแพงขึ้นนี่แหละ มันก็จะมาสะท้อนถึงปริมาณการจับสัตว์น้ำที่มากขึ้นของชาวประมง เช่นปกติ ชาวประมงจับปูม้า วันละ 1 โล เลือกตัวใหญ่ ตัวแน่น ชนิดที่อร่อย ได้เงิน 200 บาทในเคยพอใช้ชีวิต แต่เงินเฟ้อแล้ว มันไม่พอ ชาวประมงก็ต้องจับโลที่ 2 3 4 5 6 หรือแม้แต่ 10 ในมันสู้เงินเฟ้อจากปริมาณเงินที่ถูกสร้างขึ้นมา
แม้ราคาปูม้าจะขึ้นมาเหมือนกันตาม money supply ก็ตามต้นทุน การใช้ชีวิต และการจับ มันก็ขึ้นตามเช่นกัน การจับปูม้าเยอะขึ้น ไม่ได้หมายความว่า จะมีรายได้มากขึ้น มันเพียงเพิ่มตาม มูลค่าของเงินที่เสื่อม รวมไปถึงการลงแรงของชาวประมง กับการลงแรงเพื่อสร้างเงิน ที่มันง่ายกว่า การลงแรงทำประมง
จนวันหนึ่งวัฏจักรสัตว์น้ำก็พังลง... เพราะจับยังไงก็เอาชนะเงอนเฟ้อจากการสร้างไม่ได้หรอก ชาวประมงไม่เลือกขนาด ไม่เลือกเพศ ไม่เลือกพันธุ์ เราจะได้เห็นปูชนิดต่างๆ ที่ไม่เคยมีราคา รสชาจิไม่อร่อย จนวันหนึ่งมันก็ขายได้ เพราะวัฏจักร สัตว์น้ำมันพังหมดแล้ว
คำถามคือ ชาวประมงผิดไหม? สำหรับเราคือไม่ผิด แต่ในโลกปัจจุบัน คนเราก็มาตบตีกันเอง ชี้หน้าด่าว่า อาชีพนั้น ไม่ดี พูดง่ายๆ ใครคนอื่นหยุดทำอาชีพ ในขณะที่บางคนใช้ชีวิตสุขสบาย มีรถ 3 คัน 8 คัน เกินความจำเป็น มีเงินมากมายซื้อรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นรถคันที่เกินจำนวนคนในครอบครัว แล้วถ่ายรูปลงเฟสว่ารักโลก จะทำอะไรก็ได้ เพราะในเมืองไม่มีอะไรธรรมชาติอะไรให้รักษาแล้ว... ซึ่งมันแก้ปัญหาอะไรไม่ได้
เพราะเงินที่เสื่อมมูลนั้น เป็นแรงขับเคลื่อนให้มนุษย์เอาตัวรอดก่อน ซึ่งเป็นความขึ้นพื้นฐานในการมีชีวิตอยู่แล้ว
#siamstr
ช่วงที่ทำงานกรมประมง 1 ปี คือช่วงที่เราเรียนรู้ทางด้านสังคม นั่งฟังปรัญชา ผลร้ายของเงินที่เสื่อมมูลค่า รวมไปถึงน่าจะเป็นผลรวมๆของการไปบ้านคุณหมอ ที่เป็นร้านขายของในระแวกของห้องเช่าของผู้คนรายได้ขั้นต่ำ มันได้เห็นสังคมที่กว้างขึ้น และสิ่งเหล่ามันทำให้มุมมองต่องานที่เราทำเปลี่ยนไป แม้เราจะสนุกกับงานสำรวจเหมือนเดิม ตื่นเต้นและดีใจที่ได้ใช้จินตนาการในการออกแบบการสำรวจ การเปลี่ยาแปลงแก้ไข วางแผน เพื่อการพบเจอสิางที่เรียกว่าสัตว์ทะเลหายาก แต่สิ่งที่เราเปลี่ยนไปคือ มุมมองต่อผู้ใช้ทรัพยากรใน layer 1 หรือง่ายๆคืออาชีพที่ใช้ทรัพยากรโดยตรงนั่นแหละ มันเหมือนเราเห็นใจเขาขึ้น เรามอง
เขาในมุมมองของการเป็นวิทยาศาสตร์พลเมือง ด้วยเหตุผล ไอ่ปรัญชาที่เงินเสื่อมมูลค่านี่แหละ มันบังคับให้เขาต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้น มากขึ้น เพื่อตลอดสนองต่อเงินที่เสื่อมมูลค่าจาก money supply แต่มันก็ไม่พอ และที่สำคัญคือ มัยคือเรื่องของ skin in the game ในระดับของการมีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้คนที่มักบอกให้ผู้คนใน layer 1 เลิกประกอบอาชีพ หรือ เป็นคนไม่ดี ในขณะเดียวกัน ผู้คนที่บอกเหล่านั้น คือเขาอยู่ใน layer 3 4 5 ไปแล้ว โดยที่ไม่ต้องระบผลกระทบ สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราคิดอยู่ในใจว่า ทำไม คนเรานั้นสามารถบอกใฟ้คนอื่นเลิกประกอบอาชีพได้ง่ายดายแบบนั้น เพียงเพราะเขาไม่ได้มี skin in the game หรือ การอนุรักษ์ที่เขาถวิลหา ทำไมมันช่างรุนแรงแบบนั้น
#siamstr
ความยากของานด้านธรรมชาติ และช่องว่างที่มากขึ้น
ช่วงที่เราไปเลี้ยงเพรียงทราย อยู่ที่กรมประมงนั้น เป็นช่วงที่เรานั้น ได้ออกนอกเส้นทาง ของงานที่เคยทำจำพวก หญ้าทะเล ปะการัง สัตว์ทะเลหายาก และนั้นคือโอกาสที่เราไม่รู้ตัวว่า มันทำให้เราได้เห็นโลก ในมุมต่างๆมากขึ้นในด้านอื่นๆ หนึ่งในนั้น คือการเงิน (อยากรวยเร็ว จะได้รีบลาออกอะนะ 55555) แต่ความตื่นเต้นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันดันไปเชื่อมโยงกับปัญหาที่พยายามแก้ไขอยู่
หลายๆใครคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า "คนหาเช้ากินค่ำแค่เขาคิดเรื่องความอยู่รอดวันต่อวัน ก็เหนื่อยจะตายแล้ว จะเอาเวลาที่ไหนมาคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมละ" เรื่องการเงินที่เราไปเจอ มันช่วยอธิบายประโยคเหล่านี้ ได้อย่างชัดเจน
เงินเฟ้อ เฟ้อที่ไหน? เงินเฟ้อนั้นหลายๆคนอาจจะเข้าใจว่า เฟ้อจากราคาของที่สูงขึ้น แต่สิ่งที่เราไปเข้าใจมานั้น เงินเฟ้อ เฟ้อจาก ปริมาณเงิน money supply เราเคยเข้าใจว่า ถ้าเราอยากมีปริมารเงินที่เพิ่มขึ้นนั้น เราต้องมีปริมาณทองคำ ที่เท่ากัน วางไว้เป็นหลักประกันอยู่ แต่คำถามคือ ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นตอนนี้ มันเพิ่มขึ้นได้จากอะไร ทำไมเงินสร้างง่าย และคุณค่าของเงินก็ลดลงแบบที่เรา "ไม่สามารถอดออมได้" ตอนเด็กเราถูกสอนให้หยอดกระปุก แต่โตขึ้นมาเราถูกสอนใน ลงทุน เพราะเงินมันเสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ เพราะการออมมันไม่สามารถทำได้จริง
สิ่งนี้แหละที่มันรีเลทกับปัญหาด้านธรรมชาติ และคือ layer 1 ที่ทรัพยากรถูกใช้งานเกินเหตุอันควร คือ เงินมันเสื่อมมูลค่า
เราตั้งคำถามง่ายๆเลยว่า เราทุกคนต้องทำงานสร้าง productivity เพื่อแลกเงินไปปล่อยคาร์บอน แต่ในระบบการเงินที่สามารถสร้างเงิน มาปล่อยคาร์บอนได้นั้น มันไม่แปลกที่คาร์บอนจะถูกปล่อยออกมา จนวัฏจักรของมันเสียไป ถ้าเราอยากเติมน้ำมัน เราต้องทำงานแลกเงินไปซื้อน้ำมัน แต่ทำไมเราจึงสามารถสร้างเงินมาซื้อน้ำมันได้
ในเรื่องของการประมง ชาวประมงต้องจับปลาเพื่อแลกเงิน ชาวประมงสามารถเลือกจับปลาตัวใหญ่ ปลาชนิดที่อร่อยๆ ตามความต้องการของผู้ตน แต่เงินของชาวประมงนั้น เสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ นั้นเท่ากับว่า ชาวประมงไม่สามารถจับปลาได้เท่าเดิมได้ เพราะมันช้ากว่าเงินเฟ้อจากปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น ผลคือ ชาวประมงต้องจับปลาเกินกว่าที่ต้องการ ปลาตัวเล็ก ปลาชนิดที่ไม่อร่อย ถูกจับมากขึ้นเพื่อ จะมาสู้กับเงินเฟ้อนั้น และวัฏจักรของสัตว์น้ำก็พังลง....
ทรัพยากรต่างๆ ต้องถูกใช้เพิ่มตามรปริมาณเงินที่เฟ้อขึ้นนั้น ไม่ใช่เพราะสังคมมนุษย์เติบโตขึ้น แต่เป็นเพราะ เราต้องหาเงินให้มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น เพื่อให้เรามีเงินมากพอ ที่จะเอาชนะเงินเฟ้อได้
และปัญหานี้ที่แหละที่จะสร้างความขัดแย้งให้กับผู้คน โดยเฉพาะผู้คนใน layer 1 ที่ใช้ทรัพยากรโดยตรง แต่กลับกลายเป็นผู้ร้าย ต่อผู้คนที่ใช้ทรัพยากรทางอ้อมใน layer 2 3 4 5 ที่มักถูกนิยามว่า คนในเมือง คนในแผ่นดินต่างๆ ที่ไม่ต้องมาใช้ทรัพยากรโดยตรง
skin in the game หรือการมีส่วนได้ส่วนเสียนั้น ผู้คนที่ใช้ทรัพยากรใน layer 2 3 4 5 มักจะสามารถพูดหรือบอกให้ผู้คนใน layer 1 หยุดประกอบอาชีพได้ ง่ายๆ เพราะมันไม่ได้มีผลเสียต่อเขา เราสามารถเห็นเหตุการณ์นี้ได้ตามดราม่าต่างๆ ไม่ว่าจะโรนันกับไต่เรือ ลอบกับนักดำน้ำ หรือฉลามกับชาวประมง เป็นต้น
หรืออย่างกรณีล่าสุด ลอยกระทง การตั้งคำถามว่า ถ้าไม่นับเรื่องเงิน ขอดีของการลอยกระทงคืออะไร คำตอบก็คือ เรื่อเงินนั้นแหละ 5555 แต่ทำไมละผู้คนถึงมองจะแต่เรื่องเงินก่อนทุกสิ่งเสมอ ก็เพราะเงินคือสิ่งที่ทำให้ทุกคนมีชีวิตรอดได้ แบบทางตรง layer 1 การที่เงินเสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ มันทำให้ผู้คนไม่สามารถมองอนาคตได้ ไม่สามารถมองได้ว่า พะยูน เต่าทะเล นก หรือระบบนิเวศหน้าบ้านเขา จะสร้างเม็ดเงินในเขาทางอ้อมใน layer 2 3 4 5 อย่างไร
พะยูนตาย หรือมีชีวิต ฉันก็ไม่ได้เงินเพิ่ม แต่ขายกระทง ฉันได้กำไรส่วนต่างแน่ๆ
และนี่คือปัญหาที่แท้จริง layer 1 มันไม่เกี่ยวเรื่องจิตสำนึก เรื่ององค์ความรู้อะไร มันมีแต่เรื่องของ เงินที่เสื่อมมูลค่าจนผู้คนไม่สามารถ มองอย่างอื่นได้นั่นเองงง เพราะถ้าเรามีเงินที่แข็งแกร่งนั้น ผู้คนจะรู้จักพอ ด้วยกลไกลของธรรมชาติ....
#siamstr
เมื่อ 3 สตางค์ = 1 sat
ความน่าสนใจคือ เงินเฟ้อจาก money supply นั้น ทำให้ผู้คนหลงลืมจนไม่รู้สึกถึงคุณค่าของ หน่วยย่อยของเงินบาท ที่ 1 บาท มี 100 สตางค์ เพราะมันเฟ้อ จนไม่สามารถใช้งานได้จริง ความน่ากลัวในลำดับไปก็คือ มันจะมีวันที่เงินเฟ้อจนผู้คนรู้สึกว่า 1 บาทนั้น ไม่มีค่าหรือไม่...
ในเรื่องของธรรมชาติที่ถูกทำลายนั้น เราตั้งคำถามง่ายๆเลยว่า เราทุกคนต้องทำงานสร้าง productivity เพื่อแลกเงินไปปล่อยคาร์บอน แต่ในระบบการเงินที่สามารถสร้างเงิน มาปล่อยคาร์บอนได้นั้น มันไม่แปลกที่คาร์บอนจะถูกปล่อยออกมา จนวัฏจักรของมันเสียไป
ในเรื่องของการประมง ชาวประมงต้องจับปลาเพื่อแลกเงิน ชาวประมงสามารถเลือกจับปลาตัวใหญ่ ปลาชนิดที่อร่อยๆ ตามความต้องการของผู้ตน แต่เงินของชาวประมงนั้น เสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ นั้นเท่ากับว่า ชาวประมงไม่สามารถจับปลาได้เท่าเดิมได้ เพราะมันช้ากว่าเงินเฟ้อจากปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น ผลคือ ชาวประมงต้องจับปลาเกินกว่าที่ต้องการ ปลาตัวเล็ก ปลาชนิดที่ไม่อร่อย ถูกจับมากขึ้นเพื่อ จะมาสู้กับเงินเฟ้อนั้น และวัฏจักรของสัตว์น้ำก็พังลง....
#siamstr
พูดกับคนในเฟสไม่ได้ เขาอาจจะไม่เข้าใจ 5555555
การที่เงินเฟ่อแต่ค่าแรงไม่เพิ่ม หมายความว่า จำนวนประชากร มันเฟ้อมากกว่าเงินไหมครับ #siamstr
Time preference การโหยหาผลตอบแทนระยะสั้น ผู้คนไม่อยากจะเป็นคนร้ายในสายตาคนอื่น แต่ระบบการเงินที่เสื่อมมูลค่าอยู่เสมอนั้น บังคับให้ผู้คนร้ายโดยไม่รู้ตัว
อ้างอิงจาก money supply ที่ทำให้ผู้คนนั้น มี hight time preference คือโหยหาผลตอบแทนระยะสั้นสูง มองอนาคตไม่เห็น และไม่สามารถอดเปรี้ยวไว้กินหวานได้ เช่น คำกล่าวว่า ผู้คนไม่สามารถสนใจเรื่องธรรมขาติได้ เพราะแค่การเพียงสนใจว่า วันพรุ่งนี้จะต้องหาเงินจากไหนในการมีชีวิต อาจจะยาวขึ้นด้วยการว่า สัปดาห์หน้าต้องหาเงินยังไง หรือแม้แต่มนุษย์เงินเดือนที่มีเงินใช้เดือนชนเดือนนั้น แค่ชีวิตตนเอง เขาก็คงไม่มาสนใจในเรื่องราวของทรัพยากรธรรมชาติที่ กล่าวอ้างว่า โลกจะล่มสลาย ในอีก 10 20 30 ปี ที่เป็นอนาคตนั้น
ซึ่งต่างจากผู้คนที่เรื่องรู้สึกพอเพียง หรือรู้สึกว่าตัวเองเซฟแล้ว ฉันมีเงินสำรองอีก 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 10 ปี ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้มุมมองการมองโลกที่แตกต่างกันไป เพราะเงินที่เสื่อมค่าอยู่เสมอ ซึ่งสามารถมองง่ายๆว่า หน่วยสตางค์ ในวันนี้ผู้คนสามารถใช้ทำอะไรได้บ้าง เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีต ที่ชัดเจนกว่านั้น มีใครในสังคมสามารถมั่นใจได้ว่า ราคาค่าใช้จ่ายในอนาคตจะยังคงเท่าเดิมในวันนี้ ผลคือ ผู้คนจะต้องกอบโกยมากขึ้น เพื่อหาเงินมาชดเชยในส่วนที่เสื่อมมูลค่าในอนาคต กับอีกทางก็คือ ผู้คนทิ้งเงิน แล้วเก็บเวลาและพลังงานของพวกเขาในรูปแบบอื่น เช่น ที่ดิน เป็นต้น
วิธีเหล่านี้นั้นส่งผลให้ เกิดปัญหาต่างๆอย่างที่พวกเรากำลังกังวลในปัจจุบัน ที่ดินที่มีความต้องการแฝงในการรักษามูลค่าแทนเงิน การประกอบอาชีพที่ไม่สนใจใยดีอะไรเพียงเพราะฉันต้องมีเงินใช้ ในการมีชีวิต ต้นตอของปัญหาที่ทุกคนอาจจะคิดว่ามันอยู่ที่จิตสำนึก แต่แท้จริง layer 1 อาจจะเป็นการที่ระบบการเงินของสังคมโลก ออกจาก gold standard ตั้งแต่ปี 1971 ก็เป็นได้
น่าเศร้าที่คนเราคิดว่า ถ้าไม่มีระบบการเงินปัจจุบันที่เงินเสื่อมมูลค่าแล้วโลกจะไม่เจริญ โดยไม่นึกถึงความเจริญ การค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่ก่อนหน้าที่ระบบการเงินที่เสื่อมมูลค่าแบบนี้เกิดขึ้นมา
ในเมื่อคนเรารู้สึกพอเพียง(เซฟ) คนเราจะเอาเวลาและมูลค่าคงเหลือไปค้นหาสิ่งใหม่ๆ ไปทำอะไรในสิ่งที่เขาสนใจ มากกว่าพยายามกอบโกยเงินแบบไม่มีสิ้นสุด(ไม่รู้สึกเซฟ)เพราะเงินมันเสื่อมมูลค่าอยู่เสมอ
เมื่อเงินของคนเราไม่เสื่อมมูลค่า การหยอดกระปุกออมสินที่สามารถเป็นจริงได้ ผู้คนจะทุบกระปุก และนำมันไปสร้าง productivity
ราคาทรัพย์สินต่างๆ ที่ไม่ได้มี demand จากการรักษามูลค่า เพราะเงินที่เสื่อมมูลค่า ผู้คนต่างทิ้งสิ่งนี้ และใส่ demand ไปในทรัพย์สินอื่นๆจนราคาสูงเกินที่ผู้คนจะครอบครองมัน ตามหน้าที่ เช่น ที่ดิน ที่มีไว้อยู่อาศัยและประกอบอาชีพ เป็นต้น
ซึ่งมันรวมไปถึงโลกร้อนและปัญหาขยะ เมื่อมีคนที่สามารถพิมพ์เงิน(ก่อหนี้)มาซื้อพลังงาน กับคนที่ต้องทำงานเพื่อซื้อพลังงานนั้น การปล่อยพลังงานมหาศาบที่ไม่ได้สัมพันธ์กับการทำงานที่ต้องสร้างระบบมารองรับ และก่อตัวของรูปแบบพลังงานที่เหมาะสมกับภูมิประเทศนั้นๆ รวมไปถึงการลดต้นทุนหรือสวัสดิการที่รีดเค้นจนไม่สนใจใยดีอะไร เพื่อหนี้เงินที่เสื่อมมูลค่า โดยเฉพาะ trade off ต่างๆที่ต้องแลกมา ทันเป็นเหมือนๆกึ่งจิตวิทยาและสิ่งแวดล้อมที่หล่อหลอมผู้คนรวมถึงตัวเราเองเป็นเช่นนี้
สุดท้ายแล้วเราไม่สามารถแก้layer1ของปัญหาด้วยอำนาจรัฐที่มากมายมหาศาล และทุกๆคนต้องศึกษาจนใกล้เคียงอาชีพที่ 2 เพื่อลงทุนในการหนี้เงินที่เสื่อมมูลค่า ที่น่าสนใจคือเงินเฟ้อ 2% จริงไหม แต่2% แบบดอกเบี้ยทบต้นมันมากมายมหาศาลแค่ไหนกัน
#siamstr
ให้รัฐบาลเลิกพิมพ์เงืนและใช้หนี้
https://www.facebook.com/share/p/j7Yfsj8sQECP4KYE/?mibextid=qi2Omg
#siamstr
เมื่อขับรถผ่านวันไหลประแสร์ ที่ผู้คนออกมาเต้นรำ สาดน้ำ รับความสุข สนุกสนาน มันมี 2 สิ่งในหัวก็คือ
ศาสนา แม้จะออกตัวว่าไม่นับถือศาสนาใด ซึ่งความรัยอาจจะมีความหมายว่า ไม่นับถือศาสนาใดเลย หรือ เปิดอกรับทุกศาสนาก็ได้ ในขณะที่เราสามารถนั่งดู https://youtu.be/K9gAoH1Ge6Y?si=2s4fZiO3kb6Fqx28 คลิปคนไปทำฮัจย์ได้ ประมาณ เกือบ 10 รอบ โดยใช้มันเป็น เสียงพูดกล่อมนอน แม้จะไม่เข้าใจในหลายๆตรรกะ แต่ก็รู้สึกถึงความจริงจรัง ของผู้คนที่นับถือ แต่ลึกๆในความคิดคือ ถ้าถอดทุกอย่างออก เรารู้สึกว่าแกนมันเหมือนแกนเดียวกับเราไปเดินขึ้นเขาคิชกุฏ... ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าที่เราดูได้เกือบ 10 รอบ เพราะวิดีโอมันดีด้วยหรือเปล่า หรือก็ไปฟังเบียร์สด ยูทูปเบอร์ ที่เปลี่ยนมานับถืออิสลามว่า ทำไม เหตุผลอะไร ตรรกะอะไร เขาถึงเลือกจะเปลี่ยนมานับถือแบบนี้ ซึ่งพอเราเห็นงานสงกรานนี้ที่ติดหน้าวัด เรานึกถึงคลิปหนึ่งคือ เจาะข่าวตื้น https://youtu.be/j6xI7ZMlfZU?si=yExP5QD0ny6Q1i-N ช่วงนาทีที่ 20+ กับการจัดงานรื่นเริงปิดถนนหน้าวัด มีดนตรีเสียงดัง ดื่มเหล้าดื่มเบียร์หน้าวัด...
ความสุข ขณะกำลังขับรถผ่าน คุณหมอก็พูดขึ้นว่า อิจฉาคนพวกนี้เนาะ ทำไมเขาหาความสุขกันง่ายจัง ถ้าเป็นเราๆ ต่อไปยืนในเวทีนั้นๆ ก็คงไม่จอยด้วย เราเห็นด้วยกับคุณหมอว่าทำไม ความสุขของเราช่วงนี้ถึงไปยึดคิดกับของที่มีราคาสูง แต่รายได้ตัวเองต่ำ... 5555555 ด้วยนะ แบบการที่ไปนั่งร้านคราฟเบียร์ ร้านแบบที่สงบๆคนน้อยๆ หรือบางร้านที่มีดนตรีแบบ acoustic แต่จริงๆ ก็ผ่านไฟฟ้าหมดนะ แต่แบบไม่เสียงดังโวยวาย แบบกีต้าร์ตัว กลองpad ตัวไรงี้ ที่เรานั่งได้ทั้งคืน คุณหมอนั่งวาดรูปได้เป็นอัลบั้ม 5555 หรือจะเป็นไปร้านกาแฟแบบspecialty ที่มีเมล็ดให้เลือก ที่ไม่ได้ซื้อจากช๊อปปี้ด้วยนะ ร้านที่บาริสต้าหรือเจ้าของร้าน มีความตั้งใจ ความรู้ในกาแฟ เราวัดร้านเหล่านี้ด้วย houseblend ของร้าน เราก็นั่งได้โง่ๆทั้งวัน หรือล่าสุดเราอยู่ในช่วงบ้าเนื้อวัว 5555555 เราเริ่มต้นด้วยแม็คโครนี่แหละ คุณหมอชอบแซวเราว่า เธอหน้ายิ้ม เวลาไปยืนมองเนื้อวัวหน้าเซลฟ์ขายเนื้อวัว นั้นคือคำถามว่า ทำไมตัวเราเองต้องสร้างอะไรให้ ทำไมต้องชมพู แล้วเกลือดำละ ที่มันมีกลิ่นไข่เน่าจัดๆ 555555 ทำไมพริกไทยต้องสามสีอะ
#siamstr
ไม่ควรมีคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่สามารถเลี้ยงสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งได้ และห้ามคนอื่นเลี้ยงสัตว์ชนิดนั้น อย่างเช่นพวกสัตว์สงวน สัตว์คุ้มครอง #siamstr
อีกสิ่งหนึ่งที่ปรัญชาของ btc บอกเราก็คือคำว่า "กลไกตลาด" ความน่าสนใจคือมีคนบอกว่า กลไกตลอดคือกลไกธรรมชาติแบบหนึ่ง ที่เกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์
เราอาจจะเคยได้ยินว่า ตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลคือตำแหน่งที่ต้องการในอนาคต แต่ปัจจุบันกลไกบอกว่าแม้เงินเดือนจะ 15,000 หรือบางที่ 14,xxx ก็ยังมีผู้คนรอที่จะสมัคร และรอเรียกบัญชียาวเหยียด ที่นี้เราลองเทียบกับตำแหน่งจำพวกนักวิชาการสิ่งแวดล้อม ที่ตลาดถูกบังคับให้มี ตำแหน่งเหล่านี้ในพวกโรงงานต่างๆ ที่ต้องควบคุมและตัดการของเสียต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถ้ากฏหมายไม่บังคับ เราก็เชื่อว่า ตำแหน่งเหล่านี้ก็คงจะหายไป ด้วยความไม่จำเป็นไรต้องเพิ่มต้นทุนให้เสียกำไร
ที่นี้มาดูการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ในคณะที่เราจบมาแม้เราจะไม่ได้เรัยนวิชาด้านการเพาะเลี้ยง แต่ก็ได้สัมผัสว่า มีการพัฒนาการเลี้ยง การพัฒนานำเทคและองค์ความรู้ต่างๆ เข้ามา ซึ่ง การพัฒนาเหล่านี้นั้น แลกมาด้วยปริมาณการจับที่มากขึ้น เท่ากับผลกำไรที่มากขึ้น เราเห็นมุมนี้ที่กว้างขึ้น จากการไปตามคุณหมอไปงานสัตวแพทย์สัตว์น้ำหรืออะไรซักอย่าง ที่พบว่า มีสัตวแพทย์ ที่ดูแลเรื่องนี้กุ้งให้บริษัทชั้นนำ ความน่าสนใจคือ สัตวแพทย์คนนั้นอธิบายเรื่อง pound dynamic ของบ่อเลี้ยง แล้วต่อด้วย กลไกการติดโรคของกุังต่อ
ถัดลงมาก็เป็นวงการปลาสวยงาม ก็จะเห็นอุปกรณ์ต่างๆจากยี่ห้อต่างๆ ที่เกิดจาหการพัฒนา แต่การพัฒนาที่ว่ามันเกิดขึ้นได้ ก็เพราะมีผลกำไร มีรายได้ตอบแทนกลับมานั้นเอง ที่เด่นชัดก็คงเป็นปะการัง ที่เราจะเห็นว่ามีการออกแบบอุปกรณ์เฉพาะไว้สำหรับเลี้ยงปะการัง
ที่นี้ลองมาดูสัตว์คุ้มครอง สงวนละ สิ่งที่จะพัฒนาขึ้นไปได้ ก็คงมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีของรัฐ ซึ่งจะเพิ่มขึ้นหรือน้อยลงตามการจัดเก็บภาษี มันไม่เคยพอ และไม่สามารถขยายไก้ตามกลไกตลาด
การที่เราเห็นด้วยกับหารเลี้ยงสัตว์ เราไม่ได้คาดหวังกับการเลี้ยงแล้วปล่อย หรือเพาะแล้วปล่อย แล้วเราหวังการพัฒนาที่เกิดขึ้นเพื่อสร้างผลกำไรหรือเม็ดเงินมากกว่า เพราะมุมมองของเราสัตว์เลี้ยงกับสัตว์ป่านั้น แยกจากกัน
มันทำให้เรานึกถึงกรณีเต่าทะเลที่เรีสอร์ทกาะช้าง ไม่มีใครปฏิเสธกฏหมายได้ แต่คำถามที่น่าสนใจคือ สวัสดิภาพและสุขภาพของมันเป็นอย่างไร มันแตกต่างจากสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำอื่นๆไหม หรือแท้จริงแล้ว เอกชนก็สามารถทำได้
อีกสิ่งหนึ่งที่ปรัญชาของ btc บอกเราคือ รัฐไม่มีต้องทำอย่างก็ได้ รัฐเพียงแค่ขีดเส้นบางๆเส้นหนึ่งไว้แล้วให้การแข็งขันเป็นตัวกำหนด เพราะตอนนี้รัฐที่มีอำนาจควบคุมระบบการเงิน มันทำให้รัฐมีอำนาจมากเกินที่จะควบคุมไปแล้ว ดูได้จากการบังคับใช้ต่างๆ การดูแลที่ไม่ทั่วถึง แม้แต่เรื่องการอนุรักษ์เสียเอง
สุดท้ายพอเขียนถึงตอนนี้ ก็มาคิดว่า position ที่เราอยู่นั้นสามารถสื่อสารแบบนี้ได้ไหมนะ 555555555
#siamstr
เดินสายงานอนุรักษ์ งานธรรมชาติ งานท้องทะเลมาตลอด จนรู้จักbtc ที่มุนบอกว่า ไม่ว่าเราจะทำยังไง ก็แก้ไขปัญหาไม่ได้หรอก ถ้าไม่แก้ระบบการเงิน เฝ้ามองหัวเราะ ผู้คนที่ถกเถียงกันอย่างบ้าคลั่ง ปต่ความลำบากใจหนึ่งคือ เราออกตัวด้านการอนุรักษ์ เมื่อเราเปลี่ยนไป กระดูกสันหลัง สิางที่เราเคยพูดไว้ต่างๆ มันจะย้อนกลับมาทำร้ายเราไหมนะ แต่ ณ ตอนนี้มันรู้สึกจริงๆว่า ถ้าไม่แก้ระบบการเงิน มันแก้ไม่ได้หรอก #siamstr
ก่อนหน้านี้เราอาจจะมีความหวังด้วยพรรคการเมือง ในขณะที่เราถลำลึกเข้าไป จนในช่วงbtc bloom ช่วงประมาณ 4 ปีก่อนที่ เราก็อาจจะเป็นคนในหลายๆคน ที่อยากจะรวยเร็วแบบคนอื่นเขา แต่มีสิ่งหนึ่งที่แตกต่างออกไป
ปรัญญาของ btc การไปนั่งดูเพื่อหวังข้อมูลที่จะรวยเร็วนั้นกลับได้ เราบังเอิญไปเจอ ปรัญญาเรื่องราวของ btc ต่างนานๆ และมัน again ทุกอย่างที่เราเขาใจ ที่เราคิดว่ามันดี มันตั้งคำถามต่างๆ ให้กับเรา และนั้นคือจุดเปลี่ยน
ในการทำงานด้านทะเล point หลักเราก็คงเป็น การอยากมีธรรมชาติที่ดี อย่างที่เราจินตนาการ แต่layer 1 ขิงปัญหานี่คืออะไร ทำไมผู้ถึงต้องกอบโกย ทรัพยากรขนาดนั้น ขนาดที่เลือกจับสัตว์น้ำไม่ได้เลย วัยอ่อน วัยแก่ มีไข่ ถูกกอบโดยไปหมด แต่ผู้คนก็ยังไม่ได้ดูรวยขึ้น
btc บอกเราว่า เพราะรัฐ เพราะรัฐสามารถก่อหนี้ พิมพ์เงิน ออกมาได้ โดยไม่มีอะไร pegไว้ เราอาจจะเคยได้ยินว่า ทองคำ เคยเป็นพื้นlayer 1 ของระบบการเงินมาก่อน แต่เมื่อ 1971 มันก็ถูกถอดออกไป เราสามารถ ดูได้จาก money supply ที่เพิ่มขึ้น นั้นคือคำตอบว่า เงินเฟ้อ คืออะไร และที่รัฐบอกเราว่าเฟ้อปีละไม่กี่% มันจริงไหม
แล้วมันเกี่ยวกับงานธรรมชาติทางทะเลของเรายังไง เราทองว่า ปัญหาlayer 1 ที่เงินเสื่อมมูลค่า ปริมาณเงินเพิ่มขึ้น แต่ได้ของเท่าเดิม (เมื่อไม่กี่วันก่อนป้าเราถามเรากับพ่อ พี่น้อง ในโต๊ะอาหารว่า รู้สึกมันเงินเรามันเล็กลง) ก็เพราะเงินเฟ้อนี่แหละ
อธิบายเพิ่มเติมว่า เงิน 100 บาท ของเรา ที่เสื่อมมูลค่าลดลง ตามปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น มันทำให้ ความมั่นคงของผู้คนลดลง ผลคือ เมื่อผู้คน มีเงินที่มูลค่าลดลง การทำงานที่เท่าเดิมของพวกเขา มันก็ไม่เพียงพอ มันเป็นคำตอบว่า ทำไมผู้คนถุงต้องกอบโกยให้มากกว่าเดิม เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น แต่เพิ่มขึ้นยังไง การทำงาน ที่ลงแรง ลงเวลา มันก็ไม่สามารถสู้ การพิมพ์เงินได้อยู่ดี
นอกจากนั้น ก็มีผู้คนบางส่วน จับทางได้ว่า เงินสด มันเสื่อมมูลค่า เรามีเงินสด แค่พออยู่พอกอนก็พอแล้ว และซื้อ ทรัพย์สินต่างๆ แทน และทรัพย์เหล่านั้นก็จะเพิ่มปริมาณเงิน ตาม money supply อยู่ดี ผลคือ เราจะสังเกตุว่า ที่ดิน นั้น แพงงงเกินที่คนธรรมดาจะสามารถซื้อได้แล้ว เพราะว่า ที่ดินที่มีหน้าที่ เราเอาทำงาน ทำไร่ ทำสวน เอาไว้อยู่อาศัย กลายเป็น แกล่งเก็บมูลค่าแทน
โลกร้อน ไม่มีใครเถียงว่าโลกร้อนขึ้นจริง แต่ทำไมมันถึงขึ้นรวดเร็วแบบนั้นละ ก็เพราะการพิมพ์เงิน ที่เอาเงินอนาคตมาใข้ก่อน มันไม่ได้สัมพันธ์ หรือเติบโตไปทั้งระบบ ให้นึกภาพว่า ถ้ามีคนที่พิมพ์เงินเองำด้ แล้วสั่งซื้อน้ำมันแบบไม่จำกัด อารมณ์แบบนั้น กลับกันถ้าเรา ไม่สามารถพิมพ์เงินได้ละ การที่เราจะดึงทรัพยากรมาใช้ มันก็ต้องผ่านการทำงาน การสร้าง productivity เพื่อมาแลกกัน
รวมไปถึงอาหารการกิน สมมุติว่า เรามีรายได้วันละ 150 ในการกินอาหาร แต่เมื่อราคาอาหารเพิ่มขึ้น แต่เรารายได้เท่าเดิม เราอาจจะต้องกินขนมซอง 5 บาท 10 บาท 20 บาท ขนมปังเศษหมูหยอง ขนมปังไส้กรอกแป้ง เพื่อ ให้เพียงพอในเงิน 150 บาท แต่กลับกันเรามีแต่อาหารที่ทีแต่แป้ง ไขมัน หรืออาหารที่เป็น by product หรือคำสวยๆที่ว่า zero waste
ภาษี สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาคือ ผู้คนไม่สามารถเลือกได้ และ ถูกreturn กลับมาเป็นรัฐสวัสดิการ แต่กลับกัน ถ้าเราไม่มีภาษี ไม่มีรัญสวัสดิการ แต่ ใช้เป็นค่าบริการต่างๆ เป็น trade off ให้ผู้คนเลือกกันเอง ผู้คนจะคิดก่อนทำ เพราะมันมี trade off อยู่ และทุกอย่างทีต้นทุน เรามีตัวอย่างให้เห็นว้า ภาษีที่เราจ่ายๆไป มันไม่เพียงพอ และ ถูกใข้แบบไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ทำไมขยะยังล้นเมืองละ ถ้าผู้คนมี trade off ในการจัดการขยะ ที่สะท้อนต้นทุนการกำจัดที่แท้จริง ผู้คนจะผลิตขยะลดลง ไปเอง หรือต่อให้ผลิตมาก เขาก็ต้องเสียค่าจัดการขยะมากตาม ปละมากพอที่จะสามารถกำจัดขยะตามต้นทุนได้
จริงแล้ว btc ยังทำให้เราตั้งคำตามกับสิ่งต่างๆว่า ถ้าเรายังอยู่ใน gold standard โลกของเราจะเป็นยังไง โลกที่หนี้ การกู้ยืม ต้องมีผู้ที่ได้รับความเสี่ยงนั้น เราเคยสงสัยกันไหมว่า ระบบธนาคาร ที่เราฝากเงินเข้าไป แล้วธนาคารเอาเงินเราไปปล่อยกู้ ทำไมตัวเบขในบัญชีของเรายังมีเท่าเดิมละ เงินเราต้องลดลง แล้วเพิ่มไปให้ผู้กู้ของเราหรือไม้ และเราก็รับผลตอบแทนของความเสี่ยงนั้นเป็น ดอกเบี้ย หรือเปล่า
#siamstr
พักเหนื่อยแล้วพูดได้ 555555555
จริงๆมันแค่เป็นการตั้งคำถาม ในความสงสัย เร็วๆ เราเห็นข่าวเนาะว่า มีบางคนตั้งสมมุติฐานว่า หญ้าทะเลเสียหายไปส่วนหนึ่ง ก็เพราะเต่าทะเล เอาจริงๆ ตอนเราไปนั่งฟังคลิปเต็มๆ เราก็คล้อยตามในช่วงแรก ที่เกิดการตั้งคำถามว่า ถ้าหญ้าทะเลสูญเสียจาก การลดระดับของน้ำทะเลผิดปกติ แล้วทำไม หญ้าทะเลที่ไม่โดนผลกระทบนั้น ถึงเสียหายไปด้วย แต่พอท่านนั้นสรุปพร้อมด้วยคลิปเต่ากินหญ้า เรามีความรู้สึกเหมือนๆทุกคนแหละว่า มีนไปเชื่อมโยงกับเต่าทะเลมีจำนวนมากยังไง เพราะเต่าทะเลก็สามารถกินหญ้าทะเลเป็นปกติ นี่หน่า จากวีดิโอ ก็เป็นแค่เต่ากินหญ้า
แต่ประเด็นคือ มีความคิดหนึ่งในหัวเราว่า ที่ผู้คนบอกว่า ท่านนั้นไม่ได้มีข้อมูลมากพอแล้วมาสรุปว่า เต่าทะเลมีจำนวนมากจนกินหญ้าจนลดลง ความคิดในหัวเราคิด ผู้คนก็คิดแบบเดียวกับท่านนั้นเหมือนกันนิ ทั้งที่ชอบพิมพ์ว่า ตะกอนทำให้หญ้าตาย น้ำเสียทำให้หญ้าตาย ประมงทำให้หญ้าตาย แต่สุกท้าย ณ ตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้จริงๆ โดยเฉพาะคนทั่วไป
สาเหตุเหล่านี้ มันเหมือนกลุ่มคำ ที่ผู้คนชอบใช้ เมื่อมีความเสียหายเกี่ยวกับทรัพยากรทางทะเล เป็นกลุ่มคำ ที่สามารถสร้างความเสียหายได้ แบบรวมๆ แต่จุดที่เรากำลังจะสื่อคือ คนที่พูดด้วยกลุ่มคำ เหล่านี้ เช่น ตะกอน น้ำเสีย ประมง ก็ไม่ได้มีหลักฐานยืนยัน เหมือนกันคนที่กล่าวอ้างว่า เต่าเยอะจนหญ้าหาย
ไม่รู้ว่าเข้าใจที่จะสื่อไหมนะ 55555555 ถ้าแบบหยาบๆ สั้นๆ คือ มีใครกล้ารับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองพูดไหม และสามารถรับ trade off แบบจริงจังถ้าตัวเองพลาด ไม่ใช่แต่การแสดงความคิดเห็น ว่า เจ้าท่าขุดลอกแล้วทำให้หญ้าเกาะลิบงตาย เมื่อถึงชั้นศาลแล้ว จะมีหลักฐานไปยืนยันกับศาลว่า กลไกอะไรที่พักพาตะกอนจากจุดที่เจ้าท่าทิ้งไปทำให้หญ้าตาย
#siamstr
ผมแค่สงสัยว่า ปกติร่างกายมีกลไก การสั่งให้หิว ในระยะเวลาที่ต่างกันอยู่ ไม่จำเป็นต้องหิว เช้า กลางวัน เย็น แต่ผมก็สงสัยว่า รูปแบบการกินต่างๆ ที่เกิดขึ้น มันมีที่มาจากปัญหาของระบบการเงินหรือไม่ เพราะเหมือนว่า รูปแบบการกินต่างๆ มักจะใช้อ้าง เพื่อสุขภาพไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง ซึ่งปัญหาของสุขภาพ มันก็เกิดจากปัญหาของระบบการเงินนี่เอง ผมเลยกำลังคิดว่า แท้จริงคนเราก็แค่ กินตามที่ร่างกายสั่งให้หิวก็พอแล้วไม่ใช่หรอครับ
สิ่งหนึ่งที่ผมอ่านแล้วรู้สึกแปลกๆคือการคิดว่าผู้คนที่หวังดีกับคุณนั้นเป็น loser ผมมองว่าสิ่งที่คุณจะแย้งคือความผิดพลาดของ เปเปอร์นั้นมากกว่า หรือความผิดพลาดของคนที่แปลเปเปอร์มานำเสนอให้ผู้คนเข้าใจผิด ซึ่งก็มีคนมาแย้งนั้นมาหลายโพสแล้ว เพราะสุดท้ายผมมองว่า รูปแบบการกินอย่างใดอย่างหนึ่ง มันเป็นตัวกำหนดความ loser ของผู้คนได้อย่างไง ถ้าสุดท้ายแล้ว กลไกธรรมชาติมันก็แค่สั่งให้หิว
