#เจ้าหนี้มีประกันพลั้งเผลอ #คดีล้มละลาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6390/2567

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2545 ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน สัญญารับชำระหนี้ และสัญญาค้ำประกัน ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 90077, 90516, 90517, 90581, 90582 และ 9230 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3) ผู้คัดค้านทำความเห็นควรให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้เต็มตามคำขอรับชำระหนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ตามความเห็นของผู้คัดค้าน จากนั้นวันที่ 31 พฤษภาคม 2548 ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้เดียวกันอีกอย่างเจ้าหนี้มีประกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 90590, 90591 และ 92401 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ตามมาตรา 95 ต่อมาผู้คัดค้านขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงและมีคำสั่งในรายงานเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฉบับลงวันที่ 11 มีนาคม 2564 ให้ยกคำร้องที่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 95 และนำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดเข้ากองทรัพย์สินของจำเลย โดยมีความเห็นว่า ผู้ร้องต้องเลือกใช้สิทธิตามมาตรา 95 หรือมาตรา 96 มาตราใดมาตราหนึ่งเท่านั้น เมื่อผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 96 (3) แต่ไม่ได้ระบุหลักประกันทั้ง 3 แปลง กรณีจึงมิใช่เรื่องผิดหลงตามมาตรา 97 ผู้ร้องต้องคืนหลักประกันให้แก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ต่อมาวันที่ 27 กันยายน 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขคำขอรับชำระหนี้โดยขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันที่ดินโฉนดเลขที่ 90590, 90591 และ 92401 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การที่ผู้ร้องขอรับชำระหนี้โดยระบุทรัพย์หลักประกันไม่ครบถ้วนเกิดขึ้นโดยพลั้งเผลอหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 97 บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้มีประกันขอรับชำระหนี้โดยไม่แจ้งว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันเจ้าหนี้นั้นต้องคืนทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันแก่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ และสิทธิเหนือทรัพย์นั้นเป็นอันระงับ เว้นแต่เจ้าหนี้นั้นจะแสดงต่อศาลได้ว่า การละเว้นนั้นเกิดขึ้นโดยพลั้งเผลอในกรณีเช่นนี้ศาลอาจอนุญาตให้แก้ไขข้อความในรายการแห่งคำขอรับชำระหนี้ โดยกำหนดให้คืนส่วนแบ่งหรือกำหนดอย่างอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้ความหมายของคำว่า "พลั้งเผลอ" ไว้ จึงต้องให้ความหมายของคำว่า "พลั้งเผลอ"ตามพจนานุกรม คือ ผิดพลาดเพราะหลงลืมไปชั่วขณะ ซึ่งความผิดพลาดเพราะหลงลืมไปชั่วขณะนั้น ถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดพลาดโดยความตั้งใจ นอกจากนี้การเป็นเจ้าหนี้มีประกันกับเจ้าหนี้สามัญได้รับประโยชน์ต่างกันมาก หากไม่ใช่ความพลั้งเผลอเจ้าหนี้มีประกันก็คงไม่ละเลยยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยไม่ระบุว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกัน กฎหมายล้มละลายเล็งเห็นว่าอาจมีความพลั้งเผลอได้จึงกำหนดให้มีบทบัญญัติดังกล่าวแก้ไขไว้ ส่วนการที่ศาลจะอนุญาตให้แก้ไขได้หรือไม่นั้นย่อมขึ้นอยู่กับพฤติการณ์แห่งคดีเป็นราย ๆ ไป คดีนี้ข้อเท็จจริงได้ความว่าผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อผู้คัดค้านตามคำขอรับชำระหนี้และบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน โดยระบุในคำขอรับชำระหนี้ว่าเป็นหนี้เงินกู้ประเภทต่าง ๆ ส่วนบัญชีรายละเอียดแห่งหนี้สินและทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันก็ระบุว่าเป็นหนี้ตามสัญญาฉบับใดบ้าง โดยมีการระบุสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2536 และสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 29 ธันวาคม 2536 ไว้ด้วย และหลักฐานประกอบหนี้ก็คือสัญญาพร้อมบันทึกข้อตกลง ซึ่งทั้งสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีและสัญญากู้เงินต่างก็ระบุว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 90590, 90591 และ 92401 เป็นทรัพย์หลักประกัน ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้มีประกันในที่ดินทั้งสามแปลงจึงปรากฏในสัญญาที่นำส่งต่อผู้คัดค้านแล้ว การที่ผู้ร้องมิได้ระบุที่ดินทั้งสามแปลงเป็นประกันในคำขอรับชำระหนี้ ก็จะฟังว่าผู้ร้องไม่ประสงค์ที่จะขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันเสียทีเดียวหาได้ไม่ ทั้งตามบันทึกถ้อยคำแทนการซักถามพยาน นางสาวฐิติมา ทนายผู้ร้อง ก็ให้ถ้อยคำไว้ว่า ผู้ร้องมิได้มีเจตนาที่จะละเว้น ปกปิด ซ่อนเร้นทรัพย์หลักประกัน ทั้งมิได้มีเจตนาสละหลักประกัน เมื่อตรวจสอบพบว่ามีการระบุทรัพย์หลักประกันไม่ครบถ้วนก็ดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 95 และผู้คัดค้านได้ให้ผู้ร้องนำยึดทรัพย์หลักประกันขายทอดตลาด ส่วนผู้คัดค้านนำสืบเพียงว่าเมื่อผู้ร้องได้ใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้มีประกันยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3) และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้แล้ว ผู้ร้องไม่อาจนำมูลหนี้เดียวกันมายื่นขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 95 ได้อีก จึงเป็นกรณีผู้ร้องละเว้นไม่แจ้งว่าตนเป็นเจ้าหนี้มีประกันต่อผู้คัดค้าน ผู้ร้องต้องคืนทรัพย์หลักประกันทั้งสามแปลงดังกล่าวแก่ผู้คัดค้าน และสิทธิเหนือทรัพย์หลักประกันดังกล่าวเป็นอันระงับไป โดยผู้คัดค้านมิได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ร้องมีเจตนาที่จะปกปิดทรัพย์หลักประกันเพื่อเอาเปรียบเจ้าหนี้อื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่ผู้ร้องนำสืบว่า การที่ผู้ร้องยื่นคำขอรับชำระหนี้โดยไม่แจ้งว่าเป็นเจ้าหนี้มีประกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 90590, 90591 และ 92401 เกิดขึ้นโดยพลั้งเผลอ ผู้ร้องชอบที่จะขออนุญาตแก้ไขข้อความในรายการแห่งคำขอรับชำระหนี้ได้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 97 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษอนุญาตให้ผู้ร้องแก้ไขข้อความในรายการแห่งคำขอรับชำระหนี้ได้ตามคำร้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

#ใจความสำคัญ “การที่ผู้ร้องมิได้ระบุที่ดินทั้งสามแปลงเป็นประกันในคำขอรับชำระหนี้ ก็จะฟังว่าผู้ร้องไม่ประสงค์ที่จะขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันเสียทีเดียวหาได้ไม่ ทั้งตามบันทึกถ้อยคำแทนการซักถามพยาน นางสาวฐิติมา ทนายผู้ร้อง ก็ให้ถ้อยคำไว้ว่า ผู้ร้องมิได้มีเจตนาที่จะละเว้น ปกปิด ซ่อนเร้นทรัพย์หลักประกัน ทั้งมิได้มีเจตนาสละหลักประกัน เมื่อตรวจสอบพบว่ามีการระบุทรัพย์หลักประกันไม่ครบถ้วนก็ดำเนินการยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 95 และผู้คัดค้านได้ให้ผู้ร้องนำยึดทรัพย์หลักประกันขายทอดตลาด ส่วนผู้คัดค้านนำสืบเพียงว่าเมื่อผู้ร้องได้ใช้สิทธิในฐานะเจ้าหนี้มีประกันยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 96 (3) และศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้แล้ว ผู้ร้องไม่อาจนำมูลหนี้เดียวกันมายื่นขอรับชำระหนี้ตามมาตรา 95 ได้อีก จึงเป็นกรณีผู้ร้องละเว้นไม่แจ้งว่าตนเป็นเจ้าหนี้มีประกันต่อผู้คัดค้าน ผู้ร้องต้องคืนทรัพย์หลักประกันทั้งสามแปลงดังกล่าวแก่ผู้คัดค้าน และสิทธิเหนือทรัพย์หลักประกันดังกล่าวเป็นอันระงับไป โดยผู้คัดค้านมิได้นำสืบให้เห็นว่าผู้ร้องมีเจตนาที่จะปกปิดทรัพย์หลักประกันเพื่อเอาเปรียบเจ้าหนี้อื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ตามที่ผู้ร้องนำสืบว่า”

#แกะไปเรื่อย #ฎีกาน่าสนใจ #สืบไม่หมด #เทรนวันนี้ #ล้มละลาย #สอบ

#กฎหมาย

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.