หนึ่งในสิ่งที่ดูเหมือนจะสมเหตุสมผล (แต่จริงๆแล้วมีความ “อิหยังวะ”) คือการเก็บภาษีแบบขั้นบันได

กล่าวคือ คนที่มีรายได้น้อยก็จะถูกเก็บภาษี % ต่ำ คนที่มีรายได้ปานกลางก็จะถูกเก็บภาษี % สูงขึ้น คนที่มีรายได้สูงก็จะถูกเก็บภาษี % สูงขึ้นไปอีก

คนที่สนับสนุนการเก็บภาษีแบบขั้นบันไดมองว่า คนที่มีรายได้สูงควรที่จะ “ตอบแทนสังคม” เพราะที่ผ่านมา คนที่มีรายได้สูง “ได้จากสังคม” มาเยอะ (เขาเลยมีรายได้สูง)

คำถามสำคัญก็คือ เจ้าคำว่า “ได้จากสังคม” นี้คืออะไร?

มันคือการที่คนมีรายได้สูง “ติดหนี้สังคม” หรือ?

เพราะถ้าคนที่มีรายได้สูง “ติดหนี้สังคม” มันก็อาจจะสมเหตุสมผลที่จะพวกเขาจะต้อง “ตอบแทนสังคม” บ้าง

แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนที่มีรายได้สูงไม่ได้ “ติดหนี้สังคม”

คนที่มีรายได้สูงเขามีรายได้สูงเพราะมูลค่าการทำงานของพวกเขาสูงกว่ามูลค่าการบริโภคของพวกเขาต่างหาก

พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ คนในสังคมให้คุณค่ากับการทำงานของพวกเขาสูง (คนในสังคมจึงจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการที่พวกเขาขายเป็นจำนวนมาก) แต่คนในสังคมให้คุณค่ากับการบริโภคของพวกเขาต่ำ (พวกเขาจึงจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการที่คนในสังคมขายเป็นจำนวนน้อย)

หรือถ้าจะมองในอีกแง่หนึ่ง คนในสังคมต่างหากที่ “ติดหนี้” คนที่มีรายได้สูง คนในสังคมจึงพร้อมใจกันจ่ายเงินให้คนมีรายได้สูงเป็นจำนวนมากกว่าที่คนมีรายได้สูงต้องใช้ในการบริโภค!

ฉะนั้น การเก็บภาษีแบบขั้นบันได และบอกว่าคนที่มีรายได้สูงจำเป็นต้อง “ตอบแทนสังคม” เพราะที่ผ่านมา พวกเขา “ติดหนี้สังคม” มาเยอะนั้น

มันคือแนวคิดที่ “อิหวังวะ” อย่างชัดเจน!

ยิ่งไปกว่านั้น หากเราเก็บภาษีแบบขั้นบันได อะไรคือสิ่งที่จะเกิดขึ้น?

เรากำลังทำให้คนที่เก่งๆไม่อยากทำงานในประเทศนี้

เพราะทำไปก็จะเจอภาษีอยู่ดี ไม่รู้จะทำงานเหนื่อยไปเพื่ออะไร

คนที่เก่งๆจึงมีแนวโน้มที่จะทำงานแบบ “เช้าชามเย็นชาม” มากขึ้น

หรือไม่ พวกเขาก็ย้ายไปทำงานที่ประเทศอื่นที่ภาษี “เป็นธรรม” กับพวกเขามากกว่านี้

ดังนั้น ภาษีขั้นบันไดจึงเป็นสิ่งที่บ่อนทำลาย productivity ของประเทศชาติ

และเมื่อวันหนึ่ง ประเทศชาติไม่เหลือคนเก่งๆที่คอยสร้าง productivity ให้คนอื่นในสังคม “สูบ” ผ่านภาษีแบบขั้นบันไดอีกต่อไปล่ะ?

วิกฤตแน่ครับ

#siamstr

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

No replies yet.