## Writing technique | รีวิวบทความตัวเอง

หลายคนอาจไม่รู้ว่าผมพึ่งเขียน Long-form ใหม่ไปเมื่อวาน.. ส่วนโน๊ตนี้ผมตั้งใจจะถ่ายทอดอีกหนึ่งเทคนิคในการเขียนบทความให้พวกเราฮะ ✌️

nostr:naddr1qq25cdpkdq6hwcnyw4y5vvnhgd2x2jpsxsc4xq3qmqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43qxpqqqp65w8g3m9t

Yaki| https://yakihonne.com/article/jakk@rightshift.to/L46h5wbduIF2wCTeH041S

คนที่ยังไม่ได้อ่านก็คงเพราะผมเล่นพิเรนไม่ยอมโน๊ตบอกกันตรงๆ 55 (หรืออาจจะยังไม่ว่าง) แต่ไม่เป็นไร ก็ไปตามอ่านกันเองได้นะครับ Thank you!

เทคนิคที่ว่าก็คือ.. “**การประเมิณผลงานของตัวเอง**” (แบบวางอคติส่วนตัวลง) ซึ่งเอาจริงๆ มันไม่ได้ใช้แค่กับงานเขียน เราสามารถนำหลักการนี้ไปประยุกต์ได้กับทุกเรื่องในชีวิตนะครับ

มันฟังดูแปลกๆ ใช่ไหม?

จะอวยผลงานตัวเองมากกว่าจะออกมาวิจารณ์ล่ะมั้ง?

ทำแบบนั้นไม่ได้ประโยชน์หรอกครับ.. ทุกคนก็รู้ว่าผมไม่ใช่คนเก่งระดับฟ้าประทาน สิ่งเดียวที่ผมมุ่งมั่นอยู่ตลอดคือ “**พยายามจะเป็นคนที่เก่งขึ้น**” “**พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา**” และการรีวิวตัวเองก็เป็น “**ขั้นสูง*”” ของทักษะหนึ่งที่จะพาเราไปสู่จุดนั้น

ที่บอกว่าเป็นขั้นสูง เพราะมันยากที่มนุษย์จะมอง “**งานของตัวเอง**” ในด้านลบได้จริงๆ (ไบแอสกันซะส่วนใหญ่) มันยากที่จะได้ผล

*(ใครกลัวโดนสปอยล์เนื้อหาบทความในรีวิวนี้ แนะนำให้ลองไปหาเวลาอ่านมาก่อนนะครับ)*

ปกติคนส่วนใหญ่ก็จะปล่อยผ่าน จะมีอ่านวนๆ ชื่นชมผลงานตัวเองอยู่หลายรอบ แต่ก็มีน้อยคนที่จะมานั่งอ่านซ้ำเรื่อยๆ หรือคิดจะวิจารณ์งานของตัวเอง

เอาแบบนี้.. เวลาที่เราทำกับข้าวเสร็จเรายังต้องชิมก่อนเลยใช่ไหมล่ะ? มันอร่อยไหม เค็มไปหรือเปล่า หวานจัด หรือขาดอะไรไปไหม?

การรีวิวงาน (บทความ) ตัวเองก็เหมือนกัน.. เป็นการ “**ชิม**” งานของตัวเอง ว่ารสชาติของมัน (เนื้อหา, ภาษา) เป็นยังไง มีอะไรที่เราจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้บ้าง

**แล้วเราจะได้อะไรบ้างจากการรีวิวตัวเอง?**

เราจะฝึกมองให้เห็น “**แผนที่**” ของบทความ เห็นเส้นทางทั้งหมดว่าเราได้พาคนอ่านไปไหนบ้าง จุดไหนที่น่าสนใจ จุดไหนบ้างที่น่าเบื่อ?

ฝึกมองหา “**จุดแข็ง**” ในงาน ส่วนไหนที่เราเขียนได้ดี ประโยค, สำนวน, คำไหนบ้างที่เด็ดๆ สละสลวย เข้าใจง่าย อ่านแล้วเข้าหัว ฯลฯ อะไรที่ดีเราสามารถนำกลับมาใช้ได้อีก

ในทางกลับกันการพิจารณาผลงานโดยวางอคติส่วนตัวลง (วางได้จริงๆ) เราจะพบ “**จุดอ่อน**” ว่ามันมีตรงไหนบ้างที่อ่านแล้วงง ภาษาวกวน บางจุดก็ไม่รู้จะใส่มาทำไมเพราะไม่สัมพันธ์หรือให้ประโยชน์อะไรต่อตัวบทความ ฯลฯ เราจะเห็นสิ่งเหล่านี้ เพื่อคราวหน้าจะได้ไม่พลาดอีก

นอกจากนี้.. ลองสังเกตดูสิว่าเวลาเราเขียนเรามักจะ “**อิน**” กับเรื่องของตัวเอง ทำให้มักจะลืมนึกถึงคนอ่าน การรีวิวจะช่วยฝึกให้เรามองจากมุมคนอ่าน พวกเค้าสนใจเรื่องแบบนี้ไหม ชอบมันไหม อ่านแล้วจะเข้าใจสิ่งที่เราต้องการสื่อหรือเปล่า?

คำถามที่ยากก็คือ แล้วเราจะรีวิวยังไงให้ “**เวิร์ค**”?

สเต็ปง่ายๆ คือต้องเริ่มจากการ “**พักก่อน**” คืออย่ารีบรีวิวปุ๊บปั๊บ เราควรรอสักพักให้ความอินมันจางลงก่อน จากนั้นจึงค่อยกลับมาอ่านใหม่ ทำแบบนี้จะได้เห็นข้อผิดพลาดชัดขึ้น

ในตอนที่กลับมาอ่านก็ลองคิดว่า เรา “**เป็นคนอ่าน**” ที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย อ่านแล้วรู้สึกยังไง เข้าใจหรือน่าเบื่อ?

จากนั้นก็ลองถามตัวเองว่าบทความมันน่าสนใจไหม? ภาษาล่ะ.. อ่านเข้าใจได้ง่ายหรือยาก? เนื้อหาครบถ้วนหรือเปล่า? มีตรงไหนบ้างที่น่าเบื่อ? อ่านแล้วอยากรู้อะไรเพิ่มไหม?

และอย่าลืม “**Take note**” เจออะไรดี ไม่ดี จดไว้เลย เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองลืม สามารถเอาสิ่งที่จดไว้ไปปรับปรุงพัฒนาตัวเองได้

ถัดจากนี้ก็เป็นขั้นตอนของมืออาชีพแล้วล่ะ นั่นคือการ “**พิสูจน์อักษร**” และ “**Proofread**” ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญมากๆ (แบบที่ อ.พิริยะ Live ในรายการ POW นั่นล่ะ)

หลายคนอาจจะมองข้ามขั้นตอนนี้ไป หรือไม่เคยรู้เลยว่าควรต้องทำ แต่จริงๆ แล้ว มันสำคัญมากนะ

ในการเขียนบทความ (เขียนหนังสือ หรืองานเขียนรูปแบบต่างๆ แม้กระทั่งการโพสต์บนโซเชียลมีเดีย) ถ้ามี "**คำผิด**" มันก็ตะหงิดๆ รำคาญลูกตา หรือถ้ามี "**ประโยคไม่รู้เรื่อง**" คนอ่านก็จะ "ไม่อิน" มันก็ตรงไปตรงมาแบบนี้แหละ..

ผมจะแชร์เทคนิคง่ายๆ ที่ใช้ในการ "**พิสูจน์อักษร**" บทความให้นะครับ

เหมือนเดิม ไปพักก่อนหลังจากเขียนเสร็จ พักสัก 1-2 วัน ค่อยกลับมาอ่าน จะช่วยให้เรามอง “**เห็นคำผิด**" ได้ง่ายขึ้น

จากนั้นลองอ่านออกเสียงดูหน่อย ทุกประโยค ทุกคำ การอ่านออกเสียงจะช่วยให้เราจับ "**จังหวะ**" "**ความลื่นไหล**" ของประโยคเหล่านั้นได้ กระทั่งจังหวะการหายใจของคนอ่าน

ทีนี้ลองอ่านย้อนหลังดูบ้าง (แปลกๆ ใช่มะ?)

โดยเริ่มอ่านจากประโยคสุดท้ายย้อนขึ้นไป เหตุผลที่ต้องทำท่ายากแบบนี้ก็เพราะมันจะช่วยให้เราโฟกัสที่ "**คำ**" มากกว่า "**ความหมาย**” นั่นเอง

วุ่นวายกว่านั้นหน่อยก็คือลองให้คนอื่นช่วยอ่าน ถ้าเป็นไปได้ก็ให้เพื่อนหรือคนรู้จักช่วยอ่าน และให้คำแนะนำกับเรา (ในทีม RS เรามีคนทำหน้าที่ Proofread แยกจากคนเขียนเลยล่ะ)

เห็นไหมล่ะว่า “**งาน**” ไม่ได้จบแค่การ “**ทำให้เสร็จ**” มันมีขั้นตอนในส่วน “**Post-production**” ทำนองนี้ด้วย ซึ่งถ้าเราคือคนประเภทที่อยากจะทำทุกๆ อย่างให้ออกมาดีที่สุด เราชอบพัฒนาตัวเราเอง สนุกกับการได้ “**เป็นคนที่ดีขึ้น**” เราก็จะไม่มองว่าสิ่งเหล่านี้คืองานหรือเป็นภาระแต่อย่างใด..

สิ่งเหล่านี้คือบทบาทที่ผมทำจริงๆ อยู่เบื้องหลัง ตอนที่ผมมีโอกาสได้ช่วยอาจารย์พิริยะแปลหนังสือ “**Layered Money**” และ “**Inventing Bitcoin**” รวมไปถึงบางบทความบนเว็บไซต์ RS และของตัวเอง

โอเค.. ต่อไปผมขอขึ้นคำว่า **SPOILED ALERT** 🚨⚠️ไว้ก่อนแล้วนะ!

จากที่ผมแนะนำมาทั้งหมด ทีนี้เรามาลองดูการรีวิวบทความ "**เสียงแห่งความทรงจำ**" ของผมกันบ้าง

## เริ่มจาก **ข้อดี** ก่อนละกัน

อย่างแรกที่ชัดคือ **การเล่าเรื่อง** ในมุมมอง **First person** ที่ผมถนัด ด้วยเทคนิค **Storytelling** ในแบบเฉพาะของผมเอง ซึ่งมักจะมี “**ตัวละคร**” (ก็คือตัวผม) มี “**ฉาก**” (ยุค 2000s) และมักจะมี “**ปัญหา**” (ความเบื่อหน่าย, เสียงเพลงที่พาผมย้อนอดีต) นำมาเสมอ

ผมชอบที่เริ่มต้นบทความด้วยเรื่องส่วนตัว บรรยากาศชิลๆ จากการฟังเพลง “**Shadow of the Day**” แล้วจึงค่อยๆ โยงไปเรื่องความทรงจำ มันเหมือนผมพยายามจะ "**ดึง**" คนอ่านเข้ามาในโลกของบทความ (ผมชอบทำแบบนั้นแหละ)

ส่วนด้าน **ภาษา** ด้วยความที่ผมเคยได้เกรด 1 ภาษาไทยมาก่อน ผมรู้ตัวเองไม่น่าจะไปสายพรรณาโวหารได้ ผมจึงตั้งใจใช้ภาษาแบบคนคุยกันธรรมดาๆ ไม่เป็นทางการมากนัก มันเลยอ่านได้สบายๆ ไม่วิชาการจ๋า โดยแอบหวังว่ามันจะทำให้คนอ่านรู้สึก "**ใกล้ชิด**" และ "**เข้าถึง**" บทความได้ง่ายขึ้น

ในแง่ของ **ความรู้** ถึงมันจะเป็นบทความที่เน้น Storytelling แต่ผมก็ได้พยายามสอดแทรกเกร็ดความรู้เรื่อง “**สมอง**”, “**ความจำ**” และ **AI** ลงไปด้วย เพราะอยากให้มันทั้งอ่านสนุก ทั้งได้ความรู้แบบ "**เบาสมอง**" ดูบ้าง

ฉากเรื่องใน **ยุค 2000s** ผมแทรกความเป็น “**Pop Culture**” ลงไป ผมเชื่อว่าคนที่โตมากับ **Linkin Park** อ่านแล้วน่าจะคิดถึงวันเก่าๆ ของวัยรุ่น 2000 และบรรยากาศเก่าๆ มันเหมือนเป็น "**รหัสลับ**" ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงคนรุ่นเดียวกันนั่นเอง

## ส่วนเรื่อง **ข้อเสีย** ที่ผมมองเห็น

ผมอ่านเองแล้วพบว่าเนื้อหา **ส่วน "ไขความลับ" มันยาวและอัดแน่นเกินไป** นี่แหละ.. คือจุดที่ผมรู้สึกว่า "**พลาด**" ที่สุด คือตอนเขียนมันอินมากไปหน่อย อยากจะใส่ข้อมูลเยอะๆ เกี่ยวกับสมอง, ความจำ และอยากแถมเรื่อง AI ด้วย เกิดอาการรักพี่เสียดายน้อง แต่ลืมคิดไปว่า คนอ่านอาจจะรู้สึก "**อิ่ม**" จนเกินไป 😵‍💫

และแน่นอน.. **ความยาว** ซึ่งก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ โดยส่วนตัวมันเป็น “**Trademark**” ของผมอยู่แล้วที่มักจะเขียนอะไรก็ยาวไปหมด ผมพยายามไม่เขียนให้ยาวเกินไป (แล้วนะ) เพราะจริงๆ ก็รู้ว่าคนส่วนใหญ่ในสมัยนี้ไม่ค่อยมีเวลาอ่านอะไรยาวๆ กันเท่าไหร่ ดังนั้นมันควรจะ "**เข้าถึงง่าย**" และอ่านจบได้ในเวลาไม่นาน บทความนี้มันยาวไปหน่อยนั่นเอง..

ลึกลงไปอีกคือ **โครงสร้างเนื้อหา** ซึ่งผมควรจะแบ่งส่วนนี้ให้เป็นหัวข้อย่อยๆ เพื่อให้อ่านง่ายขึ้น เช่น ผมควรแยกหัวข้อและใช้ Heading หรือ Bullet points เข้ามาช่วยแบ่งส่วนของเนื้อหาให้เป็นหมวดหมู่ย่อยๆ

* สมองกับการทำงานของความทรงจำ

* ทำไมเราถึงจำบางเรื่อง ลืมบางเรื่อง

* พลังของเสียงเพลง

* สมองมนุษย์ vs. AI

* ความทรงจำหายไปได้จริงหรือ?

* เทคนิคฝึกสมอง

จะเห็นว่า.. ถ้าผมแบ่งหัวข้อแยกออกแบบนี้ มันก็อาจจะช่วยให้คนอ่านสามารถ wrap up หรือ Summarize เนื้อหาได้ง่ายขึ้นมากนั่นเอง (แต่ที่ไม่ทำก็เพราะไม่อยากให้เหมือน AI ทำ 555+)

นอกจากนี้ผมยังรู้สึกว่า “**โครงสร้างเนื้อหา** ยังจัดเรียงได้ไม่ดี ผมมีทางเลือกที่จะเหลาเรื่องเพลงและความหมายให้จบในตับเดียวก็ได้ แต่ผมดันเลือกเอาวิชาการ “**ความจำ**” มาแทรกกลางแทนที่จะตบในส่วนท้าย ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่าเนื้อหามันกระโดดไปมามากเกินไป..

สุดท้ายคือ.. ผมรู้สึกว่าบทความนี้ **ตอนจบยังขาดพลัง**

หลังจากวิเคราะห์ความหมายในเพลง “**Shadow of the Day**” และ “**Valentine's Day**” แล้ว ผมเหมือน "**ปล่อย**" คนอ่านให้ "**ลอยเคว้ง**" ไปเลย 🤔 มันควรจะดีกว่านี้

จริงๆ ผมควรจะ "**ดึง**" คนอ่านให้กลับมาที่ "**ประเด็นหลัก**" อีกที เช่น ผมอาจจะย้ำถึงพลังของเสียงเพลงที่เชื่อมโยงกับความทรงจำ หรือชวนให้คนอ่านคิดถึงเพลงที่ทำให้คิดถึงอดีตอะไรแบบนี้ เป็นต้น

หรืออาจจะทิ้งท้ายด้วยความรู้สึกส่วนตัว หรือมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับ "**ความทรงจำ**" ให้บทความจบแบบ "**น่าประทับใจ**" (ภาษาในการเขียนบทภาพยนตร์เรียกว่า **Traditional ending**)

แต่ก็นั่นแหละ ผมคือ **Jakk Goodday** ผมขอเลือกจบแบบ **Non-traditional** ดูบ้าง แต่สำหรับบทความนี้ผมคิดว่ามันไม่มีเหตุผลที่จะเลือกจบแบบที่ทำลงไปเลยสักนิด.. ผมคิดอะไรพิเรนมากไปหน่อย

เอาล่ะ.. ผมขอจบโน๊ตนี้ลงตรงนี้เลยดีกว่า

เราจะเห็นว่า “**การเขียน**” โดยเฉพาะถ้าต้องการให้มันออกมาดี และหวังจะพัฒนาตัวเองในทักษะด้านนี้ มันมีสิ่งมากมายกว่า “**แค่เขียน**” ที่เราต้องดีลกับมัน ตั้งแต่การตั้งต้นไอเดีย วางแผน ดราฟท์ ฝึกทักษะ ศึกษาเทคนิค ฯลฯ ไปจนถึงกระบวนการหลังการเขียนที่จะช่วยต่อยอดพัฒนาตัวเอง

**ผมทำเรื่องง่ายๆ ให้มันยากเกินไปหรือเปล่า?** *

ผมไม่รู้เหมือนกัน.. ผมแค่รู้สึกว่าแบบนี้มันมี **Benefit** มากกว่า ทั้งกับตัวคนเขียนเอง และคนอ่าน เลยอยากลองเอามาแชร์กัน (เพราะผมก็หวังจะได้อ่านผลงานดีๆ จากเพื่อนๆ ด้วยเหมือนกัน)

หวังว่า "**รีวิวบทความตัวเอง**" ครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆ คนอื่นที่อยากเขียนบทความให้ดีขึ้นนะครับ 💪✍️

อย่าลืม "**ชิม**" งานตัวเองบ่อยๆ ล่ะ 👅 😋

#siamstr #jakkgoodday #jakkstr

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

การบรรยายผ่านการเล่าเรื่องราว~

ท่าถนัด

ผมอยากฝึกเขียนเหมือนกันครับ เราควรเริ่มฝึกจากตรงไหนดีครับ

สุดยอดเลยที่อยากฝึกเขียน! ✌️

ผมเองก็ไม่ได้เก่งอะไรมากนะ ผมแค่ชอบเขียน / แล้วผมก็พยายามฝึกฝนตัวเองมาเรื่อยๆ ผมเชื่อว่าใครๆ ก็สามารถเขียนได้ ถ้ามีความตั้งใจและลงมือทำอย่างจริงจังน่ะ

สำหรับมือใหม่ ผมแนะนำให้เริ่มจาก 3 อย่างนี้ก่อนเลยละกัน

เริ่มจากหา "**สิ่งที่ชอบ**" แล้ว "**เขียนมันออกมา**" ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ ไม่ต้องกังวลเรื่องถูกผิด แค่เขียนในสิ่งที่เราชอบ, สนใจหรืออยากเล่า อาจจะเป็นเรื่องดนตรี, หนัง, เกม, อาหาร, การ์ตูน หรืออะไรก็ได้

สิ่งสำคัญคือการ "**ปลดปล่อย**" ความคิด, ความรู้สึกออกมาเป็นตัวหนังสือ ไม่ต้องกลัวว่าจะออกมาดีหรือไม่ดี แค่ลงมือเขียน ฝึกฝนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็ดีเอง (เพราะคำว่า "**ดี**" มันไม่เกิดขึ้นได้ทันที มันต้องผ่านประสบการณ์ การฝึกฝน และการขัดเกลามาก่อนครับ)

จากนั้นก็ "**อ่านเยอะๆ**" เพราะการอ่านเป็นเหมือน "**อาหารสมอง**" ยิ่งเราอ่านมาก เรายิ่งได้เรียนรู้ ทั้งเรื่องภาษา, สำนวน, แนวคิด และการเล่าเรื่องจากนักเขียนเก่งๆ (ครูพักลักจำ) ลองอ่านงานเขียนหลากหลายแนวหลากหลายสไตล์ เพื่อเปิดโลกทัศน์ และหาแรงบันดาลใจในการเขียนให้กับตัวเอง (ซึ่งสุดท้ายเราก็จำเป็นต้องบูรณาการออกมาในแบบของตัวเอง /ข้อนี้สำคัญ)

และอย่าลืมที่จะ "**ฝึกฝนสม่ำเสมอ**" มันก็เหมือนกับการออกกำลังกาย ที่เรายิ่งฝึกบ่อย เราก็ยิ่งแข็งแรง การเขียน.. ถ้าเราเขียนทุกวัน เขียนวันละนิดละหน่อยก็ได้ ไม่ต้องกดดันตัวเองมาก ขอแค่เขียนให้ตัวเองสนุก เพราะมันสำคัญที่สุด!

ตอนเริ่มต้น.. ไม่ต้องไปกังวลเรื่องเทคนิค, วิธีการ อะไรมากมาย แค่ต้อง "**ลงมือทำ**"

มันสำคัญที่ต้องหัดเขียนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จะค่อยๆ ค้นพบสไตล์ และพัฒนาฝีมือการเขียนของตัวเอง (รู้ไหมว่าผมเขียนมาหลายร้อยบทความแล้ว ผมเองก็ไม่ก็ได้คล่องในทันที ต้องผ่าน POW มาเหมือนกัน มันไม่มีทางลัด)

ผมเองก็เริ่มต้นจากการเขียน "**ไดอารี่**" ธรรมดาๆ นี่แหละ ตามสไตล์วัยรุ่น 90's ที่สมัยนั้นไม่มีเน็ตไม่มีบล็อกให้เล่น เขียนระบายความรู้สึกออกมา เรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องเอาไปให้ใครอ่าน แต่การเขียนแบบนี้มันก็ช่วยให้ผม "**คุ้นเคย**" กับการเรียบเรียงความคิด และฝึกใช้ภาษา นำเสนอออกไปผ่านตัวอักษร

นอกจากนี้ การ "**อ่าน**" ที่แนะนำไปข้างต้นก็ช่วยผมได้เยอะมาก ผมชอบอ่านหนังสือ บทความ นิยาย หลากหลายแนว ผมอ่านเยอะมากจนกระทั่งทุกวันนี้เพียงแค่ผมไม่เคยมานั่งบอกใครว่าอ่านเยอะ แล้วผมก็พยายาม "**สังเกต**" ว่านักเขียนแต่ละคนใช้ "**เทคนิค**" อะไร "**ภาษา**" แบบไหนในการเล่าเรื่อง แล้วมันส่งผลต่อคนอ่านยังไง แบบไหนดี/ไม่ดี แบบไหนเราชอบ/ไม่ชอบ

ผมอ่านหนังสือในแง่มุมแบบนั้น ไม่ได้เน้นอ่านเอาตาย หรือเอาไปสอบ ไปท่องแข่งกับใคร อ่านเพื่อให้ได้หรือเข้าใจบางอย่างแบบที่เราต้องการเท่านั้นเอง

การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอก็สำคัญ (น่าจะพอสังเกตุได้) ผมพยายามเขียนอะไรสักอย่างทุกวัน แม้จะเป็นแค่โน๊ตสั้นๆ บนโซเชียลมีเดียก็ตาม เพราะการเขียนบ่อยๆ จะช่วยให้เรา "**คล่อง**" ขึ้น และพัฒนา "**สำนวนภาษา**" ของตัวเอง (ยอดยุทธ์ต้องหมั่นฝึกฝนกระบี่)

ท้ายสุดคือทำตามที่โน๊ตล่าสุดพึ่งแนะนำไป คือทบทวน รีวิว และหาจุดที่จะพัฒนาตัวเอง มันไม่มีใครมานั่งช่วยเรา นอกจาก้ราจะพยายามด้วยตัวเอง

ทั้งหมดก็เพราะเรามีเป้าหมาย ที่ไม่ใช่แค่อยากเขียน แต่เราอยากเขียนให้ดี เป้าหมายที่ต่างกันก็นำมาซึ่งกระบวนการที่แตกต่างเช่นกัน

แล้วถ้ามีคำถาม หรืออยากให้ช่วยดูงานเขียน บอกผมได้เลยนะ ยินดีช่วยเต็มที่

ขอให้สนุกกับการเขียน และพัฒนาฝีมือไปเรื่อยๆ นะครับ! เป็นกำลังใจให้!

#siamstr

ขอบคุณมากๆ ครับผม

ผมชอบ Note นี้เพราะ มันเหมือนมีพลังบางอย่างที่เมื่อได้อ่านแล้ว มันรู้สึกอยากที่จะลองเขียนบทความดูครับ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้ลองออกจากกรอบความสามารถของตัวเอง เพราะปกติลำพังแค่พูด ผมก็พูดไม่ค่อยจะรู้เรื่องอยู่แล้ว นี่จะมาเขียนบทความ ตายห่ากันพอดี! ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผมก็พยายามฝึกเขียนอยู่ตลอดครับ ไอ่ที่เขียนส่วนใหญ่ก็จะ เขียนๆ ลบๆ ไม่ก็ฆ่าทิ้ง สมุดที่เขียนก็เป็นเหมือนเรียงความที่เขียนไม่จบสักที อารมณ์มันจะประมาณ พอเขียนไปได้สักพักแล้วกลับมาอ่าน มันอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง เขียนไปเขียนมาเหมือนมันแยกเป็นคนละส่วนกัน ที่นี่ไอ่เราก็กลัวเสียกระดาษไปฟรีๆ ผมก็เลยแก้ไขปัญหาโดยการไปให้ AI ช่วย ป้อนโครงเรื่องให้กับมันแล้วค่อยพยายามมาแก้คำบางคำ หรือบางประโยค ให้มันพออ่านแล้วคนเข้าใจ มันก็เลยไม่แปลกที่ผลงานของผมดูเหมือน AI เขียนครับ 55555 #Siamstr

ส่วนอยากให้พี่เขียนอะไรนั้น ผมอยากให้พี่เขียนเกี่ยวกับเรื่องราวความผิดพลาดที่พี่คิดว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตที่ผ่านมา แล้วพี่ได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์หรือสถาณการณ์นั้นบ้าง ผมรออ่านอยู่นะครับ ขอบคุณครับ

พี่จงใจไม่คอมเม้น เพราะการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ประเมินและพัฒนาตัวเองนั้นยั่งยืนที่สุด พี่จะแนะนำเมื่อรู้สึกว่าใครสักคนไปต่อไม่ได้เพราะขาดประสบการณ์บางอย่างเท่านั้น

จริงๆ การเขียนคือการตกผลึกความคิดผ่านตัวอักษร สมมุติว่าตัด a.i. ออกไป (ซึ่งพี่ลองมาหมดแล้ว มันยังขาดอรรถรส ขาดมิติบางอย่าง) เราจะเขียนได้ดีก็ต่อเมื่อผลคกความคิดของเราตกคะกอนมาดี เรายะมีผลึกความคิดแบบนั้นก็ต่อเมื่อเราผ่านเรื่องราว ผ่านประสบการณ์และทบทวนสิ่งต่างๆ อยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นการจะเขียนได้ดีไม่ได้ต้องการแค่ทักษะในการเขียน มันอาศัยความรู้สึกนึกคิด องค์ความรู้และการสั่งสมประสบการณ์ด้วย การเริ่มต้นได้ไม่ดีจคง้ป็นเรื่องจำเป็น มันเป็นหนทางไปสู่จุดนั้น

ส่วนเรื่องความผิดพลาด พี่รู้สึกว่ามันไม่ควรถูกระบุว่ามันคือ "ความผิดพลาด" เพราะชีวิตของใครสักคนที่จะหยั่งรู้ ที่จะประสบความสำเร็จ ที่จะค้นพบสิ่งที่ถูก เขาย่อมต้องมีชีวิตอยู่เพื่อเรียนรู้สิ่งผิดก่อนทั้งสิ้น เราไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรถูก ถ้าไม่รู้ว่าอะไรผิด เราไม่สามารถบอกได้ว่านั่นคือสีดำ ถ้าไม่เคยเจอสีอื่นมาก่อน

Anyway..

ชีวิตพี่มีความผิดพลาดที่ทรงคุณค่าเยอะ ไว้พี่จะหาเวลาละเมียดมันออกมาครับ #siamstr