อยากรู้แง่มุม ว่า
ทำไมต้องรถไฟฟ้า แล้วมันคุ้มค่ากว่าจริงหรือ?
ส่วนตัวไม่ได้คนใช้รถ เลยไม่ได้สนใจตลาดรถยนต์เลย 😂
Buying electric vehicles (EV)
Smart way for future catch up or Rushing to buy at premium
EVs are very tempting , packing with new exciting driving assisting features. Now we see the tech ward and price war among EV companies
Comparable to trading. It looks like the EV market cycle is in a crazy bullish environment, Impulse wave 3 or wave 5 according Elliot wave theory. Here the market reacts with tremendous excitement and attract any newbies in a FOMO (fear of missing out )fashion and also YOLO (you only live once)
Euphoria is temporally follows by reality where many people stuck at the peak of the price chart and suffer a consequent loss. As we see the example of Tesla cars price dropping.
Why do you need to rush in and loss your money.
Why don't spend your time carefully on your research.
This is also true for EVs world and investing world
I'd like to hear a feedback from my friends if you like this kind of content. I will make it more efficient writing in nostr:npub1yzvxlwp7wawed5vgefwfmugvumtp8c8t0etk3g8sky4n0ndvyxesnxrf8q and nostr:npub1048qg5p6kfnpth2l98kq3dffg097tutm4npsz2exygx25ge2k9xqf5x3nf
======================================
ซื้อรถ EV
เกาะกระแสเทคโนโลยีโลกอนาคต หรือ หาเรื่องติดดอย
รถ EV เปิดตัวด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่น่าดึงดูด ตอนนี้เราเห็นสงครามนวัตกรรม และ สงครามราคาระหว่างค่ายรถกันแล้ว
เปรียบเทียบเหมือนกับการลงทุนหรือการเทรด Cycle ของรถ EV กำลังอยู่ในตลาดขาขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งว่ามันคือคลื่น 3 หรือคลื่น 5 ตามทฤษฎี Elliot wave มีผู้คนมากมายถูกดึงดูดให้เข้ามามีส่วนร่วม บรรยากาศ FOMO และ YOLO กำลังก่อตัวขึ้น
แต่ไม่มีสิ่งใดตั้งอยู่โดยไม่ดับไป ความเคิบเคลิ้มประหนึ่งภาพลวงตานี้จะต้องจบลง สภาพความเป็นจริงจะตามมา ผู้คนจำนวนมากจะติดดอย ไม่น่าเชื่อว่าซื้อรถมาใช้ก็ติดดอยได้ เหมือนข่าวที่เห็นว่ารถยนต์ Telsa เคยเปิดตัวราคาสูงลิ่ว สุดท้ายมีคนหลังหักกันมากมาย
ทำไมเราถึงต้องรีบร้อนเอาเงินไปทิ้ง
ทำไมไม่เอาเวลาไปศึกษาสิ่งของที่จะซื้อ หรือสินทรัพย์ลงทุนให้เห็นตามสภาพความเป็นจริง
อยากฟัง feedback ด้วยครับว่าชอบ content งานเขียนแนวนี้มั้ย ผมจะได้ทำให้อ่านง่ายขึ้นใน nostr:npub1yzvxlwp7wawed5vgefwfmugvumtp8c8t0etk3g8sky4n0ndvyxesnxrf8q and nostr:npub1048qg5p6kfnpth2l98kq3dffg097tutm4npsz2exygx25ge2k9xqf5x3nf
#NaturePhotography
#landscapephotography
#smartphonephotography
#photography #photographer #photoshoot #photostr
#greenery #tree #morning
#story #shortstory #storytelling
#electriccar #EV #trading #FOMO #YOLO
#rain
#Siamstr #ThaiNostrich
https://void.cat/d/MFFT4HyrX3LkQKneZeQK5B.webp
https://void.cat/d/3M3wjVm6PKzQUcA9jAihTk.webp
อยากรู้แง่มุม ว่า
ทำไมต้องรถไฟฟ้า แล้วมันคุ้มค่ากว่าจริงหรือ?
ส่วนตัวไม่ได้คนใช้รถ เลยไม่ได้สนใจตลาดรถยนต์เลย 😂
ซ่อมบำรุงไม่ถี่เท่ารถ ICE ก็จริง แต่ถ้าถึงคิวต้องเปลี่ยนขึ้นมา ก็จุกตายอ่ะครับ
- ค่ายางแพงกว่าเดิม 2-4 เท่าแล้วแต่ยี่ห้อ
- ค่าแบตเตอรี่นี่ซื้อรถ EV ใหม่ได้ครึ่งคัน
Hidden cost เยอะครับ
คำว่าคุ้มกว่าจริงหรือต้องดูหลายแง่มุม
ส่วนใหญ่เราจะวัดกันที่ค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันหรือชาร์จไฟต่อเดือน
ซึ่งในปัจจุบันรถไฟฟ้าจะต่ำกว่ารถน้ำมันอยู่มากพอสมควร
และราคาของรถไฟฟ้าก็ไม่แพงด้วย
แต่.......
1. ราคาที่ไม่แพง เป็นผลมาจากนโยบายรัฐ ในการลดภาษีนำเข้า ซึ่งก็คือการ subsidy มีการลดภาษีตลอดกระบวนการการผลิตโดยรัฐต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ทำให้เมื่อเทียบกับรถน้ำมันที่เต็มไปด้วยกำแพงภาษีทั้งในขั้นตอนการผลิตการประกอบการขนส่งและการขาย การผลิตและจำหน่ายรถไฟฟ้าจึงมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขันจำนวนมาก
2. ค่าใช้จ่ายรายเดือนที่ถูกกว่าแลกกับการที่แบตเตอรี่ในการเก็บไฟฟ้ามีอายุการใช้งานจำกัด แล้วแบตเตอรี่ยังเต็มไปด้วยวัตถุไวไฟที่สามารถเผาไหม้ได้ที่ความร้อนสูงและไม่สามารถดับได้จนกว่าเชื้อเพลิงจะหมด แล้วยังมีขนาดใหญ่เท่าตัวรถทั้งคัน ตรงนี้ทำให้เกิด 2 ปัญหาด้วยกัน ปัญหาแรกคือการกำจัดแบตเตอรี่เมื่อเสื่อมสภาพแล้ว ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษอย่างมหาศาล แน่นอนว่าในประเด็นนี้ในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการรีไซเคิลแบตเตอรี่ที่หมดสภาพแล้วเพื่อกลับมาใช้งานได้ใหม่ถึง 95% แต่กระบวนการรีไซเคิลดังกล่าวก็ใช้พลังงานพอๆกับการผลิตและการขุดเหมืองแร่ต่างๆขึ้นมาเพื่อผลิตแบตเตอรี่ใหม่ แต่ก็ยังดีที่สามารถลดปัญหาผลกระทบทางขยะและมลพิษลงไปได้ ปัญหาที่สอง คือเรื่องของความปลอดภัย เนื่องจากความหนาแน่นทางพลังงานของแบตเตอรี่ต่ำกว่าน้ำมันมากจึงทำให้ต้องใช้แบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่และแบตเตอรี่มีอันตรายในการลุกไหม้ทีีไม่สามารถมองข้ามได้จริง ๆ เทคโนโลยีจำนวนไม่น้อยในรถไฟฟ้า 1 คันถูกใช้ไปกับการป้องกันความปลอดภัยให้กับแบตเตอรี่
3. พูดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ลดลงนั่นก็เป็นเพราะค่าไฟฟ้าในปัจจุบันอย่างมีราคาถูกอยู่เนื่องจากไฟฟ้าผลิตมาจากแหล่งพลังงานซึ่งมีประสิทธิภาพในการผลิตสูงกว่าการนำน้ำมันมาเผาใช้โดยตรงและมีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำกว่า แต่มันจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไปโลกในปัจจุบันเชื้อเพลิงสำหรับการเดินทางใช้น้ำมันเป็นหลักในขณะที่พลังงานสำหรับการใช้อยู่อาศัยมีชีวิตมาจากโรงงานผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก เมื่อ demand ทั้งสองส่วนนี้มารวมกันอยู่ในผู้ผลิตเพียงกลุ่มเดียว ก็อาจจะทำให้ราคาของไฟฟ้าสูงขึ้นได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงวิธีการทำงานของระบบกริดแล้วเราจะเห็นปัญหาอย่างหนึ่งที่น่าเป็นห่วง การผลิตไฟฟ้าเข้าระบบกริดจะมีส่วนที่เราเรียกว่า base load ซึ่งจะเป็นไฟฟ้าที่ผลิตจากแหล่งพลังงานหรือโรงงานผลิตไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงแต่ไม่สามารถที่จะเพิ่มอัตราการผลิตหรือลดอัตราการผลิตในระยะเวลาสั้นๆได้ เวลาที่เราชาร์จรถไฟฟ้ารถคันหนึ่งดึงไฟสูงหลาย 10 กิโลวัตต์ ตั้งแต่ 20 จนบางคันไปถึง 80 เทียบเป็นแอร์บ้านทั่วๆไปก็หลาย 10 เครื่องอยู่ คราวนี้ลองคิดถึงกรณีที่ทุกคนเลิกงานกลับบ้านนำรถเข้าจอดในโรงรถที่บ้านแล้วเสียบชาร์จไฟพร้อมๆกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือพีคโหลดของไฟฟ้าในช่วงเย็นจะพุ่งขึ้นสูงขึ้นอีกหลายเท่าตัวเพียงแต่ว่ามันจะไม่ได้พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ แปลว่าผู้ผลิตไฟฟ้าจำเป็นที่จะต้อง supply ไฟฟ้าจากแหล่งผลิตที่ต้นทุนสูงกว่าประสิทธิภาพต่ำกว่า เพื่อรองรับโหลดที่พุ่งขึ้นอย่างกระทันหัน
สิ่งที่เราเห็นคือสถานีชาร์จรถส่วนใหญ่จึงมีการกำหนดช่วงเวลาและให้มีการจองเวลาในการเข้า charge ไว้ก่อนล่วงหน้าเพื่อทำให้โหลดสามารถคำนวณได้ล่วงหน้า แต่นั่นก็จะหมายถึงอิสรภาพในการใช้งานที่ลดลง ผลที่น่าจะตามมาก็คือในที่สุดแล้วค่าไฟน่าจะแพงขึ้น หรือถ้าไม่แพงขึ้นก็แปลว่ารัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณในการสนับสนุนค่าไฟจากแหล่งผลิตไฟที่ประสิทธิภาพต่ำกว่าเพื่อรักษาคะแนนเสียง แลกกับ productivity ของประเทศที่หายไป