Avatar
Hipknox_ (εὐδαιμονία)
0bd1f20c47a4f87d232cfdc70415710a29cb8ee08c10e96c87d880fb3cbb8bc2
μέμνησο θανάτου จงระลึกถึงความตาย

Steps of PoS

1. ทำโปรเจคเหรียญ / เสกเหรียญต้นน้ำ / กำหนดซัพพลาย

2. เปิดขายเหรียญ / หาวิธีล็อคเหรียญในระบบด้วยการเปิดให้ Staking เหรียญเพื่อรับ % จากการปิดบล็อคกับค่าฟี

3. คนเริ่มซื้อเยอะ / ราคาเหรียญพุ่ง / พวกต้นน้ำค่อย ๆ รินขายทำกำไร

4. คนเริ่ม Staking เยอะ % Reward เริ่มลด / คนเริ่มหมดแรงจูงใจ / ราคาเหรียญเริ่มนิ่ง / เจ้าของโปรเจคเริ่มไปโผล่ตามงานการกุศ

5. คนซื้อเริ่มสมองงอก / จากกองเชียร์กลายเป็นกองแช่ง / รู้งี้กูไม่น่าเลย

6. เจ้าของทำไงดี / เบิร์นซัพพลายแม่งเลยแล้วกัน / ราคาเหรียญดีดเหมือนศพกระตุก / จากกองแช่งกลับมาเป็นกองเชียร์

7. ราคาทำท่าเหมือนจะไปต่อ / ราคาแรงแต่ไม่มีคนวางออเดอร์ เพราะไม่มีใครอยากได้ / จุดขายคือ % Staking เริ่มขายไม่ออก / เงินใหม่เริ่มไม่เข้า / พวกต้นน้ำ dump ทิ้งยกโอ่ง

8. เจ้าของโปรเจคเริ่มดองโปรเจค / fb ไม่โพส / X เริ่มไม่ตอบ / ค่อย ๆ เฟสตัวเงียบหายไปจากวงการ

9. เริ่มทำโปรเจคเหรียญใหม่ / เปลี่ยนชื่อใหม่ / เปลี่ยน co ใหม่ / วนลูปไปอิ่ม ๆ

ต่างจากคอมมี่นิดเดียวตรงเจ้าของโปรเจคไม่ได้เอาปืนมาจ่อหัวให้ใครซื้อ ความโลภล้วน ๆ ที่นำพา 🫢

ทำไมไม่มาใช้ระบบ PoS ที่เอาเงินของทุก ๆ คนใส่ไว้ในกองกลาง แล้วเราก็มาแบ่ง % รางวัลที่ได้จากการปิดบล็อคกับค่าฟีกันล่ะ?

ตลอดช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ความขัดแย้ง สงคราม การหลงในอำนาจ ส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดการเซ่นสังเวยชีวิตมักจะมาจากผู้ชายเป็นส่วนใหญ่

ถ้าหากพูดกันในสมมติฐานว่า “มารจะมีจริง” สิ่งที่มันทำมาตลอดแล้วมันไม่เวิร์คหรือประสบความสำเร็จคือความพยายามในมนุษย์ที่เป็นผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็น

ฟาโรห์ที่สั่ง ”ประหารบุตรชาย“ ทุกคนของชาวฮีบรูในเรื่องราวของโมเสส โดยให้ไว้ชีวิตบุตรหญิง

การนำบุตรหลานผ่านไฟเพื่อบูชาโมลอค ในเรื่องราวของชาวคานาอัน (หลายคนมีการตีความว่าอาจเป็นเครื่องมือของการทำแท้งทางอ้อม)

กษัตริย์เฮโรดของอิสราเอล ที่สั่งประหาร ”บุตรชายหัวปี“ ของชาวยิว เพื่อต้องการกำจัดการประสูตรของพระเยซูคริสต์

เรื่องของเนโรเผ่ากรุงโรม ที่นำชาวคริสต์ไปเป็นการละเล่นสังหารโหดในโคลอสเซียม หรือจับไปเผาทำเป็นเทียนกรุงโรม

สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ที่เกิดจากความบ้าบอของผู้ชาย ที่บานปลายจนเกิดการฆ่าล้างผู้บริสุทธิ์หลายล้านคน

เหมือนความพยายามของมันจะไม่ประสบความสำเร็จผ่านมนุษย์ผู้ชาย แต่ในเวลานี้เหมือนมันได้รับรู้ความผิดพลาดของมันแล้ว สิ่งที่มันต้องทำจริง ๆ คือการ “ลงมือที่มดลูกของมนุษย์ผู้หญิง”

มีโอกาสได้เจอกัน อยากขอฟังเรื่องราว Red Pill พวกนี้ต่อเลยครับพี่จิงโจ้ มีอีกหลาย ๆ เรื่องที่ผมยังไม่รู้อีกเยอะแน่ ๆ ;)

กะแล้วเชียว 😂

“เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้า และพงศ์พันธุ์ของนางด้วย เขาจะทำให้หัวของเจ้านั้นแหลก ส่วนเจ้าจะฉกที่ส้นเท้าของเขา” - ปฐมกาล 3:15

Re อีกรอบเผื่อว่ามันยาวเกินไปบาง Client อาจจะมองไม่เห็น, ทีหลังเอาไปลงใน Yakihonne ดีกว่า #Siamstr

nostr:nevent1qvzqqqqqqypzqz737gxy0f8c053jelw8qs2hzz3few8wprqsa9kg0kyqlv7thz7zqqsqqwf9cuvemqrnnflpnghn9ume6dr4ln26jnfqpnkd875864fs34gv0nant

## Moloch / Molech / Melek

*คำเตือน : โปรดใช้วิจารณญาณให้การอ่าน, ใครที่ไม่ได้สนใจอะไรแนวนี้ข้ามได้เลยนะครับ #Siamstr

ปล. เขียนสด ๆ อาจมีคำผิดและไม่ได้เรียบเรียงเนื้อหาอย่างที่ตั้งใจจะเขียนในทีแรก เพราะว่ายิ่งเรียบเรียงยิ่งค้นหาข้อมูลเพิ่มก็ยิ่งไปเจอกับความลับที่ดำมืดเกินหยั่งถึงของเทพปีศาจสุดชั่วร้ายองค์นี้

"โมลอค" ภาษากรีก : Μολόχ / μολόχ - Moloch, ภาษาละติน : Molech, ภาษาฮีบรู : ‎מלך - Mlk, Melek [แปลว่ากษัตริย์]

รูปประกอบเทพเจ้าโบราณของชาว “คานาอัน” ที่เราได้เห็นรูปลักษณ์ตามรูปภาพประกอบนี้ เป็นเทพเจ้าเก่าแก่ที่เคยได้รับการเคารพบูชาเมื่อราว ๆ พันกว่าปีก่อนปีคริสตกาล

ก่อนที่เราจะเข้าสู่เรื่องราวของเทพโมลอคนี้ ผมอยากจะเกริ่นถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของยุคสำริดในแถบพื้นที่บริเวณตะวันออกกลางที่เราเรียกกันว่าอารยธรรมลุ่มแม่น้ำเมโสโปเตเมียที่ประกอบไปด้วย อารยธรรมอียิปต์โบราณ อารยธรรมบาบิโลน อารยธรรมสุเมเรียน อารยธรรมอัสซีเรียน และเรื่องราวของชาวคานาอัน

รูปแผนที่ประกอบนี้แสดงให้เห็นถึงกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนคานาอัน (ปัจจุบันคือพื้นที่ของประเทศอิสราเอลและปาเลสไตน์ เลบานอน จอร์แดน และซีเรีย) ซึ่งตามรูปแล้วเราจะได้เห็นว่าพื้นที่ของชาวยูดาห์เผ่าเหนือ และอิสราเอลเผ่าใต้ ซึ่งก่อนหน้านี้มันเคยเป็นพื้นที่ของชาวคานาอัน ก่อนที่โมเสสจะทำการอพยพชาวยิวออกจากการเป็นทาสของอียิปต์ในเรื่องราวที่เราคุ้นเคยกันดีในเรื่องราวที่โมเสสได้แหวกทะเลแดง

ดินแดนคานาอัน (ในแผนที่) เป็นดินแดนแห่งพันธสัญญาของพระเจ้าพระองค์เดียวที่ให้สัญญากับ “อับราฮัม” บิดาของชนชาติอิสราเอลว่าจะยกดินแดนนี้ให้กับเขาและลูกหลานของเขาสืบไปชั่วกาล เรื่องราวแห่งพันธสัญญาได้เริ่มขึ้นเมื่ออับราฮัมได้เบื่อหน่ายกิจการของครอบครัวของเขา ที่ทำการค้าขายรูปเคารพเทพเจ้า และยังเป็นช่างปั้นรูปเคารพเทพเจ้าต่าง ๆ ในสมัยที่ผู้คนมีการบูชาเทพเจ้าหลายองค์ในพื้นที่แถบนั้นไม่ว่าจะเป็น “เอล (El)” พระเจ้าสูงสุด, “อาชทอเรท (Ashtoreth)” เทพีแห่งความรักและสงคราม, “บาอัล (Baal)” เทพเจ้าแห่งพายุฝนและความอุดมสมบูรณ์, “ดาโกน (Dagon)” เทพเจ้าของชาวฟิลิสเตีย และอื่น ๆ อีกมากมายตามแต่ผู้ที่บูชาจะใช้เงินเป็นค่าจ้างให้ช่างปั้นสร้างรูปเคารพให้กับพวกเขา

อับราฮัมผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านของบิดาที่เป็นช่างปั้นรูปเคารพ มักจะเห็นวิธีการของบิดาที่ทำการปั้นรูปเคารพจากดินเหนียว เขาทั้งนวดดินนั้นด้วยเท้า เหยียบย้ำวัตถุดิบต่าง ๆ ที่นำมาทำรูปเคารพที่ผู้คนต่างนำไปกราบไหว้บูชาเพื่อขอพร ในช่วงวัยที่เติบใหญ่ขึ้น อับราฮัมที่ทำหน้าที่เป็นคนขายรูปเคารพเหล่านั้นมักจะหัวเราะเยาะผู้คนที่นำเอาเงินของพวกเขามาซื้อรูปเคารพที่บิดาของเขาเป็นคนปั้นขึ้น เขามองว่ามันเป็นสิ่งที่ไร้สาระที่ผู้คนจะกราบไหว้รูปปั้นดินเผาที่ไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรกับใครได้จริง ๆ มันเป็นความโง่เขลาที่นำเอาเงินที่สร้างจากนำพักน้ำแรงไปให้กับคนที่หากินกับความเชื่ออย่างบิดาของเขา จนในวันหนึ่งพระเจ้าพระองค์เดียวผู้สูงสุดก็ปรากฏขึ้นแก่อับราฮัม ท่ามกลางดินแดนที่ผู้คนกราบไหว้รูปเคารพของเทพเจ้าที่มีอยู่หลากหลาย และบอกให้เขาเดินทางออกจากบ้านของบิดาเพื่อไปยังดินแดนคานาอัน

เล่ามาถึงตรงนี้ พวกเราก็คงจะพอทราบถึงคอนเซ็ปของการเกิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า “เอกเทวนิยม (Monotheism)“ ความเชื่อเรื่องพระเจ้าองค์เดียว และ ”พหุเทวนิยม (Polytheism)” ความเชื่อเรื่องเทพเจ้าหลายองค์ ที่มีความขัดแย้งระหว่างกัน จากชายคนหนึ่งที่ไม่เชื่อเรื่องของเทพเจ้าที่ถูกอุปโลกน์สร้างขึ้นโดยมนุษย์ จนกลายเป็นต้นกำเนิดของศาสนาในกลุ่มของฮับราฮัมอย่าง ยูดาห์ คริสต์ และอิสลาม ที่มีการนับถือพระเจ้าสูงสุดที่พวกเขากล่าวอ้างว่าเป็นพระเจ้าองค์เดียวกัน (ในที่นี้จะยังไม่ของลงรายละเอียด)

ซึ่งพระเจ้าผู้สูงสุดเพียงพระองค์เดียวองค์นี้ “เอล (El)” ที่ไม่ว่าจะถูกเรียกในภาษาฮีบรูว่า “เอล-เอยอน (El-Elyon)” แปลว่า พระเจ้าผู้สูงสุด “เอโลฮิม (Elohim)” แปลว่า พระผู้สร้าง “เอล-ชัดได (El-Shaddai)” แปลว่า พระเจ้าผู้ทรงมหิทธา ดังนั้นคำว่า “เอล (El)” จึงเทียบเคียงกับคำว่า "God" ในภาษาอังกฤษ “อัล (Al)” ในภาษาอาหรับ และ ”พระเจ้า“ ในภาษาไทย เป็นเพียงตำแหน่งที่ใช้เรียกสิ่งที่อยู่สูงสุดเหนือกว่ามนุษย์ และไม่ใช่ชื่อเฉพาะอย่าง “ซุส (Zeus)” ที่เป็นพระเจ้าสูงสุดของเทพกรีกที่มีชื่อเรียกโดยเฉพาะ พระองค์ไม่ได้เปิดเผยพระนามของพระองค์จนกระทั้งในปัจจุบันจากการตีความพระคำภีร์เราจึงได้รู้จักกับพระนามของพระองค์ที่มีพระนามว่า “ยาห์เวห์ (YHWH, Yahweh)”

เมื่อมีพระเจ้าสูงสุดในเรื่องราวของพระคำภีร์ก็ต้องมีฝ่ายที่ชั่วร้ายอย่างมารหรือปีศาจ ที่ถูกเรียกว่า “ซาตาน (Satan)“ เขาผู้นี้เป็นปฏิปักษ์กับพระยาห์เวห์ และได้ล่อลวงให้มนุษย์ชายหญิงคู่แรกได้ตกลงสู่บาปเป็นครั้งแรก จากการขัดคำสั่งของพระเจ้าว่า ”อย่ากินผลแห่งการรู้ดีรู้ชั่ว“ สิ่ง ๆ นี้ทำให้มนุษย์ชายหญิง และซาตาน (ในร่างของงู) ต้องถูกสาปแช่งโดยพระเจ้า (ในที่นี่จะขอพูดถึงเฉพาะเรื่องราวระหว่างงูและหญิง)

“เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้า และพงศ์พันธุ์ของนางด้วย เขาจะทำให้หัวของเจ้านั้นแหลก ส่วนเจ้าจะฉกที่ส้นเท้าของเขา” - ปฐมกาล 3:15

ถ้าหากอ่านข้อความนี้จากพระคำภีร์อย่างผิวเผิน อาจจะตีความได้ว่าเป็นข้อความที่เขียนบอกถึงความเป็นจริงที่ผู้หญิงมักจะไม่ถูกกับสัตว์เลื้อยคลานหรืองู แต่จริง ๆ แล้วในข้อความนี้เกี่ยวข้องกับ “การดำรงค์เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ผู้ซึ่งเป็นบุตรของพระเจ้า” และการขัดขว้างแผนการของพระเจ้าจากมารหรือซาตาน

คำว่า “เผ่าพันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้านั้นแหลก” หมายถึง ลูกหลานของมนุษย์ที่เกิดจากเอวาจะเป็นผู้ที่มาปิดฉากเรื่องราวแห่งบาปทั้งหมดนี้ พร้อมกับเป็นผู้ที่มาเพื่อทำลายล้างมารซาตานและเผ่าพันธุ์ของมันให้ต้องตกลงสู่นรกนิรันดร์กาล ดังนั้น “และเจ้าจะฉกที่ส้นเท้าของเขา” จึงหมายถึง วิธีการที่มารซาตานจะไม่ต้องถูกทำลายด้วยพระวาทนี้ของพระเจ้า ตัวของมันจะต้องทำทุก ๆ วิถีทางที่จะไม่ให้ “มนุษย์เพศหญิง” ให้กำเนิดชีวิตใหม่ ที่เป็นลูกหลานของพวกเธอ

### Moloch (The Child Sacrifice)

ตามตำนานของการบูชาเทพโมลอคของชาวคานาอันนั้น พวกเขาได้สร้างรูปเคารพของโมลอคด้วยการทำรูปหล่อโลหะสำริดที่มีส่วนหัวเป็นวัว ท่อนแขนเป็นมนุษย์ และส่วนของลำตัวจะเป็นเตาไฟขนาดใหญ่สำหรับใช้เพื่อการจุดไฟเผาบูชายัน

จากหลักฐานการค้นพบพิธีกรรมนี้โดยนักโบราณคดี มีการค้นพบสุสานที่ใช้ประกอบพิธีกรรมในบริเวณที่เรียกว่า “หุบเขาฮินโนม (Valley of Hinnom)” ซึ่งมันจะตั้งอยู่ทางตอนใต้ตรงบริเวณภายนอกของกรุงเยรูซาเลมในปัจจุบัน

ในการประกอบพิธีกรรมจะมีกลุ่มของนักบวชทำการตีรำมนะนาด กลอง และเป่าแตร์ ระหว่างทำพิธีจะมีนักบวชคนหนึ่งนำเอาตัวของเด็กทารกหรือเด็กเล็ก ๆ จากพ่อแม่ของเด็ก นำเอาเด็กไปวางไว้บนฝ่ามือหรืออ้อมแขนของเทพโมลอค ในขณะที่เตาไฟได้ถูกจุดเผาเตรียมเอาไว้ก่อนหน้านี้ เสียงของการบรรเลงรำมะนาด กลอง และเสียงแตร์ จะใช้เพื่อการกลบเสียงร้องจากความเจ็บปวดของเด็ก เพื่อไม่ให้พ่อและแม่เกิดความรู้สึงสงสารอยากจะช่วยลูก ๆ ของพวกเขา หรือเกิดการเปลี่ยนใจระหว่างการทำพิธิกรรมอันชั่วร้ายนี้

พวกเขาแลกชีวิตลูก ๆ ของพวกเขา เพียงเพื่อพรแห่งพลังอำนาจ ความมั่งคั่ง และความอุดมสมบูรณ์ ผ่านไฟแห่งความเจ็บปวดและทรมาณของเด็กชายและหญิงผู้บริสุทธื์

สิ่งที่พวกคุณได้อ่านนี้อาจเป็นความเลวทรามที่เกินจะรับได้จากอดีตที่เคยเกิดขึ้นจริง คุณคงจะมีคำถามภายในใจว่ามนุษย์แบบไหนที่ให้ความเคารพกับเทพที่ชั่วร้ายนี้? เราอาจจะคิดได้ว่าการบูชาเทพองค์นี้ของชาวคานาอันได้สิ้นสุดลงไปแล้วภายหลังการเข้ามาของชนชาติของพระเจ้า “อิสราเอล” ที่ได้เข้ามาทำการกวาดล้างชนเผ่าคานาอัน และทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาไปรวมถึงพิธีกรรมการบูชายันที่ชั่วช้านี้

### ทฤฎีสมคบคิด

**คำเตือน : พาร์ทนี้เกี่ยวกับทฤฎีสมคบคิด โปรดเพิ่มการใช้วิจารณญาณในการอ่าน

มีการรายงานถึงกลุ่มลัทธิหนึ่งที่เป็นการรวมกลุ่มกันของผู้ชายที่เป็นบุคคลระดับสูงและมีชื่อเสียงอย่างมาก จากกลุ่มที่มีชื่อว่า “Bohemian Grove“ หรือ ”The Bohemian Club” ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 1872 โดยจะเป็นการรวมกลุ่มกันของผู้ที่ได้รับเชิญ (แบบเป็นส่วนตัว) เพื่อทำกิจกรรมลับ ๆ ในการผ่อนคลายภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ในช่วงฤดูร้อน

สถานที่ตั้งของกลุ่มลับนี้จะอยู่ในพื้นที่ของป่า “เรดวูด (Red Wood)” ของรัฐแคริฟอเนียประเทศสหรัฐอเมริกา โดยพวกเขาจะมีสัญลักษณ์ของกลุ่มเป็นรูป “นกฮูก (Owl)” ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ ในช่วงการเริ่มของการเปิดงานชุ่มนุมนี้ พวกเขาจะมีการทำพิธีกรรมบางอย่างต่อหน้ารูปปั้นขนาดยักษ์ที่แกะสลักเป็นรูปของนกฮูกที่ภายหน้าของรูปปั้นจะมีการจุดไฟเผาเหมื่อนเป็นการทำพิธีกรรมบูชาอะไรบางอย่าง มีการแก้ผ้าเปลือยกาย และทำการเต้นรำภายหน้ารูปปั้นนั้นราวกับว่าพวกเขาเป็นเด็กเล็ก ๆ

*เสริม : ในภาษาอียิปต์โบราณตัวอักษรที่ตรงกับตัว M ของภาษาอังกฤษ จะสามารถอ่านออกเสียงได้ว่า Moloch แปลว่า นกฮูก และในภาษาฮีบรู คำว่า Melek ยังเป็นคำที่ใช้ตัวอักษร Mlk หรือ מלך ที่ขึ้นต้นด้วยตัว M อีกด้วย, เป็นเรื่องบังเอิญ?

มันมีความพยายามจะเชื่อมโยงและการสร้างทฤษฎีสมคบคิดถึงผู้คนในกลุ่มนี้ที่มีการทำกิจกรรมกันอย่างลับ ๆ ว่าผู้ชายส่วนใหญ่ในนี้ ถ้าไม่ได้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ได้รับการรับเชิญ ก็จะเป็นบุคคลระดับสูงของรัฐบาล โดยเฉพาะของพรรคการเมื่องรีพับลิกันรวมถึงประธานาธิบดีตั้งแต่ปี 1923 จนถึงปัจจุบัน และยังมีเรื่องของการสมคบคิดว่า การตัดสินใจในการทำอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับการตายของผู้คนในจำนวนมาก ๆ อย่างการทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมา และนางาซากิ หรือสงครามต่าง ๆ ที่เปรียบได้กับการเซ่นสังเวยชีวิตของมนุษย์จำนวนมาก นั้นมาจากการตัดสินใจที่ถูกพูดคุยกันในระหว่างการทำกิจกรรมของกลุ่มคนกลุ่มนี้

ยังมีการเปิดเผยถึงเอกสารลับจากเว็บไซต์ WikiLeak ได้เผยถึงอีเมลการสนทนาของบุคคลสำคัญในรัฐบาลพรรคเดโมแครตที่มีการรั่วไหลออกมาของนางฮีลลารี ที่หนึ่งในเนื้อความของอีเมลฉบับวันที่ 29 สิงหาคม 2008 จากเจ้าหน้าที่อวุโสของรัฐบาลกระทรวงต่างประเทศ มีข้อความที่กล่าวถึงคำว่า “Moloch”

"With fingers crossed, the old rabbit's foot out of the box in the attic, I will be sacrificing a chicken in the backyard to Moloch..."

น่าคิดนะครับถ้าเป็นความจริง เทพโมลอคที่น้อยคนแล้วที่จะได้รู้จักกับมัน ทำไมในปัจจุบันถึงยังมีคนที่กล่าวถึงมันบนการสนทนาผ่านอีเมล แถมเนื้อหายังเกี่ยวข้องกับการบูชายันในสวนหลังบ้านให้กับนักการเมืองที่กำลังมีการลงแข่งขันการเลือกตั้งอีกด้วย

ถ้าหากเราลองค้นหาต่อก็จะพบกับเรื่องราวแปลกประหลาดอีกหลายอย่างจากการใช้เทพโมเลคเป็นสัญลักษณ์ไม่ว่าจะเป็น ในสื่อภาพยนตร์ วีดีโอเกมฯ นวนิยาย ฯลฯ ปะปนอยู่ในรูปลักษณ์ของวัวกระทิง หรือข่าวลืออื่น ๆ ที่หาข้อมูลได้ยากเช่น การหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็กที่อพยพจากสงครามในยูเครน สงครามที่ร้อนระอุในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลกับชาติอาหรับ

### ตัดจบ (เขียนต่อไม่ไหวแล้ว)

***คำเตือน : เป็นพาร์ทของความเชื่อทางศาสนศาสตร์ โปรดยกระดับของวิจารณญาณในการอ่าน และอย่านำเอาความคิดเข้าไปจับกับมันมาเกินไป

เอาล่ะ พวกคุณอาจจะกำลังคิดว่าพิธีกรรมการเผาบูชายันเด็กได้จบลงไปแล้วผ่านการทำลายล้างชาวคานาอันของชาวอิสราเอล และเรื่องราวของการบูชาเทพโมลอคที่ปรากฏอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ อย่างลับ ๆ ในปัจจุบันอาจเป็นเพียงแค่การจำลองทางความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นแค่ความเชื่อที่ไม่ได้มีการเผาบูชายันเด็ก ๆ หรือสังเวยชีวิตของมนุษย์อยู่จริง ๆ อย่างในครั้งที่คานาอันยังคงรุ่งเรื่อง

แต่สิ่งที่ไม่ได้เปลี่ยนคือความหมายของสิ่งที่เราเรียกมันว่าเทพโมลอค มันคือตัวแทนของการทำลายล้างเมล็ดพันธุ์ของพระเจ้า ทำลายการให้กำเนิดมนุษยชาติ

“เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้า และพงศ์พันธุ์ของนางด้วย เขาจะทำให้หัวของเจ้านั้นแหลก ส่วนเจ้าจะฉกที่ส้นเท้าของเขา” - ปฐมกาล 3:15

สงครามระหว่างพระเจ้ากับมารซาตานยังคงดำเนินต่อไป และมารผู้ซึ่งไม่ต้องการให้พระวาทของพระเจ้ากลายเป็นความจริงยังคงขัดขวางการถือกำเนิดของผู้ที่จะมาทำลายล้างเชื้อพันธุ์ของมารซาตานให้สิ้นสุดลง

ในครั้งอดีตพวกมันอาจล่อล่วงให้ผู้คนมีใจโน้มเอียงไปในทางที่ชั่ว ถวายบูชาบุตรหลานให้ผ่านไฟเพื่อเทพโมลอค บัดนี้มารยังคงทำหน้าที่ของมันในการล่อล่วงให้มนุษยชาติมีจิตใจโน้มเอียงให้ออกห่างจากพระวาทของพระเจ้าผ่านการทำลาย “สถาบันครอบครัว” จากชายหญิงที่ไม่อาจประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ ”ความรู้สึกของการไม่อยากมีลูก“ จากระบบการเงินที่ทำให้มนุษย์นั้นสิ้นหวัง ”การผิดเพศ“ ที่ทำให้ความเป็นธรรมชาติของการให้กำเนิดเกิดการเสื่อมถอยลง “การทำแท้ง” ที่เป็นการทำลายชีวิตที่จะถือกำเนิดขึ้นมา และอีกหลากหลายวิธีการที่พวกมารจะทำเพื่อไม่ให้วันนั้นของพระเจ้าได้มาถึง

หากผู้อ่านบทความนี้เคยได้อ่านเรื่องราวในวิวรณ์ 6 ถึงเรื่องราวของจตุรอาชากันมาก่อน สำหรับม้าตัวที่ 4 ที่จะมาเพื่อกวาดล้างมนุษย์ชาติถึง 1 ใน 4 จากส่งคราม โรคระบาด และการกันดาลอาหาร และ ”ฤทธิ์อำนาจของมาร“ ส่วนตัวผมเองคิดว่าการลดอัตราการเกิดของมนุษย์ในช่วงเวลาที่มนุษย์กำลังสิ้นหวังในการมีครอบครัวและให้กำเนิดนี้แหละ ที่จะกวาดล้างลดจำนวนประชากรของมนุษยชาติได้ในระดับที่มากซะยิ่งกว่าการเกิดสงคราม โรคระบาด และความอดอยาก ซะอีก

เอาเถอะ ถือว่าอ่านกันเอาสนุก ๆ ก็แล้วกัน บนโลกที่เทคโนโลยีได้พัฒนาไปไกลอย่างก้าวกระโดด ยังคงมีเรื่องราวลีลับที่พวกเราอาจไม่เคยได้รับรู้ เราอาจจะคิดว่ามันเป็นเพียงทฤษฎีสมคบคิดของผู้คนบางกลุ่ม แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ คือ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ว่าจะจริงหรือเท็จยังคงมีอิทธิพลต่อชีวิตของพวกเราทั้งทางตรงและทางอ้อม แม้ว่าเราจะเชื่อหรือไม่ ชอบหรือไม่ชอบ สนใจหรือไม่ได้สนใจ

สุดท้ายแล้ว พวกมันก็จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเราอยู่ดี

จัดไปครับ แต่เดี๋ยวขอเรียบเรียงก่อนนะครับ :)

Replying to Avatar Jingjo

This quote and worldview are wrong on so many levels. You claimed that investing in "men" projects the worst ROI for you. WRONG.

- It is you investing your time, energy, or even money in THE man who doesn't want you, or won't have you as the mother of his children. So this naive worldview can be said from men's perspective as well that the worst investment is on the woman who is not wife material.

- It is your malinvestment from your poor decision making process, hence it's your own accountability with nothing to do with the man himself. If he's an a-hole but you still chose to "get it on" with him, it's 100% your fault.

- Think of it this way (I know it might be hard for you), a young and not bad looking woman can attract basically men of all calibres. So it is your responsibility to choose well and wisely. But if there are no men wanting to wed you, you--and you alone--are the problem as he determines you aren't the best investment for him either.

- We live in a feminine imparative world where women can talk trash about men and get applauded or even praised as bravery and smart. But when men criticize women true nature, we are haters and misogynist. This is just a part of today's grander problem that Marxism and feminisn wreak havoc onto human civilization. It must end, or there's no hope anymore for humanity.

nostr:nevent1qqsppmknkx5a4x8wu2nr7jrc92v4epnvvzqxuv4wnxusm93apwsppmsprpmhxue69uhhyetvv9ujumn0w3hhx6rf9emkjm30qgsxfq3e9cx5ydyk9m9pyrj2peyln3849yjtrnzy27cduftfp8swrrcrqsqqqqqp09w2jq

GM, #Siamstr

Apologies for the too-hot topic for this lovely morning.

เป็น Quote ที่สนุกดีแห๊ะ.. ผมอยากรู้จริง ๆ นะว่าในหัวของเขากำลังคิดอะไร? ทำไมถึงมีมุมมองต่อการคบหากัน มันถึงเป็นเรื่องของการสร้าง “ผลกำไร” อะไรที่ทำให้เขาคิดว่ากำลังขาดทุน

เวลาที่ผมเดินผ่านขอทานมีแก้วน้ำพลาสติกวางอยู่ ในแก้วมีเศษเหรียญบาทอยู่ไม่กี่เหรียญ ผมเดินผ่าน ผมหยิบแบงค์ยี่สิบใส่แก้วใบนั้น และผมไม่ได้คิดอะไร ไม่สนใจด้วยซ้ำว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่าบุญกุศล

ผมเคยเลี้ยงอาหารผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นมื้อราคาแพง ผมไม่ได้กำลังคบหากับเขา จบจากตรงนั้นเราเดินออกจากร้าน และผมไม่ได้คิดอะไร

ผมเคยเลี้ยงข้าวแฟนเพื่อนระหว่างที่รอเพื่อนผมมารับ เป็นมื้อราคาแพง แฟนเพื่อนผมบอกเกรงใจ ผมบอกว่าไม่เป็นไร และผมไม่ได้คิดอะไร

แฟนผมในปัจจุบัน ชอบการไปคาเฟ่ กาแฟ อาหารดี ๆ ทุกมื้อที่ออกไปกินข้างนอกด้วยกันเราแชร์ค่าอาหาร บางมื้อผมออกปากว่าจะเป็นคนที่จ่ายมันเอง และหลายครั้งในวันสำคัญของขวัญราคาแพงก็จะไปอยู่ต่อหน้าเขาจากเงินของผม และทั้งหมดนี้ ผมไม่ได้คิดอะไรถึงสุดท้ายแล้วเราจะไม่ได้ไปด้วยกันต่อ

“สิ่งที่สะสมไว้สำหรับผมยังคงอยู่กับตัวของผม” ไม่ได้มีอะไรที่หายไป ในขณะที่เงินที่ถูกใช้เป็นไปเพื่อการตอบสนองกิจกรรมที่ทำร่วมกัน มันเป็นค่าใช้จ่ายที่ถูกแยกเอาไว้

การมองว่าทุกค่าใช้จ่ายในชีวิต ในทุก ๆ กิจกรรมเป็นการลงทุนที่ต้องได้รับ “ผลกำไร” อยู่ตลอดเวลา คนแบบนี้เราเรียกว่า “พวกเอาแต่ได้” ผมคิดว่าเราต้องอยู่ให้ห่าง ๆ จากคนพวกนี้ไว้ ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง

ด้วยรักครับ GM :)

ขึ้นก็ดีสำหรับที่สะสมไว้, ลงก็ดีสำหรับสะสมเพิ่ม สำหรับสิ่งที่มีอย่างจำกัดในโลก ดีเสมอสำหรับตัวผู้เป็นเจ้าของ #Siamstr

เติม Sat เข้า Lightning หน่อยดีกว่า Sat หมด เดี๋ยวเย็นนี้ไม่มี Sat ยิงเล่น 😘

ลองค้นหาเพิ่มจาก “วิวรณ์ 6“ จะมีของ www.bible.com และแบบ application ด้วยครับ, ส่วนเรื่องของโมเลคเดี๋ยวผมค่อยมาเขียนเพิ่มทีหลัง ^^