อย่าเลยครับ 555 เรื่องพวกนี้ผมชอบเขียนแบบเล่าให้เพื่อนฟังเอาสนุกมากกว่า ;)
มาไกลมากเลยครับพี่ จากจุดเริ่มต้นของความต้องการจะเป็นแพลตฟอร์มที่ให้คนเป็นเพื่อนเอาไว้ติดต่อกัน
Silver Spoon พล็อตเรื่องน่าสนใจแห๊ะ เดี๋ยวเอาเข้าลิสต์อีกหนึ่งเรื่องครับ ;)
มาตรฐานเงินมาผ้าหลุด คุณช่วยอย่าบูลลี่ sponsor ของเราได้หมายยย เดี๋ยวเราไม่ได้เงิน
อันนี้ตอบยากเลยครับ เรื่องพวกนี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์เชิงประจักษ์ เป็นทฤษฏีที่อาจจะมีกลุ่มคนสร้างขึ้นมาแล้วมันดันไปถูกจริตกับบางคน หรือไปตรงกับประสบการณ์บางอย่างในชีวิต มันเลยมีคนที่เชื่ออะครับ
แต่ถ้าถามว่าชอบอันไหน เรื่อง Light Worker ก็ฟังดูฮีลใจดีครับ ให้อารมณ์แบบว่าเราเป็นจิตวิญญาณที่รับภาระกิจบางอย่างมา คือเราไม่มีความทรงจำก่อนหน้านั้นหรอกในร่างมนุษย์ตอนนี้ แต่มันจะมีสัญญาณบางอย่างมากระตุ้นความทรงจำร่วมที่ส่งมาจากจักรวาลให้ทำอะไรบางอย่างที่เรามีความถนัดหรือเป็นพรสวรรค์ ใช้มันเพื่อทำให้สังคมมนุษย์ โลก หรือจักรวาลมันดีขึ้น หรือไปถึงขั้นป้องกันความร้ายแรงของเหตุการณ์บางอย่าง เช่น สงครามนิวเคลียร์
ซึ่งบางสิ่งแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นมันไปเกิดขึ้นตรงกับเหตุการณ์ในชีวิตของคนที่เชื่อผ่านการพบเจอกับประสบการณ์ตรงบางอย่าง เช่น
อยู่ ๆ คนที่คิดมาตลอดชีวิตว่าตัวเองพูดไม่เก่ง แต่กลับสามารถทำพอดแคสต์ยาว ๆ เพื่อเล่าเรื่องบางอย่างที่ตัวเองสนใจได้อย่างน่าทึ่ง และกลับมีผู้ติดตามจำนวนมากที่ชื่นชอบในเนื้อหาของพอสแคสต์ของเขา (การชักจูง) เมื่อเขาไปเจอกับแนวคิดเรื่อง Light Worker ก็เลยคิดว่าจริง ๆ แล้วเขาอาจจะเป็นกลุ่มคนที่เป็น Light Worker ที่ได้รับพรสวรรค์ทางด้านนี้มาเพื่อช่วยโลกในด้านที่เขาสามารถทำได้
บางคนมีพรสวรรค์ในการวาดภาพ สามารถที่จะสื่อสารสิ่งที่คิดในหัวให้ออกมาเป็นภาพวาดเพื่อคนอื่นได้เห็น บางคนก็เป็นดนตรี บางคนเป็นนักเขียน หรือสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ในชีวิตประจำวันตอนนี้ก็อาจเป็นภาระกิจหนึ่งที่ได้รับมา
บางครั้งสัญญาณก็มาในรูปแบบของการมองเห็น คืออาจจะเห็นเป็นชุดตัวเลขชุดเดิมซ้ำ ๆ อยู่บ่อยครั้ง บางครั้งมันก็มาเห็นแบบถี่มาก ๆ เพื่อเป็นสัญญาณบอกใบ้ว่าให้ทำสิ่ง ๆ นั้นต่อไป หรือคุณมาผิดทางให้ไปทางอื่น พวกเขามีการตีความชุดตัวเลข 11 13 55 ฯลฯ ว่าการเห็นชุดตัวเลขพวกนี้มันมีความหมายสื่อถึงอะไรอีกด้วย
หลัก ๆ ก็เพื่อความเชื่อที่ว่าพวกเขาเป็นจิตวิญญาณที่มาจากที่อื่น ไม่ใช่คนของโลก ลงมาทำภาระกิจบนโลก และสุดท้ายเมื่อจบภาระกิจพวกเขาก็จะกลับออกไป กลับไปยังที่ ๆ เขาจากมา ไม่ใช่โลกทางกายภาพ แต่เป็นในมิติอื่นที่อยู่ในระดับที่สูงกว่า
ประมาณนี้ครับ น่ารักดี :)
มีคนที่เชื่อว่า Anunnaki เหล่าทวยเทพของเมโสฯ จริง ๆ แล้วเป็นมนุษย์ต่างดาวที่ต้องการทองคำ มาที่โลกแล้วตัดต่อ DNA ของมนุษย์วานรให้กลายเป็นมนุษย์ที่มีสติปัญญาเพื่อเป็นแรงงานทาสในการขุดทองคำ และพวกนี้จากไปในช่วงที่เกิดน้ำท่วมโลก และจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง
มีคนที่เชื่อในเรื่องที่พวกเขาคือจิตวิญญาณโบราณ เป็นพวก Light Worker ที่ได้รับภาระกิจจากสถานที่ห่างไกลหรือต่างมิติ ให้ลงมาเกิดเป็นมนุษย์บนโลกเพื่อการชักจูง และฟื้นฟูให้โลกและจักรวาลนี้ดีขึ้น ผ่านการทำงานของพรสวรรค์ของแต่ละบุคคลที่ได้รับมาจากภาระกิจแห่งจักรวาล
มีคนที่เชื่อว่าเทพของอียิปต์คือเหล่ามนุษย์ต่างดาว และพีระมิดเป็นสิ่งที่สร้างจากเทคโนโลยีชั้นสูงที่โลกยุคปัจจุบันยังทำแบบนั้นไม่ได้ / หรือพีระมิดที่อื่นบนโลกเคยถูกใช้เป็นเสาส่งสัญญาณติดต่อกับเหล่าเอเลียนผู้สร้าง
ต้องบอกว่าเคยอ่านเรื่องแนว ๆ นี้มาจากหลายที่เลย ถ้าถามว่าเคยคิดมั้ย? เคยมีแอบคิดเล่น ๆ อยู่เหมือนกันครับ 555 สนุกดี
เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก :)
ขอบคุณครับพี่จิงโจ้ ❤️:)
ณ สวนผลไม้แห่งความลับและจิตวิญญาณ
ปราชญ์คนที่หนึ่ง เบน อัซไซ ได้เดินเข้าไปยังสวนนั้น เขาจ้องมองมันและตายไป
ปราชญ์คนที่สอง เบน โซมา ได้เดินเข้าไปยังสวนนั้น เขาเพ่งพิจารณามันและเสียสติไป
ปราชญ์คนที่สาม อาเคอร์ ได้เดินเข้าไปยังสวนนั้น เขาเพ่งพิจารณาพร้อมทั้งตัดผลของมัน และเขากลายเป็นคนนอกรีต
ปราชญ์คนที่สี่ รับบีอาคีบา ได้เดินเข้าไปยังสวนนั้น และกลับออกมาด้วยอาการสงบ
คนที่ 1 ได้ล่วงรู้ถึงความลับแห่งปัญญาและจิตวิญญาณ แต่ไม่ช่วยขัดเกลาจิตใจของเขาให้ดีขึ้น สิ่งที่เขาล่วงรู้นั้นสูญเปล่าไป
คนที่ 2 ได้ล่วงรู้ถึงความลับแห่งปัญญาและจิตวิญญาณ แต่กลับลุ่มหลงมัวเมาในความลึกลับของศาสตร์นั้น เขาจึงกลายเป็นเพียงคนเสียสติ
คนที่ 3 ได้ล่วงรู้ถึงความลับแห่งปัญญาและจิตวิญญาณ แต่กลับนำมันมาใช้ในทางที่ผิด เขาจึงกลายเป็นคนนอกรีตที่นำพาผู้คนให้หลงทาง
คนที่ 4 ได้ล่วงรู้ถึงความลับแห่งปัญญาและจิตวิญญาณ เขาเป็นเพียงคนเดียวที่เข้าใจถึงสัจธรรม และนำสิ่งที่รับรู้มาใช้เพื่อการขัดเกลาทางจิตวิญญาณ เพราะว่าเขาเข้าใจว่าสิ่งที่อยู่ต่อหน้านั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่สติปัญญาของเขาจะเข้าใจมันได้ทั้งหมด เขาจึงออกจากสวนแห่งนั้นด้วยอาการที่สงบ และเป็นเพียงผู้เดียวที่ได้กลับออกมา
รูปประกอบ : ภาพของชายผู้ผ่านประตูแห่งแก่นแท้ (remark ว่าจะหาเวลากลับไปดู น่าจะได้อารมณ์ที่แตกต่างจากตอนเด็กแน่ ๆ) #siamstr #siamanimestr

## ตำนานน้ำท่วมโลก (แถบเมโสโปเตเมีย)
มันมีเรื่องที่คุยกันเล่น ๆ ในคืนนั้น ว่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นความเชื่อ (ทางศาสนา) ในยุคปัจจุบันมันอาจจะเป็นเพียงแค่วรรณกรรมที่ถูกแต่งขึ้นในสมัยโบราณเพื่อความบันเทิง ที่คนยุคหลังนำเอามาเป็นระบบความเชื่อทางจิตวิญญาณ
เราพูดเล่น ๆ กันว่า ถ้าหากว่าถัดจากนี้ไปอีกหลายร้อยปี หรือมนุษย์เกิดเหตุการณ์ที่ยุคสมัยถูกตัดขาดจากประวัติศาสตร์ไปราว ๆ 2 - 4 เจเนอเรชั่น นวนิยายขายดีอย่าง "The Lord of The Rings" จะมีคนที่บังเอิญไปค้นพบ และถูกเอาไปต่อยอดกลายเป็นการสร้างศาสนาที่บูชาเหล่า "วาลาร์ (Valar)" ว่าเป็นเหล่าทวยเทพชั้นสูงจากยุคบรรพกาลทั้งที่ความจริงแล้วเป็นแค่เพียงจินตนาการของ J.R.R. Tolkien ได้มั้ย? และถ้าเป็นไปแบบนั้น มันคงจะมีคนที่ศึกษาอย่างเอาเป็นเอาตายกับภาษาที่โทคีนสร้างไว้ในนิยาย และหยิบเอามาเป็นศาสตร์ของภาษาลึกลับที่ประทานมาจากเหล่าทวยเทพแน่ ๆ
ตำนานเรื่องน้ำท่วมโลกนอกเหนือจากเรื่องของโนอาห์เล่าไว้ว่าไง?
ในมหากาพย์กิลกาเมซ (Epic of Gilgamesh) ของอารยธรรมเก่าแก่อย่างเมโสโปเตเมียเมื่อราว ๆ 2100 BCE หรือ เมื่อราว ๆ 4124 ปีที่แล้ว มีตำนานในเรื่องของน้ำท่วมโลกถูกเล่าเอาไว้ผ่านการผจญภัยของตัวละครอย่าง กษัตริย์กิลกาเมซ ที่กำลังสิ้นหวังจากชีวิตเมื่อเพื่อรักของเขา เอนคิดู ได้ตายจากไป เขาจึงออกค้นหาวิธีการสู่การเป็นอมตะ เพื่อทำให้ชีวิตของเขากลับมามีความหมายอีกครั้ง
เรื่องเล่าถึงเรื่องราวของน้ำท่วมโลก เริ่มจากการที่บรรดาเหล่าทวยเทพได้มีการเปิดประชุมในสภาของเหล่าเทพ ถึงความต้องการที่จะกวาดล้างมนุษย์โลกและสิ่งมีชีวิตทุกชนิด (บ้างก็ว่าเป็นเพราะมนุษย์นั้นส่งเสียงดังสร้างความน่ารำคาญ) ในที่ประชุมจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะให้เกิดเหตุการณ์ที่น้ำท่วมโลก โดยสิ่ง ๆ นี้จะถูกปิดเป็นความลับไม่ให้มีใครแพร่งพายให้เหล่ามนุษย์และสิ่งมีชีวิตได้รับรู้
หนึ่งในเหล่าทวยเทพอย่าง เทพอีเอ (Ea) ผู้ที่เป็นผู้สร้างมนุษย์เกิดการใจอ่อนและสงสารเหล่ามนุษย์ และเพื่อไม่ให้เป็นการผิดคำสัตย์สาบานต่อสภาของทวยเทพ เทพอีเอ จึงได้ไปกระซิบถึงเหตุการที่น้ำจะท่วมโลกใส่ "กำแพงบ้าน" ของชายชื่อ อุทนาพิทิม (Utnapisthim) และเนื่องจากกำแพงบ้านไม่ใช่สิ่งมีชีวิต เทพอีเอ จึงไม่ได้ทำผิดต่อสภาของเหล่าทวยเทพ และยังบอกวิธีการสร้างเรือขนาดใหญ่อีกด้วย (พบเทพเหลี่ยม)
อุทนาพิทิม ไม่รอช้า เขาสร้างเรือขนาดใหญ่ที่ใคร ๆ เห็นก็ว่าบ้า โดยที่ใช้เวลาไปถึง 1 ปีเต็ม หลังจากนั้นเขาได้ขนเหล่าบรรดาสรรพสัตว์ชนิดต่าง ๆ ขึ้นไปอยู่บนเรือขนาดมหึมานั้นกับเขา และในไม่นาน น้ำก็ไหลหลากมาจากทุกทั่วสารทิศ
"ฟากฟ้ามืดมน ปกคลุมไปด้วยเมฆทะมึน มีทั้งเสียงฟ้าพิโรธ ส่งเสียงคำรามกัมปนาท และแสงเจิดจ้าของฟ้าแลบฟ้าผ่า แผ่นดินเดือดพล่านปานอยู่ในหม้อเดือด และแล้วความมืดก็ปกคลุมไปทั่วผืนปฐพี"
เหตุการณ์ของน้ำท่วมโลกนั้นกินเวลาเพียง 7 วัน 7 คืน แสงสว่างจึงปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้า
อุทนาพิทิม ได้เปิดหน้าต่างเรือ มองไปทางไหนก็เห็นเพียงแค่พื้นผิวของน้ำ เขาได้ปล่อย "นกพิราบ" ออกไปจากเรือ มันบินไปและก็บินกลับมาเพราะ "ไม่มีกิ่งไม้ให้เกาะ" เขาปล่อย "นกแสก" ออกไปอีกครั้ง และบัดนี้น้ำได้แห้งแล้วจากแผ่นดิน นกแสกก็ขุดโพรงและหาของกิน อุทนาพิทิมจึงปล่อยสัตว์ทั้งหลายออกจากเรือ
เทพเอนลิล (Enlil เทพแห่งลมพายุฟ้าฝน) ได้มาเห็นว่ามีมนุษย์ที่ยังคงรอดชีวิตก็ประหลาดใจ และรู้สึกโกรธ แต่ด้วยการโน้มน้าวและขอร้องจาก เทพอีเอ เทพเอนลิล ก็คล้อยตามและได้ให้พรกับ อุทนาพิทิม ทำให้เขาเป็นอมตะ
ของชาวซูเมอร์ (Sumerians) เองก็เล่าไว้คล้าย ๆ กันว่า เหล่าทวยเทพได้ตัดสินใจที่จะกวาดล้างมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์ไม่ได้อยู่ในศีลธรรมอันดี ประพฤติแต่สิ่งที่ชั่วกันทั่วหน้า เทพเอนกิ (Enki) เทพเจ้าแห่งน้ำและปัญญาจึงได้บันดาลให้น้ำนั้นท่วมโลก น้ำได้ไหลหลากมาจากทั้งไทกรีส และยูเฟรตีส
แต่เมื่อ เทพเอนกิ (Enki) หันไปเห็นชายคนหนึ่ง เห็นว่าเขาเป็นมนุษย์ที่ยังคงรักษาความดี เทพเอนกิ จึงแนะนำให้ชายผู้นั้นหลบหนีขึ้นไปอยู่บนกำแพงเมือง ซิปปาร์ (Zippar) ชายคนนั้นคือกษัตริย์ของเมืองแห่งนี้ มีนามว่า กษัตริย์ซิอูซุดรา (Siusudra) (ภายหลังอาจมีการนำไปเชื่อมโยงกับเรื่องราวของกิลกาเมช จากกำแพงเลยถูกเปลี่ยนไปเป็นการต่อเรือ)
พายุฟ้าฝนได้โหมกระหน่ำเป็นเวลา 7 วัน 7 คืน หลังจากนั้น เทพอูตู (Utu) เทพแห่งดวงอาทิตย์ได้บันดาลให้เกิดแสงสว่างอาบไปทั่วแผนดิน แผนดินก็กลับสู่ความแห้งจากน้ำท่วม กษัตริย์ซิอูซุดรา จึงเริ่มบวงสรวง เทพอูตู (Utu) ด้วยการฆ่าแกะ และ เทพเอนลิล (Enlil) จึงได้มอบ "ลมหายใจแห่งชีวิต" ให้แก่โลก กษัตริย์และบริวารจึงเริ่มเพาะปลูกอีกครั้ง
ของชาวบาบิโลน (Babylonia) ราว ๆ 1800 BCE เมื่อราว ๆ 3824 ปีที่แล้ว เล่าไว้ว่าไง?
"สุริยเทพได้บอกเตือนเราให้สร้างเรือขนาดใหญ่เตรียมเอาไว้จนถึงวันหนึ่ง เมื่อเทพเจ้าแห่งความมืดปรากฏ เป็นเวลาหลายวันที่จะเกิดฝนตกหนัก ทั่วฟากฟ้ามืดมิด นั่นจะเป็นสัญญาณที่สุริยเทพได้แจ้งไว้ ให้เราพาครอบครัว ญาติพี่น้อง ผู้มีฝีมือในด้านต่าง ๆ และบรรดาสรรพสัตว์ลงเรือให้หมด แล้วจึงปิดประตูเสีย"
หลังจากนั้นจึงเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโลกเป็นเวลา 6 วัน 6 คืน และในวันที่ 7 น้ำจึงเริ่มลดลง ปรากฏแสงแห่งสุริยเทพ เรือที่ลอยได้หยุดลงเพราะติดเกาะแห่งหนึ่ง ได้มีการปล่อยนกออกจากเรือเพื่อการสำรวจแผนดินอื่น แต่นกก็บินกลับมาที่เรือทุกครั้ง เป็นสัญญาณว่าไม่มีแผ่นดินอาศัย อีก 12 วันคนบนเรือจึงออกมาจากเรือ และพบว่าแผนดินที่ถูกชำระล้างมีกลิ่นหอม เหล่าทวยเทพที่ได้กลิ่นหอมของแผ่นดินจึงลงมายังพื้นโลก
เทพีอิชตาร์ (Ishtar) *ถูกยืมมาจากเทพีแห่งความรักของชาวซูเมอร์ เทพพีอินันนา (Inanna) และเป็นองค์เดียวกับ วีนัส (Venus) ของชาวกรีก* ได้ลงมาจากสวรรค์ ได้เห็นถึงความพินาศของมนุษย์ จึงมีรับสั่งว่า "เราจะไม่ลืมวันเวลาที่เกิดเรื่องนี้เลย"
ส่วนเรื่องของโนอาห์ (อับราฮัมมิก) เล่าบ่อยแล้ว ไม่เล่าแล้วกัน อิอิ.. (ปฐมกาล บทที่ 6)
ปล. เหล่าทวยเทพโบราณนี้มีการยืมกันไปมาระหว่างชนเผา เดิมทีอาจจะมาจากของชาวซูเมอร์ (Sumerians) จากเรื่องมหาเทพแห่งน้ำและมหาสมุทร์ (ก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าทุก ๆ สรรพสิ่งเกิดขึ้นจากน้ำ) มีนามว่า มหาเทพีนัมมู (Nammu) ผู้ให้กำเนิด มหาเทพอัน (An) แห่งสวรรค์ และ เทพีคิ (Ki) แห่งผืนดิน ทั้งสองให้กำเนิด เทพเอนลิล (Enlil) แห่งลมพายุอากาศ และด้วยพลังแห่ง เทพเอนลิล จึงแยกสวรรค์ และแผ่นดินออกจากกัน (แยกพ่อแยกแม่) ส่วน เทพเอนกิ (Enki) เป็น้ทพแห่งน้ำและปัญญา เป็นผู้ที่สร้างมนุษย์และมอบความรู้ต่าง ๆ เทพอินันนา (Inanna) ธิดาของ เทพเอนกิ และมีเหล่า เทพอนันนากิ (Anunnaki) ปกครองโลกใต้พิภพ (นรก)
ปล.2 อับราฮัม ก็น่าจะทันเรื่องเล่าพวกนี้แหละ เพราะที่บ้านพ่อของเขา (เทราห์) นอกจากจะมีอาชีพหลักเป็นคนเลี้ยงสัตว์แล้วยังมีอาชีพเสริมเป็นช่างปั้นรูปเคารพเหล่าทวยเทพอีกด้วย เรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเล่าว่าในขณะที่อับราฮัมอยู่ในบ้านของบิดา เกิดความเบื่อหน่ายกิจการปั้นรูปเคารพของครอบครัวเพราะมองว่าไร้สาระ
ในวันหนึ่งมีชายแก่เข้ามายังบ้านของบิดาเพื่อมารับรูปเคารพที่ได้จ้างพ่อของอับราฮัมให้ปั้นให้กับเขา อับราฮัมจึงถามกับชายแก่ว่า "นี่ลุงอายุเท่าไหร่แล้ว?" ชายแก่ตอบ "ข้าอายุ 70 แล้ว" อับราฮัมจึงกล่าวต่อ "งั้นลุงก็เป็นแค่คนโง่" ชายแก่ถามกลับ "ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?" อับราฮัมกล่าวต่อ "เพราะลุงเกิดมา 70 ปีแล้ว ยังจะมัวบูชารูปเคารพที่พ่อข้าเพิ่งจะปั้นเสร็จเมื่อวานก่อนในโรงงานนี้" ชายแก่คิดอยู่ครู่หนึ่ง "จริงของเจ้า งั้นข้าไม่เอาแล้วรูปปั้นนั่น"
ไม่ต้องบอกก็คงจะรู้ว่า คนที่ต่อต้านความเชื่อของผู้คนที่กำลังให้ความนิยมอย่างความเชื่อเรื่องเทพหลายองค์ (Polytheism) และยังพยายามจะทำลายเศรษฐกิจของชุมชนอย่างการรับจ้างปั้นรูปเคารพ จะอยู่ในพื้นที่นี้ต่อไปยังไง? "มุ่งหน้าสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา"
ปล.3 ฟาโรห์อาเคนาเทน (Akhenaten) เนี่ยให้อารมณ์คล้าย ๆ กับฮับราฮัมแต่อาจจะหนักกว่าตรงที่พอขึ้นสู่อำนาจก็พยายามจะเปลี่ยนอียิปต์ที่นับถือเทพเจ้าหลายองค์ (Polytheism) มาเป็นการบูชาเทพเจ้าองค์เดียว (Monotheism) โดยสถาปนาเทพสูงสุดองค์เดียว เทพอาเตน (Aten) ตามชื่อของตัวเอง และเป็นตัวแทนของเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ แต่สุดท้ายหลังจากพระองค์ตายไป ประชาชนก็กลับมานับถือเทพเจ้าหลายองค์เหมือนแต่ก่อน
หวังว่าจะสนุก...
แท็กเรียกเพื่อน : nostr:nprofile1qqsxs65vgkv882le4ypchgqhp2em7gw3j4x38w29fuwv0zrhnl6xy7cve9whj
#siamstr
จะว่าไปก็ไม่ได้เขียนนิทานนานแล้วนะ
เพราะการเขียนคือ second brain ก็จะเขียนสะสมมันไปเรื่อย ๆ แต่ว่ามันดึกแล้วก็ควรจะไปนอน #siamstr




