Avatar
AM I
e9a0cbffb506d0edf13a33f6e4ed7d974247bcfc11e0669d0b4b58306ce2cfe2
Goodbyes never existed. with people who have never met

อย่าเอาเวลา แรงงาน ชีวิต ไปเสี่ยง

ให้เก็บไว้ในที่มันปลอดภัย แล้วเอามาใช้อย่างมีคุณภาพและประโยชน์อย่างถึงพร้อม

#Saimstr

Gm

พืชกินแมลง จุดจบผู้หลงใหลในความงาม

#Siamstr

ชื่อ จอกบ่วาย,หยาดน้ำค้าง

ไม่ได้เติมพลังงานมา5เดือนขอดูหน่อยก่อนขึ้นหิ้ง

#siamstr

#Siamstr

Replying to Avatar Jakk Goodday

ในป่าที่เต็มไปด้วยเสียงธรรมชาติมากมาย

เสียงลมหายใจของดินอาจเบาเกินกว่าจะได้ยิน

แต่เมื่อพายุเลยผ่าน…ดินจะยังอยู่

และกลิ่นของมันจะพาความสงบกลับมา

บางที...

ความเงียบอาจจะเป็นคนละเรื่องกับการไม่มีอะไรให้ส่งเสียง

เพราะมันคือการเลือกที่จะไม่ทำให้ใครต้องพูดแข่ง

บางคนเลือกพูดเพราะกลัวว่าเสียงของเขาจะไม่มีใครฟัง ..บางคนเงียบเพราะกลัวว่าตนจะพูดผิด

แต่โลกนี้...

ยังมีที่ว่างสำหรับทั้งสองแบบ

แค่พวกเขาได้หายใจโดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีก

ในวันข้างหน้า เราอาจหัวเราะกับสิ่งที่เราเคยยืนกราน

วันนั้นไม่มีอะไรผิด…

เราแค่รู้แล้วว่า เราไม่ได้ต้องการอะไรเลย

เราแค่อยากเป็นที่รัก

วันนี้..

ผมยังคงเลือกอยู่ข้างลมหายใจ

ไม่ใช่เพราะไร้คำให้พูด

ผมแค่อยากให้ที่นี่...

ยังมีอากาศดีดีไว้เผื่อใครที่เหนื่อย ..จะเดินมา

ที่งาน #ลานเพื่อนเรา

พรุ่งนี้เจอกันที่พัทยาครับ

#เบียวความเงียบ #Siamstr

GM

เข้าพรรษามีกิจกรรมคาราวะครูบาอาจารย์

Replying to Avatar Jeerasitios

📍ตามเทรนด์วงการพระสงฆ์แบบ Austrian School 📍

แนวคิดของ ฟรีดริช ฮาเยก (F.A. Hayek) นักเศรษฐศาสตร์และนักปรัชญาการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ มีความสอดคล้องกับแนวคิดของนักวิชาการไทยอย่าง สุรพศ ทวีศักดิ์ และ สมฤทธิ์ ลือชัย ในประเด็นการแยกอำนาจการปกครองออกจากศาสนา โดยมีจุดร่วมสำคัญที่เน้นย้ำถึง ข้อจำกัดของอำนาจรัฐ และ ความสำคัญของเสรีภาพปัจเจกบุคคล

* ข้อจำกัดของความรู้ (The Limits of Knowledge): ฮาเยกเชื่อว่าความรู้ในสังคมกระจายอยู่ตามปัจเจกบุคคลจำนวนมาก ไม่มีใครหรือกลุ่มใดที่จะมีความรู้ที่สมบูรณ์พอที่จะวางแผนจัดการสังคมทั้งหมดได้ การที่รัฐพยายามควบคุมและวางแผนชีวิตของผู้คนจำนวนมาก (รวมถึงเรื่องศาสนา) จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติและจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่บิดเบือน

* อันตรายจากการรวมศูนย์อำนาจ (Dangers of Centralized Power): ฮาเยกมองว่าการรวมศูนย์อำนาจ ไม่ว่าจะในด้านเศรษฐกิจหรือการเมือง นำไปสู่การใช้อำนาจตามอำเภอใจและการลดทอนเสรีภาพของปัจเจกบุคคล เมื่อศาสนาถูกผูกรวมกับอำนาจรัฐ มันจะกลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมและจำกัดเสรีภาพในการเชื่อและการปฏิบัติทางศาสนาของประชาชน

* กฎหมายที่ไม่ใช่คำสั่ง (Rules vs. Commands): ฮาเยกเน้นย้ำถึงความสำคัญของ หลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่ว่ากฎหมายควรเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปที่ใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมและเป็นอิสระจากเจตจำนงของผู้ปกครองแต่ละคน ซึ่งแตกต่างจาก "คำสั่ง" ที่ออกมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง การที่รัฐเข้ามาบัญญัติหรือควบคุมศาสนา ย่อมขัดต่อหลักการนี้ เพราะเป็นการใช้ "คำสั่ง" เพื่อกำหนดความเชื่อ ซึ่งควรเป็นเรื่องส่วนตัว

* เสรีภาพส่วนบุคคล (Individual Liberty): แก่นของแนวคิดฮาเยกคือการปกป้องเสรีภาพของปัจเจกบุคคล ซึ่งรวมถึงเสรีภาพในการเลือกนับถือหรือไม่นับถือศาสนาใดๆ การที่รัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวกับศาสนา ไม่ว่าจะด้วยการสนับสนุนหรือควบคุม ล้วนเป็นการละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานนี้

แม้ฮาเยกจะไม่ได้กล่าวถึงการแยกศาสนาออกจากการปกครองโดยตรงในงานเขียนของท่านมากนัก แต่หลักการพื้นฐานของท่านที่เน้น การจำกัดอำนาจรัฐ เสรีภาพของปัจเจกบุคคล และการต่อต้านการรวมศูนย์อำนาจและการวางแผนจากส่วนกลางนั้น สอดคล้องกับแนวคิดการแยกศาสนาออกจากการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ เพราะศาสนาในฐานะที่เป็นความเชื่อและวิถีปฏิบัติส่วนบุคคล ควรได้รับการคุ้มครองจากอำนาจรัฐที่พยายามเข้ามาควบคุมหรือชี้นำ

📍 แนวคิดของ สุรพศ ทวีศักดิ์ และ สมฤทธิ์ ลือชัย

นักวิชาการไทยทั้งสองท่านนี้ ได้เสนอแนวคิดที่สอดรับกับหลักการของฮาเยกอย่างชัดเจนในบริบทของสังคมไทย โดยเน้นการ แยกศาสนจักรออกจากรัฐ (Separation of Church and State) หรือ การทำให้เป็นโลกวิสัยทางการเมือง (Political Secularization)

📍 สุรพศ ทวีศักดิ์:

* ศาสนาไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง: คุณสุรพศชี้ให้เห็นว่าการที่ศาสนาถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ว่าจะโดยรัฐหรือกลุ่มศาสนาเอง ล้วนนำไปสู่ปัญหา เพราะทำให้ศาสนาสูญเสียความบริสุทธิ์และกลายเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจนิยม

* รัฐต้องเป็นกลางทางศาสนา: เน้นย้ำว่ารัฐควรวางตัวเป็นกลาง ไม่ควรมีศาสนาประจำชาติ ไม่ควรให้การอุปถัมภ์ศาสนาใดเป็นพิเศษ และต้องปฏิบัติต่อประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะมีศาสนาหรือไม่ มีความเชื่อใดๆ อย่างเท่าเทียมกัน

* ศาสนาเป็นเรื่องส่วนตัว: คุณสุรพศมองว่าศาสนาเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล เป็นสิทธิส่วนบุคคลในการเลือกเชื่อและปฏิบัติ รัฐไม่ควรเข้ามาก้าวก่ายหรือกำหนดรูปแบบความเชื่อ

📍 สมฤทธิ์ ลือชัย

* ปฏิรูปโครงสร้างคณะสงฆ์: คุณสมฤทธิ์เรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างคณะสงฆ์ให้เป็นอิสระจากรัฐ ยกเลิกสถานะสมณศักดิ์และระบบอุปถัมภ์จากภาครัฐ เพื่อให้ศาสนจักรสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตนเองและพึ่งพาตนเอง

* ป้องกันการนำศาสนาไปใช้เพื่ออำนาจ: มองว่าการรวมศาสนจักรเข้ากับอำนาจรัฐเปิดช่องให้มีการนำศาสนาไปใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้อำนาจทางการเมือง และจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน

* สร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตยแท้จริง: การแยกศาสนาออกจากการเมืองเป็นส่วนสำคัญของการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงออกและเลือกวิถีชีวิตของตนเอง โดยปราศจากการครอบงำของอำนาจทางศาสนาที่ผูกกับรัฐ

จุดสอดคล้องกัน

แนวคิดของ ฮาเยก, สุรพศ ทวีศักดิ์ และ สมฤทธิ์ ลือชัย มีจุดสอดคล้องกันอย่างชัดเจนดังนี้:

1. การต่อต้านการรวมศูนย์อำนาจ: ทั้งสามแนวคิดต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การรวมศูนย์อำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจรัฐหรืออำนาจทางศาสนาที่ผูกกับรัฐ ล้วนเป็นอันตรายต่อเสรีภาพและนำไปสู่ปัญหา

2. การส่งเสริมเสรีภาพปัจเจกบุคคล: เสรีภาพในการเลือกความเชื่อและวิถีชีวิตของปัจเจกบุคคลคือหัวใจสำคัญที่ทั้งสามฝ่ายให้ความสำคัญ การแยกศาสนาออกจากการเมืองจึงเป็นการปกป้องเสรีภาพนี้

3. ความเชื่อในระเบียบที่เกิดจากล่างขึ้นบน (Bottom-up Order): ฮาเยกเน้น "ระเบียบที่เกิดขึ้นเอง" ในขณะที่สุรพศและสมฤทธิ์เสนอให้ศาสนาเป็นเรื่องของชุมชนและปัจเจกบุคคล ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ว่า สังคมและศาสนาควรพัฒนาไปตามกลไกธรรมชาติและความสมัครใจของผู้คน ไม่ใช่การบงการจากอำนาจสูงสุด

4. การลดทอนบทบาทของรัฐในการควบคุมชีวิต: ทั้งหมดมองว่ารัฐไม่ควรมีบทบาทในการกำหนดหรือควบคุมความเชื่อและวิถีชีวิตส่วนตัวของประชาชน ซึ่งรวมถึงเรื่องศาสนาด้วย

#siamstr

#philosophy

#FAhayek

#hayek

#socialism

#political

แยกศาสนาออกจากบัตรประชาชน

แต่ละที่สมมุติชื่อเรียกต่างกัน เคยได้ยินแถวๆนี้เอิ้น ผักหลอบเหลียบ บ่รู้ต้นศัพท์มาแต่ไส

ธรรมชาติจะช่วยให้คุณปล่อยวางได้ง่ายขึ้น

#Siamstr

นี่คือการฟอกเงิน ด้วยเป็ดโปร

ส่วนประกอบ ทองแดง 90%

ดีบุก 10%

# #Siamstr

เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด

ได้นมดิบมา5กก.

ทำอะไรได้บ้าง

#siamstr

ธุระอย่างอื่น

แวะมาเยี่ยมเยือน

รายงานอากาศ ฟ้าครึ้ม มีเมฆมาก

#siamstr

สุพรรณบุรี อ.ดอนเจดีย์ ยังไหว

ทำสมาธิจิตสงบปัญญาเกิดคำพูดคำจาก็ลำ้ลึก55

พอถึงnokiaรุ่นนี้ประสบการณ์การใช้งานก็พลันตื่น

Replying to Avatar Jakk Goodday

### การทดลอง 9 วันอันล้ำค่า : 1

คนๆ หนึ่ง จะมีแบตเตอรี่ชีวิตให้ใช้งานได้มากแค่ไหนกันเหรอ?

ผมอยากรู้.. ครั้งสุดท้ายที่ผมลางาน 9 วันน่าจะ 10 ปีมาแล้ว ครั้งนี้ผมตั้งใจเต็มที่ว่า 9 วันนี้ผมจะได้งานเป็นชิ้นเป็นอันแบบไม่เคยเป็นมาก่อน (เพราะปกติผมแทบไม่เคยลา ต้องหาเวลานิดๆ หน่อยๆ มาทำงานอื่นแทน)

ผมบอกกับประธานไปว่า.. มาลองดูกันว่าพี่ลา 9 วันเราจะทำอะไรกันได้บ้าง?

สรุป.. ไม่ได้งาน RS อะไรสักอย่างในช่วงเวลาสั้นๆ ดังกล่าว

วันแรกของการลาผมเลือกจะชาร์จแบตตัวเองให้เต็มพิกัด โดยการนอนแบบไม่ตั้งนาฬิกาปลุกและห้ามคนที่บ้านปลุก เต็มตื่นเมื่อไหร่ค่อยลืมตา เพื่อชดเชยให้กับทั้งปีที่ผ่านมา.. สรุปก็นอนได้แค่ 6 ชม.

วันที่ 2 ผมตั้งใจจะทำงานที่คั่งค้าง.. แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด วาานาผมจะไม่ได้พัก ลูกชายดันมาป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ซะก่อนและอาการก็หนักมากทีเดียว ยา Tamiflu ก็ขาดตลาดเลยต้องรักษาตามอาการกันไป

อีก 3 วันถัดมาแม่ยายก็ติดไข้ตามไปด้วย สรุปจึงเหลือผมคนเดียวในบ้านที่ยังพอเดินเหินทำนั่นทำนี่ได้ (เมียทำงาน ตจว)

วันที่ 5 ลูกชายต้องไปสอบในสภาพป่วยๆ

ลูกสาวซึ่งโตมากแล้วก็มีชีวิตของเขา กลายเป็นผมที่ต้องลางานมาเพื่อดูแลสิ่งต่างๆ ในบ้านและคนในครอบครัวไปแทน เมื่อทุกคนเริ่มอาการดีขึ้นผมก็เลือกจะเดินทางไปบ้านเกิดพาลูกๆ ไปเจอปู่กับย่า ให้เวลากับทางนั้นบ้าง (ปีหนึ่งไม่เกิน 2-3 ครั้ง)

ผมว่าผมมีอาการ "Burn-out" ค่อนข้างชัด จึงปรารถนาที่จะหลบลี้ความเร่งรีบไปหาประสบการณ์สงบๆ แบบอื่นเพื่อให้สมองที่กำลังล้าเต็มทีฟื้นกลับมาปลอดโปร่งได้อีกครั้ง

แต่สุดท้ายก็พบว่า.. ผมกลับใช้เวลาช่วงที่เหลือตลอด 9 วันนี้ไปกับการเรียนรู้และการค้นพบเรื่องใหม่ๆ แทน แบบหมกมุ่นอีกต่างหาก

เป็นการพักกแบบจริงจัง ที่ก็ทำเรื่องอื่นแบบจริงจังและมีความสุขชิบหาย และใช่... เราเปิดโอกาสให้คนอื่นๆ ได้เติบโตไปด้วย

และใช่อีกนั่นแหละ.. ผมก็หายไปจากทีมงาน RS และชาว Siamstr นานพอสมควร และกลับมาทำงานประจำตามปกติในวันนี้

ความสงบตลอด 9 วันเริ่มกลับมาจอแจ เค็มไปด้วยเสียงบ่นเสียงนินทาชาวบ้านของเพื่อนร่วมงานตลอดทั้งเช้า.. น่าเบื่อชะมัด แต่ผมไม่ควรแปลกใจ นี่คือบรรยากาศเดิมๆ ที่ผมอยู่กับมามาสิบกว่าปีแล้วนี่นา..

สงสัยต้องมีพาร์ท 2 มีเรื่องเล่าเต็มไปหมดเลย ผมต้องไปทำงานละครับ..

อรุณสวัสดิ์ #siamstr

ไหนๆงานเป็นสิ่งเดียวที่เลี่ยงเสียมิได้ ก็ทำให้กลมกลืนไปกับการพักผ่อนไปเลย

Replying to Avatar Jakk Goodday

"อัปปาดานะ" (Upadana) : ตัวกู ของกู

การยึดติดตัวกูของกู, ลาภ, ยศ, ชื่อเสียง หรือสิ่งที่เรียกว่า "อัปปาดานะ" สามารถสร้างความทุกข์ให้กับตัวเราเองได้ มันทำให้เราตกอยู่ในวงวารของการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ) และไม่สามารถรู้สึกพบเพลินหรือสงบเรียบร้อยได้

การยึดติดกับสิ่งเหล่านี้ ทำให้เรารู้สึกว่าเราต้องการมากขึ้นเสมอ ทำให้เรารู้สึกไม่พอใจหรือไม่รู้สึกสุขสบายกับสิ่งที่เรามีอยู่ในปัจจุบันได้ นอกจากนี้ยังทำให้เรารู้สึกว่าเรามีความต้องการที่จะควบคุมหรือกำกับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา

การยึดติดในตัวตนนี้ เกิดจากความไม่เข้าใจในธรรมชาติของสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและไม่แน่นอน (อนิจจัง) และความเป็นไม่มีตัวตน (อนัตตา) คือ ความคิดว่ามี "ตัวตน" หรือ "ความเป็นตัวของเรา" ที่คงที่และไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งแท้จริงแล้วนั้น มันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา และไม่มีอะไรที่เราสามารถควบคุมหรือกำกับมันได้

การฝึกฝน ศีล สมาธิ และ ปัญญา การฝึกฝนในการรักษาศีลจะทำให้เรามีชีวิตอยู่ในวิถีที่เป็นธรรม การฝึกสมาธิจะทำให้ใจเราสงบ และการฝึกฝนในปัญญาจะทำให้เราเข้าใจในธรรมชาติของสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปและมีความไม่แน่นอน และการละทิ้งตัวตนจะทำให้เราสามารภปล่อยวางจากการยึดติดและความทุกข์ที่เกิดขึ้นจากการยึดติดนั้นได้

"ชีวิตใหม่ของสติ"

"สติ" ยังจำได้ในวันที่เขาได้ชิมรสชาติของความมั่งคั่งและสถานภาพทางสังคมที่ถูกยกระดับ มันเหมือนน้ำผึ้งหยดหวานที่ตัวเขาเองยังต้องหลงใหล เป็นยาอายุวัฒนะที่จะทำให้เขายังอยู่บนโลกใบนี้ได้ตราบนานเท่านาน

สติเป็นหนุ่มที่มีความทะเยอทะยานและความฝัน เขาเพิ่งเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง และได้รับความสำเร็จมากกว่าที่เคยคาดหวังไว้ มีเงินเข้ามาเยอะ มาพร้อมกับฐานะความมั่งคั่ง สถานภาพทางสังคมและอำนาจ สติรู้สึกราวกับตัวเองยืนอยู่บนยอดเขา

แต่ในขณะที่สติยังรู้สึกยินดีกับความสำเร็จนั้น เขาเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในตัวเอง เริ่มรู้สึกว่ากำลังกลายเป็นคนที่ยึดติดกับความมั่งคั่ง ฐานะ สถานภาพและชื่อเสียงของตัวเองมากขึ้น สติกำลังกลายเป็นคนที่เริ่มเห็นแก่ตัว เขากำลังสูญเสียตัวตนไปทีละนิด เริ่มสัมผัสไม่ได้กับโลกรอบๆ ตัว

วันหนึ่งสติได้พบกับหนังสือชื่อว่า "อัปปาดานะ" (Upadana)

มันมีเนื้อหาเกี่ยวกับความทุกข์ที่มาจากการยึดติดตัวตน ลาภ ยศ ศรัทธา และชื่อเสียง มันกล่าวถึงความไม่ถาวรในทุกสรรพสิ่ง ความเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มันพูดถึงหนทางสู่การปลดปล่อย การเป็นอิสระจากความทุกข์

สติเริ่มสนใจ.. เขาเริ่มขุดค้นเข้าไปในคำสอนเหล่านั้น สติเริ่มฝึกทำสมาธิ ปฏิบัติตัวให้คงอยู่ในปัจจุบัน เพาะบ่มความเมตตาและปัญญา เขาเริ่มเห็นความจริงในคำสอน สติเห็นถึงผลกระทบของการยึดติดในตัวตนของตัวเอง

สติเห็นสิ่งเหล่านี้กำลังทำให้เขาทุกข์ เห็นว่ามันกำลังทำให้เขาแปลกแยกจากคนอื่น ทำให้เขามองความเป็นจริงบางอย่างผิดเพี้ยนไป เห็นว่ามันกำลังขัดขวางตัวเขาจากการได้สัมผัสกับความสุข และ ความสงบที่แท้จริง

สติรู้สึกว่าฉันต้องเริ่มปล่อยวางตัวตน สิ่งนามธรรมที่เคยแบกเอาไว้จนหนักอึ้ง ละทิ้งจากการยึดติดในลาภ ยศ ชื่อเสียง ความเป็นตัวกู ความปรารถนา ความคาดหวัง ยอมรับในความไม่จีรังของทุกสิ่ง ยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ทั้งหมดนี้มันไม่ง่าย.. มันเป็นการเดินทางที่ยาวนานและยากลำบาก แต่เมื่อสติปล่อยวาง เขาละทิ้งตัวตน เขาเลิกยึดติด เขาเริ่มสัมผัสได้ถึงความสงบ ความเป็นอิสระ เริ่มสัมผัสได้ถึงความสุขและความสำเร็จที่แท้จริง

สติไม่ได้เป็นทาสแห่งความปรารถนาอีกต่อไป ความคาดหวังของเขา เขาเป็นอิสระ อยู่ในสภาวะที่สงบ

เมื่อสติมองย้อนกลับไปยังการเดินทางของเขา เขาเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ ขอบคุณสำหรับทุกคำสอน สำหรับความเมตตาและปัญญาที่พวกเขาได้ปลูกฝังในตัวเขา ขอบคุณสำหรับโอกาสที่จะได้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่จะเติบโต ที่จะพัฒนา

ภายใต้กฏของความไม่มี ทุกสรรพสิ่งดำเดินไปอย่างถูกต้อง ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่ก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ในระบบของจักรวาล