📍ตามเทรนด์วงการพระสงฆ์แบบ Austrian School 📍
แนวคิดของ ฟรีดริช ฮาเยก (F.A. Hayek) นักเศรษฐศาสตร์และนักปรัชญาการเมืองผู้ยิ่งใหญ่ มีความสอดคล้องกับแนวคิดของนักวิชาการไทยอย่าง สุรพศ ทวีศักดิ์ และ สมฤทธิ์ ลือชัย ในประเด็นการแยกอำนาจการปกครองออกจากศาสนา โดยมีจุดร่วมสำคัญที่เน้นย้ำถึง ข้อจำกัดของอำนาจรัฐ และ ความสำคัญของเสรีภาพปัจเจกบุคคล
* ข้อจำกัดของความรู้ (The Limits of Knowledge): ฮาเยกเชื่อว่าความรู้ในสังคมกระจายอยู่ตามปัจเจกบุคคลจำนวนมาก ไม่มีใครหรือกลุ่มใดที่จะมีความรู้ที่สมบูรณ์พอที่จะวางแผนจัดการสังคมทั้งหมดได้ การที่รัฐพยายามควบคุมและวางแผนชีวิตของผู้คนจำนวนมาก (รวมถึงเรื่องศาสนา) จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติและจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่บิดเบือน
* อันตรายจากการรวมศูนย์อำนาจ (Dangers of Centralized Power): ฮาเยกมองว่าการรวมศูนย์อำนาจ ไม่ว่าจะในด้านเศรษฐกิจหรือการเมือง นำไปสู่การใช้อำนาจตามอำเภอใจและการลดทอนเสรีภาพของปัจเจกบุคคล เมื่อศาสนาถูกผูกรวมกับอำนาจรัฐ มันจะกลายเป็นเครื่องมือในการควบคุมและจำกัดเสรีภาพในการเชื่อและการปฏิบัติทางศาสนาของประชาชน
* กฎหมายที่ไม่ใช่คำสั่ง (Rules vs. Commands): ฮาเยกเน้นย้ำถึงความสำคัญของ หลักนิติธรรม (Rule of Law) ที่ว่ากฎหมายควรเป็นหลักเกณฑ์ทั่วไปที่ใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมและเป็นอิสระจากเจตจำนงของผู้ปกครองแต่ละคน ซึ่งแตกต่างจาก "คำสั่ง" ที่ออกมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง การที่รัฐเข้ามาบัญญัติหรือควบคุมศาสนา ย่อมขัดต่อหลักการนี้ เพราะเป็นการใช้ "คำสั่ง" เพื่อกำหนดความเชื่อ ซึ่งควรเป็นเรื่องส่วนตัว
* เสรีภาพส่วนบุคคล (Individual Liberty): แก่นของแนวคิดฮาเยกคือการปกป้องเสรีภาพของปัจเจกบุคคล ซึ่งรวมถึงเสรีภาพในการเลือกนับถือหรือไม่นับถือศาสนาใดๆ การที่รัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวกับศาสนา ไม่ว่าจะด้วยการสนับสนุนหรือควบคุม ล้วนเป็นการละเมิดเสรีภาพขั้นพื้นฐานนี้
แม้ฮาเยกจะไม่ได้กล่าวถึงการแยกศาสนาออกจากการปกครองโดยตรงในงานเขียนของท่านมากนัก แต่หลักการพื้นฐานของท่านที่เน้น การจำกัดอำนาจรัฐ เสรีภาพของปัจเจกบุคคล และการต่อต้านการรวมศูนย์อำนาจและการวางแผนจากส่วนกลางนั้น สอดคล้องกับแนวคิดการแยกศาสนาออกจากการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ เพราะศาสนาในฐานะที่เป็นความเชื่อและวิถีปฏิบัติส่วนบุคคล ควรได้รับการคุ้มครองจากอำนาจรัฐที่พยายามเข้ามาควบคุมหรือชี้นำ
📍 แนวคิดของ สุรพศ ทวีศักดิ์ และ สมฤทธิ์ ลือชัย
นักวิชาการไทยทั้งสองท่านนี้ ได้เสนอแนวคิดที่สอดรับกับหลักการของฮาเยกอย่างชัดเจนในบริบทของสังคมไทย โดยเน้นการ แยกศาสนจักรออกจากรัฐ (Separation of Church and State) หรือ การทำให้เป็นโลกวิสัยทางการเมือง (Political Secularization)
📍 สุรพศ ทวีศักดิ์:
* ศาสนาไม่ใช่เครื่องมือทางการเมือง: คุณสุรพศชี้ให้เห็นว่าการที่ศาสนาถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ไม่ว่าจะโดยรัฐหรือกลุ่มศาสนาเอง ล้วนนำไปสู่ปัญหา เพราะทำให้ศาสนาสูญเสียความบริสุทธิ์และกลายเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจนิยม
* รัฐต้องเป็นกลางทางศาสนา: เน้นย้ำว่ารัฐควรวางตัวเป็นกลาง ไม่ควรมีศาสนาประจำชาติ ไม่ควรให้การอุปถัมภ์ศาสนาใดเป็นพิเศษ และต้องปฏิบัติต่อประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะมีศาสนาหรือไม่ มีความเชื่อใดๆ อย่างเท่าเทียมกัน
* ศาสนาเป็นเรื่องส่วนตัว: คุณสุรพศมองว่าศาสนาเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล เป็นสิทธิส่วนบุคคลในการเลือกเชื่อและปฏิบัติ รัฐไม่ควรเข้ามาก้าวก่ายหรือกำหนดรูปแบบความเชื่อ
📍 สมฤทธิ์ ลือชัย
* ปฏิรูปโครงสร้างคณะสงฆ์: คุณสมฤทธิ์เรียกร้องให้มีการปฏิรูปโครงสร้างคณะสงฆ์ให้เป็นอิสระจากรัฐ ยกเลิกสถานะสมณศักดิ์และระบบอุปถัมภ์จากภาครัฐ เพื่อให้ศาสนจักรสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตนเองและพึ่งพาตนเอง
* ป้องกันการนำศาสนาไปใช้เพื่ออำนาจ: มองว่าการรวมศาสนจักรเข้ากับอำนาจรัฐเปิดช่องให้มีการนำศาสนาไปใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้อำนาจทางการเมือง และจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน
* สร้างสังคมที่เป็นประชาธิปไตยแท้จริง: การแยกศาสนาออกจากการเมืองเป็นส่วนสำคัญของการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงออกและเลือกวิถีชีวิตของตนเอง โดยปราศจากการครอบงำของอำนาจทางศาสนาที่ผูกกับรัฐ
จุดสอดคล้องกัน
แนวคิดของ ฮาเยก, สุรพศ ทวีศักดิ์ และ สมฤทธิ์ ลือชัย มีจุดสอดคล้องกันอย่างชัดเจนดังนี้:
1. การต่อต้านการรวมศูนย์อำนาจ: ทั้งสามแนวคิดต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การรวมศูนย์อำนาจ ไม่ว่าจะเป็นอำนาจรัฐหรืออำนาจทางศาสนาที่ผูกกับรัฐ ล้วนเป็นอันตรายต่อเสรีภาพและนำไปสู่ปัญหา
2. การส่งเสริมเสรีภาพปัจเจกบุคคล: เสรีภาพในการเลือกความเชื่อและวิถีชีวิตของปัจเจกบุคคลคือหัวใจสำคัญที่ทั้งสามฝ่ายให้ความสำคัญ การแยกศาสนาออกจากการเมืองจึงเป็นการปกป้องเสรีภาพนี้
3. ความเชื่อในระเบียบที่เกิดจากล่างขึ้นบน (Bottom-up Order): ฮาเยกเน้น "ระเบียบที่เกิดขึ้นเอง" ในขณะที่สุรพศและสมฤทธิ์เสนอให้ศาสนาเป็นเรื่องของชุมชนและปัจเจกบุคคล ซึ่งสะท้อนแนวคิดที่ว่า สังคมและศาสนาควรพัฒนาไปตามกลไกธรรมชาติและความสมัครใจของผู้คน ไม่ใช่การบงการจากอำนาจสูงสุด
4. การลดทอนบทบาทของรัฐในการควบคุมชีวิต: ทั้งหมดมองว่ารัฐไม่ควรมีบทบาทในการกำหนดหรือควบคุมความเชื่อและวิถีชีวิตส่วนตัวของประชาชน ซึ่งรวมถึงเรื่องศาสนาด้วย

#siamstr
#philosophy
#FAhayek
#hayek
#socialism
#political