Avatar
Stellar ✨🪐
0daa268236e2d434619c2afe3ad2fd7282cab0de2a34195f973bb067e6d2e00e
Bitcoiner who want to be free ✨⚡️🥕 ⚡️last1boy@getalby.com

อันนี้ The Fiat Standard งับ ว่าแต่เอ็งนอนมั่งไหมเนี่ย 555555

สวยจริง 555555 ไม่แซว ลายมือนี่ยังกะไก่เขี่ย

ผมยังไม่ได่ลองศึกษาจริงๆจังๆ เลยเฮียตั๋ง แต่ตอนดูคร่าวๆต้นปี Rasp Pi 4 และ รวมทุกอย่าง น่าจะตก 10k-20k โดยประมาณ ไม่รู้ตอนนี้งบเท่าไหร่ละ

Replying to Avatar chontit

ในที่สุด StartOS ผมก็ sync bitcoin core เสร็จแล้วววว.... เฮ้อออ 🎉🎉🎉

สรุปเวลารวม คือ

- 12 ชั่วโมงแรกสำหรับ 70% (Sync ถึงประมาณ Block 560,000 ... โน๊ตวันก่อนอุตส่าห์ไปโม้ไว้ 😂)

- และอีก 30% ที่เหลือเพื่อ sync ให้ถึงบล็อกปัจจุบัน ใช้อีก 2 วันเต็ม ๆ 55555

สรุปว่าเริ่มทำระบบวันอาทิตย์ sync Bitcoin Core เสร็จวันพุธ ทั้ง ๆ ที่ครั้งที่แล้วที่เคยทำ (เมื่อ 6 เดือนก่อน) ใช้เวลา sync แค่ 1 วันครึ่งเองนะ (ประมาณ 36 ชั่วโมง) 🫠

ทำไมมันเป็นอย่างนั้นหว่า ???

ลองใช้หลักการตั้งสมมติฐานโดยมีตัวแปรควบคุมคือ "คน" "คอม" "เน็ท" เหมือนเดิม แต่ที่เปลี่ยนไป คือ "ssd" และการ "sync bitcoin core พร้อมกับ electrs" .... จึงสรุปคร่าว ๆ ได้ประมาณนี้

ประเด็นที่ 1 : SSD

ในท้องตลาดมีหลากหลายยี่ห้อ ทั้งวิ่งบน Interface PCI-E 3.0/4.0 แต่ถ้าใครเคยซื้ออุปกรณ์พวกนี้จะเห็นว่าราคามันไม่เท่ากัน ถึงแม้จะความจุ 2TB เท่ากันก็จริง วิ่งบน PCI-E 4.0 เหมือนกันก็จริง แม้กระทั่งตัวเลข Read/Write บนกล่องเขียนไว้เท่ากันก็จริง แต่ทำไมราคาถึงแตกต่างกันเป็นพันบาทเลยนะ ... ใช่แหละ มันต้องมีอะไรที่ไม่เหมือนกันแหละ ไม่งั้นราคาไม่แพงกว่ากันหรอก จริงมั้ย?

- ครั้งก่อนผมใช้ WD Blue 1 TB ซึ่งวิ่งบน PCI-E 3.0 แต่ถึงว่าราคาสูงกว่ายี่ห้ออื่น ทั้ง ๆ ที่ความจุเท่ากัน : ผลก็คือ sync 36 hrs.

- ครั้งนี้ผมใช้ PNY ขนาด 2 TB ซึ่งวิ่งบน PCI-E 4.0 แต่ราคาถูกกว่ารุ่นอื่นค่อนข้างเยอะ (ถูกกว่าเป็นพันบาท) : ผลก็คือ sync 3 วัน 5555

ข้อมูลเพิ่มเติม : คอมอีกเครื่องที่รัน Umbrel ผมใช้ WD Green SSD ขนาด 1 TB ที่มีราคาค่าตัวแค่พันกว่าบาท : ผลก็คือ sync 2 สัปดาห์เต็ม ๆ แหละ ... นี่แหละน้าาา ที่มาของคำว่าใช้เงินซื้อเวลา 555 ,,, ใครอยากประหยัดตังหน่อยก็จ่ายด้วยเวลาแทน (แต่เป็นทางเลือกที่ดีนะครับ ความจริงคือเราไม่ได้มีความจำเป็นต้องเร่งรีบให้ sync เสร็จในไม่กี่ชั่วโมง .. เก็บเงินไป stack sat ดีกว่าเย้อะะ) 🥹🥹

ประเด็นที่ 2 เทคนิคการ Sync

ครั้งนี้ผม Sync ทั้ง Bitcoin Core และ Electrs ไปพร้อมกัน โดยหวังว่าจะได้ไม่ต้องรอให้ Electrs ทำ Indexing เองอีกรอบ (ใช้เวลานานอยู่นะ...หลายชั่วโมงเลย) : ผลก็คือ "มัน Sync ใหม่" 5555 โดยเริ่มจาก Block 0 เลย!!!👍

แต่ประเด็นนี้ขอไม่ฟันธงครับว่ามีผลทำให้การ Sync ใช้เวลานานขึ้น และผมก็คงไม่เริ่มต้น sync ใหม่อีกรอบเพื่อทดสอบแน่นอน 😅 แต่อยากแนะนำว่าการเปิด sync Bitcoin Core กับ Electrs พร้อมกันแต่แรก "อย่าหาทำ!" มันไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่ เพราะหลังจาก bitcoind sync เสร็จ เจ้า Electrs ก็เริ่มใหม่อยู่ดี เฮ้อออ....🫠

สรุปว่า ถ้าใครจะมาลองรันโหนดเล่น ๆ หรือคาดหวังจะทำตามบทความที่ผมกำลังเขียน (เขียนได้ 90% แล้ว) มีโอกาสสูงที่จะเจออุปสรรคต่าง ๆ นา ๆ อีกมากมายครับ แต่ผมจะขอเป็นกำลังใจให้ห่าง ๆ แล้วกันครับ 🧡🧡🧡

ปล. สิ่งใดที่ได้มาโดยง่าย..มักจะเสียไปโดยง่าย, แต่สิ่งใดที่ได้มาด้วยความยากลำบาก..สิ่งนั้นมักจะมีค่าเสมอ👍

"อิสรภาพก็เช่นกัน"

#siamstr

สุดปังตลอดครับ ผมว่าจะทำ node ของตัวเอง แต่ตอนนี้ติดที่มีโน้ตบุ๊คอยู่เครื่องเดียว กำลังคิดว่าจะซื้อ Rapsberry Pi ตัวใหม่ หรือ หาเรื่องซื้อคอมใหม่มารัน เพราะพื้นที่โน้ตบุ้คผมเต็มแล้ว แง ติดตามตลอดนะงับ ✨ เซียนแล้วผมต้องคำแน่ะนำเป็นช่วงๆละ

หมายถึงอะไรใหญ่นะครับ 😏

ลายมือสวยจังเทนดี้ 555555

Replying to Avatar Panai Lawasut

“จงเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น”

พ่อผมสอนประโยคนี้อยู่ตลอดเวลาเรียกว่าเป็นคำพูดติดปากของแกเลยก็ว่าได้ มันเข้าหัวผมอย่างแน่นอน และทำให้ผมปฏิบัติตามอยู่ตลอดโดยอัตโนมัติแม้ว่าจะไม่ตั้งใจก็ตาม

วันนี้ผมมีประสบการณ์ของตัวเองมา 40 กว่าปี ผมอยากจะเล่าในมุมของผมเองแบบไม่โลกสวยว่า

“ผมไม่แน่ใจว่ามันทำได้จริง…”

ประสบการณ์ ความรู้ ความผิดพลาด บทเรียน เรื่องนี้ส่งต่อกันได้ เป็นสิ่งที่โคตรน่าอัศจรรย์ มันทำให้มนุษยชาติมีวิทยากรมาได้อย่างที่เราเห็นๆกันอยู่

มันเป็นการส่งต่อ POW ของคนรุ่นก่อนหน้า ผ่าน protocol อะไรซักอย่างก็ตาม มาถึงคนรุ่นถัดไป

ถ้า POW มันคือการใช้ ”พลังงานและเวลา” ไปกับเรื่องบางอย่าง

เช่นนั้น การถ่ายทอดประสบการณ์กันจากรุ่นสู่รุ่น จากหนังสือ จากเรื่องเล่า จากครูอาจารย์มันก็คือการส่งต่อ “พลังงานและเวลา” ของคนเหล่านั้นไปสู่ผู้รับฟัง

และนี่คงจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า เรามีพลังงานและเวลามากกว่าคนรุ่นก่อนอยู่เสมอ คงจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราคิดว่า เราฉลาดกว่าคนรุ่นก่อน

แต่มันเป็นเหมือนกฎอะไรซักอย่างของธรรมชาติ เราไม่สามารถส่งต่อพลังงาน โดยไม่มีการสูญหายไประหว่างทาง

เหมือนกับเครื่องยนต์สันดานภายกำลัง 300 แรงม้า ต้องสูญเสียพลังงานไปกับการสั่นสะเทือน เสียง ความร้อน แรงเสียดทานของเพลาขับ ฯลฯ กว่าจะไปถึงล้ออาจเหลือกำลังเพียง 250 แรงม้าเท่านั้น

ไม่ต่างอะไรกับการส่งต่อประสบการณ์ของใครซักคน เราไม่สามารถจะเรียนรู้ทำความเข้าใจมันได้อย่างท่องแท้ 100% จนกว่าเราจะเจอกับตัวเอง

สมัยวัยรุ่นคิดว่าหลายคนคงเป็นเหมือนผม ชอบออกไปขี่รถกับเพื่อน กลับบ้านดึก พ่อกับแม่เตือนหลายครั้งเพราะเค้าเป็นห่วง บ่อยเข้า จนวันนึงพ่อพูดกับผมว่า

“แกไม่รู้หรอกว่าพ่อกับแม่เป็นห่วงแกแค่ไหน วันที่แกมีลูกของแกเองจะเข้าใจ”

ตอนนั้นผมคิดว่าผมเข้าใจที่พ่อพูดนะ ผมออกเที่ยวน้อยลงจริง เพราะไม่อยากให้เค้าห่วง คิดว่าเราเข้าใจเค้า

แต่พอมีลูกเองจริงๆ ถึงได้รู้ว่าความเป็นห่วงของพ่อกับแม่จริงๆมันขนาดไหน เทียบไม่ได้กับที่เราเคยเข้าใจเลย

คำว่า “เข้าใจ” คือมันต้องเข้าไปอยู่ในใจจริงๆ รู้สึกถึงมันจริงๆ แค่คิด นึกเอา หรือแม้กระทั่งผ่านการวิเคราะห์มายัง เราอาจจะยังเรียกว่า “เข้าใจ” ไม่ได้

หลายคนกว่าจะเป็นบิทคอยเนอร์คงจะผ่านการซื้อขายชิตคอยน์หรืออยู่ในตลาดหุ้นมาก่อนมากก่อน

ผมก็เหมือนกับหลายๆคน พองานเริ่มเข้าที่ เริ่มมีเงินเก็บ ก็ต้องหาทางจัดสรรเงิน

และก็เป็นเหมือนกับคนทั่วไปนั้นแหละ ศึกษาหาข้อมูล อ่านหนังสือเท่าที่จะหาได้ ก็คือพยายามเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นให้ได้มากที่สุด

เมื่อซัก10กว่าปีที่แล้ว หลังแฮมเบอร์เกอร์ไครซิสใหม่ๆ set น่าจะราวๆ 4-500 จุด ผมเริ่มลงทุนแบบVI จัดสรรเงินอย่างดีตามตำราแปะ สำรองจ่ายฉุกเฉิน cashflow fix-cost ประกัน ลงทุน

Portก็โตแบบ 6-7% ต่อปีอยู่4-5ปี

อยู่มาวันนึงเพื่อนผมคนนึงซึ่งเป็น developer ขายโครงการคอนโดที่ยังพัฒนาไม่เสร็จให้กับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เพราะตัวเพื่อนผมเค้าไปต่อไม่ไหวแล้ว และตัวบริษัทในตลาดก็มาซื้อเพื่อสร้าง story โดยจ่ายค่าโครงการทั้งหมดเป็นหุ้นวอแรนท์แทน และมีการคุยเป้าหมายของราคาหุ้นกันชัดเจน

ผมที่รับรู้เรื่องราวโดยตลอดเห็นบริษัทออกข่าว ลากราคาหุ้นวิ่งขึ้น ออกข่าวร้ายทุบลง วิ่งขึ้นทุบลงๆๆ เป็นไปตามแผนงานที่เค้าวางไว้กันแบบวันต่อวัน

ผมเพิ่งเข้าใจหุ้นปั่น หุ้นมีเจ้าจริงๆก็วันนั้น

ผมเพิ่งรู้ว่าข่าวที่เราได้รับรู้กัน ถ้าไม่ช้าเกินไป ก็จะเป็นข่าวที่เค้าอยากให้เรารู้ ก็วันนั้น

ผมเพิ่งรู้ว่า balance sheet ของบริษัทนั้นเชื่อถือไม่ได้ก็วันนั้น

เรื่องนี้มีคนบอกเราอยู่ตลอด เราเชื่อ เราคิดว่าเข้าใจ แต่เราไม่คิดว่ามันจะขนาดนี้

ผมคิดว่าทางรอดในตลาดคือต้องอยู่ฝั่งเจ้าเท่านั้น..

บวกด้วยความโลภ ผมขายหุ้นทั้งหมด พร้อมกับเงินเก็บทั้งหมด! มาลงในหุ้นเพื่อน พร้อมกับได้รับราคาเป้าหมายที่จะต้องขายตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ…

เราว่าเราวงใน วงในแบบชิดกับคนทำหุ้นเลย ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่คุยกันไว้ port ผมบวกมากกว่าตลอด 4-5 ปีที่เริ่มลงทุนมาแบบไม่เห็นฝุ่น

จนกระทั่ง….

เพื่อนผมกับบริษัทมหาชนนั้นทะเลาะกัน เหมือนเค้าอยากจะทำให้รู้ว่าเกมส์นี้ใครคุม เค้าเริ่มค่อยๆกดราคาลงมา จนผมเริ่มขาดทุน จาก -5% ,-10%,-20% แล้วมาค้างอยู่ -30% กันพักใหญ่ หลายเดือนเลย

สุดท้ายทะเลาะแตกหัก เค้าทุบหุ้นแม่ลงมา หุ้นพวกผมซึ่งเป็นวอแรนท์ที่ไม่มี floor ราคาล่วงแบบแทบจะหมดค่า

ผมจำวันที่ผมตกใจขายได้ดี มูลค่าเหลือไม่ถึง10% ของport ไม่ใช่ของportด้วย ของทั้งหมดในชีวิต

วันนั้นแม่งคือหนึ่งในวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต มือไม้มันสั่นไปหมด สติมันไม่อยู่กับตัวเลย มันทำอะไรถูก

นั้นคือเงินเก็บทั้งหมดของครอบครัวที่ผมกับเมียช่วยกันทำมา

ภาพของสิ่งที่เราพยายามทำในช่วง 3-4 ปี มันลอยเข้ามา มันเป็นช่วง 3-4 ปีของการที่ต้องตื่นตี 3 กว่า ขี่รถเครื่องไปอีก 7-8 กิโล ไปที่ร้านเพื่อเริ่มทำขนม และทำมันทั้งวัน ปิดร้านทุ่มนึง ขี่รถกลับบ้าน พาลูกกินข้าวอาบน้าทำการบ้าน ได้นอนจริง 4-5 ทุ่ม ตี 3 ต้องตื่นอีกแล้ว…

เป็นช่วง 3-4 ปีที่ผมกับเมียไม่สามารถใช้เงินกับเรื่องสนุกของชีวิตได้เลย เก็บอย่างเดียว เพราะหวังว่าสักวันชีวิตมันจะดีขึ้น (เหมือนจะถูกทางแต่เสือกเก็บผิดที่)

ไม่ต้องพูดถึงไปเที่ยวต่างจังหวัด ปาร์ตี้กับเพื่อน ผมทำงาน 365 วัน เอาแค่หาเวลาไปต่อภาษีรถยังลำบากเลย

ทั้งหมดที่ทำมามันหายไปหมดเลย….

บทเรียนที่ผมได้รับ ไม่ใช่ไม่รู้ ไม่ใช่ไม่เชื่อหนังสือหรือผู้มีประสบการณ์ ตำราทุกเล่ม อาจารย์ทุกสำนัก พูดเหมือนกันหมด “Money Management สำคัญที่สุด”

ผมคิดว่ารู้แหละ ผมอ่านก็มาเยอะพอสมควร แต่เราเองนั้นแหละที่ไม่เข้าใจว่าไอ้ที่บอกว่าสำคัญที่สุด มันที่สุดขนาดไหนวะ

ไม่ใช่ไม่เคยได้ยินว่าหุ้นวงในเนี่ยเชื่อไม่ได้ แต่เราเองที่ไม่เข้าใจว่า เชื่อไม่ได้มันคือเชื่อไม่ได้จริงๆ!!!

แล้วผมก็เชื่อว่าผมจะไม่มีทางเข้าใจจนกว่าจะได้เจอเอง

“บทเรียน ถ้ามันยังไม่ใหญ่พอ มันจะยังไม่ใช่บทเรียน”

ไม่มีหรอก บทเรียนราคาถูก ถ้ามันไม่ใหญ่พอมันจะไม่เข้าไปในใจคุณหรอก

ผมเชื่อว่าถ้าผมยังไม่เจอบทเรียนใหญ่ขนาดนี้ ในวันที่ตลาดชิตคอยน์บูม ผมก็ต้องมาหมดตัวในชิตคอยน์อยู่ดี ด้วยปริมาณเงินที่มากกว่าด้วย

กว่าผมจะกล้าเล่าให้แฟนผมฟังว่าที่เราทำมาทั้งหมดไม่เหลือแล้วก็ผ่านไปร่วมสองเดือน เค้าพูดคำเดียวว่า “เป็นไงล่ะ เข็ดหรือยัง” ด้วยน้ำเสียงสบายๆ แอบติดแขวะนิดๆ ไม่มีต่อว่า ไม่มีอาการสลด หรือหมดความมั่นใจในตัวเราให้เห็น มันเหมือนยกภูเขาออกจากอก มันสบายใจ มันมีกำลังใจ มันเหมือนกับมีคนบอกว่า ไม่เป็นไร เรามาช่วยกันใหม่

หลังจากวันนั้นผมรู้แล้วว่าในตลาดหุ้นไม่ใช่ที่ของเรา จะเป็นVI ก็เชื่อถือ balance sheet เชื่อข่าวไม่ได้ จะเป็นเทรดเดอร์นั่นก็เป็นการทำงานอีกอาชีพนึงเลย ต้องใช้เวลาไปกับมัน งั้นเราไปใช้เวลากับสิ่งที่เราเก่งดีกว่ามั้ย

ตั้งแต่นั้นผมก็เริ่มต้นเก็บเงินใหม่ฝากแบงค์ เดิน stement อย่างเป็นระบบ เพราะคิดว่า leverage ตัวเงินด้วยตลาดหุ้นไม่ได้ คงต้อง leverage กิจการด้วยแบงค์แทนแล้วกันวะ

….FUCK!!!! .... ระบบเหี้ยนี้แม่งวางแนวรุกแนวรับไว้หมดทุกทาง

โชคดีฉิบหาย 2 ปี ต่อมา รู้จักบิทคอยน์

ทุกวันนี้เงินที่หายไปวันนั้นอาจจะดูไม่เยอะเท่าเดิม แต่บทเรียนและความรู้สึกในวันนั้น มันเข้าไปอยู่ในใจ ยังใหญ่และเจ็บปวดเสมอที่นึกถึงมัน

ในทางกลับกัน ถ้าเราเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์แล้วคงจะหวังให้ผู้รับฟังเข้าใจเราอย่างลึกซึ้งคงเป็นไปไม่ได้

คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่จะอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าการอกหักครั้งแรกมันหนักขนาดไหน จนกว่าเค้าจะเจอเอง

คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจความสุขและความทุกข์ของการมีลูก มันเยอะพอๆกัน จนกว่าเค้าจะมีลูกเอง

คงเป็นเรื่องที่เป็นไม่ฉลาดเลยที่คุณหวังว่าจะทำให้ใครเข้าใจบิทคอย จนกว่าเค้าจะเข้าใจบิทคอย

ประสบการณ์ชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน และต่อให้เป็นประสบการณ์เดียวกัน ก็ตกผลึกไม่เหมือนกันอีก

เราคงทำได้แต่เล่าว่าเราผ่านอะไรมาบ้างแค่นั้น

“จงเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น แล้วคุณจะเข้าใจมันตอนคุณมีประสบการณ์ของคุณเอง”

#Siamstr

ขอบคุณมากนะครับพี่ ที่พี่พูดมาถูกทุกอย่างเลย ตอนก่อนเข้ามาเขาก็เตือนว่าชิตคอยไม่ดี ถึงรู้แล้วก็ยังโลภเข้าไป ก็หายไปหมดเลย 55555 มันต้องเจอกับตัวจริงๆ 🫠

Replying to Avatar Riina

วันนี้ไปทำธุระยื่นขอคืนเงินภาษีที่สรรพากรมา เอกสารของเราละเอียดและชัดเจนมาก แต่คุณหัวหน้าที่เราเข้าไปคุยในห้องก็ต้องการให้ชี้แจงอีก ตอนแรกคุยกันในห้องค่อนข้างดุเดือด เรากับเขาโต้วาทีกันแบบชิงไหวชิงพริบ ยังกับดูหนังเกาหลีอยู่ (แต่ไม่ได้ทะเลาะกันนะ) เราเลยบอกว่ายื่นไปเลย ถ้าไม่ได้ก็ให้เขาปัดตกมา เราจะไม่แนบเอกสารอะไรอีกแล้ว เพราะแค่ที่ยื่นไปก็ชัดเจนที่สุดละชัดเจนกว่านี้ไม่มีละ ทำเรื่องง่ายให้มันง่าย อย่าทำเรื่องง่ายให้มันยาก เจ้าหน้าที่อีกคนบอกใจเย็นๆก่อนน้าาาน้อง โอเค พักยกระหว่างรอเจ้าหน้าที่ออกไปร่างเอกสารใหม่ เจ้าหน้าที่ที่เป็นหัวหน้าที่โต้วาทีกันอยู่เมื่อกี๊ ก็ถามเราขึ้นมาว่า ได้ซื้อหุ้นไว้บ้างไหม แบบที่ได้ปันผลน่ะ...

ตอนแรกก็เกือบจะตีกันอยู่ละ พอเปิดประเด็นเรื่องหุ้น สรุปไปจบที่บิทคอยน์ เขายิงคำถามเรารัวๆ เราก็ตอบไปแบบรัวๆ ป้ายยาไปแรงมาก ดิฉันผู้บอกเจ้าหน้าที่สรรพากรว่า "เราควรแยกเงินออกจากอำนาจรัฐ" ไปยันเรื่องเงินคืออะไร ยาวไปถึงเงินเข้ารหัส ไปยันประวัติศาสตร์การเงิน คุยกันเยอะมาก ถูกคอเว่อร์ ยาวไป3ชม. เข้าห้องบ่ายโมงออกมาสี่โมงกว่า เราเรียกเขาคุณน้า เขาเรียกเราคุณน้อง คุณน้าเดินมาส่งอีก ดีกันเฉย เซอร์ไพรซ์มาก ไม่นึกว่าเขาจะสนใจมากขนาดนี้ 3ชม. คุยกันแต่เรื่องบิทคอยน์ล้วนๆ ไม่มีใครหยุดพูดเลยทั้งคนถามและคนตอบ งงหนักมากว่าไปอยู่จุดนี้กันได้ไง แต่ก็ฟินมาก 555

เราได้คุณรินะ ป้อนยาส้มคนในไปแล้ว 555555 มันต้องบ่อนทำลายจากข้างใน 😂

Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

ว่าด้วยเรื่อง Dating App สมัยหัดเล่น tinder ใหม่ๆ

มีครั้งหนึ่งนั่งปัด Tinder แล้วไปเจอ Account เน็ตไอดอลพอปัดให้

เธอทักมาว่า

“อยู่แถวสุขุมวิทใกล้ มศว” ไหมคะ

โอ้โหหห มึงรู้ Privacy กุเลยหรอ(แต่แม่งน่าจะอยู่แถวนี้จริงๆ) แล้วเธอก็ตอบกลับมาว่า เธออยู่แถวๆนี้ อยากหาคนกินข้าวด้วย ตอน สามทุ่ม

“แดกพ่อแดกแม่มึงตอนนี้”

ก็เลยตอบไปว่าไม่ว่าง แล้วเธอก็บอกว่าแย่จัง ”อยากหาคนกินข้าวด้วย“ เราไม่ได้ตอบอะไร หลังจากนั้นก็ลบแอปออกไปเลย แต่วันนั้นลองเช็คข้อมูล เธออยู่แถบนี้จริง ถ่ายรูปนั่งกินพิซซ่าอยู่ด้วย

เป็นเหตุการณ์ที่แปลกๆเล็กๆ

ถัดมาคือเรื่องของ Facebook Dating ส่วนใหญ่ 90% คือ พยาบาล กุก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะดวงซวยซ้ำซ้อนห่าไร ปัดขวาเจอคนใส่แว่นถามทำงานเชี่ยไร 90% ตอบใช่หนูเป็นพยาบาลค่ะ

ซึ่งแอป facebook dating จะคุยง่ายกว่า tinder หน่อย แต่สุดท้ายก็รู้แหละว่าเป็นพวก บริโภคนิยม ซึ่งข้อดีคือ หาตัวตนคนที่เราคุยกันง่ายกว่า เรารู้ว่าพวกแม่งเป็นยังไง แล้วอีพวกพยาบาลห่านี่ 90% แม่งก็เป็นพวก บริโภคนิยม มูเตลูกันทั้งนั้น

แต่เท่าที่คุยคนพวกนี้ต้องการคนเทคแคร์สูง ส่วนผมไม่ใช่ (ฉันไม่เอาเวลาอันมีค่าไปแปดเปื้อนกับคนอย่างพวกเธอหรอก)

แอปเดตติ้ง ไม่ได้เหมาะสำหรับคนหาคู่อย่างเราจริงๆ จังๆ

พยาบาลเต็มแอป Dating จริง 80% ที่เจอคือ พยาบาลทั้งนั้นเลอ

Okay kab, I will take all of this into consideration ❤️ Much appreciate kab Ajarn ! Need to find some money for that first 😆

I wish I could have this much of BTC 😆

But how Bitoin is BIC in Korea ? or it's just for the show purpose

https://nostrcheck.me/media/public/nostrcheck.me_3309981445492863311696310278.webp