Users เก่าน่าจะไม่กระทบอะไรมั้งครับ ใหม่ก็ไม่น่าจะกระทบเช่นกันครับ แค่ Users ใหม่ต้องทักไปขอ Invite code ไม่ก็ติด Hashtag #getAlby เดี๋ยวเขาจะช่วยหาให้ครับ ส่วนที่มีผลกระทบน่าจะเป็นคนที่อยากลองใช้ Alby Hub จะคิดค่าบริการก็ต่อเมื่อไป Upgrade Membership 3 เดือนแรกมีค่าบริการรายเดือน 10500 sats ลด 50% จาก 21000 sats ครับ แต่ถ้าใครลองใช้ Alby Hub แล้วไม่พอใจ สามารถขอคืนเงินได้ภายใน 30 วันครับ มีอะไรเสริมได้นะครับ #Siamstr

https://guides.getalby.com/user-guide/v/alby-account-and-browser-extension/alby-hub/getting-started
ผมใช้แบบปิดตาเอาครับ
มันมีทุกที่จริงๆ หนีจากที่อื่นยังมาเจอที่นี้ แต่ดีหน่อยเราเลือกเสพได้ #Siamstr 
## **ทุนที่มองไม่เห็น..**
ในระหว่างคลาสเรียนเศรษฐศาสตร์แม่งต้องง่ายของพี่ชิตเมื่อวันก่อน มีเรื่องนึงที่ทำให้ผมสนใจมาก คือเรื่อง Capital (ทุน) ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะมองว่ามันคือ เงิน (Money) อย่างเดียว แต่เอาจริงๆ แล้วมันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ ทั้ง Capital goods และอื่นๆ อีกเพียบ

ที่ผมสะดุดใจสุดๆ คือ เรื่องการสะสมทุนที่เป็น **Reputation** เพราะผมรู้สึกว่าแทบไม่ค่อยมีใครเคยใส่ใจเรื่องนี้อย่างจริงๆ จังๆ ไม่เกิดขึ้นบน Philopsophy หรือ Practical ideology ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ให้ดูดี ฉาบฉวย ชื่อเสียงยอดไลก์ปลอมๆ หรือการแสวงหาชื่อเสียงเพื่อตัวเองเพียงอย่างเดียว
ไม่ได้เป็นการค้นหาคุณค่าที่แท้จริงในชีวิต สร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับตนเองและผู้อื่น เป็นการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่ง และเป็นการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น เพื่อการเติบโตของเน็ตเวิร์ค
แกเล่าให้ฟังว่า.. แกมองตัวเองเป็นคนตัวเล็ก ๆ ในสังคม ต้นทุนชีวิตก็ไม่ได้ดีอะไร การจะไปสู้กับบิ๊กหรือรใหญ่มันเป็นเรื่องยาก แกเลยเลือกที่จะยึดแนวทางตามหลักการ Decentralized network สร้างคอมมูนิตี้แบบกระจายศูนย์ที่ยั่งยืน มองการณ์ไกล Low time preference
สร้างทีมงานที่แข็งแกร่งและมีคุณภาพ เน้นที่การทำงานร่วมกัน การสร้างสรรค์ แบ่งปันคุณค่า (Value for Value) เป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับการสร้าง Reputation ที่ยั่งยืน ไม่แปลกที่ผมกับพี่ชิตแม้จะคุยกันน้อยแต่ก็มีบางอย่างที่ touch กันอยู่ตลอดเวลาอย่างน่าประหลาดใจ
ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน Reputation สามารถถูกพิจารณาว่าเป็น “ทุน”ได้ (แม้จะไม่ได้ระบุ Reputation ไว้ชัดเจนว่าเป็นทุนประเภทหนึ่ง แต่แนวคิดและหลักการของสำนักออสเตรียนสามารถนำมาปรับใช้กับ Reputation ได้ ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจและบริหารจัดการ Reputation ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น) เนื่องจากมีคุณลักษณะที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องทุนของสำนักออสเตรียนหลายประการ
สิ่งนี้สะสมได้จากการกระทำและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในระยะเวลาหนึ่ง คล้ายกับการสะสมทุนทางกายภาพหรือเงินทุน
การสร้างและรักษา Reputation ต้องใช้ความพยายามและทรัพยากร ซึ่งถือเป็นการลงทุนรูปแบบหนึ่ง
Reputation ที่ดีสามารถนำมาซึ่งผลตอบแทนในอนาคต เช่น โอกาสทางธุรกิจที่ดีขึ้น ความน่าเชื่อถือที่เพิ่มขึ้น และความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
Reputation สามารถเสื่อมค่าลงได้หากไม่ดูแลรักษา หรือหากมีการกระทำที่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์
ผมปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า ถ้าเราเอาแนวคิด Value for Value มาผสมกับหลักการสร้างชื่อเสียงและเครือข่ายตามแนวคิดเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนสำหรับ Entrepreneur สำหรับ Creator มันจะออกมาเป็นแบบใดได้บ้าง
มันจะไม่ใช่แค่การแชร์ความรู้หรือประสบการณ์ แต่เราต้องสร้างคุณค่าบางอย่างที่จับต้องได้จริง ๆ อาจจะเป็นสินค้า บริการ หรือคอนเทนต์ที่โดนใจกลุ่มเป้าหมายของเรา สิ่งเหล่านี้ต้องสะท้อนความเป็นตัวเราและความเชี่ยวชาญของเราออกมาให้ชัดเจน
ที่สำคัญคือต้องสื่อสารให้คนเข้าใจว่าสิ่งที่เรานำเสนอให้นั้นมีคุณค่ากับพวกเขาอย่างไร เหมือนที่พี่ชิตบอกว่า "ราคา" มันคือการสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของสิ่งนั้น
สร้างระบบแลกเปลี่ยนคุณค่า ทำให้มันง่ายที่สุดสำหรับคนที่เห็นคุณค่าในสิ่งที่เราทำ ไม่ใช่แค่การขายของแล้วจบกัน แต่เราต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและผู้สนับสนุนของเรา คุยกับพวกเขาบ่อย ๆ ฟังความคิดเห็นของพวกเขา และปรับปรุงสิ่งที่เราทำอยู่เสมอ เพื่อให้มันตอบโจทย์พวกเขาได้มากที่สุด
โลกมันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราไม่ควรหยุดพัฒนาตัวเอง เรียนรู้จากสิ่งที่เราทำ และเติบโตไปพร้อม ๆ กับคนที่เชื่อมั่นในตัวเรา
การลงทุนใน Reputation ของเรา เป็นทุนที่สำคัญไม่แพ้เงินทองเลยทีเดียว มันคือสิ่งที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในระยะยาว และสร้างความแตกต่างให้กับโลกใบนี้ได้..
ผมอาจขยายความเรื่องนี้ได้ไม่ดีพอ เอาไว้ดูย้อนตอนพี่ชิตลงให้ก็แล้วกัน
สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังครับพี่ nostr:nprofile1qqsxcs68s0mk6q26y6cmq75ughzj2p3fn4kcefe8pt9l4twr0lzj5tcprpmhxue69uhhyetvv9ujumn0w3hhx6rf9emkjm305vjvsz
#Siamstr #Value4Value #ReputationCapital
Capital ในความเข้าใจผมมันคือ เวลา ส่วน Reputation มันคือ ประสบการณ์ ไม่รู้ว่าผมเข้าใจถูกไหม 55555
Nostr : ช่วยลดความตระหนี่ถี่เหนียว เพราะ จุดเริ่มต้นของการให้ทาน คือ การ Zaps! #Siamstr
R : เหมือนได้กลิ่นไหม้ๆ
U : จะไหม้ได้ไง ไฟยังไม่ติด
ทำไมคนเราต้องใช้เงินซื้อของ? มาย้อนรอยปัญหาที่ทำให้เกิดเงินขึ้นมากัน!
หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมเราถึงต้องใช้เงินในการซื้อหรือขายของ? ทำไมไม่แลกเปลี่ยนกันตรงๆ ไปเลย? จริงๆ แล้ว การใช้ชีวิตแบบไม่ใช้เงินนั้น มีข้อจำกัดหลายอย่างมากๆ ในอดีต มนุษย์เราเคยเจอกับปัญหามากมายในการแลกเปลี่ยนสินค้ากัน จนนำไปสู่การคิดค้น "เงิน" ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งปัญหาหลักๆ มีดังนี้
1. หาคนแลกของด้วยยาก (ปัญหาความต้องการไม่ตรงกัน) : สมมติว่าเรามีไข่ไก่เยอะมาก อยากเอาไปแลกผ้าห่มอุ่นๆ สักผืน แต่หาเท่าไหร่ก็เจอแต่คนที่อยากแลกผ้าห่มกับข้าวสาร ไม่ใช่ไข่ไก่สักที แบบนี้ก็แลกกันไม่ได้ การหาคนที่ "อยากได้" สิ่งที่เรา "มี" และ "มี" สิ่งที่เรา "อยากได้" นั้น ยากมากกกกก!
2. ตกลงกันไม่ได้ (ปัญหาการวัดมูลค่า) : ต่อให้เจอคนที่อยากแลกผ้าห่มกับไข่ไก่แล้ว แต่ "ไข่ไก่กี่ฟอง" ถึงจะแลกกับ "ผ้าห่มหนึ่งผืน" ได้ล่ะ? ของแต่ละอย่างก็มีค่าไม่เท่ากัน บางทีผ้าห่มผืนนี้อาจทอจากวัสดุพิเศษ ใช้เวลาทำนาน ทำให้ไม่รู้จะแลกไข่ไก่กี่ฟองดีถึงจะคุ้ม กว่าจะตกลงกันได้คงเสียเวลาไม่น้อย
3. แบ่งไม่ได้ (ปัญหาการแบ่งสินค้าเป็นหน่วยย่อยๆไม่ได้) : บางอย่างก็แบ่งครึ่งไม่ได้ เช่น เราเลี้ยงวัวไว้ 1 ตัว อยากแลกกับข้าวสาร แต่มูลค่าของวัวมันเยอะกว่าข้าวสารที่เราต้องการ จะผ่าครึ่งตัวก็กะลำบาก แถมน้องวัวก็ไม่น่าจะมีความสุข
4. เก็บยาก พกพาลำบาก (ปัญหาการเก็บรักษาและการขนย้าย) : สมมุติว่าเราเลี้ยงแกะไว้เยอะมาก คิดว่าจะใช้แกะนี่แหละเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน ปัญหาคือ เราจะขนแกะทั้งฝูงไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลาได้ยังไง? แล้วถ้าแกะป่วย หรือโดนขโมยไปล่ะ? จะทำยังไง?
ด้วยเหตุผลต่างๆเหล่านี้ มนุษย์จึงคิดค้น "เงิน" ขึ้นมา! เริ่มจากของมีค่าที่ทุกคนยอมรับกัน เช่น เปลือกหอย เกลือ หรือทองคำ มาเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน พัฒนามาเป็นเหรียญ และธนบัตรอย่างที่เราเห็นในทุกวันนี้เอง

#Siamstr
รู้สึกคุยกับพี่แล้วมันมันส์ดีย์ครับ ไม่อยากนึกภาพว่าถ้าไปเจอพี่ชิตจะขนาดไหน ขอบคุณจริงๆครับพี่
ถ้าเป็นเป้าหมายปกติพี่พูดถูกครับ เพราะก่อนหน้านี้ระหว่างทางแต่ละช่วงอายุ ผมก็เปลี่ยนมันเสมอครับ แต่เป้าหมายสุดท้ายของผมอาจจะมีน้อยคนที่อยากจะทำมัน คือ การสละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่มีครับ 55555 อาจจะฟังดูบ้าบอหน่อยนะครับ
ขอบคุณมากครับพี่ หลังจากที่ผมพยายามหยุดทุกอย่างเพื่อมาคิดตลอดระยะเวลาเกือบๆ 2 ปี ว่าชีวิตผมนั้นต้องการอะไรกันแน่ ผมก็พอจะเห็นทางที่จะไปละครับ เป้าหมายผมมีไว้ชัดเจนพอ แต่ต้องหารอยต่อให้เชื่อมไปถึงตรงนั้นครับ
# Trouble is a Friend
ถึงแอดมินวาวผู้กล้า,
น้อยคนนักจะกล้าท้าทายพี่ด้วยคำขอ แต่เมื่อใจเอ่ยถึง พี่ก็พร้อมจะสนอง...
ทว่า.. สิ่งที่พี่ให้อาจไม่ใช่สิ่งที่นายคาดหวัง เพราะพี่เองก็มีวิถีที่ต้องยึดมั่น เมื่อใดที่พี่ถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน พี่จะรู้สึกเหมือนหลุดจากแก่นแท้ของตัวเอง (พี่ก็ซีเรียสไปบางที 55)
I just want to be me.
ในโลกของพี่ "ความผิดพลาด" ไม่เคยมีอยู่จริง มันเป็นเพียงบททดสอบที่หล่อหลอมให้เราแข็งแกร่งขึ้น เติบโตขึ้นในทุกย่างก้าว
ทุกสิ่งที่เราเผชิญ ทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด ล้วนเป็นดั่งบันไดที่นำเราไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มันคือกระบวนการ "กลั่นกรอง" (Rule out) สิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อให้เหลือเพียงแก่นแท้แห่งปัญญา
ดังเช่นคำกล่าวของ Jakk Goodday ที่พึ่งคิดได้เมื่อกี้ว่า..
"ความผิดพลาดที่ใหญ่หลวงที่สุด คือการปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะผิดพลาด"
"The greatest mistake is to rule out the possibility of making one."
และอีกหนึ่งความจริงที่พี่ค้นพบ..
"จงอย่ากลัวที่จะผิดพลาด เพราะความกลัวคืออุปสรรคเดียวที่ขวางกั้นการเรียนรู้" (Rule out nothing but fear.)
ยิ่งพี่รู้มากเท่าไหร่ ยิ่งตระหนักว่าพี่ได้ผ่านบททดสอบแห่งความล้มเหลว (**Proof of Failure**) มามากเพียงใด และเมื่อมันมากมายจนเกินจะจดจำ สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ **"แก่นแท้ของบทเรียน"**
เหมือนดังข้อสอบ.. เมื่อเราเห็นคำตอบที่ถูกต้อง เราก็จะเข้าใจว่าทำไมตัวเลือกอื่นจึงผิดพลาด ในทางกลับกัน ตัวเลือกที่ผิดก็คือคำอธิบายว่าทำไมตัวเลือกนั้นจึงถูกต้อง
นี่คือสิ่งที่พี่ต้องการจะสื่อ เข้าใจใช่ไหม?
(พี่เชื่อว่านายเข้าใจ สมมุติว่าเข้าใจละกันนะ)
บางคนอาจมองว่าความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต คือความล้มเหลวที่ไม่อาจลืมเลือน บาดแผลที่ไม่มีวันจางหาย แต่สำหรับพี่ ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกลับเป็น **"การไม่ยอมให้ตัวเองผิดพลาด"** ต่างหากล่ะ
> **เพราะเมื่อใดที่เราปิดกั้นตัวเองจากความผิดพลาด นั่นหมายถึงเราปิดกั้นโอกาสที่จะเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมๆ กัน**
มันก็เหมือนต้นไม้ที่ไม่เคยเผชิญกับพายุ มันอาจเติบโตอย่างสง่างาม แต่เมื่อเผชิญกับลมแรงเพียงเล็กน้อย ก็อาจโค่นล้มลงได้ง่ายๆ
ในทางกลับกัน.. ต้นไม้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านพายุและฝนมาอย่างโชกโชน จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง มีรากที่หยั่งลึก สามารถต้านทานทุกแรงปะทะได้อย่างมั่นคง
ชีวิตก็เช่นกัน..
ความผิดพลาดเปรียบเสมือนพายุที่เข้ามาทดสอบความแข็งแกร่งของเรา หากเราเปิดใจยอมรับและเรียนรู้จากมัน เราจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง มีภูมิคุ้มกันต่อความล้มเหลว และพร้อมเผชิญหน้ากับทุกอุปสรรคที่ขวางหน้า (Learn from your errors and evolve.)
ดังนั้น.. จงอย่ากลัวที่จะผิดพลาด จงโอบกอดมันไว้ แล้วเปลี่ยนมันให้เป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตของเรา
นายอาจจะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง ที่พี่ไม่ยอมเขียนถึงเรื่องราวของตัวเอง แต่พี่ก็อยากให้นายเข้าใจว่า บางครั้งการไม่บอกเล่าเรื่องราวโดยตรง อาจเปิดพื้นที่ให้เกิด **การตีความและเรียนรู้** ได้มากกว่า
ภาพวาดที่ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด อาจจะปลุกเร้าความรู้สึกนึกคิดและจินตนาการของผู้ชมได้อย่างหลากหลาย
พี่เชื่อว่าทุกคนล้วนมี **"ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"** เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลวในหน้าที่การงาน ความสัมพันธ์ที่ไม่สมหวัง หรือการตัดสินใจที่ผิดพลาดในอดีต
แต่พื้นที่เพียง 1 ลองฟอร์ม มันไม่ยาวพอจะเขียนเรื่องราวของพี่ออกมาครับ
ยังไงก็จำไว้ว่า **"การไม่ยอมให้ตัวเองผิดพลาด"** มักจะกลายเป็นหายนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่นายจะพบเจอได้ หากนายยอมให้มันเกิดขึ้นกับตัวเอง (ลองไปถามวินหวีดูว่าใช่ไหม)
..เอาไปคิดต่อกันเอง
เอ้า!! เพลงมา 🎶
https://youtu.be/QHpvlr_kG6U?si=IgAQiFBNnf7MUQFz
#siamstr
เรื่องราวในชีวิตส่วนใหญ่ของผม ถ้าให้คิดย้อนกลับไปหลายๆสิ่ง หลายๆอย่าง มันเป็นการตัดสินใจที่พลาด การตัดสินใจช่วงรอยต่อระหว่างชีวิตคือไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่ผมไม่รู้ตัวตนตัวเองจริงๆ ว่าชอบอะไร ไม่ได้ไปลองหาอะไรที่แปลกๆใหม่ๆทำเพราะความกลัว ทำให้ไม่ได้ลองค้นหาตัวเองว่าที่จริงแล้ว เราอยากทำอะไร จนถึงทุกวันนี้ก็ยังเคว้งอยู่ แต่พยายามจะเปิดรับโอกาสใหม่ๆที่เข้ามาเสมอ ผมเลยอยากให้บทเรียนของการที่ ผมหาตัวตนไม่เจอนี้ มาเป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงว่า ถ้าตัวคุณรู้สึกอยากทำอะไร คุณก็ลงมือทำมันไปเลย ไม่ต้องกลัว มันดีกว่าคุณกลับมาคิดแล้วเสียดายโอกาสที่ไม่ได้ทำมัน ถ้าคุณลองแล้วมันใช่ คุณก็จะได้รู้แล้วว่าคุณชอบอะไร แต่ถ้ามันไม่ใช่อย่างน้อย คุณก็รู้ว่าสิ่งนี้ไม่เหมาะกับเรา เราก็ไม่ควรไปเสียเวลาที่ต้องทนทำอะไรแบบนั้นต่อ มันก็จะช่วยประหยัดเวลาในชีวิตไปเยอะ ถ้าถามว่าระบบปัจจุบันมีส่วนที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ไหม มันก็มีแหละ แต่จะให้ไปโทษมัน สำหรับผมเอง ผมคิดว่ามันไม่ค่อยถูกต้องสักเท่าไหร่ ถ้าจะให้โทษใครสักคน ผมก็จะโทษตัวผมเองเนี้ยแหละ เพราะผมถือว่าระบบ มันไม่ได้มีอิทธิพลพอที่จะตัดสินใจแทนผมได้ ถ้าใจของผมนั้น มันไม่อ่อนแอไปซะเอง ( ผมคงตอบพี่ได้เต็มปากว่า ผมไม่เข้าใจบทความของพี่เลย 55555 หยอกๆ อันนี้ผมเขียนไว้สักพักล่ะ บังเอิญมาเจออะไรที่คล้ายๆสิ่งที่พี่อย่างสื่อ เลยเอามาใช้เป็นคำตอบ แทน คำว่า ผมเข้าใจความหมายที่พี่จะสื่อครับ สุดท้ายนี้ต้องขอ ขอบพระคุณที่รับคำท้าครับ แม้บทความอาจจะไม่ได้ตรงใจ แต่ก็มีคุณค่าและมีความหมายไปอีกแบบครับ ขอบคุณครับ )
ผมชอบ Note นี้เพราะ มันเหมือนมีพลังบางอย่างที่เมื่อได้อ่านแล้ว มันรู้สึกอยากที่จะลองเขียนบทความดูครับ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้ลองออกจากกรอบความสามารถของตัวเอง เพราะปกติลำพังแค่พูด ผมก็พูดไม่ค่อยจะรู้เรื่องอยู่แล้ว นี่จะมาเขียนบทความ ตายห่ากันพอดี! ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผมก็พยายามฝึกเขียนอยู่ตลอดครับ ไอ่ที่เขียนส่วนใหญ่ก็จะ เขียนๆ ลบๆ ไม่ก็ฆ่าทิ้ง สมุดที่เขียนก็เป็นเหมือนเรียงความที่เขียนไม่จบสักที อารมณ์มันจะประมาณ พอเขียนไปได้สักพักแล้วกลับมาอ่าน มันอ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง เขียนไปเขียนมาเหมือนมันแยกเป็นคนละส่วนกัน ที่นี่ไอ่เราก็กลัวเสียกระดาษไปฟรีๆ ผมก็เลยแก้ไขปัญหาโดยการไปให้ AI ช่วย ป้อนโครงเรื่องให้กับมันแล้วค่อยพยายามมาแก้คำบางคำ หรือบางประโยค ให้มันพออ่านแล้วคนเข้าใจ มันก็เลยไม่แปลกที่ผลงานของผมดูเหมือน AI เขียนครับ 55555 #Siamstr
ส่วนอยากให้พี่เขียนอะไรนั้น ผมอยากให้พี่เขียนเกี่ยวกับเรื่องราวความผิดพลาดที่พี่คิดว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตที่ผ่านมา แล้วพี่ได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์หรือสถาณการณ์นั้นบ้าง ผมรออ่านอยู่นะครับ ขอบคุณครับ
## **Come out of the Rat Race**
นักศึกษาคนหนึ่งได้เกรดเฉลี่ย 3.8 แต่กลับไม่มีความสุข เพราะเพื่อนของเขาได้ 4.0
นักศึกษาที่ได้ 4.0 กลับไม่มีความสุข เพราะเขาไม่ได้งานในบริษัทดัง
https://image.nostr.build/91b0985d23ba4280d38aa854b1cdc05b841283059719e19e807b0f65af899343.jp
นักศึกษาที่ได้งานในบริษัทดัง กลับไม่มีความสุข เพราะเพื่อนร่วมงานได้เงินเดือนมากกว่าเขา
คนที่ได้เงินเดือนสูงสุดในบริษัท กลับไม่มีความสุข เพราะไม่มีเวลาใช้ชีวิตกับเพื่อนและครอบครัวของเขา
นี่แหละ... **วังวนแห่งการแข่งขันที่ไม่มีวันสิ้นสุด** เราไล่ล่าความสำเร็จ แต่ไม่เคยพอใจในสิ่งที่ตนมี..
มองไปรอบตัว ชื่นชมสิ่งเล็กๆ และขอบคุณในชีวิตที่เรามี บางที ความสุขที่แท้จริง อาจไม่ได้อยู่ที่ปลายทาง แต่อยู่ระหว่างทางก็เป็นได้...
ปลดปล่อยตัวเองจากวังวน แล้วก้าวออกมาสู่อิสระภาพ
GD #siamstr
เรายอมเป็น"ทาส"เพื่อรับใช้คนอื่น แต่ทำไมกัน? เราถึงไม่ยอมเป็น"ทาส"เพื่อรับใช้ตัวเอง
## **8 เดือน 8 วัน นับจากวันแรกแห่งการริเริ่ม**
ผมรู้สึกว่า "ตุ๊กตาปิรันย่า" ที่ยอมเสียไปมันคุ้มค่า..

"เราขาดการพบปะกันแบบ physical" ผมจำไม่ได้ว่าพูดประโยคนี้กับใคร แต่จำได้แม่นว่าผมเคยจินตนการอะไรไว้
ความคิดที่ค่อนข้างเป็นปฏิปักษ์ต่อหลักการของบิตคอยเนอร์ที่ควรจะปกปิดตัวตน ทำตัว Anonymous เอาไว้นั้น ถูกผมนำเสนอแบบเสร่อๆ ไปในวันที่ 22/08/2023
"ถ้ามีคนบิตคอยน์ให้ได้เสวนากันเรื่อยๆ แถวบ้านเราเลยจะดีไหม?"
ใช่.. สรุปว่ามันดี
มันดีมากๆ มันทำให้เกิดพัฒนาการแบบก้าวกระโดดในเชิงความสัมพันธ์ภายในคอมมูนิตี้ ไม่มีใครคิดว่าผมจะมองไกลถึงระดับ "โปรโตคอล"
แต่ผมคิด.. ผมคิดตั้งแต่ต้น ผมพูดเป้าหมายกับทุกคนใน nostr:nprofile1qqsvefl02swmsd5fgy7ewhz0dg67fmrnj9dzt9k8wpqjmy5xuuerzaspr9mhxue69uhkymmnw3ezumr9vd682unfveujumn9wsq32amnwvaz7tmwdaehgu3dwfjkccte9eshquqpzemhxue69uhkvun9deejumn0wd68yvfwvdhk6vyaxy6 กับ nostr:nprofile1qqsvtqpjnh60ruxludgjr92l7e3kvq0hsr6psnw7yphlx0a4p59k0jcpz4mhxue69uhhyetvv9ujuerpd46hxtnfduhszxrhwden5te0wfjkccte9eekjctdwd68ytnrdakj7qgcwaehxw309aex2mrp0yhxumm5daeks6fwwa5kutc0k7g9s, กับพี่ nostr:nprofile1qqsfwl44pcxpjemklvn6jqnsa3z9nduq4sn7984s68fn2kupnnyn3ucpr9mhxue69uhhyetvv9ujuumwdae8gtnnda3kjctv9uq3wamnwvaz7tmxwfjkuuewdehhxarjxyhxxmmd9uq3samnwvaz7tmjv4kxz7fwwd5kzmtnw3ezucm0d5hsepugdm, nostr:nprofile1qqsdwfln5z7vwels5kqj6cxexk9y6a7td4z8d5pj8f35k59jns8p3kspr3mhxue69uhkummnw3ezucnfw33k76twv4ezuum0vd5kzmqpzemhxue69uhhguewwfjkcctewvh8wmmjd3jz7qglwaehxw309ahx7um5wghx26tww4hxg7nhv9h856t89eehqctrv5gkln8j ฯลฯ
"ต่อให้มีแค่คนเดียวเราก็ต้องทำให้มันเกิดขึ้น"
นั่นคือความตั้งใจของผมในการจัดมีตอัพโปรโตคอลครั้งแรก แม่โบเข้าใจว่าผมคิดอะไร อ.ทั้งสองสนับสนุนผมอย่างเต็มที่
มันตามมาด้วยธรรมเนียมการรีวิวมีตอัพ เหมือนเป็นสิ่งที่ "คุณต้องทำ" เพื่อส่งต่อคุณค่าและเรื่องราว ผมพูดภารกิจนี้ออกมาในตอนที่สติสตังเริ่มไม่ค่อยมีแล้ว
"พวกมึงต้องกลับไปเขียน.. บรรยายเรื่องราวและความรู้สึกออกมา บอกทุกคนว่าการมาเจอมันตัวเป็นๆ มันดียังไง เราได้รับประสบการณ์อะไร.. นี่คือข้อบังคับ"
nostr:nprofile1qqsp40zqckd36g5rz39043r9ns7mhlq6rvn94w0vuu52pg2vdntqusgpz3mhxue69uhhyetvv9ujuerpd46hxtnfduq3wamnwvaz7tmjv4kxz7fwvd5x7mn5d96zuamfdcq3vamnwvaz7tmxwfjkuuewdehhxarjxyhxxmmd6lpjq9 (เอ็ม ชลทิศ) และวินหวี ซึ่งแทบไม่ถนัดการเขียนในตอนนั้น คงจะรับรู้ได้ถึงความคาดหวังอันสุดลิ่มทิ่มประตูของผม ภารกิจที่หนักอึ้ง แต่ในที่สุดพวกเขาก็ทำ.. ทุกคนทำ

ตั้งแต่โคราช ชลบุรี เชียงใหม่ นครพนม ฉะเชิงเทรา และล่าสุดวนมาบรรจบที่โคราชอีกครั้ง
ผู้ชายเด๋อๆ ด๋าๆ ทำตัวไม่ค่อยถูก ท่าทางตื่นเต้นในวันนั้น กลายมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดงานขึ้นในวันนี้
คุณเชื่อในพลังแห่งมิตรภาพไหม?
ดูสิ่งที่เกิดขึ้นสิ.. แม้แต่ผมในตอนแรกก็จินตนาการมันไม่ออกหรอกว่าจะเป็นแบบนี้ นี่คือคำอธิบายของคำว่า "Protocol" และ "Organic growth" มันชัดใช่ไหม..?
ผมมักจะมีแผนการสำหรับทุกคำพูดของตัวเองเสมอ แต่วาบานได้เลยว่าเรื่อง "มีตอัพโปรโตคอล" นี้ ผมคิดไว้แค่หลวมๆ คร่าวๆ เท่านั้น
รายละเอียดปลีกย่อยและสิ่งต่างๆ มันล้วนเกิดขึ้นเอง เกิดตามธรรมชาติ เป็นผลรวมของธรรมชาติจากทุกๆ คน.. เป็นงานศิลปะที่อาศัยผู่กันของคนหลายสิบคนในการแต่งเติมสีสัน
#siamstr ..พวกเรามาไกลแค่ไหน?
ผมคิดว่าเราไม่ควรคิดถึงเรื่องนั้น..
มันสำคัญด้วยเหรอว่าเราได้เดินกันไปแล้วกี่ก้าว ผ่านมาแล้วกี่เมตร?
## มันสำคัญที่เราได้เดิน และเดินไปด้วยกันต่างหากล่ะ
เมื่อ 4 ปีก่อนผมเคยพูดกับพี่เป็ดเอาไว้ว่า..
"ผมฝันว่าวันหนึ่ง.. ผมจะได้นั่งอยู่สนามหน้าหลังบ้าน จิบกาแฟและมองดูสิ่งที่ตัวเองเริ่มไว้อย่างมีความสุข.."
ตัดภาพไปอีกที่หนึ่ง ณ เวลาประมาณตี 3
*"เป้าหมายของตั้มคืออะไร?"*
พี่ป้ำถามคำถามที่ค่อนข้างกว้าง แต่ก็ตรงประเด็นดี
"สังคมที่ดีกว่าของคนรุ่นถัดไป.."
"เป้าหมายของผมไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบิตคอยน์ บิตคอยน์เป็นแค่เครื่องมือ เป็นกุศโลบาย แต่เป้าหมายจริงๆ ของผมมันคือ 'คน' "
"ความหวัง.. และความสุข.."
ผมรออ่านรีวิวความสุขของผู้คน..
อย่าทำให้ผมผิดหวังนะ #Korat102
การพัฒนาที่ล้ำค่า "คือการพัฒนาคน"
nostr-relay-tray โหลดแล้ว ใช้งานได้เลยไหมครับ (Ver.ปัจจุบัน) หรือต้องทำอะไรเพิ่มเติมไหมครับ


