Avatar
บิดแล้วคอย
2639db2bee9b35f0f7a3dd4d6d15a1277b3e334442e1890ada14081c59420386
Facebook บิดแล้วคอย

Young beauty in a green dress, Detail. by Gustave Jacquet

# Siamstr

#nostr

Ferederic Leighton - Crenaia, the nymph of the Dargle; 1880

#siamstr

#nostr

Handle with care

#siamstr

#nostr

สังโยชน์ (บาลี: samyojana) คือ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ มี 10 อย่าง คือ

ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ได้แก่

1. สักกายทิฏฐิ - มีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา มีความยึดมั่นถือมั่นในระดับหนึ่ง

2. วิจิกิจฉา - มีความสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

3. สีลัพพตปรามาส - ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร หรือนำศีลและพรตไปใช้เพื่อเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นปัจจัยแก่การสิ้นกิเลส เช่นการถือศีลเพื่อเอาไว้ข่มไว้ด่าคนอื่น การถือศีลเพราะอยากได้ลาภสักการะเป็นต้น ซึ่งรวมถึงการหมดความเชื่อถือในพิธีกรรมที่งมงายด้วย

4. กามราคะ - มีความติดใจในกามคุณ

5. ปฏิฆะ - มีความกระทบกระทั่งในใจ

ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง 5 ได้แก่

6. รูปราคะ - มีความติดใจในวัตถุหรือรูปฌาน

7. อรูปราคะ - มีความติดใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย

8. มานะ - มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรือคุณสมบัติของตน

9. อุทธัจจะ - มีความฟุ้งซ่าน

10. อวิชชา - มีความไม่รู้จริง

พระโสดาบัน ละสังโยชน์ 3 ข้อต้นได้คือ หมดสักกายทิฏฐิ,วิจิกิจฉาและสีลัพพตปรามาส

พระสกทาคามี ทำสังโยชน์ข้อ 4 และ 5 คือ กามราคะและปฏิฆะ ให้เบาบางลงด้วย

พระอนาคามี ละสังโยชน์ 5 ข้อแรกได้หมด

พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง 10 ข้อ

ภาพ พระนิรันตราย_วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

#siamstr

#nostr

ประโยคที่ว่า "บิตคอยน์ไม่มีค่า" นั้น เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมานาน โดยมีมุมมองที่หลากหลาย ดังนี้

**มุมมองที่สนับสนุน**

* **ไม่มีสินทรัพย์หนุนหลัง:** บิตคอยน์ไม่ได้ถูกหนุนหลังโดยสินทรัพย์ tangible ใดๆ เช่น ทองคำ ต่างจากสกุลเงิน fiat ทั่วไป

* **ความผันผวนสูง:** ราคาบิตคอยน์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง

* **ความเสี่ยงสูง:** การลงทุนในบิตคอยน์มีความเสี่ยงสูง

* **การใช้งานจำกัด:** ยังมีผู้ใช้งานบิตคอยน์จำนวนน้อย

**มุมมองที่ต่อต้าน**

* **เทคโนโลยีล้ำสมัย:** บิตคอยน์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนที่มีความล้ำสมัย

* **ระบบกระจายศูนย์:** บิตคอยน์ไม่ถูกควบคุมโดยหน่วยงานใด

* **ความโปร่งใส:** ทุกธุรกรรมบนเครือข่ายบิตคอยน์สามารถตรวจสอบได้

* **ศักยภาพในการเป็นสกุลเงินแห่งอนาคต:** บิตคอยน์อาจกลายเป็นสกุลเงินหลักในอนาคต

* **การป้องกันเงินเฟ้อ:** จำนวนบิตคอยน์มีจำกัด 21 ล้านเหรียญ ป้องกันปัญหาเงินเฟ้อ

**สรุป**

ประเด็นเรื่อง "บิตคอยน์มีค่าหรือไม่" นั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองและความเชื่อของแต่ละบุคคล

**อนาคตของบิตคอยน์**

* ขึ้นอยู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี

* การยอมรับจากผู้ใช้งาน

* กฎระเบียบจากภาครัฐ

[https://en.wikipedia.org/wiki/Bitcoin](https://en.wikipedia.org/wiki/Bitcoin)

* [https://bitcoin.org/en/faq](https://bitcoin.org/en/faq)

* [https://www.investopedia.com/terms/b/bitcoin.asp](https://www.investopedia.com/terms/b/bitcoin.asp)

#siamstr

#nostr

“Money is a truly ancient technology, it’s not 5,000 years [old], it’s probably closer to 500,000 years old.” - Andreas Antonopoulos

"เงินเป็นเทคโนโลยีโบราณอย่างแท้จริง ไม่ได้อายุ 5,000 ปี แต่มีอายุใกล้เคียง 500,000 ปี" - Andreas Antonopoulos

ข้อความนี้กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของเงิน โดย Andreas Antonopoulos ผู้เชี่ยวชาญด้าน Bitcoin เสนอว่าเงินมีวิวัฒนาการมายาวนานกว่าที่หลายคนคิด แทนที่จะมีอายุเพียง 5,000 ปี เงินอาจมีอายุเก่าแก่ถึง 500,000 ปี

**หลักฐานสนับสนุนข้อเสนอนี้:**

* **การค้นพบทางโบราณคดี:** มีการค้นพบวัตถุโบราณที่นักโบราณคดีเชื่อว่าใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน เช่น เปลือกหอย เมล็ดพืช เครื่องมือหิน และเครื่องประดับ สิ่งของเหล่านี้มีอายุหลายหมื่นปี ชี้ให้เห็นว่าการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นก่อนการกำเนิดเงินตราสมัยใหม่

* **พฤติกรรมของสัตว์:** สัตว์บางชนิด เช่น ชิมแปนซี แสดงพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับการแลกเปลี่ยน ตัวอย่างเช่น ชิมแปนซีอาจแลกขนมกับหินสำหรับใช้เป็นเครื่องมือ พฤติกรรมนี้บ่งชี้ว่า แนวโน้มการแลกเปลี่ยนมีอยู่ในธรรมชาติ และอาจเป็นรากฐานของวิวัฒนาการของเงิน

**การวิวัฒนาการของเงิน:**

* **ระบบแลกเปลี่ยน:** ในอดีต ผู้คนแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการโดยตรงโดยไม่ต้องใช้เงิน สิ่งนี้เรียกว่าระบบแลกเปลี่ยน

* **สินค้าโภคภัณฑ์:** ต่อมา ผู้คนเริ่มใช้สินค้าบางชนิดเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน สินค้าเหล่านี้เรียกว่าสินค้าโภคภัณฑ์ ตัวอย่างสินค้าโภคภัณฑ์ที่ใช้เป็นเงิน ได้แก่ ทองคำ เงิน เกลือ และข้าว

* **เงินตรา:** ในที่สุด รัฐบาลก็เริ่มออกเงินตราอย่างเป็นทางการ เงินตราเหล่านี้มักทำจากโลหะมีค่า เช่น ทองคำ หรือเงิน

**ความสำคัญของเงิน:**

* **เงินทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน:** ช่วยให้ผู้คนสามารถซื้อขายสินค้าและบริการได้อย่างสะดวกโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบแลกเปลี่ยน

* **เงินทำหน้าที่เป็นหน่วยวัดค่า:** ช่วยให้สามารถเปรียบเทียบมูลค่าของสินค้าและบริการต่างๆ ได้

* **เงินทำหน้าที่เป็นมาตรฐานการชำระหนี้:** ช่วยให้ผู้คนสามารถชำระหนี้สินและภาระผูกพันต่างๆ ได้

**ข้อสรุป:**

เงินเป็นเทคโนโลยีโบราณที่มีวิวัฒนาการมายาวนานกว่าที่หลายคนคิด หลักฐานทางโบราณคดีและพฤติกรรมของสัตว์บ่งชี้ว่า แนวโน้มการแลกเปลี่ยนมีอยู่ในธรรมชาติ และอาจเป็นรากฐานของวิวัฒนาการของเงิน เงินมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจ ช่วยให้ผู้คนสามารถซื้อขายสินค้าและบริการ เปรียบเทียบมูลค่า และชำระหนี้สินได้

**แหล่งข้อมูล:**

* Andreas Antonopoulos on the History of Money

* The History of Money

* The Evolution of Money

#siamstr

#nostr

เงินเฟ้อเกี่ยวข้องกับค่าไฟได้ยังไง

**1. ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า**

* **เชื้อเพลิง:** ราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้า เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน อยู่ภายใต้แรงกดดันจากเงินเฟ้อ เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ค่าไฟก็จะสูงขึ้น

* **วัตถุดิบ:** วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า เช่น ท่อส่งไฟฟ้า หม้อแปลง และสายไฟ ก็มีราคาสูงขึ้นตามเงินเฟ้อ

* **ค่าแรง:** เงินเฟ้อทำให้ค่าแรงของพนักงานในโรงไฟฟ้าสูงขึ้น

**2. การลงทุน**

* การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้าใหม่ และสายส่งไฟฟ้า มีราคาแพงขึ้นตามเงินเฟ้อ

* รัฐบาลและบริษัทไฟฟ้าอาจชะลอการลงทุนใหม่ เพื่อรอให้เงินเฟ้อคลี่คลาย

**3. อุปสงค์และอุปทาน**

* ในช่วงที่มีเงินเฟ้อสูง ผู้คนอาจใช้ไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อป้องกันราคาไฟฟ้าที่สูงขึ้นในอนาคต

* สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นอาจเพิ่มอุปสงค์ของไฟฟ้า

**4. นโยบายของรัฐบาล**

* รัฐบาลอาจใช้นโยบายต่างๆ เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ เช่น การขึ้นอัตราดอกเบี้ย นโยบายเหล่านี้อาจส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า

**ตัวอย่าง**

* ในปี 2566 ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่า Ft) ในประเทศไทยปรับขึ้น

* รัฐบาลไทยตรึงค่า Ft ไว้บางส่วน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่การตรึงราคานี้ทำให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) สูญเสียรายได้

**ผลกระทบ**

* ค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น

* เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนและธุรกิจ

* กระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม

* เงินเฟ้อ

* ทำให้ผู้คนมีรายได้น้อยลง

* ยากจนลง

**แนวทางแก้ไข**

* การลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า

* การส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

* การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน

* การใช้นโยบายการเงินและการคลังเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ

#siamstr

#nostt

## The Deadly Effects of Inflation: An Explanation of Henry Hazlitt's Essay

**Background**

This essay was written by Henry Hazlitt, an American economist, and first published in 1946. In it, he outlines 10 harmful consequences of inflation.

**1. Malinvestment**

Inflation distorts price signals, leading businesses to make poor investment decisions. They may invest in projects that are not needed or that will become unprofitable when inflation subsides.

**2. Waste**

People may rush to buy goods and services they don't need to protect themselves from inflation. This leads to the wasteful use of resources.

**3. Unjust Redistribution of Wealth and Income**

Inflation hurts people with fixed incomes, such as retirees and savers, more than those with incomes that rise with inflation, such as investors and workers.

**4. Growth of Speculation and Gambling**

People may turn to speculating on goods or assets in the hope of profiting from inflation, rather than investing in productive activities.

**5. Immorality and Corruption**

Inflation can lead to unethical behavior, such as fraud, bribery, and hoarding.

**6. Disillusionment, Social Resentment, Discontent, Upheaval, and Riots**

People may become frustrated with the deteriorating economic situation, leading to social unrest.

**7. Bankruptcy**

Businesses may find it more difficult to make a profit and may be forced to go bankrupt.

**8. Increased Government Controls**

Governments may implement policies to try to control inflation, which can reduce economic freedom.

**9. Eventual Collapse**

If inflation is not controlled, it can lead to the collapse of the economic system.

**Examples**

* **Malinvestment:** During a period of high inflation, businesses may invest in expensive new factories to produce goods. However, when inflation subsides, these goods may become too expensive for consumers to buy, leading to losses for the businesses.

* **Waste:** People may rush to buy food, even if they don't need it right away, to avoid paying higher prices later. This can lead to food waste.

* **Unjust Redistribution of Wealth:** Retirees who rely on fixed incomes are more likely to be hurt by inflation than working-age people whose incomes rise with inflation.

* **Speculation:** People may invest in gold or real estate in the hope of profiting from inflation, rather than investing in productive businesses.

* **Social Unrest:** During periods of high inflation, people may become frustrated with the economic situation and take to the streets to protest.

**References**

* Hazlitt, Henry. "The Consequences of Inflation." The Foundation for Economic Education. 1946. [https://www.investopedia.com/articles/insights/122016/9-common-effects-inflation.asp](https://www.investopedia.com/articles/insights/122016/9-common-effects-inflation.asp)

* "What are the negative effects of inflation?" Investopedia. [https://www.forbes.com/advisor/personal-finance/why-is-inflation-bad/](https://www.forbes.com/advisor/personal-finance/why-is-inflation-bad/)

* "Inflation." Wikipedia. [https://www.imf.org/en/Publications/fandd/issues/Series/Back-to-Basics/Inflation](https://www.imf.org/en/Publications/fandd/issues/Series/Back-to-Basics/Inflation)

#nostr

#bitcoin

#coffeechain

## ผลของการลด เพิ่ม หรือ คง อัตตาดอกเบี้ยของธนาคารกลาง

ธนาคารกลางมีบทบาทสำคัญในการควบคุมเศรษฐกิจผ่านการใช้นโยบายการเงิน เครื่องมือหลักอย่างหนึ่งคือ **อัตราดอกเบี้ยนโยบาย** ซึ่งส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจหลายด้าน ดังนี้

**1. ผลต่อเงินในระบบ**

* **การลดดอกเบี้ย:** กระตุ้นให้คนกู้เงินมากขึ้น เงินในระบบไหลเวียนมากขึ้น ส่งผลดีต่อธุรกิจและการลงทุน แต่ต้องระวังปัญหาเงินเฟ้อ

* **การเพิ่มดอกเบี้ย:** ชะลอการกู้ยืม เงินในระบบไหลเวียนช้าลง ควบคุมเงินเฟ้อ แต่เศรษฐกิจอาจชะลอตัว

* **การคงดอกเบี้ย:** รักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและควบคุมเงินเฟ้อ

**2. ผลต่อหนี้ในระบบเศรษฐกิจ**

* **การลดดอกเบี้ย:** ลดภาระการผ่อนชำระหนี้ กระตุ้นให้คนใช้จ่ายและลงทุนมากขึ้น แต่ต้องระวังหนี้เสียเพิ่มขึ้น

* **การเพิ่มดอกเบี้ย:** เพิ่มภาระการผ่อนชำระหนี้ ชะลอการก่อหนี้ใหม่ ช่วยลดหนี้เสีย แต่กระทบเศรษฐกิจ

* **การคงดอกเบี้ย:** รักษาภาระการผ่อนชำระหนี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

**3. ผลต่อราคาสินค้า**

* **การลดดอกเบี้ย:** กระตุ้นการใช้จ่าย เงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้น

* **การเพิ่มดอกเบี้ย:** ชะลอการใช้จ่าย เงินเฟ้ออาจลดลง

* **การคงดอกเบี้ย:** รักษาเสถียรภาพของราคาสินค้า

**สรุป:** การลด เพิ่ม หรือ คง อัตตาดอกเบี้ยของธนาคารกลาง ส่งผลต่อเงินในระบบ หนี้ในระบบเศรษฐกิจ และราคาของสินค้า ธนาคารกลางต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างรอบคอบเพื่อเลือกใช้นโยบายที่เหมาะสมกับสถานการณ์

**แหล่งอ้างอิงข้อมูล:**

* ธนาคารแห่งประเทศไทย: [https://www.bot.or.th/](https://www.bot.or.th/)

* กระทรวงการคลัง: [https://www.mof.go.th/](https://www.mof.go.th/)

* สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ: [https://www.nesdc.go.th/](https://www.nesdc.go.th/)

**ตัวอย่างผลของการปรับอัตราดอกเบี้ย:**

* **ปี 2565:** ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น สินค้าและบริการในประเทศไทยมีราคาแพงขึ้น

* **ปี 2564:** ธนาคารกลางไทยลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ส่งผลให้คนกู้เงินเพื่อลงทุนและใช้จ่ายมากขึ้น

**หมายเหตุ:** ผลของการปรับอัตราดอกเบี้ยอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น สภาพเศรษฐกิจ นโยบายการเงินของประเทศอื่นๆ และความคาดหวังของผู้บริโภค

#siamstr

#nostr