Avatar
Thita@98
74b04bd78d5ecd4b501b2bfe77fad4d6edbea28dc71f565f0fbd74c0e42ecbbd
Replying to Avatar maiakee

นาคารชุน, สุญตา และเสียงสะท้อนจากโลกควอนตัม

“ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่โดยตัวของมันเอง” — ถ้อยคำสั้นๆ ของนาคารชุนกลับกลายเป็นกุญแจที่พลิกสำนึกทางอภิปรัชญาทั้งหมดในพุทธธรรม และน่าสนใจว่าเมื่อเราอ่านมันจากบริบทปัจจุบัน เสียงก้องนั้นเหมือนสะท้อนจากห้องทดลองฟิสิกส์สมัยใหม่

๑. สุญตา: การไม่ดำรงอยู่อย่างเอกเทศ

นาคารชุนกล่าวว่า สิ่งทั้งหลายเป็น สุญตา ไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรเลย หากแต่หมายถึง “ปราศจากสภาวะที่ตั้งมั่นเป็นของตนเอง” (svabhāva-śūnya). สิ่งทุกอย่างดำรงอยู่ เพราะสิ่งอื่น อยู่ในความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น

ยกตัวอย่างง่าย — เมฆบนท้องฟ้าไม่ได้เป็นมังกรจริง แต่ “มังกร” เกิดจาก การพบกันของก้อนเมฆ + ผัสสะ + จินตนาการของผู้ดู มังกรไม่มีตัวตนโดยอิสระ แต่ก็ใช่ว่าจะ “ไม่มีอะไรเลย” — มันดำรงอยู่ในฐานะ “ผลของเงื่อนไข”

ดังนั้น นาคารชุนไม่ได้เพียงบอกว่า “โลกเป็นมายา” แต่ยืนยันว่า สิ่งทุกอย่างดำรงอยู่แบบพึ่งพาอาศัย (dependent origination) — แม้แต่ผู้ที่กำลังคิดเองก็เป็น “ผลแห่งปัจจัย” เช่นกัน

“ไม่มีใครเลยที่กำลังมองดูดาวดวงนั้น การมองดูดาวดวงหนึ่งคือส่วนประกอบของชุดอันตรกิริยาที่เราเรียกกันว่า ตัวฉัน”

นี่คือการยกเลิก ตัวตนคงที่ แต่เปิดพื้นที่ให้เห็นโลกเป็น เครือข่ายของความสัมพันธ์ (inter-being)

๒. ความจริงสองระดับ: สมมติ–ปรมัตถ์

นาคารชุนแบ่งความจริงออกเป็น ๒ ระดับ

• สมมติสัจจะ (saṃvṛti-satya): ความจริงในชีวิตประจำวัน — เราเห็น “โต๊ะ เก้าอี้ คน เมฆ มังกร” และมันทำงานได้จริงในโลกสมมติ

• ปรมัตถสัจจะ (paramārtha-satya): เมื่อพิจารณาลึกลงไป สิ่งเหล่านี้ล้วน ไม่มีสาระแก่นแท้ ว่างเปล่า

แต่ที่น่าตกใจคือ — นาคารชุนไม่เคยเสนอว่า “มีสัจจะสูงสุด” ที่อยู่เบื้องหลัง เขาย้ำชัดว่า “แม้ความจริงสูงสุดเอง ก็เป็นเพียงสมมติ” เพราะหากยึดมั่น “ความว่าง” เป็นสาระ ก็ยังไม่พ้นจากการยึด

“ทุกมุมมองดำรงอยู่เพียงในความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น ไม่เคยมีสัจจะสูงสุดที่ยืนอยู่นอกเครือข่ายนี้”

นี่คือ จตุกโกณ (tetralemma): ไม่ใช่มี / ไม่ใช่ไม่มี / ไม่ใช่ทั้งสอง / ไม่ใช่ไม่ใช่ทั้งสอง — การปฏิเสธโครงสร้างตรรกะแบบตะวันตกอย่างสิ้นเชิง

๓. เสียงสะท้อนกับฟิสิกส์ควอนตัม

แม้นาคารชุนไม่อาจรู้จักควอนตัม แต่ถ้อยคำของเขาสะท้อนอย่างน่าทึ่งกับการค้นพบสมัยใหม่

• อนุภาคมิได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ในกลศาสตร์ควอนตัม อนุภาคไม่มีคุณสมบัติที่ “อยู่ในตัวมันเอง” จนกว่าจะสัมพันธ์กับการวัดหรือกับระบบอื่นๆ — คล้ายกับที่นาคารชุนกล่าวว่า “สิ่งทั้งหลายไม่มีอยู่โดยตัวของมันเอง”

• Entanglement และปฏิจจสมุปบาท

สภาวะพัวพัน (quantum entanglement) ทำให้อนุภาคหนึ่งไม่สามารถนิยามได้อย่างอิสระจากอีกอนุภาคหนึ่ง คล้ายกับหลัก ปฏิจจสมุปบาท ที่ว่า “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี; เมื่อสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ”

• ไม่มีปฐมสาระสุดท้าย

ฟิสิกส์ตะวันตกเคยแสวงหา “อนุภาคพื้นฐานที่สุด” (ultimate substance) แต่ทุกครั้งที่เจอ ก็แตกย่อยไปอีก: อะตอม → โปรตอน–นิวตรอน → ควาร์ก → สตริง/สปินเน็ตเวิร์ก… แต่ไม่มีอะไรเป็น “สุดท้าย” คล้ายกับที่นาคารชุนบอกว่า “สาระสูงสุดนั้น…ไม่มีอยู่”

๔. สุญตา vs. สัจนิยมเชิงโครงสร้าง (Structural Realism)

ในปรัชญาวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย มีแนวคิดว่า แม้ว่าวัตถุอาจไม่ใช่สิ่งถาวร แต่ “โครงสร้างทางคณิตศาสตร์” คือสิ่งจริง นาคารชุนหากมาฟังอาจตอบว่า:

“โครงสร้างทั้งหลายก็ว่างเปล่า” — เพราะโครงสร้างมีได้ก็ต่อเมื่อมีผู้รับรู้และตีความ ความสัมพันธ์เองก็เกิดจากการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ไม่ใช่สาระที่ตั้งมั่น

๕. วัฏสงสารและนิพพาน: ความว่างเดียวกัน

นาคารชุนกล่าวอย่างแหลมคมว่า

“วัฏสงสารและนิพพาน มิใช่สิ่งตรงข้าม หากแต่เป็นสิ่งเดียวกัน — ว่างเปล่าโดยตัวของมันเอง”

นี่คือการทำลาย “คู่ตรงข้าม” ทั้งหมด ไม่ใช่ว่าโลกมายา–นิพพานจริง หากแต่ทั้งสองล้วนพึ่งพาและเป็นเงื่อนไขของกันและกัน ไม่มีอะไรตั้งมั่น

๖. การตีความสำหรับเราในปัจจุบัน

เมื่อหันกลับมามองชีวิตและวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เราอาจได้ข้อคิดว่า:

• อย่าแสวงหา “แก่นแท้สูงสุด” ที่อยู่นอกเหนือ — เพราะทุกสิ่งดำรงอยู่ในเครือข่ายสัมพันธ์

• การตระหนักว่า “ฉันเองก็ว่างเปล่า” อาจช่วยให้เราลดการยึดมั่นและมองโลกอย่างอิสระ

• ในทางวิทยาศาสตร์ การเปิดใจต่อความสัมพันธ์แบบ non-local และ non-substantial อาจทำให้เราเข้าใจจักรวาลในเชิงเครือข่าย ไม่ใช่เชิงสาระ

บทสรุป

นาคารชุนไม่ได้สอนเพียงปรัชญา หากแต่เปิดประตูสู่ วิธีคิดใหม่ ที่ก้องกังวานถึงยุคปัจจุบัน เสียงของเขาบอกเราว่า —

“ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่โดยตัวของมันเอง

ทุกสิ่งคือความสัมพันธ์

แม้กระทั่งตัวเราเอง”

นี่มิใช่เพียงข้อถกเถียงเชิงอภิปรัชญา แต่คือคำเชิญชวนให้มองโลกอย่างอ่อนโยนและไร้การยึดมั่น — ซึ่งอาจเป็นก้าวแรกสู่ความหลุดพ้น และยังเป็นแรงบันดาลใจให้เราอ่านโลกควอนตัมด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง

สุญตา: จากการภาวนา สู่วิทยาศาสตร์จักรวาล

๑. สุญตากับการปฏิบัติ: ความว่างในชีวิตจริง

สำหรับนาคารชุน การรู้ว่าทุกสิ่งเป็น สุญตา ไม่ได้หมายถึงการตกในความว่างเปล่าแบบสิ้นหวัง หากแต่เป็น อิสรภาพจากการยึด

• ฉันไม่มีแก่นสาร → หมายความว่า “ความทุกข์” ที่ฉันแบกอยู่ก็ไม่ใช่ของฉันโดยแท้จริง มันเป็นเพียง “เงื่อนไขที่เกิดขึ้นชั่วคราว”

• โลกไม่มีแก่นสาร → หมายความว่า เราสามารถมองโลกด้วยสายตาแห่งความกรุณา เพราะไม่มีใครถูกขังอยู่ใน “ตัวตนคงที่” ทุกคนสามารถเปลี่ยนได้

พระอาจารย์ชาวทิเบตอธิบายไว้ชัดเจนว่า

“การรู้ความว่าง ไม่ใช่การเห็นว่าไม่มีอะไรเลย แต่เป็นการเห็นว่า ทุกสิ่งเป็นไปได้เสมอ”

ในการภาวนา การกำหนดดู ความคิด ที่เกิดขึ้นแล้วดับไป ทำให้เห็นว่าความคิดเหล่านั้นไม่ตั้งมั่น ไม่ใช่ “เรา” — ซึ่งตรงกับสิ่งที่นาคารชุนบอกว่า “แม้แต่ผู้มองดูดาว ก็ไม่มีอยู่จริง”

ดังนั้น สุญตาในทางปฏิบัติคือ การเปิดพื้นที่ ให้เราไม่ยึดติดกับตัวตน และพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

๒. สุญตาในเชิงฟิสิกส์: จักรวาลที่ไม่มีสาระแก่นแท้

(ก) Loop Quantum Gravity และ Spin Networks

ในฟิสิกส์เชิงลึก ปรากฏการณ์พื้นฐานของจักรวาลไม่ได้ถูกอธิบายด้วย “อนุภาค” ที่ตั้งมั่น แต่ด้วย เครือข่ายของความสัมพันธ์

• Spin Network คือโครงสร้างเชิงคณิตศาสตร์ที่บรรยายว่าปริมาตรและพื้นที่ของกาลอวกาศเกิดจากการเชื่อมโยง (links) และโหนด (nodes)

• กาลอวกาศไม่ได้ “มีอยู่” โดยตัวมันเอง แต่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ในโครงข่ายเหล่านี้

นี่ตรงกับถ้อยคำของนาคารชุนที่ว่า

“สิ่งต่างๆ ล้วนดำรงอยู่ได้ในฐานะฟังก์ชันของสิ่งอื่น”

เราสามารถกล่าวได้ว่า “กาลอวกาศก็เป็นสุญตา” — ไม่มีแก่นสารที่ตั้งมั่น แต่เกิดจากเงื่อนไขของโครงสร้างเชิงสัมพันธ์

(ข) Big Bounce และความว่างของจุดตั้งต้น

จักรวาลวิทยาร่วมสมัยเสนอว่า บางทีจักรวาลไม่ได้เริ่มต้นที่ Big Bang ครั้งเดียว แต่เป็น “Big Bounce” — การสั่นพอง–ยุบตัว–พองใหม่ อย่างไม่มีจุดตั้งต้นเด็ดขาด

สิ่งนี้สอดคล้องกับคำของนาคารชุน:

“สาระสูงสุดอันเป็นจุดตั้งต้นนั้น…ไม่มีอยู่”

จักรวาลอาจไม่มี “First Cause” หรือปฐมเหตุ แต่วงจรพึ่งพาอาศัยกันอย่างไม่สิ้นสุด — นี่คือ สุญตาในระดับจักรวาล

(ค) Quantum Coherence และความสัมพันธ์

ในระบบชีวภาพ นักวิทยาศาสตร์อย่าง Stuart Hameroff และ Roger Penrose เสนอว่า “ควอนตัมโคเฮเรนซ์ในไมโครทูบูล” อาจเป็นกลไกที่เชื่อมโยงจิตสำนึกกับกายภาพ ซึ่งถ้าจริง — จิตสำนึกเองก็อาศัยความสัมพันธ์ ไม่ใช่สิ่งที่ตั้งมั่นเป็นแก่นสาร

นี่เชื่อมกับที่นาคารชุนบอกว่า “แม้ความคิดและหัวของผมเอง ก็เป็นสิ่งว่าง” — ความรู้สึกว่ามี “ผู้รู้” อาจเป็นเพียง ฟังก์ชันของความสัมพันธ์ทางควอนตัม–ชีวภาพ

๓. สุญตาในมิติ Fractal และกาลอวกาศ

นักคณิตศาสตร์ร่วมสมัยเสนอว่า จักรวาลอาจมีโครงสร้าง แบบเฟร็กทัล (Fractal Geometry) — รูปแบบที่เกิดซ้ำในทุกระดับชั้น จากอะตอมจนถึงกาแล็กซี

หากเป็นเช่นนั้น สุญตาของนาคารชุนอาจถูกอ่านใหม่ว่า:

• ความว่างไม่ใช่ “ความว่างเปล่า” แต่คือ สนามของความเป็นไปได้ ที่แตกแขนงเป็นรูปแบบต่างๆ

• ไม่มี “ต้นแบบสุดท้าย” ที่เราจะไปถึง เพราะรูปแบบนั้นทำงานเชิงสัมพันธ์ไปเรื่อยๆ อย่างไร้ขอบเขต

นี่เหมือนกับ จตุกโกณ ที่ปฏิเสธการหาสุดท้าย — ไม่มี “สาระต้นทาง” ที่หยุดการอธิบาย

๔. นิพพานและควอนตัมฟิลด์: ความว่างคือศักยภาพ

ในพุทธธรรม นาคารชุนกล่าวว่า นิพพานไม่ต่างจากวัฏสงสาร — ทั้งคู่คือ “สุญตา”

ถ้าเปรียบในฟิสิกส์ — Vacuum State (ภาวะสุญญากาศ) ในควอนตัมฟิลด์มิใช่ความว่างเปล่า หากแต่เต็มไปด้วย พลังงานศักยภาพ (zero-point energy) ที่สามารถก่ออนุภาคได้

ดังนั้น “สุญตา” ของนาคารชุน ไม่ใช่ความว่างสิ้นเชิง แต่คือ ความเป็นไปได้ไร้ขอบเขต — ที่ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้และดับไปได้

บทสรุป: สุญตาในฐานะสะพาน

สิ่งที่นาคารชุนทำไม่ใช่เพียงปฏิเสธการมี “สาระสูงสุด” แต่คือการเปิดประตูสู่ โลกแห่งความสัมพันธ์

• ในเชิงปฏิบัติ: ทำให้เราไม่ยึดมั่นในตัวตนและทุกข์น้อยลง

• ในเชิงวิทยาศาสตร์: ทำให้เราเห็นจักรวาลเป็นเครือข่าย ไม่ใช่สิ่งมีสาระแก่นแท้

• ในเชิงอภิปรัชญา: ทำลายการแบ่งขาดระหว่างสังสาระ–นิพพาน, วัตถุ–จิต, รูป–นาม

สุดท้ายแล้ว คำของนาคารชุนยังสะท้อนอย่างงดงาม:

“ความจริงสูงสุดไม่มีอยู่

มีเพียงความสัมพันธ์อันไร้ที่สิ้นสุด

และความว่างที่ทำให้ทุกสิ่งเป็นไปได้”

#Siamstr #nostr #quantum #ธรรมะ

ขอบคุณๆ🙏🙏🙏🙏🙏ปัจจัตตัง

Replying to Avatar TorUseSat

Gm

GM ค่ะ🙏ครู☕️🌞🎉🎁

GMค่ะ🙏พี่โน๊ต

GM ☕️🌞💪💪💪🎉🎁

ชวนใจสั่น🥰

Replying to Avatar Bob

"ความฝัน"

เป็นคำง่ายๆที่ทุกคนมี แต่แตกต่างกันไปตามแต่บุคคลปรับเปลี่ยนไปตามช่วงวัย

ในวัยเด็กอาจเคยฝันว่าอยากสอบได้ที่ 1

วัยรุ่นอาจฝันว่าอยากได้รับการยอมรับจากคนรอบข้าง

วัยกำลังใช้ชีวิตอาจฝันว่าอยากมีชีวิตที่มั่นคง มีบ้าน มีรถ มีทรัพย์สิน ฯลฯ

วัยชราอาจฝันว่าจะได้อยู่ถึงวันที่ลูก หลาน เติบโต

ในแต่ละช่วงวัย, มนุษย์คนนึงสร้างความฝันขึ้นมามากมาย และทำหล่นระหว่างทางอีกนับรัอยพัน

หลายคนใช้ชีวิตจนสิ้นอายุขัย ยังคงค้างคาอะไรบางอย่าง เสมือนไม่ได้ใช้ชีวิต

ในขณะที่คนอีกมากมาย เข้าใจในสิ่งที่ธรรมชาติเป็น แล้วเต้นรำไปกับสายฝน

ความฝันเขาไม่บรรลุอย่างนั้นหรือ

หรือแท้จริงแล้วความฝันไม่ใช่สิ่งที่คนๆนึงต้องการ

ความฝันเป็นเหมือนปลายทางของการเดินทาง

แต่ละหลักกิโลเปรียบเสมือน สิ่งที่บอกว่ามนุษย์คนนี้ผ่านอะไรมา

นอกเหนือจากอายุที่เพิ่มขึ้นทุกรอบการเดินทางของดาวเคราะห์สีฟ้า

การที่คนๆนึง สามารถเต้นรำกลางสายฝนได้ เขาถึงจุดหมายนั้นแล้ว

หรือเขาเข้าใจเหตุของการเดินทาง

หลายคนเมื่อค้นพบเงินที่มั่นคง เงินสร้างยาก

มีเป้าหมายของการเดินทางเป็นตัวเลข ตัวเลขนึงในระบบคอมพิวเตอร์

เมื่อถึงหลักกิโลนั้น แล้วอย่างไรต่อ

สิ่งนั้นทำให้เขาสามารถเต้นรำกลางสายฝนได้อย่างสนุกสนานจริงหรือ

หลักกิโลสุดท้ายนั้น ไม่ได้มอบเหตุของการเดินทางแก่เขาหรือ

เหตุที่ทำให้มนุษย์คนนึงออกเดินในยามฝนตก ไปยังเส้นทางนึง ล้วนแตกต่าง

และเป็นสิ่งที่ทำให้เขา ดันตัวขึ้นจากที่นอนได้อย่างไม่ย่อท้อในยามอาทิตย์ส่อง

ผู้คนมากมายใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับการแสวงหาสิ่งนั้น

สิ่งที่ทำให้เขาเข้าใจ และพูดออกมาได้อย่างเต็มเสียงว่านี่แหละ คือเหตุ

คือความหมาย ที่ทำให้มนุษย์ผู้นี้ เกิดมา คงอยู่ในกาลปัจจุบัน

เพื่อที่จะฝากบางอย่างไว้กับโลก

หลายคนไม่จำเป็นต้องฝากอะไรบางอย่างไว้ หรือบรรลุความฝันของตัวเอง

แต่ก็สามารถเต้นได้อย่างเริงร่าในยามฝนตก ยิ้มได้อย่างภาคภูมิในลมหายใจสุดท้าย หลับตาในยามดินกลบหน้า

เขาเต็มใจที่จะผลักดันผู้อื่น ให้ออกเดินทางไปยังเส้นทางแห่งชีวิต

เพื่อตามหาความฝัน บรรลุมัน เพื่อตามหา "ความหมายของชีวิต"

หาใช่เขาไม่มีความฝัน หรือหมุดหมายการเดินทาง

เพียงแต่เขาได้ทราบแล้วว่า

"ภารกิจชีวิต"

ของมนุษย์ผู้นี้คือสิ่งใด

จงออกเดินทางตามหามัน ในยามที่เวลายังอยู่กับคุณ

Bob, the red panda

#siamstr

ขอขอบคุณ

เพลง "เร่ขายฝัน", เฉลียง

หนังสือการบรรยาย "The last lecture, Randy Pausch"

"ฉันไม่เชื่อในสถานการณ์ที่หมดหวัง"

Replying to Avatar Khunjibna

เขียนถึงตัวเองส่งท้ายปี 2024

เผื่อมานั่งอ่านที่ตัวเองโพสต์ไปเมื่อก่อนอ่านะ และก็ผ่านไปอีกหนึ่งปีแล้วสินะบนโลก nostr สถานที่ที่ผมมองตัวเองไปยังวันแรกที่เข้ามาลองใช้ social nostr แห่งนี้ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร รวมทั้งแม้กระทั่งตัวผมเองที่ เปลี่ยนแปลงไปมากในช่วงระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาก็เช่นเดียวกัน

มกราคม เป็นช่วงเวลาที่ผมได้กล้าที่จะแสดงตัวตนไปพบปะกับเหล่าเพื่อนๆบน nostr กับงาน north101 ที่เชียงใหม่ วีรกรรมที่คนอาจจะยังจำได้คือ ตามล่าหานมดิบ จนกลายเป็นทีมในช่วงเวลานั้น ก็ผมอยากแค่กินนมดิบเท่านั้น

เอง 555 เป็นครั้งแรกที่ได้พูดคุยหลากหลายท่านและทำให้มุมมองต่างๆของผมเองได้เปลี่ยนแปลงไป

มีนาคม เป็นการเดินทางท่องเที่ยวส่วนตัวที่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะเป็นทริปท่องเที่ยวประจำปีในเส้นทางนี้ เดิมทีตั้งใจจะไปเบตงแต่พอหลังจากกับมาจาก north101 แล้วมุมมองผมกับการเดินทางก็เปลี่ยนแปลงไป ก็เปลี่ยนรูทกับการเดินทางแวะไปพระประแดง วนมาขอนแก่น แวะร้านกาแฟห้วยผึ้งและปิดท้ายด้วยนครพนม ที่เหล่าเพื่อนๆใน nostr ตอนรับกันเป็นอย่างดี ทริปนี้จริงๆมันเป็นความทรงจำที่ทั้งประทับใจและมีอุปสรรค์ในเวลาเดียวกัน หลายเรื่องพอมองย้อนมาถึงตอนนี้ เออว่ะ เราเองก็ผ่านมันมาได้นี่หนา ระยะเวลาการท่องเที่ยวเกือบๆหนึ่งอาทิตย์ ที่มีช่วงที่บ่นกับตัวเองว่า เอ้ยมึงจะนั่งรถเกือบ 16 ชั่วโมงมาทรมานตัวเองทำไม แต่ก็แบบนี้แหละถึงได้เจออะไรไหมๆที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน ไปเที่ยวตอนที่ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าได้กลับไปอีกทีคงจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเยอะมากเช่นเดียวกัน ถ้ามีโอกาสและวาสนาก็คงกลับไปอีกครั้งหนึ่ง (มาผิดช่วงไปหน่อยร้อน 555 - ไว้หาโอกาสไปเบตงอีกรอบ)

เมษายน ถึง มิถุนายน หลายท่านอาจจะแวะไปมีดติ้งฮารฟวิ่งตามสถานที่ต่างๆ ผมเองก็พักกายพักใจหลังจากจบทริปตอนปลายปีนาก็เป็นจุดเริ่มต้นจริงจังสำหรับการแก้หนี้ของตัวเองและการเก็บออม ทยอยเก็บไปเรี่ยๆ ซึ่งถึงตอนนี้ก็ค่อนข้างเป็นระบบระเบียบมากขึ้นละ หลายๆเรื่องรวมๆกัน

กรกฏาคม ก็หาโอกาสตัวเองไป korat102 ก็แว๊บเดินทางท่องเที่ยวในรูทเส้นทางอีสานใต้ โคราช เป็นครั้งแรกที่ไปโคราชและนั่งรถไฟเส้นทางอีสานเช่นเดียวกัน เป็นระยะเวลาสามวันที่ต้องเดินทางตลอด อาจจะแทบไม่ค่อยได้พักผ่อนเต็มที่มากนักแต่ได้เรียนรู้อะไรค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะในงาน meeting ที่ได้ฟังมุมมองหลายๆท่าน (เฮฮาตามประสา) ทำให้ช่วงระยะเวลานั่งรถกลับ 16 ชั่วโมงก็ได้นั่งทบทวนตัวเองหลายๆเรื่องเหมือนกัน กับมุมมองที่เปลี่ยนแปลงไป

กันยายน งาน TBC2024 ที่ได้รีวิวไปแล้ว แทบจะมาดูย้อนหลังทุกสเตชั่น ไปนั่งเมาส์มอยจิบเบียร์ พูดคุยกับคนหน้าออล อย่างกะเป็นคน extrovert เป็นสองวันที่น่าจะคอแห้งจากการพูดคุยและเบียร์ จริงๆก็ลืมไปหมดละคนนี้ใครฟร๊ะ เอ่อๆ อ้าวนี่เป็นนี้ใน nostr เรอะ (ผม introvert นะ 555) ถลุงเงิน sats ตามบูทต่างๆ เป็นช่วงเวลาที่ทักทายคนเยอะมาก (อย่างน้อยเผื่อไปเที่ยวที่ไหนจะให้พาทัวร์หน่อยคับงี้) ปิดท้ายงานก็รวมตัวกันกินชาบูและที่เหลือก็ต่อร้าน yellow ที่ตอน 2023 ไปกินคนเดียว / 2024 ไม่ละเว้ย 555

ช่วงสองเดือนท้ายนี่ก็แทบยุ่งๆกับการรับจ๊อบนอกเวลางานและเสาร์อาทิตย์ เพิ่มเติมก่อนหมดโครงการก็แวะไปทำงานนอกสถานที่ ที่เชียงใหม่อีกครั้งมาจิบที่นิมมานชิตเบียร์เหมือนตอนมกราคมที่ผ่านมา อีกส่วนก็แวะทักทายร้านกาแฟที่รับ lightning ในพื้นที่ที่อยู่ จนแทบอยากจะรู้จักคนในพื้นที่ชะละ ว่าจะมีร้านมากกว่านี้ไหม จะได้ไปจ่ายด้วย bitcoin แทน

ตลอดปีที่ผ่านมาสิ่งหนึ่งที่ผมอยู่ตลอดอาจจะไม่ใช่ nostr แต่เป็น รัง ไม่ว่าจะรังนก รังข้าวโพด รังผึ้ง ที่เวลาเหงาทีไรก็จะต้องแวะเข้ามาอย่างกะเซเว่น ได้ฟังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้มุมมองหลากหลายและไม่ตัดสินในสิ่งที่หลายท่านได้แวะเวียนเข้ามาพูดคุยกัน จนทำให้บางทีผมเองก็กล้าเอาตัวเองเดินทางออกไปเสี่ยงเหมือนกัน กับการเดินทางที่ไม่รู้จะมีอะไรรอเราอยู่ ผมคงเป็นขาประจำในรังไปนานจนบางทีก็คิดนะว่าเป็นขาจรบ้าง อะไรบ้างตามบริบทเวลาที่เปลี่ยนไป มองให้กว้างขึ้นกว่าเดิม (ก็ออกไปสวนสาธารณะไปทักคนบ้างเผื่อได้เพื่อนมากินชาบูเนื้อ อยู่แต่ในรังคงมีหรอก)

ขอบคุณกับการตัดสินใจของตัวเองตลอดปีที่ผ่านมาแม้ว่าจะตัดสินใจถูกต้องหรือไม่ก็ตามแต่ก็คงให้เปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่ดี เหมือนกับว่ารู้งี้ชื้อบิทคอยทิ้งไว้โง่ๆตอนต้นปีก็รวยไปแล้ว ก็นั่นแหละนะ (ยืมคำพูด) หมดไปเยอะ

ปีนี้โดยรวมก็ตามวัยแหละนะ หลังๆเริ่มปวดหลังชะละ (เริ่มบ่นเหมือนคนแก่) ปี 2025 ก็ขอให้เป็นปีที่ดีนะ และหวังว่าคงจะได้มีโอกาสเจอกันตามวาระดิถีกันไป มีร้านให้ใช้จ่ายเยอะๆ (1sats = 1usd กันไปเลยๆๆๆ)

ส่งท้ายนี้ขอบคุณทุกท่านๆที่ได้มีโอกาสได้เจอ พบปะและพูดคุยกันตลอดในปี 2024 ที่ผ่านมาสิ่งไหนที่ผมเคยพูดไปแล้วทำให้ท่านไม่สบายใจอะไรใดๆก็ตาม ก็ขอโทษด้วยนะครับ ขอบคุณที่ได้แลกเปลี่ยนกันครับผม :)

อาจจะไม่ใช่ bitcoin เลยชะทีเดียวที่ได้มาเจอกันแต่วาสนาบางอย่างที่ทำให้เราได้มาเจอกัน Thank you, :)

GM, GN #siamstr

HNY 2025

การเดินทาง ปี 2024 ของพี่ มีจิ๊บอยู่ในนั้น ขอบคุณ🙏nostr:npub1p7w6gyufuy3e6fnugvg9an7fyfes085qct2tp8sarctjwqdaqltsg47tzy ช่วงเวลายากลำบากคุณอยู่กับป้า หากสิ่งใดที่เคยพูดแล้วทำให้ไม่สะบายใจช่างหัวจิ๊บปะไร และให้จิ๊บช่างหัวป้าด้วยเพราะป้าจะทำมันต่อไป555555 ชั่งมันๆ เลิฟๆจิ๊บ สักวันให้จิ๊บอยู่นิ่งๆและป้าไปเยี่ยมยามบ้าง(ป้าน่าจะเกษียณเร็วๆนี้)

Replying to Avatar Bob

ในบริบทของการถ่ายทอดเรื่องราว หรือการส่งสาร

ไม่ว่าจะกับเรื่องอะไรหรือใช้อะไรเป็นตัวกลาง

ตัวอักษร เสียง ภาพ กลิ่น รส สัมผัส

จุดสำคัญคือ "สาร" หรือ "เรื่องราว" ได้ถูกส่งต่อไปยังผู้รับสารสำเร็จหรือไม่

ไม่ได้หมายถึงความถูกต้องในเชิงทฤษฎี

แต่หมายถึง ผู้รับสามารถเข้าใจสารที่ถูกส่งและสร้าง "แบบจำลองทางความคิด"

หรือปรับเปลี่ยนแบบจำลองทางความคิดเดิมให้เข้ากับข้อมูลใหม่ ได้หรือไม่

นอกเหนือจากสาระสำคัญของสารหรือเรื่องราว แล้ว

สิ่งที่สำคัญคือ "วิธีการในการขนส่งสาร" หรือ "วิธีการสื่อสาร" ไปยังผู้รับ

ในเมื่อจุดประสงค์เพื่อต้องการให้ผู้รับ สามารถปรับปรุง และ/หรือ สร้างแบบจำลองทางความคิดจากสารที่ได้รับ

การสื่อสารจึงควรคำนึงถึงภูมิหลังของผู้รับสาร ว่าอยู่บนพื้นระดับไหน

โดยเฉพาะ การสื่อสารที่มีการตอบโต้กลับ อาทิ การสนทนาในห้องประชุม

การรับรู้ว่าภูมิหลัง หรือแบบจำลองทางความคิด ของผู้รับสารอยู่ระดับไหนและมีโครงสร้างแบบใด

จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้รับสาร สามารถคัดกรองและเรียงลำดับข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารได้

เช่น การจะสอนให้เด็กเข้าใจการ บวกเลข ต้องสอนการนับเลขก่อน เป็นต้น

การเข้าใจว่าแบบจำลองทางความคิดของผู้รับเป็นอย่างไรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

โดยเฉพาะการสื่อสารในรูปแบบที่ไม่มีการตอบโต้

การอธิบายโดยเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้รับมีประสบการณ์หรือมีความเข้าใจอยู่แล้ว

จะเป็นตัวช่วยในการสร้างระดับพื้นที่ชัดเจนให้แก่ ผู้ส่งและผู้รับสาร ว่าระดับพื้นเริ่มต้นของเรื่องที่กำลังสื่ออยู่ที่จุดไหน

และเป็นบันไดขั้นแรกไปสู่การปรับเปลี่ยนหรือสร้างแบบจำลองทางความคิดของผู้รับให้เป็นในแบบที่ผู้ส่งต้องการ

ระดับพื้นที่สร้างเริ่มต้นควรต้องอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจของคนปกติสามัญทั่วไป

หากเป็นสารเฉพาะกลุ่ม งานวิชาชีพหรือเฉพาะด้าน ก็ควรอยู่บนพื้นความเข้าใจของผู้รับกลุ่มนั้น

การใช้ระดับพื้นที่ไม่ถูกต้องก็เปรียบเสมือน

การอธิบายความงามและสีของดอกชบาให้คนตาบอด

เนื่องจากมนุษย์นั้นแตกต่างและมีประสบการณ์ไม่เหมือนกัน

ผู้ส่งควรพิจารณาการสร้างระดับพื้นเริ่มต้นอย่างถี่ถ้วนว่า ผู้รับสารรู้หรือไม่ว่าที่ตรงนั้นมีพื้นอยู่

การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพคือสารที่ทำให้ผู้รับปรับและสร้างแบบจำลองทางความคิดได้ด้วยตนเอง

และ หากคุณเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ คุณจะสามารถให้เด็กประถมเข้าใจได้

Bob, the red panda

#siamstr

ขอขอบคุณ

เพลง "ต้นชบาและคนตาบอด", เฉลียง

สำหรับตัวอย่างการเปรียบเปรย