Avatar
บิดแล้วคอย
2639db2bee9b35f0f7a3dd4d6d15a1277b3e334442e1890ada14081c59420386
Facebook บิดแล้วคอย

## โครงสร้างทางสังคมในยุคเศรษฐกิจ AI

ในยุคเศรษฐกิจ AI โครงสร้างทางสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เทคโนโลยี AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในหลายๆ ด้านของชีวิต ส่งผลต่อโครงสร้างทางสังคม ดังนี้

**1. การเปลี่ยนแปลงด้านงาน:**

* งานหลายประเภทจะถูกแทนที่ด้วย AI โดยเฉพาะงานที่ใช้ทักษะซ้ำๆ

* คนงานจะต้องปรับทักษะให้เข้ากับยุคสมัย เน้นทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และทักษะทางสังคม

* อาชีพใหม่ ๆ จะเกิดขึ้น เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI นักพัฒนา AI และนักจริยธรรม AI

**2. การเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา:**

* ระบบการศึกษาจะต้องปรับให้เข้ากับยุคสมัย เน้นการสอนทักษะที่จำเป็นสำหรับงานในยุค AI

* การเรียนรู้ตลอดชีวิตจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น ผู้คนจะต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ

* รูปแบบการเรียนรู้จะเปลี่ยนแปลงไป เน้นการเรียนรู้แบบออนไลน์ การเรียนรู้แบบผสมผสาน และการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล

**3. การเปลี่ยนแปลงด้านความเหลื่อมล้ำ:**

* เทคโนโลยี AI อาจจะขยายช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน

* คนที่มีทักษะสูงจะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI มากกว่าคนที่มีทักษะต่ำ

* รัฐบาลจะต้องมีนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

**4. การเปลี่ยนแปลงด้านความเป็นส่วนตัว:**

* เทคโนโลยี AI จะสามารถเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้คนได้มากขึ้น

* ผู้คนจะต้องระมัดระวังในการใช้เทคโนโลยี AI และปกป้องข้อมูลส่วนตัวของตน

* กฎหมายเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวจะต้องได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย

**ตัวอย่าง**

* **การแทนที่งานด้วย AI:** โรงงานหลายแห่งเริ่มใช้หุ่นยนต์แทนคนงานในการผลิต

* **การเกิดขึ้นของอาชีพใหม่:** ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดงาน

* **การเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา:** หลายมหาวิทยาลัยเปิดหลักสูตรด้าน AI

* **การขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำ:** คนรวยมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี AI มากกว่าคนจน

* **การกังวลด้านความเป็นส่วนตัว:** ผู้คนกังวลว่า AI จะถูกใช้เพื่อติดตามและเก็บข้อมูลส่วนตัว

**สรุป**

โครงสร้างทางสังคมในยุคเศรษฐกิจ AI จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เทคโนโลยี AI จะส่งผลต่อทุกๆ ด้านของชีวิต สิ่งสำคัญคือเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ พัฒนาทักษะที่จำเป็น เรียนรู้ตลอดชีวิต และร่วมกันสร้างสังคมที่ยั่งยืนและเท่าเทียม

#siamstr

#nostr

อาการถือ อาการวาง ของใจ สุดท้ายชินไม่เข้าไปถือ จึงไม่มีอะไรให้วางอีก

มันเป็นเพียงอาการที่เราเผลอถือเอาไว้ไม่ยอมปล่อยนั้นเอง พอเรารู้ตัวเราก็ปล่อยได้ในบัจจุบัน แต่พอเราเผลอใหม่ก็เข้าไปถือไว้อีก ถืออะไรเอาไว้ก็ทุกข์เพราะสิ่งนั้น ที่เราเผลอถือก็เพราะมันชิน เราถือจนชินมาหลายแสนหลายล้านชาติแล้วนะมันชินจนเป็นอัตโนมัติเหมือนกับเราชินเอาช้อนตักข้าวเข้าปากหลับตาก็ทําได้เพราะชินเป็นอัตโนมัติโดยไม่คิด ทํายังไงละจะหายเผลอจากการถือ ก็ต้องเปลี่ยนให้มันมาชินกับการรู้สึกตัว เห็นอะไรรู้อะไรก็ให้รู้สึกตัว รู้สึกตัวบ่อยๆมันก็จะชิน ชินจนจิตผู้รู้เข้มแข็งไม่ไหลไป ชินจนมีสติมากํากับใจ ชินจนเห็นแล้วไม่เข้าไปถืออีก ไม่ใช่คิดก่อนแล้วค่อยวาง เพราะไม่ถือแล้วจะไปวางอะไร ไม่มีอะไรให้วางแล้ว เห็นเพียงสักแต่ว่า ดังนั้นให้ฝึกที่จะชินกับความรู้สึกตัวนะ

#siamstr

#nostr

เราไม่สามารถช่วยเหลือผู้คนได้ทุกคน

#siamstr

#nostr

US NATIONAL DEBT

2004: $7,932,710,000,000

2024: $34,625,410,381,000

การเจริญสติปัฏฐาน 4 อันได้แก่ กาย เวทนา จิต ธรรม หลักการคือ การตามรู้ เพียงแค่รู้ ใช้โยนิโสมนัสสิการ(ดูเหมือนพิจารณาเปลวเทียนที่ไหม้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดแค่รู้) โดยดูรู้อยู่ในอาณาเขตของกายใจตนเท่านั้น

จําดีๆหลักคือแค่ในกายกับแค่รอบๆกายกับใจตนเท่านั้น กายเราเป็นดังธาตุ 4 มีดินนํ้าลมไฟ นอกกายที่รอบๆกายก็คือ ดินนํ้าลมไฟ เหมือนกัน ดูการโต้กันของธาตุระหว่างกายกับรอบกาย เป็นการเปิดสัมผัสรู้ เกิดความรู้สึกตัว จิตผู้รู้จะยิ่งเข้มแข็ง ความรู้สึกตัวที่ได้ เกิดเป็นสัมมาสติที่จิตผู้รู้ สติเกิดสมาธิ เกิดปัญญาญาณ เมื่อมีปัญญาญาณ เป็นปัญญาที่เกิดจากรู้ จะเห็นความจริงไปละอวิชชาได้

.... หมั่นเพียรเจริญในสติปัฏฐาน ….

#siamstr

#nostr

ปัญหาสังคม อาชญากรรม และเงินเฟ้อ ล้วนมีความเชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ซึ่งสามารถอธิบายได้ดังนี้:

**1. เงินเฟ้อสร้างปัญหาสังคม:**

* **ความยากจน:** เมื่อราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น ประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ส่งผลให้เกิดปัญหาความยากจน

* **ความเหลื่อมล้ำ:** เงินเฟ้อมักส่งผลกระทบต่อคนรวยน้อยกว่าคนจน ทำให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมกว้างขึ้น

* **ความเครียด:** ปัญหาการเงินสร้างความเครียดให้กับประชาชน ส่งผลต่อสุขภาพจิตและความสัมพันธ์

* **ปัญหาสุขภาพ:** ประชาชนอาจเข้าถึงอาหารและบริการด้านสุขภาพได้น้อยลง

**2. ปัญหาสังคมนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของอาชญากรรม:**

* **ความยากจน:** คนยากจนอาจหันไปพึ่งพาอาชญากรรมเพื่อหาเลี้ยงชีพ

* **การว่างงาน:** คนว่างงานมีแนวโน้มที่จะก่ออาชญากรรมมากกว่า

* **การแตกแยกในสังคม:** สภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยปัญหาสังคม ส่งผลต่อพฤติกรรมของเยาวชน

* **การเข้าไม่ถึงการศึกษา:** คนด้อยการศึกษา มีโอกาสก่ออาชญากรรมมากกว่า

**3. อาชญากรรมส่งผลต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ:**

* **การสูญเสียทางเศรษฐกิจ:** อาชญากรรมสร้างความสูญเสียทางทรัพย์สิน ส่งผลต่อเศรษฐกิจ

* **ค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัย:** รัฐต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อรักษาความปลอดภัย

* **การชะลอตัวของเศรษฐกิจ:** ประชาชนอาจไม่กล้าใช้จ่ายเงิน

**ตัวอย่าง:**

* **เศรษฐกิจตกต่ำ:** ประชาชนมีรายได้น้อยลง ส่งผลต่อกำลังซื้อ

* **การว่างงาน:** คนว่างงานมีโอกาสก่ออาชญากรรม

* **ยาเสพติด:** ปัญหายาเสพติดสร้างปัญหาอาชญากรรม

* **การคอรัปชั่น:** เจ้าหน้าที่รัฐใช้ตำแหน่งในทางมิชอบ

**แนวทางแก้ไข:**

* **การพัฒนาเศรษฐกิจ:** สร้างงานและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน

* **การศึกษา:** พัฒนาคุณภาพการศึกษา

* **การลดความเหลื่อมล้ำ:** กระจายรายได้อย่างเป็นธรรม

* **การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม:** เพิ่มประสิทธิภาพของระบบยุติธรรม

* **การส่งเสริมความยุติธรรมทางสังคม:** ลดความเหลื่อมล้ำ

**สรุป:**

ปัญหาสังคม อาชญากรรม และเงินเฟ้อ ล้วนมีความเชื่อมโยงกัน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

**แหล่งข้อมูล:**

* [https://www.stashaway.co.th/th-TH/r/what-is-inflation](https://www.stashaway.co.th/th-TH/r/what-is-inflation)

* [https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1](https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1)

* [http://www.digitalschool.club/digitalschool/health4-6/health5_1/lesson3/3_14.php](http://www.digitalschool.club/digitalschool/health4-6/health5_1/lesson3/3_14.php)

#siamstr

#nostr

## ดัชนีชี้วัดค่าอ่อนแอของสังคม

ดัชนีชี้วัดค่าอ่อนแอของสังคมเป็นเครื่องมือที่ใช้ประเมินความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของสังคม โดยวัดจากปัจจัยต่างๆ ดัชนีเหล่านี้สามารถช่วยระบุจุดอ่อนของสังคมและติดตามการเปลี่ยนแปลงใน longo prazo

**ตัวอย่างดัชนีชี้วัดค่าอ่อนแอของสังคม:**

* **ดัชนีความเหลื่อมล้ำทางสังคม:** วัดจากระดับความแตกต่างของรายได้ การศึกษา สุขภาพ และโอกาสต่างๆ

* **ดัชนีความไว้วางใจทางสังคม:** วัดจากระดับความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อผู้อื่น สถาบัน และรัฐบาล

* **ดัชนีทุนทางสังคม:** วัดจากระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจกรรมทางสังคม

* **ดัชนีความมั่นคงทางสังคม:** วัดจากระดับความเสี่ยงต่อความรุนแรง อาชญากรรม และภัยพิบัติ

**ตัวอย่างผลกระทบของสังคมที่อ่อนแอ:**

* **ปัญหาสุขภาพ:** อัตราการเสียชีวิตที่สูง อัตราการเจ็บป่วยที่สูง

* **ปัญหาเศรษฐกิจ:** ความยากจน

* **ปัญหาการเมือง:** ความวุ่นวายทางการเมือง

* **ปัญหาสังคม:** อาชญากรรม ความรุนแรง

**แนวทางการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของสังคม:**

* **ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม:** เพิ่มโอกาสทางการศึกษา สุขภาพ และการจ้างงาน

* **สร้างความไว้วางใจทางสังคม:** ส่งเสริมความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชน

* **ส่งเสริมทุนทางสังคม:** สนับสนุนกิจกรรมทางสังคม อาสาสมัคร และการทำงานร่วมกัน

* **สร้างความมั่นคงทางสังคม:** ลดความเสี่ยงต่อความรุนแรง อาชญากรรม และภัยพิบัติ

**ข้อจำกัดของดัชนีชี้วัดค่าอ่อนแอของสังคม:**

* ดัชนีเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือวัด ไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดของสังคมได้

* ดัชนีเหล่านี้สามารถตีความได้หลายแบบ

* ดัชนีเหล่านี้อาจไม่เหมาะกับทุกสังคม

**สรุป:**

ดัชนีชี้วัดค่าอ่อนแอของสังคมเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการประเมินความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นของสังคม ดัชนีเหล่านี้สามารถช่วยระบุจุดอ่อนของสังคมและติดตามการเปลี่ยนแปลงใน longo prazo

**แหล่งข้อมูล:**

* Wikipedia: Social vulnerability index

* The World Bank: Social Capital

* Asian Development Bank: Social Protection Indicators

#siamstr

#nostr

กำลังทำอะไรที่มีคุณค่าอยู่หรือเปล่า??

#siamstr

#nostr

ความคิดชอบ (Right Thinking) : สัมมาสังกัปปะ(Samyag Samkalpa) ๒

@ เมื่อความเห็นชอบ(Right View)มั่นคงดีแล้วในตัวของเรา เราก็จะมีความคิดชอบ(Right Thinking) หรือ สัมมาสังกัปปะ (Samyag Samkalpa) เราจำเป็นต้องมีความเห็นชอบเป็นฐานของความคิดชอบ และถ้าเราฝึกปฏิบัติความคิดชอบของตัวเราเอง ความเห็นชอบของเราก็จะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น ความคิด (thinking) คือ การพูดของจิตใจเรา ความคิดชอบทำให้คำพูดของเราชัดเจนและมีประโยชน์ เพราะว่าความคิดนำไปสู่การกระทำเสมอ ความคิดชอบเป็นสิ่งจำเป็นที่จะนำเราลงไปสู่มรรคาของ'การงานชอบ'(Right Action)

ความคิดชอบสะท้อนถึงวิถีทางที่สิ่งต่างๆเป็น ความคิดที่ไม่ชอบ(Wrong View)เป็นสาเหตุให้เราเห็นไปในวิถีทางตรงกันข้าม(upside-down way)กับสิ่งทีี่่มันเป็น หรือ เรียกว่า 'วิปลาส' (Viparyasa) แต่การฝึกปฏิบัติความคิดชอบไม่ใชเรื่องง่ายๆ เพราะจิตใจของเรามักจะคิดไปในทางอื่นเสมอ ในขณะที่ร่างกาย(รูป)กำลังเคลื่อนไหวทำอย่างอื่น กายและจิตใจของเรามักไม่ถูกทำให้อยู่ร่วมกัน การหายใจอย่างมีสติ เป็นตัวเชื่อมที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง เมื่อเรามุ่งความใส่ใจไว้กับลมหายใจของเรา เราได้นำกายและจิตใจกลับมาอยู่ร่วมกัน และเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง

การหายใจอย่างรู้สึกตัว(มีสติ)ช่วยเราให้หยุดการหมกมุ่นอยู่กับความโศกในอดีต และความฟุ้งซ่านเดือดร้อนใจในอนาคต มันช่วยให้เราสัมผัสอยู่กับชีวิตในปัจจุบันขณะ(present moment) ความคิดส่วนมากของเรามักไม่เป็นประโยชน์ ความคิดเหล่านั้นมักมีข้อจำกัดและไม่ได้ดำเนินการให้เกิดความรู้ความเข้าใจมากในพวกมัน บ่อยครั้งที่เรารู้สึกราวกับว่ามีเครื่องเล่นเทปคาสเซ็ตต์(cassette player)อยูในหัวสมองของเรา มันหมุนอยู่ตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน และเราก็ไม่สามารถที่จะปิดมันได้เลย เราวิตกกังวล รู้สึกประสาท และฝันร้าย ครั้นเมื่อ เราฝึกเจริญสติ เราเริ่มได้ยินเสียงเทปคาสเซ็ตต์ในจิตใจของเรา และเราสามารถรู้ได้ว่าความคิดของเรานั้น เป็นประโยชน์หรือมีความจำเป็นหรือไม่

มีการปฏิบัติ ๔ อย่างที่เกี่ยวกับความคิดชอบ ได้แก่ ;

(๑) "คุณแน่ใจแล้วหรือ ? " (Are you sure ?) ...เชือกเส้นหนึ่งทิ้งอยู่บนทางเดินของเธอ แต่เธอเห็นมันเป็นงู การคิดบนพื้นฐานของความกลัวจะตามมา การรับรู้ของเธอผิดพลาดมากขึ้น ความคิดไม่ถูกต้องที่จะดำเนินการต่อไปมีมากขึ้น ให้เธอถามตัวเองด้วยคำถาม "คุณแน่ใจแล้วหรือ ?" ครั้งแล้วครั้งเล่า การรับรู้ต่างๆที่ผิดพลาดเป็นสาเหตุของการคิดที่ไม่ถูกต้อง และก่อความทุกข์ที่ไม่จำเป็น

(๒) "ฉันกำลังทำอะไรอยู่หรือ ? " (What am I doing ?) การถามย้ำเช่นนี้กับตัวเธอเอง จะช่วยให้เธอสามารถเอาชนะนิสัยที่ต้องการทำสิ่งนั้นๆให้เสร็จอย่างรวดเร็ว จงยิ้มให้กับตนเองแล้วพูดว่า การล้างถ้วยชามพวกนี้เป็นงานที่สำคัญในชีวิตของฉัน เมื่อเธอถามคำถามว่า "ฉันกำลังทำอะไรอยู่หรือ ?" สะท้อนได้อย่างล้ำลึกในคำถามดังกล่าว ถ้าความคิดของเธอกำลังพาเธอหนีไปที่อื่น เธอจำเป็นต้องเอาสติเข้ามาแทรกแซง เมื่อใดที่เธออยู่ ณ ที่นั้นอย่างแท้จริง การล้างถ้วยชามสามารถเป็นประสบการณ์ที่ลึกและเพลิดเพลินได้ แต่ถ้าเธอล้างถ้วยชามในขณะที่คิดเกี่ยวกับเรื่องอื่น เธอกำลังสูญเสียเวลาของเธอเปล่า หรือบางที่อาจจะล้างถ้วยชามไม่สะอาดด้วย ถ้าจิตใจของเธอไม่ได้อยู่กับการล้างถ้วยชาม ต่อให้เธอล้างมันถึง ๘๔,๐๐๐ ชิ้น งานของเธอก็จะปราศจากบุญ(merit) ดังเรื่องเล่าของเซนเรื่องหนึ่ง ความว่า จักรพรรดิวู่ ได้ถามท่านโพธิธรรม (ฺBodhi- dharma)ผู้ก่อตั้งพระพุทธศาสนานิกายเซนในจีนว่า "พระองค์ได้บุญมากมายเท่าไหร่กับการได้สร้างวัดทั้งหมดทั่วประเทศ" ท่านโพธิธรรมได้ตอบว่า "ไม่ได้แต่ประการใด"(none whatsoever) แต่ถ้ามหาบบิตรล้างจานเพียงหนึ่งใบอย่างมีสติ ถ้ามหาบพิตรสร้างวัดเล็กๆเพียงแห่งเดียวด้วยความตั้งใจอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างลึกล้ำ โดยไม่มีความอยากไปที่ไหนๆเลย ไม่ได้ต้องการชื่อเสียงและเพื่อการจดจำ บุญที่เกิดจากการกระทำเช่นนั้นจะมากมายสุดประมาณ และมหาบพิตรจะรู้สึกเป็นสุขอย่างมาก... ให้ถามตัวเธอเองบ่อยๆว่า "ฉันกำลังทำอะไรอยู่หรือ ?" ถ้าความคิดของเธอไม่ได้พาเธอหนีไปที่อื่น และเธอทำสิ่งนั้นอย่างมีสติ เธอจะเป็นสุข และเป็นแหล่งความสุขสำหรับคนอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก

(๓) "สวัสดี, พลังนิสัย" (Hello, Habit Energies) เรามีความโน้มเอียงที่จะติดนิสัยของเราเอง แม้ว่านิสัยหลายอย่างเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ก็ตาม "ลัทธิการบ้างาน" (workaholism) เป็นตัวอย่างหนึ่ง...เราคิดเกี่ยวกับงานของเราตลอดเวลาและไม่มีแม้กระทั้งเวลาหายใจ เราจำเป็นต้องหาเวลาชั่วครู่เพื่อพิจารณาดอกเชอร์รี่และดื่มน้ำชาของเราอย่างมีสติ วิถีทางของการกระทำของเราขึ้นอยู่กับวิถีทางความคิดของเรา และวิถีทางความคิดของเราขึ้นอยู่กับพลังนิสัยของเรา เมื่อเราจำพลังนี้ได้ เราจำเป็นแค่พูดว่า "สวัสดี, พลังนิสัย" เท่านั้น และเป็นเพื่อนที่ดีกับรูปแบบนิสัยของความคิดและการกระทำของเธอ (our habitual patterns of thinking and acting) เมื่อเราสามารถยอมรับสิ่งเหล่านี้ในความคิดอย่างฝังแน่นและไม่รู้สึกผิดเกี่ยวกับพวกมัน พวกมันจะสูญเสียอำนาจของมันที่มีเหนือเรา ความคิดชอบนำไปสู่การงานชอบ

(๔) โพธิจิต (ฺฺBodhichitta) หรือ "จิตใจแห่งความรัก" ของเรา (Our "mind of love") คือ ความปรารถนาล้ำลึกที่จะเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจในตัวของเราเอง เพื่อที่จะนำความสุขไปให้กับสรรพสัตว์ มันเป็นแรงจูงใจสำหรับการฝึกปฏิบัติดำเนินชีวิตอย่างมีสติ ด้วยมีโพธิจิตเป็นพื้นฐานความคิดของเรา ทุกสิ่งอย่างที่เราคิดหรือพูดจะช่วยผู้อื่นให้หลุดพ้น ความคิดชอบทำให้ความเพียรชอบเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

ความคิดชอบ คือ ความคิดที่สอดคล้องกับความเห็นชอบ มันเป็นเสมือนแผนที่ฉบับหนึ่งที่สามารถช่วยเราค้นหาเส้นทางของเราได้ แต่เมื่อใดที่เราได้ไปถึงจุดหมายปลายทางนั้นแล้ว เราจำเป็นต้องเก็บแผนที่และเข้าสู่ความจริงอย่างเต็มที่ "คิด โดยไม่ต้องคิด" (Think non-thinking) เป็นคำพูดที่รู้จักกันเป็นอย่างดีของนิกายเซน เมื่อเธอฝึกปฏิบัติความเห็นชอบและความคิดชอบ เธอได้เข้าอยู่ในปัจจุบันขณะอย่างลึกล้ำ ที่นั่นเธอสามารถสัมผัสถึงเมล็ดพันธุ์ทั้งหลายของ ความปีติ, สันติสุข, และ ความหลุดพ้น, เยียวยา และแปรเปลี่ยนความทุกข์ของเธอได้ และอยู่กับปัจจุบันอย่างแท้จริงเพื่อผู้อื่นเป็นจำนวนมาก @

อ้างอิง : THICH NHAT HANH. 'The Heart of the Buddha's Teaching : Transforming suffering into Peace, Joy, and Liberation.'(์New York : BROARDWAY BOOKS, 1999), pp. 59-63. (แปลและเรียบเรียง โดย Vi.P.)

ภาพ พระพุทธโลกุตรธรรมประชานาถ กรมเจ้าท่า กรุงเทพมหานคร

#sianstr

#nostr