เงินเฟ้อ คือ ภัยคุกคามสูงสุดของอารยธรรมมนุษย์

มันมีมาตั้งนานแล้ว ไม่ได้เพิ่งเคยเกิดขึ้น ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอยเดิม เพียงแต่ครั้งนี้ มันเลวร้ายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
โรมันกลายเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่เพราะเหรียญทองคำตราจักรพรรดิ และล่มสลายเพราะมันเช่นกัน
ยุคแรกๆ ของการใช้ทองคำเป็นเงิน การค้าขายยังไม่ได้ขยายขอบเขตมาก เนื่องจากความยุ่งยากเสียเวลาในการแลกเปลี่ยน เพราะทองคำแต่ละก้อนมีขนาดไม่เท่ากันก้อนเล็กบ้างใหญ่บ้าง
ทำให้ในยุคสมันนั้นจะซื้อขายกันแต่ละที จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักทองตามมูลค่าสินค้า ซึ่งค่อนข้างยากโดยเฉพาะการใช้จ่ายยอดเล็กๆ
ร้านค้าใหญ่ๆ จะมีหม้อสำหรับหลอมทองไว้คอยบริการ เวลาลูกค้าจ่ายเงินมาก็เอาทองไปหลอม แล้วรินเฉพาะค่าสินค้าออกไป
กว่าจะจบการซื้อขายมันหลายขั้นตอน ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างเชื่องช้า
แต่ข้อดีของระบบทองคำก้อนนี้ คือ ทองคำมันยากสำหรับทุกคน ประชาชาชนทั่วไปสามารถเป็นผู้ผลิตเงินได้ ผ่านการค้นหาตามแหล่งธรรมชาติ เพียงแต่ว่าด้วยความหายากของมัน ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะทำงานมาแลก เพราะมันเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการขุดทองในถ้ำ หรือร่อนทองตามแม่น้ำด้วยตัวเอง
แม้การผลิตทองเข้าสู่ตลาดหลักๆ จะมาจากคนร่ำรวยที่มีบริวารมาก แต่มันไม่มีการผูกขาดการผลิต ใครที่มีศักยภาพและคุ้มค่าพอที่จะทำ ก็สามารถเป็นผู้ผลิตทองคำได้
แต่หลังจากที่จักรพรรดินำทองคำและแร่เงินไปหลอมเป็นเหรียญ ออเรียส และ ดีเนเรียส เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน มาตรฐานของระบบการเงินจึงเกิดขึ้น เศรษฐกิจก็เริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โรมันกลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจสุดๆ
เหรียญเหล่านี้มีคุณสมบัติดีเยี่ยมในการเป็นเงิน มันมีมูลค่าและขนาดเท่าๆ กันโดยไม่ต้องมานั่งชั่งตวงวัด พกพาสะดวก เก็บรักษามูลค่าได้ ทุกคนให้การยอมรับและเชื่อมั่นว่ามันเป็นของแท้ เพราะจักรวรรดิเป็นคนทำ
แต่สิ่งที่ต้องแลกมา คือ อำนาจผูกขาดในการควบคุมระบบการเงินแบบเบ็ดเสร็จ
การผลิตเงินถูกย้ายจากประชาชนไปอยู่ในมือของจักรพรรดิแต่เพียงผู้เดียว คนอื่นไม่มีสิทธิ์ผลิต ใครหาทองคำมาได้ก็ต้องเอาไปขายให้โรงกษาปณ์ของจักรวรรดิ เพราะเอาไปใช้จ่ายตรงๆ แล้วไม่มีใครรับ ไม่มีใครอยากมานั่งเสียเวลาชั่งตวงวัด ทุกคนเชื่อใจในเหรียญตราจักรพรรดิเท่านั้น
ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยมนุษย์นั้นโลภมากเสมอ และเมื่อเงินถูกผูกขาดมันก็นำมาซึ่งการ "โกง" ทุกครั้ง
จักรพรรดิเริ่มสั่งให้มีการหลอมเหรียญทองใหม่โดยผสมโลหะราคาถูกลงไป เพื่อให้ผลิตได้จำนวนมากขึ้น กาลเวลาผ่านไปจากเหรียญทองความบริสุทธิ์ 95% ค่อยๆ ถูกยัดไส้จนเหลือเพียง 5% ตอนที่อาณาจักรพบกับการล่มสลาย
ซึ่งปรากฏการณ์นี้แหละที่เรียกว่า "เงินเฟ้อ" สร้างความพังพินาศในระบบเศรษฐกิจของอาณาจักร รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ที่ใช้เหรียญนี้เป็นเงิน
เกิดเงินเฟ้อรุนแรง ข้าวยากหมากแพงไปทั่วทุกหัวระแหง ราคาสินค้าถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ จนรายได้ประชาชนวิ่งตามไม่ทัน
ผ่านไปหลายปี ผู้คนก็เอาตัวไม่รอด รายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ชีวิตยากขึ้นและยากขึ้นตามการเสื่อมค่าของเงิน (คุ้นๆ มั้ย) สุดท้ายก็ยากจนข้นแค้นกันทั้งบาง
...ความวิบัติก็เกิดขึ้น
ผู้คนต้องดิ้นรนมากขึ้นและยอมทำทุกวิถีทางเพื่อเิาตัวรอด แม้ว่ามันจะไปทำร้ายใครก็ตาม สังคมค่อยๆ เสื่อมทรามลง กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน เกิดอาชญากรรม ใช้ความรุนแรงเพื่อแย่งชิง เกิดความไม่พอใจและความเคียดแค้นในจักรวรรดิ รวมตัวกันต่อต้าน เกิดสงครามกลางเมือง เกิดความแตกแยก ผู้คนเสื่อมศรัทธา
จักรวรรดิที่เคยยิ่งใหญ่ก็อ่อนแอลงสุดขีด ประชาชนต่างพากันย้ายหนีเพื่อเอาตัวรอด จนสุดท้ายถูกคนนอกเข้ามารุกรานจนนำไปสู่การล่มสลาย หลายบันทึกประวัติศาสตร์บอกว่า ประชาชนต่างพากันยินดีด้วยซ้ำ ที่จักรวรรดิถูกยึดครองและเปลี่ยนผู้นำ แม้จะเป็นกลุ่มคนเถื่อนก็ตาม
มันสะท้อนให้เห็นว่าความหวังและอนาคตของผู้คนมันหมดสิ้นแล้วจริงๆ
หลังจากนั้นก็เกิดอาณาจักรใหม่ที่รุ่งเรืองและล่มสลายซ้ำๆ มากมาย ทั้งหมดล้วนมีการทำลายมูลค่าเงินตัวเองของผู้ปกครอง
และสกุลเงินเฟียตที่เราต้องใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ เรียกได้ว่าเป็นเงินที่ "ชาติหมา" ที่สุดที่โลกนี้เคยมีมา แม้ว่าในอดีตผู้ที่ผูกขาดอำนาจการผลิตเงินจะแอบโกงได้ แต่มันยังต้องมีทองคำที่เสกไม่ได้ในการผลิต
แต่ ณ วันนี้ ไม่มีเหี้ยอะไรเลย ใครจะอยู่ก็อยู่ กูไป
#Siamstr
มีอีกอันครับ ข้อเข่าเสื่อม
250,437 บาท คือตัวเลขเงินเดือนในอีก 30 ปีข้างหน้า ของคนที่วันนี้มีรายได้ 20,000 บาท หากต้องการซื้อก๋วยเตี๋ยวให้ได้เท่า ๆ เดิม

เพราะราคาก๋วยเตี๋ยวจะเท่ากับชามละ 626 บาท!
ระยะเวลาราว 80 ปี ก๋วยเตี๋ยวแพงขึ้นแค่ไหน มาดูกัน
"5 สตางค์" คือราคาก๋วยเตี๋ยว ในปี พ.ศ. 2485 ยึดจากประกาศของ จอมพล ป.
เทียบกับวันนี้ที่เฉลี่ยราคาซัก 50 บาท เพราะ 40 หายากแล้วหรือถ้ามีถ้ามี...ปริมาณมันก็มักจะน้อยจนกินไม่อิ่ม ต้องสั่งพิเศษอยู่ดี
คำนวณได้ดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงของราคา
เริ่มต้น 2485: 5 สตางค์
ปัจจุบัน: 5000 สตางค์ (50บาท)
(5000-5)/5x100 = โตขึ้น 99,900%
2. การเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยต่อปี
((5,000 สตางค์ / 5 สตางค์)^(1/82)) - 1 = 8.79%
สรุป 82 ปีที่ผ่านมา ราคาก๋วยเตี๋ยวแพงขึ้นระดับ 100,000% เฉลี่ย 8.79% ต่อปี
หลายคนบอกว่า ดัชนีอาหารหลักอย่างราคาก๋วยเตี๋ยว มันสะท้อนค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นของคนไทยได้ดี แล้วดูสิครับ ต้นทุนชีวิตคุณเพิ่มขึ้นเท่าไร?
เงินเฟ้อมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ ราคาข้าวข้องแพงขึ้น 8% มันหมายความว่า ชีวิตคุณกำลังยากขึ้น 8% ทบต้น เงินที่คุณทำงานแทบตายแล้วอดออมไว้ มันโดนขโมยออกไปเรื่อยๆ
ใครที่ทำงานและมีรายได้อยู่ รายได้คุณมีอัตราเติบโตเฉลี่ยถึง 8-9% มั้ย ถ้าไม่
แสดงว่าคุณกำลัง "จนลง" อยู่นะครับ เพราะรายได้ของคุณที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี มันซื้อของกินของใช้ได้น้อยลงเรื่อยๆ
แบงก์พันใบเดิมแม้จะผ่านไปกี่ปี หน้าตาและตัวเลขมันก็เหมือนเดิม แต่มูลค่ามันไม่เคยเท่าเดิม
และสถิติในอดีตมันบอกเราว่า เงินที่เก็บในวันนี้มันจะซื้อของได้น้อยลงครึ่งนึงในอีก 10 ปีข้างหน้า (7%ทบต้น)
และอีก 30 ปีมูลค่ามันจะเหลือเพียง 12.5%
ถ้าก๋วยเตี๋ยวยังแพงขึ้นอัตราเดิม
อีก 30 ปี ก๋วยเตี๋ยวจะราคา 626.-
และอีก 50 ปีข้างหน้ามันจะราคา 3,376.-
วันนั้นเงินออมเพื่อลูกเพื่อหลานของคุณแทบไม่เหลือค่านะครับ
"เก็บเงินเสื่อมค่าเท่าที่เสียได้"
ที่เหลือเปลี่ยนมันเป็นอะไรก็ได้ ที่มันสามารถรักษามูลค่าข้ามผ่านกาลเวลา เพื่ออนาคตของเราและลูกหลานเหลนโหลนโคตรเหง้าศักราชเรา
#Siamstr
อะไรของมึงเนี่ยย วุ่นวาย
ถ้าเงินมันหายากสำหรับทุกคน ไม่เว้นผู้ยิ่งใหญ่หน้าไหน โลกใบนี้มันจะต่างออกไปราวฟ้ากับเหว
เงินมันยังคงหายากสำหรับเราคนธรรมดา แต่บางคนกลับได้มันมาง่ายๆ มากแค่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องพยายาม
ถ้าเสกเงินพร้อมให้ประชาชนจ่ายผ่านเงินเฟ้อไม่ได้ สงครามจะไม่ยืดเยื้อ เพราะจะเอาเงินจากไหนข้ามน้ำข้ามทะเลไปยุ่งเรื่องชาวบ้านเป็นสิบๆ ปี
สงครามจะตามมาด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาลเสมอ ถ้าเสกเงินไม่ได้ มันเหลือวิธีหาเงินอยู 2 วิธี คือ
1. เจียดเงินภาษีที่มันก็ไม่ค่อยพอใช้ดูแลประชาชนอยู่แล้วมาผลาญ
2. กู้ประชาชน ผ่านการออกพันธบัตรสงครามเพื่อยืมเงินมาใช้ก่อน แล้วค่อยผ่อนจ่ายพร้อมดอกเบี้ย
ถ้าไม่เข้าตาจนจริงๆ เช่นจำเป็นต้องปกป้องการรุกราน ใครจะอยากให้ยืมเงินเพื่อไปทำสิ่งนี้ โดยเฉพาะการไปยุ่งเรื่องชาวบ้านทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
นอกจากขอยืมเงินเขาไปทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง ยังส่งลูกส่งหลานส่งคนที่เขารักไปเสี่ยง โดยที่ไม่มีความคุ้มค่าใดๆ คนมีสติดีที่ไหนจะยอม
แล้วคุณดูสิ...คนที่ต้องสูญเสียมันใจสลายแค่ไหน
https://www.facebook.com/share/r/tAjweVGWxWPCJ4gb/?mibextid=Ev0aEO

เมื่อเสกเงินได้ ก็ยิ่งเพิ่มอำนาจในการทำตามอำเภอใจ โดยไม่จำเป็นต้องฟังเสียงของเรา
ทุกท่านฟังให้ดีนะครับ ไม่ว่าจะกู้หรือผลิตเงินเพิ่ม ประเทศไม่ได้ร่ำรวยขึ้น แต่เป็นการผ่องถ่ายความมั่งคั่งจากเราผู้เป็นประชาชนทุกคน ไปอยู่ในมือเขา เมื่ออยู่ในมือเขาแล้ว เขาจะเอาไปให้ใครหรือใช้ไปกับอะไร มันก็เรื่องของเขาแล้ว
ยิ่งปริมาณเงินเพิ่มขึ้นเกินกว่ามูลค่าการเติบโตของเศรษฐกิจมากเท่าไร เงินในกระเป๋าเรายิ่งเสื่อมค่าลงมากเท่านั้น
เงินที่เราเก็บหอมรอมริบมาแทบตายเสื่อมค่าลงเท่าไร อนาคตที่ดีของเรา ของครอบครัวเรา ของเพื่อนเรา ของลูกหลานเรา และของทุกคนก็ถูกทำลายมากเท่านั้น
เราจะต้องทำงานมากขึ้นและมากขึ้น เพื่อที่จะรักษาคุณภาพชีวิตเท่าเดิม แค่การมีชีวิตธรรมดาๆ พออยู่พอกิน จะกลายเป็นเรื่องเกินเอื้อมออกไปทุกที
#Siamstr
มาตรการรับมือเงินแข็ง 555 การที่เงินออมประชาชนเพิ่มมูลค่าคือบาปหนาในโลกเฟียต ทุกคนต้องร่วมทำบุญด้วยการยากจนลง
หากมีสิ่งอันใดให้ช่วย หรือมีเงินให้ผมยืมสักเล็กน้อย ก็แจ้งได้นะครับแอดมินวาว




