Avatar
Somnuke
30aeab00931a8a6d4a3f9e8cfa255abf5f87f3091a8efe0bf24afe8c2eec28f5
ผมชื่อสมนึก มาจากองค์การสร้างความปวดกบาลแห่งชาติ

เงินเฟ้อ คือ ภัยคุกคามสูงสุดของอารยธรรมมนุษย์

มันมีมาตั้งนานแล้ว ไม่ได้เพิ่งเคยเกิดขึ้น ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอยเดิม เพียงแต่ครั้งนี้ มันเลวร้ายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

โรมันกลายเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่เพราะเหรียญทองคำตราจักรพรรดิ และล่มสลายเพราะมันเช่นกัน

ยุคแรกๆ ของการใช้ทองคำเป็นเงิน การค้าขายยังไม่ได้ขยายขอบเขตมาก เนื่องจากความยุ่งยากเสียเวลาในการแลกเปลี่ยน เพราะทองคำแต่ละก้อนมีขนาดไม่เท่ากันก้อนเล็กบ้างใหญ่บ้าง

ทำให้ในยุคสมันนั้นจะซื้อขายกันแต่ละที จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักทองตามมูลค่าสินค้า ซึ่งค่อนข้างยากโดยเฉพาะการใช้จ่ายยอดเล็กๆ

ร้านค้าใหญ่ๆ จะมีหม้อสำหรับหลอมทองไว้คอยบริการ เวลาลูกค้าจ่ายเงินมาก็เอาทองไปหลอม แล้วรินเฉพาะค่าสินค้าออกไป

กว่าจะจบการซื้อขายมันหลายขั้นตอน ทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างเชื่องช้า

แต่ข้อดีของระบบทองคำก้อนนี้ คือ ทองคำมันยากสำหรับทุกคน ประชาชาชนทั่วไปสามารถเป็นผู้ผลิตเงินได้ ผ่านการค้นหาตามแหล่งธรรมชาติ เพียงแต่ว่าด้วยความหายากของมัน ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะทำงานมาแลก เพราะมันเป็นวิธีที่ง่ายกว่าการขุดทองในถ้ำ หรือร่อนทองตามแม่น้ำด้วยตัวเอง

แม้การผลิตทองเข้าสู่ตลาดหลักๆ จะมาจากคนร่ำรวยที่มีบริวารมาก แต่มันไม่มีการผูกขาดการผลิต ใครที่มีศักยภาพและคุ้มค่าพอที่จะทำ ก็สามารถเป็นผู้ผลิตทองคำได้

แต่หลังจากที่จักรพรรดินำทองคำและแร่เงินไปหลอมเป็นเหรียญ ออเรียส และ ดีเนเรียส เพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน มาตรฐานของระบบการเงินจึงเกิดขึ้น เศรษฐกิจก็เริ่มขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้โรมันกลายเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจสุดๆ

เหรียญเหล่านี้มีคุณสมบัติดีเยี่ยมในการเป็นเงิน มันมีมูลค่าและขนาดเท่าๆ กันโดยไม่ต้องมานั่งชั่งตวงวัด พกพาสะดวก เก็บรักษามูลค่าได้ ทุกคนให้การยอมรับและเชื่อมั่นว่ามันเป็นของแท้ เพราะจักรวรรดิเป็นคนทำ

แต่สิ่งที่ต้องแลกมา คือ อำนาจผูกขาดในการควบคุมระบบการเงินแบบเบ็ดเสร็จ

การผลิตเงินถูกย้ายจากประชาชนไปอยู่ในมือของจักรพรรดิแต่เพียงผู้เดียว คนอื่นไม่มีสิทธิ์ผลิต ใครหาทองคำมาได้ก็ต้องเอาไปขายให้โรงกษาปณ์ของจักรวรรดิ เพราะเอาไปใช้จ่ายตรงๆ แล้วไม่มีใครรับ ไม่มีใครอยากมานั่งเสียเวลาชั่งตวงวัด ทุกคนเชื่อใจในเหรียญตราจักรพรรดิเท่านั้น

ไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยมนุษย์นั้นโลภมากเสมอ และเมื่อเงินถูกผูกขาดมันก็นำมาซึ่งการ "โกง" ทุกครั้ง

จักรพรรดิเริ่มสั่งให้มีการหลอมเหรียญทองใหม่โดยผสมโลหะราคาถูกลงไป เพื่อให้ผลิตได้จำนวนมากขึ้น กาลเวลาผ่านไปจากเหรียญทองความบริสุทธิ์ 95% ค่อยๆ ถูกยัดไส้จนเหลือเพียง 5% ตอนที่อาณาจักรพบกับการล่มสลาย

ซึ่งปรากฏการณ์นี้แหละที่เรียกว่า "เงินเฟ้อ" สร้างความพังพินาศในระบบเศรษฐกิจของอาณาจักร รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ที่ใช้เหรียญนี้เป็นเงิน

เกิดเงินเฟ้อรุนแรง ข้าวยากหมากแพงไปทั่วทุกหัวระแหง ราคาสินค้าถีบตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ จนรายได้ประชาชนวิ่งตามไม่ทัน

ผ่านไปหลายปี ผู้คนก็เอาตัวไม่รอด รายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ ชีวิตยากขึ้นและยากขึ้นตามการเสื่อมค่าของเงิน (คุ้นๆ มั้ย) สุดท้ายก็ยากจนข้นแค้นกันทั้งบาง

...ความวิบัติก็เกิดขึ้น

ผู้คนต้องดิ้นรนมากขึ้นและยอมทำทุกวิถีทางเพื่อเิาตัวรอด แม้ว่ามันจะไปทำร้ายใครก็ตาม สังคมค่อยๆ เสื่อมทรามลง กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน เกิดอาชญากรรม ใช้ความรุนแรงเพื่อแย่งชิง เกิดความไม่พอใจและความเคียดแค้นในจักรวรรดิ รวมตัวกันต่อต้าน เกิดสงครามกลางเมือง เกิดความแตกแยก ผู้คนเสื่อมศรัทธา

จักรวรรดิที่เคยยิ่งใหญ่ก็อ่อนแอลงสุดขีด ประชาชนต่างพากันย้ายหนีเพื่อเอาตัวรอด จนสุดท้ายถูกคนนอกเข้ามารุกรานจนนำไปสู่การล่มสลาย หลายบันทึกประวัติศาสตร์บอกว่า ประชาชนต่างพากันยินดีด้วยซ้ำ ที่จักรวรรดิถูกยึดครองและเปลี่ยนผู้นำ แม้จะเป็นกลุ่มคนเถื่อนก็ตาม

มันสะท้อนให้เห็นว่าความหวังและอนาคตของผู้คนมันหมดสิ้นแล้วจริงๆ

หลังจากนั้นก็เกิดอาณาจักรใหม่ที่รุ่งเรืองและล่มสลายซ้ำๆ มากมาย ทั้งหมดล้วนมีการทำลายมูลค่าเงินตัวเองของผู้ปกครอง

และสกุลเงินเฟียตที่เราต้องใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ เรียกได้ว่าเป็นเงินที่ "ชาติหมา" ที่สุดที่โลกนี้เคยมีมา แม้ว่าในอดีตผู้ที่ผูกขาดอำนาจการผลิตเงินจะแอบโกงได้ แต่มันยังต้องมีทองคำที่เสกไม่ได้ในการผลิต

แต่ ณ วันนี้ ไม่มีเหี้ยอะไรเลย ใครจะอยู่ก็อยู่ กูไป

#Siamstr

Replying to Avatar nior.jira

สวัสดีครับ ผมมีไอเดียอยากทำ project on bitcoin

​.

​Idea: คือ ผมอยากสร้าง platform digital product ที่สามารถซื้อขายกันได้ผ่านการ ทำธุรกรรมบน btc หรือ Zap กัน

​.

​Vision ของผม: ผมอยากให้พื้นที่ให้ทุกคน สามารถมาปล่อยของ หรือ proof of work ของตัวเอง ในด้านที่ตนเองถนัด หรือ สนใจ

​เช่น

​- ผมสนใจเรื่องการลงทุน หรือการเก็บออม ผมมี template เป็น google sheet ที่สามารให้ทุกคนไปใช้ต่อได้

​- หรือ บางท่านเป็น creator สนใจอยากขายงาน artwork หรือ sticker ของตนเอง

​.

​ผมอยากจะ proof concept ผมเป็นอย่างไร หรือท่านไหนที่ผ่านเข้ามาได้อ่าน ถ้าไม่เป็นการเสียเวลาจนเกินไป สามารถ comment ได้เพิ่มเติม หรือ ถ้าสนใจช่วยกดถูกใจให้หน่อยนะครับ

#siamstr

เฉพาะสินค้าดิจิทัลเหรอครับ

250,437 บาท คือตัวเลขเงินเดือนในอีก 30 ปีข้างหน้า ของคนที่วันนี้มีรายได้ 20,000 บาท หากต้องการซื้อก๋วยเตี๋ยวให้ได้เท่า ๆ เดิม

เพราะราคาก๋วยเตี๋ยวจะเท่ากับชามละ 626 บาท!

ระยะเวลาราว 80 ปี ก๋วยเตี๋ยวแพงขึ้นแค่ไหน มาดูกัน

"5 สตางค์" คือราคาก๋วยเตี๋ยว ในปี พ.ศ. 2485 ยึดจากประกาศของ จอมพล ป.

เทียบกับวันนี้ที่เฉลี่ยราคาซัก 50 บาท เพราะ 40 หายากแล้วหรือถ้ามีถ้ามี...ปริมาณมันก็มักจะน้อยจนกินไม่อิ่ม ต้องสั่งพิเศษอยู่ดี

คำนวณได้ดังนี้

1. การเปลี่ยนแปลงของราคา

เริ่มต้น 2485: 5 สตางค์

ปัจจุบัน: 5000 สตางค์ (50บาท)

(5000-5)/5x100 = โตขึ้น 99,900%

2. การเปลี่ยนแปลงเฉลี่ยต่อปี

((5,000 สตางค์ / 5 สตางค์)^(1/82)) - 1 = 8.79%

สรุป 82 ปีที่ผ่านมา ราคาก๋วยเตี๋ยวแพงขึ้นระดับ 100,000% เฉลี่ย 8.79% ต่อปี

หลายคนบอกว่า ดัชนีอาหารหลักอย่างราคาก๋วยเตี๋ยว มันสะท้อนค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นของคนไทยได้ดี แล้วดูสิครับ ต้นทุนชีวิตคุณเพิ่มขึ้นเท่าไร?

เงินเฟ้อมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ ราคาข้าวข้องแพงขึ้น 8% มันหมายความว่า ชีวิตคุณกำลังยากขึ้น 8% ทบต้น เงินที่คุณทำงานแทบตายแล้วอดออมไว้ มันโดนขโมยออกไปเรื่อยๆ

ใครที่ทำงานและมีรายได้อยู่ รายได้คุณมีอัตราเติบโตเฉลี่ยถึง 8-9% มั้ย ถ้าไม่

แสดงว่าคุณกำลัง "จนลง" อยู่นะครับ เพราะรายได้ของคุณที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี มันซื้อของกินของใช้ได้น้อยลงเรื่อยๆ

แบงก์พันใบเดิมแม้จะผ่านไปกี่ปี หน้าตาและตัวเลขมันก็เหมือนเดิม แต่มูลค่ามันไม่เคยเท่าเดิม

และสถิติในอดีตมันบอกเราว่า เงินที่เก็บในวันนี้มันจะซื้อของได้น้อยลงครึ่งนึงในอีก 10 ปีข้างหน้า (7%ทบต้น)

และอีก 30 ปีมูลค่ามันจะเหลือเพียง 12.5%

ถ้าก๋วยเตี๋ยวยังแพงขึ้นอัตราเดิม

อีก 30 ปี ก๋วยเตี๋ยวจะราคา 626.-

และอีก 50 ปีข้างหน้ามันจะราคา 3,376.-

วันนั้นเงินออมเพื่อลูกเพื่อหลานของคุณแทบไม่เหลือค่านะครับ

"เก็บเงินเสื่อมค่าเท่าที่เสียได้"

ที่เหลือเปลี่ยนมันเป็นอะไรก็ได้ ที่มันสามารถรักษามูลค่าข้ามผ่านกาลเวลา เพื่ออนาคตของเราและลูกหลานเหลนโหลนโคตรเหง้าศักราชเรา

#Siamstr

อะไรของมึงเนี่ยย วุ่นวาย

ถ้าเงินมันหายากสำหรับทุกคน ไม่เว้นผู้ยิ่งใหญ่หน้าไหน โลกใบนี้มันจะต่างออกไปราวฟ้ากับเหว

เงินมันยังคงหายากสำหรับเราคนธรรมดา แต่บางคนกลับได้มันมาง่ายๆ มากแค่ไหนก็ได้ โดยไม่ต้องพยายาม

ถ้าเสกเงินพร้อมให้ประชาชนจ่ายผ่านเงินเฟ้อไม่ได้ สงครามจะไม่ยืดเยื้อ เพราะจะเอาเงินจากไหนข้ามน้ำข้ามทะเลไปยุ่งเรื่องชาวบ้านเป็นสิบๆ ปี

สงครามจะตามมาด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาลเสมอ ถ้าเสกเงินไม่ได้ มันเหลือวิธีหาเงินอยู 2 วิธี คือ

1. เจียดเงินภาษีที่มันก็ไม่ค่อยพอใช้ดูแลประชาชนอยู่แล้วมาผลาญ

2. กู้ประชาชน ผ่านการออกพันธบัตรสงครามเพื่อยืมเงินมาใช้ก่อน แล้วค่อยผ่อนจ่ายพร้อมดอกเบี้ย

ถ้าไม่เข้าตาจนจริงๆ เช่นจำเป็นต้องปกป้องการรุกราน ใครจะอยากให้ยืมเงินเพื่อไปทำสิ่งนี้ โดยเฉพาะการไปยุ่งเรื่องชาวบ้านทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

นอกจากขอยืมเงินเขาไปทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง ยังส่งลูกส่งหลานส่งคนที่เขารักไปเสี่ยง โดยที่ไม่มีความคุ้มค่าใดๆ คนมีสติดีที่ไหนจะยอม

แล้วคุณดูสิ...คนที่ต้องสูญเสียมันใจสลายแค่ไหน

https://www.facebook.com/share/r/tAjweVGWxWPCJ4gb/?mibextid=Ev0aEO

เมื่อเสกเงินได้ ก็ยิ่งเพิ่มอำนาจในการทำตามอำเภอใจ โดยไม่จำเป็นต้องฟังเสียงของเรา

ทุกท่านฟังให้ดีนะครับ ไม่ว่าจะกู้หรือผลิตเงินเพิ่ม ประเทศไม่ได้ร่ำรวยขึ้น แต่เป็นการผ่องถ่ายความมั่งคั่งจากเราผู้เป็นประชาชนทุกคน ไปอยู่ในมือเขา เมื่ออยู่ในมือเขาแล้ว เขาจะเอาไปให้ใครหรือใช้ไปกับอะไร มันก็เรื่องของเขาแล้ว

ยิ่งปริมาณเงินเพิ่มขึ้นเกินกว่ามูลค่าการเติบโตของเศรษฐกิจมากเท่าไร เงินในกระเป๋าเรายิ่งเสื่อมค่าลงมากเท่านั้น

เงินที่เราเก็บหอมรอมริบมาแทบตายเสื่อมค่าลงเท่าไร อนาคตที่ดีของเรา ของครอบครัวเรา ของเพื่อนเรา ของลูกหลานเรา และของทุกคนก็ถูกทำลายมากเท่านั้น

เราจะต้องทำงานมากขึ้นและมากขึ้น เพื่อที่จะรักษาคุณภาพชีวิตเท่าเดิม แค่การมีชีวิตธรรมดาๆ พออยู่พอกิน จะกลายเป็นเรื่องเกินเอื้อมออกไปทุกที

#Siamstr

สวัสดีครับ พอมีเงินให้ยืมสักเล็กน้อยไหมครับ

มาตรการรับมือเงินแข็ง 555 การที่เงินออมประชาชนเพิ่มมูลค่าคือบาปหนาในโลกเฟียต ทุกคนต้องร่วมทำบุญด้วยการยากจนลง

Replying to Avatar satuser

👤 : นักคำนวณกับนักพยากรณ์แตกต่างกันอย่างไรในการทายผล ?

💬 : นักคำนวณและนักพยากรณ์มีวิธีการทายผลที่แตกต่างกันดังนี้:

นักคำนวณ:

- ใช้ข้อมูลและสถิติเป็นหลัก

- วิเคราะห์ตัวเลขและแนวโน้มอย่างเป็นระบบ

- ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์และสถิติ

- พยายามลดความเอนเอียงส่วนตัว

- มุ่งเน้นความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของการทำนาย

นักพยากรณ์:

- อาศัยสัญชาตญาณและประสบการณ์ส่วนตัว

- อาจใช้วิธีการที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เช่น โหราศาสตร์หรือการทำนายทายทัก

- มักเน้นการตีความและการคาดการณ์แบบกว้างๆ

- อาจให้คำทำนายที่คลุมเครือหรือตีความได้หลายแง่มุม

- เน้นการสร้างความน่าสนใจและการดึงดูดผู้ฟัง

โดยสรุป นักคำนวณใช้วิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์และมีหลักฐานมากกว่า ในขณะที่นักพยากรณ์มักอาศัยวิธีการที่เป็นนามธรรมและอัตวิสัยมากกว่า

คุณต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างทั้งสองแนวทางนี้หรือไม่?​​​​​​​​​​​​​​​​

👤 : ต้องการ

💬 : เข้าใจครับ ผมจะอธิบายความแตกต่างระหว่างนักคำนวณและนักพยากรณ์เพิ่มเติม:

1. วิธีการเก็บข้อมูล:

- นักคำนวณ: รวบรวมข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ใช้การสำรวจ การทดลอง และการวัดผลที่เป็นรูปธรรม

- นักพยากรณ์: อาจใช้การสังเกตทั่วไป ความรู้สึก หรือวิธีการเฉพาะตัว เช่น การอ่านไพ่ทาโรต์หรือการดูลายมือ

2. การวิเคราะห์:

- นักคำนวณ: ใช้เครื่องมือทางสถิติ เช่น การวิเคราะห์การถดถอย การทดสอบสมมติฐาน หรือการจำลองสถานการณ์

- นักพยากรณ์: อาศัยการตีความส่วนตัว ประสบการณ์ และบางครั้งใช้หลักการทางจิตวิทยาหรือปรัชญา

3. การนำเสนอผลลัพธ์:

- นักคำนวณ: มักให้ตัวเลขที่เฉพาะเจาะจง เช่น เปอร์เซ็นต์ความน่าจะเป็น หรือช่วงความเชื่อมั่น

- นักพยากรณ์: มักให้คำทำนายในรูปแบบบรรยาย อาจมีความคลุมเครือเพื่อให้ตีความได้หลากหลาย

4. การทดสอบความแม่นยำ:

- นักคำนวณ: สามารถทดสอบความแม่นยำของการทำนายได้โดยเปรียบเทียบกับผลลัพธ์จริง

- นักพยากรณ์: การทดสอบความแม่นยำมักทำได้ยากกว่า เนื่องจากคำทำนายอาจไม่เฉพาะเจาะจงหรือยืดหยุ่นในการตีความ

5. การปรับปรุงวิธีการ:

- นักคำนวณ: ปรับปรุงแบบจำลองและวิธีการโดยอาศัยข้อมูลใหม่และผลลัพธ์จากการทำนายครั้งก่อน

- นักพยากรณ์: อาจปรับเปลี่ยนวิธีการตามประสบการณ์ส่วนตัว แต่มักไม่มีกระบวนการปรับปรุงที่เป็นระบบ

6. การยอมรับในวงการวิชาการและธุรกิจ:

- นักคำนวณ: ได้รับการยอมรับในวงการวิชาการและใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างแพร่หลาย

- นักพยากรณ์: มักไม่ได้รับการยอมรับในวงการวิชาการ แต่อาจมีอิทธิพลในบางวัฒนธรรมหรือกลุ่มคนที่เชื่อในวิธีการเหล่านี้

คุณมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นใดเป็นพิเศษหรือไม่ครับ?​​​​​​​​​​​​​​​​

👤 : ถ้าสองคนนี้รวมกันจะเป็นนักอะไร ?

💬 : คำถามที่น่าสนใจมากครับ หากเรารวมแนวทางของนักคำนวณและนักพยากรณ์เข้าด้วยกัน เราอาจเรียกบุคคลนั้นว่า "นักวิเคราะห์เชิงบูรณาการ" หรือ "Integrated Analyst" ในภาษาอังกฤษ ลองมาดูลักษณะของนักวิเคราะห์แบบนี้กัน:

1. วิธีการทำงาน:

- ใช้ข้อมูลเชิงปริมาณและการวิเคราะห์ทางสถิติเป็นพื้นฐาน

- ผสมผสานกับการใช้สัญชาตญาณ ประสบการณ์ และการมองภาพรวม

2. การวิเคราะห์:

- วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องมือทางสถิติและคณิตศาสตร์

- พิจารณาปัจจัยที่ไม่สามารถวัดได้ เช่น แนวโน้มทางสังคม อารมณ์ของตลาด

3. การนำเสนอผลลัพธ์:

- ให้ตัวเลขและสถิติที่เฉพาะเจาะจง

- เสริมด้วยการตีความและการคาดการณ์แนวโน้มในอนาคต

4. การปรับปรุงวิธีการ:

- ปรับปรุงแบบจำลองทางคณิตศาสตร์อย่างต่อเนื่อง

- พัฒนาความเข้าใจเชิงลึกและสัญชาตญาณจากประสบการณ์

5. การประยุกต์ใช้:

- เหมาะสำหรับการวิเคราะห์สถานการณ์ที่ซับซ้อน เช่น การคาดการณ์แนวโน้มตลาด การวางแผนกลยุทธ์ระยะยาว

- สามารถให้มุมมองที่ครอบคลุมทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและปัจจัยเชิงคุณภาพ

นักวิเคราะห์เชิงบูรณาการนี้จะสามารถใช้จุดแข็งของทั้งสองแนวทาง โดยอาศัยข้อมูลและการวิเคราะห์ทางสถิติเป็นพื้นฐาน แต่ก็ไม่ละเลยปัจจัยที่ไม่สามารถวัดได้หรือคาดเดาได้ยาก ทำให้การวิเคราะห์และการคาดการณ์มีความสมดุลและครอบคลุมมากขึ้น

#siamstr #claudestr #นักถามเอไอ

#นักคำนวณ #นักพยากรณ์ #นักวิเคราะห์เชิงบูรณาการ

แต่ถ้าต้องคำนวณหรือพยากรณ์ของรัฐ ต้องทายผลตามที่ผู้มีอำนาจชอบเพื่อให้ได้มาซึ่งงบวิจัย ไม่งั้นอดตาย

เหมือนวัตถุดิบเขาเพรียบพร้อมที่จะเก็ตแล้ว