Avatar
KORsiroj🦷👄
3f0c3a6bc0f34fb7a6daee67e2dfae8532122e8e3981508b998fd53a79f5e8d0
INTJ 🆎📚☕️🦷

💥ประชาธิปไตย vs. ราชาธิปไตย

บทความจาก Brian Maher

ส่วนตัวผมค่อนข้างชอบเพราะได้ฟังข้อมูลทั้ง 2 ระบบปกครองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยด้วยครับ

เชิญอ่านรับข้อมูลด้านล่างได้เลยนะครับ

เมื่อปี 2001 Hans-Hermann Hoppe เขียนหนังสือชื่อ Democracy: The God That Failed หนังสือซึ่งเปรียบเสมือนหอกที่มาทิ่มแทงสิ่งที่คนทั้งโลกบูชากันอยู่

เขากล้าละเมิดความศักดิ์สิทธิ์ของ "ประชาธิปไตย" อยู่หรือนี่

Hoppe เน้นการใช้คอนเซปท์ทางเศรษฐศาสตร์ ที่เกี่ยวกับช่วงเวลา time preference มาเป็นประเด็นในการนำเสนอ

ลองคิดดูว่า มีใครซักคนที่มีช่วงเวลาที่ไม่จำกัด มีเป้าในอนาคตที่ไม่ต้องรีบร้อนเพื่อไปให้ถึง เขาจะมีวินัย รอที่จะกินเค้กในวันข้างหน้าได้ หลังจากที่ได้ทำหน้าที่ของตัวเองสมบูรณ์ที่สุดแล้ว

แต่กับอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีช่วงเวลาจำกัดมากในการกินเค้ก เขาต้องการเดี๋ยวนี้เลย เพราะอนาคตอาจจะหมดโอกาสก็ได้

ประชาธิปไตยที่ Hoppe อธิบายไว้ง่าย ๆ คือ "wants it now" ...ซึ่งมีทั้งความสุรุ่ยสุร่าย เหมือนปล่อยให้เด็กอยู่ในร้านขนม โดยกำหนดช่วงเวลาที่จำกัดเอาไว้ให้แล้ว

ก็เหมือนขี้เมาที่มีเหล้าทั้งขวดในมือ โดยไม่เห็นโอกาสของเหล้าขวดใหม่ ว่าจะได้ดื่มอีกเมื่อไหร่ democracy ก็ไม่เห็นโอกาสของการเลือกตั้งสมัยหน้าเหมือนกัน รู้แต่ว่าตอนนี้โอกาสอยู่ในมือแล้ว ...อย่าช้า เดี๋ยวไม่ได้แดกครับ

ผู้นำทางการเมืองไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องยนตร์ทุกชิ้นของรัฐบาลนะ ...เขามีสิทธิ์เข้ามาใช้แค่ชั่วคราว นักการเมืองเป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจ...แค่นั้นเอง

ระบบมันก็เป็นแบบนี้เอง อำนาจไม่ได้ผูกติดอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง มันเป็นการเวียนเทียนอำนาจกันในหมู่นักฉวยโอกาส ....แต่ก็อาจจะมีคนที่ดีอยู่บ้างมั้งครับ

เพราะไม่งั้น การปฏิวัติกู้อิสรภาพของชาวอเมริกันก็จะเป็นเรื่องของกลุ่มนักหลอกลวง ..Fourth of July ก็จะเป็นการฉลองของเหล่าคนเลว ๆ ทั้งหลาย

เพราะผู้นำฝ่ายประชาธิปไตยไม่ได้เป็นเจ้าของเครื่องมือของรัฐบาลแม้แต่ชิ้นเดียว จึงไม่มีแรงจูงใจที่จะเสริมสร้างมูลค่าทรัพย์สินของชาติ ตรงกันข้ามพวกเขามาเพื่อจะฉกฉวยประโยชน์ให้มากที่สุด เพราะเวลามันจำกัด จึงต้องรีบเก็บเกี่ยวให้เร็วที่สุด ในขณะที่มันยังมีให้เก็บ

แต่เขาก็อาจจะมีมโนธรรมอยู่บ้าง ยังมีการมองถึงสิ่งที่สาธารณชนต้องการ เพราะถ้าเขาไม่ทำ ฝ่ายตรงข้ามก็จะทำ อาจทำให้เขาแพ้เลือกตั้งสมัยหน้าก็ได้ จึงต้องมีการเสนอสิ่งจำเป็นที่สาธารณชนต้องการบ้าง

ถ้าการเพิ่มสวัสดิการ แล้วจะช่วยให้เขาได้รับเลือกได้ ก็เพิ่มไปเลย การเตรียมการเลือกตั้งก็เปรียบเหมือนกับการเตรียมแผนเข้ายึดคลังของประเทศ ถ้ารัฐกระเป๋าตังแฟบเกินไป ก็มาใช้บัตรเครดิตสิครับ

แล้วถ้าเศรษฐกิจของประเทศอยู่ในช่วงเลวร้ายล่ะ ซึ่งในที่สุดแล้ว..ประเทศนี้จะต้องล้มละลายน่ะ

ก็อย่าโง่ รอให้จนถึงที่สุดสิ ยืดเวลาให้มันไปล้มละลายในสมัยหน้าที่เป็นของคู่แข่งเถอะ แล้วตอนนี้เราก็กอบโกยไว้ก่อน ไหน ๆ มันก็จะเจ๊งอยู่แล้ว

บริหารประเทศประชาธิปไตยก็เหมือนการเช่ารถมาขับนั่นแหละ จะไปเสียเวลาล้างรถที่เช่ามาทำไม?

ผู้เช่าก็ไม่ได้เป็นเจ้าของรถซะหน่อย จะไปสนใจดูแลเครื่องยนตร์มันทำไม ใช้มันให้หนักไปเลย ใช้น้ำมันคุณภาพต่ำก็ได้

Hoppe ตั้งทฤษฎีเกี่ยวกับรัฐบาลประชาธิปไตยไว้ว่า..

"เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งก็เหมือนการเปลี่ยนเจ้าของชั่วคราวที่จะเข้ามากินทุนอย่างต่อเนื่อง แทนที่จะรักษาหรือเพิ่มมูลค่า ในแบบที่ระบอบกษัตริย์จะทำ ...ผู้นำรัฐบาลประชาธิปไตย ซึ่งเป็นผู้ดูแลชั่วคราวจะใชัทรัพยากรสิ้นเปลืองอย่างรวดเร็ว เพราะไม่อย่างนั้น สมัยหน้าจะเป็นอำนาจของฝ่ายตรงข้ามเข้ามาใช้"

ถัดมาที่ระบอบกษัตริย์

Hoppe กล่าวถึงระบอบกษัตริย์ต่างไปจากฝ่ายประชาธิปไตย ระบอบราชาธิปไตยมองไปในระยะที่ไกลกว่า กษัตริย์จะเป็นเจ้าของเครื่องไม้เครื่องมือทุกชนิดที่รัฐมีอยู่ และตกทอดไปสู่รัชทายาท นโยบายของพระองค์จะเน้นไปที่การเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพย์สินทั้งหลายของชาติตลอดเวลา

ในส่วนการประกันสังคม หลักประกันสุขภาพ และอื่น ๆ ถ้ามันทำให้ฐานะของรัฐบาลเลวร้ายลง พระองค์ก็อาจจะสั่งให้ยุติไว้ก่อน

โดยอาจบอกกับประชาชนว่า

ในเรื่องของสวัสดิการ ...ให้มองเหมือนการบริจาคที่อาจจะมีมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่ฐานะตอนนั้น

ในเรื่องประกันสังคม ...ให้เริ่มวางแผนไว้ก่อนตอนที่ยังทำงาน เผื่อตอนเกษียนไว้ด้วย

เรื่องหลักประกันสุขภาพ ...ก็ต้องพยายามรักษาสุขภาพไว้ก่อนตั้งแต่อยู่ในช่วงต้นของชีวิต

แล้วระบบนี้ มันไม่เป็นประชาธิปไตยใช่ไหม? ....แน่นอน

โหดร้าย กดขี่ ....ก็อาจจะใช่

ความมั่นคงทางการคลัง ....มีแน่นอน

พูดสั้น ๆ ระบบราชาธิปไตย มีส่วนดีกว่าในเรื่องความรุ่งเรืองด้านการเงิน ...อย่างน้อยก็ตามเหตุผลในทฤษฎีนี้ การบริหารรัฐบาลในระบบกษัตริย์ก็มีการสร้างหนี้เหมือนกัน แต่มันอยู่ในฐานะและเป็นภาระในส่วนของพระองค์เอง

แล้วเรื่องภาษีของทั้ง 2 ระบบ

มันเปรียบเทียบกันยังไง?

ในระหว่างตลอดยุคของราชาธิปไตยมาจนถึงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 19 ..ภาระภาษีไม่เคยเกิน 5% ของ GNP (Gross National Product) ...แต่หลังจากนั้นมา มันก็เพิ่มขึ้นมาตลอด ยุโรปตะวันตก 15-20% ของ GNP หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แต่ตอนนี้ ประมาณ 50% แล้วครับ

ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง การใช้จ่ายภาครัฐอยู่ที่ประมาณ 10% ของ GDP แต่ปัจจุบันในประเทศประชาธิปไตยที่ดี มันเกือบ 50%

แต่ระบอบราชาธิปไตยก็ไม่ได้การันตีว่าประเทศจะไม่ล้มละลายนะ ....ในประวัติศาสตร์ก็เคยมีกษัตริย์หลายพระองค์ที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศพังมาแล้ว

Winston Churchill เคยกล่าวว่าประชาธิปไตยเป็นระบอบที่เลวที่สุด ถ้าไม่นับรวมระบอบอื่น ๆ นะ

แต่ถ้ามองย้อนไปอีกหน่อย ราชาธิปไตยเป็นระบอบที่เลวที่สุด ถ้าไม่นับ”ประชาธิปไตย”นะครับ🤔

#siamstr

⭐️ทำไม? เราถึงโดนทำให้เชื่อว่าถ้าอยากรอดต้องลงทุนให้เงินงอกเงย

การออมมันทำให้เราไม่รอดหรอก บทความนี้จะพาให้ทุกคนกระจ่างกับความจริงของโลกการเงินจอมปลอมนี้ที่ทำให้การออมเป็นเรื่องยากจนต้องไปฝึกวิชาการลงทุนเพื่อสู้กับคนอื่นในตลาดทุน ทั้งที่จริงชีวิตเรา แค่การออมเงินที่ดีก็น่าจะพอแล้วครับ😄

เชิญอ่านกันได้เลยครับ🎁

💥เหตุผลที่บิตคอยน์กำลังจะมาแทนที่พันธบัตรสหรัฐในการเป็น store of value ที่แท้จริง

ในยุคของเงินเฟียต คอนเซ็ปท์ของการออมและการลงทุนถูกเอามาปนกันจนสับสนไปหมด

การออมคือ การผลิตให้มากกว่าที่ใช้จ่าย จนมีส่วนเหลือที่จะนำไปออม

ส่วนการลงทุนคือการกระจายเงินทุนไปยังธุรกิจที่มีอนาคตสร้างความรุ่งเรืองให้ได้ การลงทุนมีความเสี่ยง แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่ดี กว่าการออม

แต่ทุกวันนี้ คนส่วนใหญ่คิดกันว่าการออมคือการลงทุน

นั่นเพราะพวกเขาใช้เงินส่วนเหลือใช้ของรายได้เข้าลงทุนในหุ้นหรือพันธบัตร

ส่วนใหญ่ก็เข้าใจดีว่า มันไม่เป็นการดีแน่ถ้าจะเก็บไว้เป็นเงินเฟียต ธนาคารกลางทำให้เงินเสื่อมค่าอยู่ตลอด เก็บไว้ก็รังแต่จะต้องเจ๊ง เก็บไว้เป็นทรัพย์สินอื่นดีกว่า เช่นพันธบัตรหรือหุ้น

พูดอีกอย่างคือ เงินเฟียตกับเงินเฟ้อเป็นตัวทำลายเงินออมของประชาชน ทำให้ต้องเข้าสู่ความเสี่ยงในการลงทุนเพื่อรักษาอำนาจซื้อของเงินออมของตน

แต่ก็ไม่มีการันตีว่าการลงทุนจะตามทันเงินเฟ้อได้ แล้วถึงแม้จะได้ ก็ยังต้องไปเจอเรื่องภาษีจาก capital gain อีก แค่จะรักษาอำนาจซื้อของเงินตัวเอง ทำไมมันยุ่งยากจังเลยนะ

นั่นทำให้การออมเงิน เป็นเรื่องที่ impossible ไปเลยสำหรับคนส่วนมาก

ก่อนที่จะมาถึงยุคเงินเฟียตที่พิมพ์กันง่าย ๆ ผู้คนก็เก็บกันไว้เป็นทองคำเอามาแขวนไว้ที่คอหรืออะไรอื่นที่อิงกับทองคำ

ยุคนั้นใครก็ออมเงินกันได้ง่าย ๆ ไม่ต้องทำตัวเป็นผู้จัดการเฮดจ์ฟันด์จำเป็นให้ตัวเองแบบทุกวันนี้หรอก

ยุคเงินเฟียตจึงเป็นยุคของการ monetize หุ้น พันธบัตร อสังหาริมทรัพย์ แบบไม่เคยเป็นมาก่อน

เมื่อ 50 กว่าปีก่อน market cap ของทองคำทั่วทั้งโลกมีปริมาณสูสีกับ market cap ของหุ้นทั่วทั้งโลก แต่ตอนนี้ทองคำมีเหลือแค่ 10% ของ market cap ของหุ้น นั่นพอจะบอกได้ว่า เงินทุนที่เคยอยู่ในทองคำ ถูกแบ่งมาลงทุนในหุ้นแทนแล้ว

ไม่ได้หมายความว่า ปกติ หุ้น พันธบัตรหรืออสังหาริมทรัพย์จะไม่มีใครเอานะ มันมีเสมอ ผู้คนเข้าไปลงทุนเองมากกว่าและในกรณีอสังหาริมทรัพย์ก็ยังได้กำไรใช้อีกด้วยนะ ไม่ใช่แค่การลงทุน

หุ้นกู้และโดยเฉพาะพันธบัตรสหรัฐ จึงใช้ออมเป็น store wealth ในยุคที่เฟียตครองโลก

แต่ผมคิดว่าซักวันหนึ่ง พันธบัตรก็จะไม่ store value ได้อีกต่อไป ปี 2022 เป็นปีที่เลวร้ายที่สุดของพันธบัตร Treasuries ในประวัติศาสตร์อเมริกัน คนเริ่มจะถอยหนีออกห่างจากพันธบัตรกันแล้ว นั่นหมายความว่าเงินทุนจำนวนมากกำลังมองหาบ้านใหม่ที่ทำหน้าที่ store of value ได้ดีกว่า

บิตคอยน์ คือ สิ่งที่ทำให้เกิดการออมกลับมาอีกครั้ง

บิตคอยน์เป็นทรัพย์สินที่สะสมความมั่งคั่งให้มนุษยชาติเพราะคุณสมบัติที่ไม่เหมือนอะไรอื่น

มันมีความคงทน แบ่งแยกได้ มั่นคง สะดวกในการเคลื่อนย้าย มีไม่มากเกินไป และที่สำคัญมันผลิตได้ยากที่สุดในหมู่สินค้าโภคภัณท์ทั้งหลาย

พูดอีกอย่างคือบิตคอยน์ผลิตเพิ่มขึ้น (จากที่มีอยู่แล้ว) ได้ "ยากที่สุด" ในหมู่สินค้าโภคภัณท์ด้วยกัน การ "เสื่อมค่า" (debasement) ของมันจึงเกิดขึ้นได้ "ยากที่สุด"

ในวันที่ผู้คนทั่วโลกให้ค่าต่อบิตคอยน์ มูลค่าในตัวของมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการการันตีของใครหน้าไหนทั้งนั้น ไม่ว่ารัฐบาลหรือองค์กรที่มีชื่อเสียงไหน ๆ

ถ้าว่ากันตามประวัติศาสตร์ พันธบัตรรัฐบาลที่ใช้เป็นตัวสะสมมูลค่า เป็นคอนเซปท์ที่เพิ่งเกิดขึ้นนี่เอง ถ้าความคิดนี้เสื่อมลง ผู้คนทั่วโลกจะเก็บ value ของตนไว้ที่ไหนถ้าไม่ใช่ “บิตคอยน์”

ผู้คนทั่วไป ธุรกิจต่าง ๆและรัฐบาลทั่วโลกเริ่มย้าย savings จากพันธบัตรไปไว้ในบิตคอยน์กันบ้างแล้ว

ปัญหาการเงินของโลกกำลังเปิดเผยมาเรื่อย ๆ ผมคิดว่าธนาคารกลางทั้งหลายก็กำลังเทขายพันธบัตรสหรัฐออกมาเรื่อย ๆ และเปลี่ยนไปเป็นสินทรัพย์ที่ดีแทน

อาจจะเป็นทองคำหรือบิตคอยน์ครับ

🤩บทสรุปออกมาให้เฝ้าสังเกต 9 ข้อ

1: รัฐบาลสหรัฐไม่มีวันใช้หนี้ได้ ชักดาบจึงเป็นอันหวังได้

2: การชักดาบของสหรัฐไม่ต้องหลบซ่อนเลย อย่างหน้าด้าน ๆ (explicit)

3: หนี้ยังจะเพิ่มไปอีก ในอัตราเร่งซะด้วย

4: ไม่มีประเทศไหนจะซื้อหนี้ของสหรัฐอีกแล้ว

5: รัฐบาลสหรัฐไม่อาจทำให้ดอกเบี้ยสูงกว่านี้ได้แล้ว

6: Federal Reserve เป็นผู้ซื้อหนี้รายใหญ่รายเดียว ก็เป็นการพิมพ์เงินใช้เองจนเงินเสื่อมค่าไปเรื่อย ๆ

7: รัฐบาลสหรัฐใช้ปัญหาการเงินนั่นแหละ มาทำให้เงินเสื่อมค่าไปเรื่อย ๆ แบบคอยควบคุมไว้ แต่ซักวันนึง มันจะพลาดและคุมไม่อยู่ วนเป็น spiral เลย

8: พันธบัตรสหรัฐไม่ใช่ store of value อีกแล้ว คนหนีไปหาอย่างอื่นกันแล้ว

9: บิตคอยน์เสนอตัวเป็นทางเลือก store of value ชั้นยอด ...เมื่อดีมานด์พันธบัตรลดลง ดีมานด์บิตคอยน์จะเพิ่มขึ้น

เรากำลังใกล้ถึงขั้นการเปลี่ยนแปลงระดับ paradigm shift ในโลกการเงิน..เริ่มมีบิตคอยน์มาแทนพันธบัตรในฐานะทรัพย์สินสะสมมูลค่ากันแล้วครับ

#bitcoin

#siamstr

⭐️THE BITCOIN-PRICE IS IRRELEVANT

ราคาของบิตคอยน์ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

บิตคอยน์ ที่ตีราคา เป็นเงินเฟียตน่ะไม่สำคัญเลย ...แต่ เงินเฟียตที่ตีค่าเป็นจำนวนบิตคอยน์ นี่สิสำคัญกว่า

บิตคอยน์ น่ะมีมูลค่าในตัวอยู่แล้ว ไม่มีอะไรมาแทนที่มันได้ มันมีประโยชน์ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจ booms หรือ busts ที่เกิดจากการกระทำของคน มันก็อยู่ของมันอย่างนั้น

เงิน "กระดาษ" ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง มันต้องมี "ศรัทธา" ของมหาชน ว่ามันยังคงมีค่าใช้แลกเปลี่ยนสินค้าได้อยู่ในวันพรุ่งนี้ เรียกว่ามหาชนยังเชื่อถือในผู้สร้าง "เงิน" นั้นมาอย่างต่อเนื่องอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง

เงินเฟียตมีการกำหนดหน้าที่การใช้ ให้เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนเท่านั้น ส่วนหน้าที่ที่ไม่ได้กำหนดไว้อีกสองอย่าง น่าจะเป็นแค่วอลล์เปเปอร์ และใช้ในห้องน้ำแทนกระดาษทิชชู่นั่นแหละ

แต่บิตคอยน์น่ะ มันสามารถใช้ในหน้าที่ของ money โดยไม่ต้องมีใครมากำหนดได้เลย และยังใช้ในหน้าที่อื่นได้อีก เช่นเป็น store of wealth

ปัญหาเดียวก็คือ คนเรามักถูกหลอกให้หลงทางได้ง่ายมาก เราถูกหลอกว่าอะไรมีค่า อะไรไม่มี เราเกือบทุกคนไม่ว่าอายุเท่าไหร่บนโลกนี้ เกิดมาพร้อมกับประสบการณ์ที่ว่า เงินกระดาษหรือดอลาร์นี่แหละใช่เลย ไม่มีอะไรต้องสงสัย ...ถึงแม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา จะใช้แลกสินค้าได้น้อยลง ก็คงเพราะสินค้าแพงขึ้น ไม่ใช่เพราะค่าเงินเสื่อมลง

แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เงินเฟียตสามารถทำให้เราเห็นว่า คนทั่วไปต้องการเงินเฟียตมากแค่ไหน

คนส่วนใหญ่ก็ยินดีที่จะถูกหลอก หรือการโฆษณาชวนเชื่อ ตราบใดที่ยังมีประโยชน์อยู่ ยอมรับว่าเงินเฟียตมีประโยชน์ในการเป็นสื่อแลกเปลี่ยน ใช้กันทั่วโลก

ฝ่ายปกครอง นอกจากจะชอบเงินเฟียตเพราะสามารถเพิ่มปริมาณได้ตามต้องการ functions ของเงินเฟียตที่เด่นชัดข้างต้น ทำให้ความต้องการที่มีต่อเงินเฟียตเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้

แต่พอฝ่ายผู้มีอำนาจจะทำให้เราเชื่อว่า เงินเฟียตนี่เหมาะจะใช้เป็น สิ่งที่สะสมความมั่งคั่ง (store of value) พวกเขาพยายามป้อนเรื่องโกหกว่า มูลค่าของเงินเฟียตจะยืนยงมั่นคงชั่วลูกชั่วหลาน

แล้วใครควรจะกำหนดค่าให้ระหว่างกัน ?

ระหว่างสื่อแลกเปลี่ยนทั้งสองเงินเฟียตและบิตคอยน์ก็ต้องให้ตลาดเสรีเป็นผู้ตัดสินว่าอะไรจะมีค่าเท่าไหร่ ในเทอมระหว่างกัน

หลังจากผ่านไปนานกว่าสามสิบปี การใช้ประโยชน์จากเงินเฟียตไม่มีข้อสงสัยแล้ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็ชัดเจนขึ้นทุกที แม้กระทั่งในความคิดของนักการเงินระดับกูรู ว่าการใช้เงินเฟียตทำหน้าที่เป็น store of value น่ะมันเป็นเรื่องตลกที่แสนเศร้าซะด้วย

ลองมาคิดดูว่า เงินเฟียตและบิตคอยน์จะอยู่ด้วยกันในโลกการเงิน ไม่ต้องมุ่งร้ายต่อกัน แต่เป็นการอยู่ร่วมกันแบบ symbiotic ..แบบที่มีการกำหนดมูลค่าระหว่างกันของทั้งสอง ในตลาดเสรี

ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว ตอนนี้ดอลลาร์ก็กำลังถูกรื้อเวทีอยู่แล้ว การเริ่มใช้สกุลเงินใหญ่อื่น ๆ

มีสื่อที่ไม่ได้เกาะกับกระแส รายงานว่า มีเสียงค่อนข้างมากในโลกทุกวันนี้ เรียกร้องว่า ถ้าโลกยังอยากที่จะป้องกันตัวไม่ให้ติดโรคจากดอลลาร์ไปสู่ชะตากรรมสุดท้าย สหรัฐและดอลลาร์ก็ควรออกไปอยู่ข้างสนามโดยเร็วได้แล้วและในการทำอย่างนั้น ก็ต้องรีบรับรองความปลอดภัยให้กับผู้ที่จะมาเป็นรีเสิร์ฟและสกุลเงินกลางการค้าของโลกซะตั้งแต่ตอนนี้ นั่นคือ agenda เร่งด่วน

เงินสกุลต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ดอลลาร์ไม่อาจใช้เป็น store of value แท้จริงได้เลยนะ สกุลเหล่านี้ไม่เคยอยู่ใน scenario ที่ต่อสู้กับบิตคอยน์เหมือนดอลลาร์

ดอลลาร์เองที่พยายามลากเอามูลค่าของบิตคอยน์(value anchor) มาไว้ที่ตัวเอง และจะแทนที่ให้ได้ เงินสกุลอื่นได้แค่เดินตามหลังลูกพี่มา

สำหรับดอลลาร์แล้ว การต่อสู้ช่วงชิงอ้างสิทธิ์เอามูลค่าของบิตคอยน์มาให้ได้ เป็นเรื่องคอขาดบาดตายเลย ในระยะยาวแล้วไม่มีทางชนะหรอก

พอได้เห็นถึงความทุเรศของดอลลาร์ที่กำลังมาแข่งในสนาม store of value กับบิตคอยน์ เจ้าของสกุลเงินอื่น ทั้งหลาย ก็ถามตัวเอง "นี่เรามาถือเดิมพันข้างคนขาด้วนได้ไง? ก็มันทำไม่ได้นี่

พอคิดกันแบบนี้ คอนเซ็ปท์ใหม่ว่าบิตคอยน์นี่แหละ คือตัว saving wealth ตัวจริง เงินเฟียตที่มีน่ะ..รีบเอามา buying wealth เถอะ

จะเห็นได้ว่า "ราคา" ของบิตคอยน์น่ะ ไม่ใช่ราคาของบิตคอยน์เลยนะ จริง ๆ แล้วมันคือราคาของสัญญาบิตคอยน์ กระดาษ ที่กำลังดูดเงินจากตลาด cash-driven

เมื่อถึงวันหนึ่งในไม่ช้านี้ ราคาในตลาด trading กับมูลค่าจริงของบิตคอยน์จะแยกห่างกันชัดเจน เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นแน่ แล้วจะเห็นว่า "มูลค่า" ของบิตคอย์ไม่มีอะไรเปลี่ยน ไม่ว่า Fed จะทำอะไรอีก

เมื่อคนทั่วไปรับรู้กันได้อย่างนี้ สมการของ บิตคอยน์/เงินเฟียต ก็จะบาลานซ์กันได้ ว่าแต่จะเมื่อไหร่ล่ะ เราจะอยู่ทันมั้ย?

ดวงอาทิตย์กำลังเพิ่งจะพ้นขอบฟ้ามา เหล่าแมลงสาบก็กำลังวิ่งหาที่มืดที่ใกล้ที่สุดกัน พวกเราที่ไม่มีความอดทนก็อยากเห็นมันเกิดขึ้นตอนนี้เลย แต่เราได้เห็นแค่ sideshow แสดงเรื่อง "ราคาของบิตคอยน์"🟠⚡️

#bitcoin

#siamstr

⭐️รู้จักกับเงินดิจิทัล CBDC⭐️

ประธานาธิบดีไบเดน เซ็นคำสั่ง Executive Order 14067 เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2022 โดยไม่ต้องมีการเห็นชอบจากสภาคองเกรส

สิ่งที่ซ่อนอยู่ใน section 4 ของคำสั่งนี้ ให้อำนาจประธานาธิบดี สามารถสอดส่องประชาชนในสหรัฐทุกคน มีอำนาจเต็มในการควบคุมบัญชีธนาคาร และธุรกรรมการซื้อขาย และสามารถระงับการใช้สิทธิคัดค้านได้ตลอดไป

นี่คือสงครามของเสรีภาพ ที่ไม่ใช่การควบคุมการใช้อาวุธ แต่เป็นการควบคุม การใช้เงินของคุณ

และมันก็ได้เริ่มไปแล้ว เป็นการพยายามที่จะเข้ามาสอดส่องควบคุมเสรีภาพของคุณ ๆ โดยซ่อนเอาไว้ในเงินดิจิตอล ของธนาคารกลาง (CBDC)

ผู้ใช้ต้องเปิดเผยตัวตน ผู้สร้างเงินดิจิทัลจะรู้รายละเอียดและควบคุมทุก ๆ ธุรกรรมของทุกบัญชี และทุกวอลเล็ตของผู้ใช้ ...นี่แหละเรื่องใหญ่

เงินดิจิทัลจะอ้างว่าธุรกรรมของมันจะรวดเร็วกว่า มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า และปลอดภัยกว่า

เมื่อไปเปรียบเทียบกับการใช้บัตรเครดิต บัตรเดบิต การโอนเงิน หรือ PayPal ก็อาจจะจริง เพราะพวกนี้ต้องผ่านตัวกลางที่กินค่าธรรมเนียมจากเรา ดังนั้นเงินดิจิทัลก็ดีกว่า ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า และเร็วกว่า

แต่ในขณะที่รัฐบาลวางตำแหน่งให้เงินดิจิทัลเป็นประโยชน์ของผู้ใช้ในการทำธุรกรรม ที่รวดเร็ว ปลอดภัยใช้ง่ายและต้นทุนต่ำกว่าการใช้เงินสด ...แต่มันก็น่าคิดว่าเทคโนโลยี ที่ใช้มันก็มีผลในทางลบเหมือนกันต่อสิทธิส่วนบุคคลด้วย

The Death of Privacy

ส่วนแรกที่ซ่อนอยู่ใน agenda นี้คือการกำจัดเงินสด ถ้ารัฐบาลต้องการให้เงินดิจิทัลของธนาคารกลางสำเร็จ ก็ต้องกำจัดเงินสดให้หมดไป เพราะนั่นเป็นคู่แข่ง

เพราะการใช้เงินสด เป็นการไม่ต้องเปิดเผยตัวตน ถ้าคุณซื้อของด้วยเงินสด จะไม่มีใครสามารถเชื่อมโยงธุรกรรมการซื้อขายนั้นมาที่คุณได้ แต่กับเงินดิจิทัลแล้ว ไม่มีทางหนีเลย

คุณไม่อาจปิดบังรัฐบาลได้เลย ถึงธุรกรรมการซื้อขายของคุณเมื่อใช้เงินดิจิตอล คุณบริจาคเงินให้ใคร (เช่นพรรคคู่แข่งของรัฐบาล) นั่นคือเรากำลังถูกควบคุมอย่างสุด ๆ

รัฐบาลยังสามารถที่จะแช่แข็งเงินในบัญชีของคุณได้ หรือสามารถระงับการจ่ายเงินของคุณกับสินค้าเฉพาะอย่าง เช่นระงับการจ่ายค่ารถไฟ ตั๋วเครื่องบิน กรณีที่คุณถูกห้ามเดินทาง หรือทำให้เงินของคุณ expire เมื่อไหร่ก็ได้

ทั้งหมดนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลยกับการใช้เงินสด ถ้ารัฐบาลต้องการควบคุมประชาชน ก็เพียงบีบให้ทุกคนต้องใช้เงินดิจิทัล ทุกคนต้องมี digital wallet

รัฐบาลสามารถกระตุ้นเศรษกิจให้เป็นแบบไหนก็ได้ที่ต้องการ เพิ่มหรือลดการบริโภค อาจสั่งให้คุณ ๆ ใช้เงินให้หมดภายในหนึ่งเดือน ไม่งั้นมันก็หมดอายุ

ธนาคารทั่วไปอาจมีการบีบให้ลูกค้าต้องใช้บริการการเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยไม่มีตู้ ATM เพื่อเบิกเงินสด

แต่มันก็ยังมีเงินอีกอย่างนึงที่ไม่ใช่ดิจิทัล แฮ็คก็ไม่ได้ ติดตามก็ไม่ได้ เป็นรูปแบบของ money ที่เราสามารถใช้ได้ มันเรียกว่า “Bitcoin🟠” เก็บกันเถอะ ในขณะที่ยังมีให้เก็บนะครับ

#bitcoin

#siamstr

⭐️ความจริง สำหรับเรื่องการ”จัดฟัน”

หลายๆคนมีคำถามมากมายว่าจัดฟันช่วยให้เกิดอะไรกับเราบ้าง มาอ่านกันเลยครับ😄🦷🪥

#KdentistTH

#siamstr

สุขสันต์วันครบรอบ 15 ปี Bitcoin Whitepaper

และวันออมแห่งชาติครับ 🟠🇹🇭

มาเริ่มออมในเงินที่ดีกันครับ😄

#bitcoin

#siamstr

⭐️Global Research

Toxic Contagion – Funds, Food and Pharma ⭐️

การแพร่ของเชื้อชั่ว - เงินทุน อาหาร และยา

By Colin Todhunter. May 22, 2023

เมื่อปี 2014 เวบไซท์ GRAIN org เปิดเผยในรายงาน Hungry for land: ว่า ..มีแต่ฟาร์มขนาดเล็กของโลกเท่านั้นที่เป็นผู้ผลิตอาหารเลี้ยงชาวโลก

เกษตรกรรายย่อยมากกว่า 80% ในประเทศ non-industrialised เป็นผู้ผลิตอาหาร ซึ่งน้อยกว่า 1/4 ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดของโลก ....ในช่วงปี 1974-2014 มีพื้นที่ถึง 140 ล้านเฮคเตอร์ ที่ใช้ปลูกถั่วเหลือง ปาล์มน้ำมัน อ้อย และพืชเลี้ยงสัตว์

พื้นที่เพาะปลูกที่อุดมสมบูรณ์ลดน้อยลงทุกที ในขณะที่คนอดหยากเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน ใขณะที่ฟาร์มอุตสาหกรรมมีอำนาจและทรัพยากรมากขึ้น ....แต่ฟาร์มขนาดเล็กก็ยัง outperform ฟาร์มใหญ่ในด้านการผลิต

ตั้งแต่ปี 2000-2011 farmland ทั่วโลกประมาณ 500 ล้านเอเคอร์ มีการเปลี่ยนเจ้าของเป็นกลุ่มประเทศพัฒนา ที่ทำให้ความมั่นคงด้านอาหาร และกรรมสิทธิ์ที่ดินของประเทศเกษตรกรรมตกอยู่ในความเสี่ยง

พวกนักลงทุนสถาบัน ทั้งเฮ็ดจ์ฟันด์ กองทุนเอกชน กองทุนบำนาญ กระตือรือล้นที่จะลงทุนใน farmland โดยยกให้มันเป็นทรัพย์สินชั้นดี

เทรนด์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเข้าซื้อฟาร์มในประเทศยากจนเท่านั้น ..แม้แต่ฟาร์มในสหรัฐเอง ก็มีการเข้าลงทุนซื้อมากกว่า $10,000 ล้าน

จาก farmland ทั่วสหรัฐซึ่งมีมูลค่าราว ๆ $1.8 trillion ..มีอยู่ประมาณ $3 แสนล้าน ถึง $5 แสนล้านที่มีคุณภาพ "instituional quality" เหมาะกับการลงทุนของสถาบัน

ตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา จากสถานการณ์เศรษฐกิจ อาจทำให้มีการเปลี่ยนเจ้าของอย่างถาวร จากกรรมสิทธิ์ครอบครัวไปเป็นกรรมสิทธิ์ของสถาบัน และกลุ่มบริษัทใหญ่กันแล้ว

Why this matters

แล้วมันสำคัญยังไง?

เกษตรกรรายย่อยนี่แหละที่เป็นผู้ผลิตอาหารที่สำคัญเลี้ยงดูคนในประเทศกับตลาดต่างประเทศ ในขณะที่ธุรกิจใหญ่ที่เข้าครอบครองผืนดินที่สมบูรณ์เพื่อผลิตสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออกเพื่อมุ่งหวังกำไร เป็นการส่งออกเพื่อแตกกิ่งก้านออกเป็นหลายภาคในการเลี้ยงดูพลโลก

ในปี 2013 มีรายงานของ UN ว่าควรเปลี่ยนจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ลดการใช้ปุ๋ย สนับสนุนเกษตรกรรายย่อย เน้นการผลิตอาหารเพื่อการบริโภค ในรายงานยังบอกอีกว่า พืชเชิงเดี่ยวและอุตสาหกรรมการเกษตร ไม่สามารถเลี้ยงดูพลโลกได้เพียงพอ

ปี 2020 ...GRAIN แจ้งว่าเคยเตือนไปหกปีก่อนแล้ว ถึงการเข้าไปลงทุนเปลี่ยน farmland ให้เป็นระดับ industrial scale ...หัวหอกสำคัญของกลุ่มนี้คือ BlackRock

BlackRock เป็นผู้ถือหุ้นหลักของบริษัทอาหารใหญ่หลายแห่ง ทั้ง Nestlé, Coca-Cola, PepsiCo, Walmart, Danone and Kraft Heinz ...และอีกหลายบริษัทด้านอาหารและเกษตร เช่นเมล็ดพันธ์ เคมี และปุ๋ย ตลอดถึงอุปกรณ์การเกษตร เช่น Deere, Bunge, ADM and Tyson (จากข้อมูลของ BlackRock ปี 2018).

มี 5 บริษัทยักษ์ด้านจัดการทรัพย์สิน BlackRock, Vanguard, State Street, Fidelity และ Capital Group ถือหุ้นอยู่ 10-30% ของบริษัทด้านการเกษตรขนาดใหญ่ ๆ

BlackRock และ Vanguard เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทผู้ผลิตยาฆ่าแมลงและปุ๋ย Yara, CF Industries Holdings K+S Aktiengesellschaft, Nutrien, The Mosaic Company, Corteva and Bayer.

บริษัทยักษ์เหล่านี้ทำกำไรจาก $1.9 หมื่นล้านในปี 2021 เป็น $3.8 หมื่นล้านในปี 2022 และยังจะเพิ่มไปเรื่อย ๆ ตามการขยายตัว

ด้วยการอัดเงินทุนจำนวนมาก BlackRock สร้างกำไรมหาศาลจากระบบอาหารของโลก และได้ทำให้ระบบการเกษตรท้องถิ่นสูญพันธ์ไปเลย ด้วยการผูกขาดการค้าเมล็ดพันธ์ ความรู้ใหม่ ๆ จนทำให้เกษตรกร ..ชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่นสูญสิ้นไป ....นี่เป็นต้นเหตุของอาหารที่มีคุณภาพเลวลง การเจ็บป่วยตลอดถึงการละเมิดสิทธิ์ส่วนบุคคล และสถาพสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายลง

หลังปี 1945 Rockefeller Chase Manhattan bank และ World Bank ช่วยกันส่งเสริมสิ่งที่เรียกกันว่า การเกษตรแบบโมเดิร์นต่อชาวโลก ที่อยู่ในรูปบริษัทเอกชน โดยเน้นที่การใช้เคมี ทำให้เพิ่มผลผลิตได้อย่างน่ามหัศจรรย์

ตั้งแต่นั้น ทั้ง IMF, World Bank และ WTO ก็เข้ามาช่วยจัดการด้านการส่งออก สินค้าอุตสาหกรมการเกษตรเหล่านี้ โดยอ้างถึง Green Revolution ซึ่งเป็นโมเดลที่ใช้เงื่อนไขเงินกู้มาบีบบังคับประเทศต่าง ๆ ที่ถูกปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้สูญเสียระบบอาหารที่พอเลี้ยงพลเมืองในประเทศของตน

ประเทศเหล่านี้กลายเป็นผู้ผลิตสินค้าโภคภัณท์ทางการเกษตร เพื่อแลกกับยูเอสดอลลาร์ เพื่อใช้ซื้อน้ำมันและอาหารจากตลาดโลก โดยมีสัญญาการเกษตรจาก WTO เป็นตัวบังคับ

ทุกวันนี้ BlackRock มีทรัพย์สินรวมถึง $10 trillion และสามารถเป็นผู้ควบคุม US Federal Reserve และแบงค์ยักษ์แห่งวอลล์สตรีท และแม้แต่รัฐบาลไบเดน ..เหล่าอดีตเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของ BlackRock ตอนนี้อยู่ในตำแหน่งสำคัญผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล

ตอนที่เกิด Covid มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุ และคนอ้วน โรคเบาหวานและโรคหัวใจ ไม่มีใครซักคนที่จะบอกว่า นี่เป็นเพราะระบบอาหารจากบริษัทยักษ์เหล่านี้ที่สร้างเงื่อนไขให้เป็นแบบนี้มานานหลายสิบปีแล้ว

แล้วจะโทษใครล่ะ BlackRock, Vanguard และนักลงทุนสถาบันอีกหลายแห่งหรือ ...พอเราหันไปดูพวก big pharma เราก็จะเห็นว่า พวกผู้ถือหุ้นมันก็ players กลุ่มเดียวกันนั่นแหละ

ผู้ถือหุ้นใหญ๋ของ Pfizer, J&J and Merck คือ Vanguard SSGA และ BlackRock.

เงินปันผลของผู้ถือหุ้นกลุ่มนี้ เพิ่มขึ้น 400% ...จาก $3 หมื่นล้านในปี 2000 เป็น $1.46 แสนล้าน ในปี 2018 ....รวมทั้งสิ้น 18 ปี เท่ากับ $1.54 trillion

ในสายตาของพวกเหล่านี้ กำไรมหาศาลมาจากสุขภาพที่เลวลงของคนทั้งโลก ...ลงทุนในระบบอาหาร ทำกำไรได้ดีแล้ว ...แต่จะกำไรอีกมาก ถ้าลงทุนในระบบ pharmaceutical ซะด้วย

บริษัทอย่าง Pfizer and Monsanto/Bayer จะเป็นผู้ต้องออกหน้าถ้าจะมีการกล่าวโทษเรื่องความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ....แต่ถ้าจะโยงให้ถึงตัวจริง ๆ มันก็อยู่ในห้องประชุมกรรมการของ BlackRock และ Vanguard นั่นแหละ

ถ้าจะว่าไปแล้ว ตอนนี้ยักษ์ใหญ่ทั้งสาม BlackRock, Vanguard and State Street Global Advisor นั่งอยู่ใจกลางกาแล็กซี่การเงิน กำลังจัดการกับ GDP ของโลกถึงครึ่งนึง และเป็นผู้ถือหุ้นหลักของ 90% ของบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้น

บริษัทซึ่งเป็นผู้กำหนดการเคลื่อนไหวของระบบเศรษฐกิจ และระบบอาหารของโลก โดยมีอำนาจของ World Bank, IMF, แลละ WTO เป็นผู้ช่วยเหลือ

💥ระบบซึ่งมี”กำลังทหาร”เป็นผู้รับรองความมั่นคงให้

:เรียบเรียงโดย อ.สายัณห์ รุจิรโมรา

เป็นอีกหนึ่งบทความที่ผมชอบหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับชาวยาส้มในทุ่งม่วงกันนะครับ🟠💜⚡️

#siamstr

“นักการเมืองกับสเปิร์มเหมือนกันอยู่อย่างนึง

หนึ่งในล้านเท่านั้นที่มีความเป็นคน.”

#siamstr

ใช่ครับอ.ตั๊ม ตอนนี้เรามีเงินใหม่ที่ดีกว่าทองคำแล้วครับ รอเวลาให้บิตคอยน์พิสูจน์ตัวเองครับ😄⚡️🟠

gold price forecast

Gold - After Inflation, What Is Left

💥แปลและเรียบเรียงโดย อ.สายันห์ รุจิรโมรา

หลังเกิดเงินเฟ้อ ทองคำก็ยังอยู่

Kelsey Williams Aug 28, 2023

43 ปีมาแล้ว เมื่อเดือน พฤษภาคม 1980 ราคาทองคำอยู่ที่ $515

มาวันนี้ ราคาทองคำอยู่ที่เฉลี่ย $2,000 เราพอจะพูดได้ว่า ราคาทองคำพุ่งไปเป็นสี่เท่าแล้ว ภายใน 43 ปีมานี้

เรียกได้ว่ากำไรประมาณสามร้อยเปอร์เซนต์ ..ฟังดูดีนะ อัตราผลตอบแทนเท่ากับประมาณ 3.1% ต่อปี ไม่เลวเลยถ้าจะไม่มองไปถึงความผันผวนที่จะต้องลุ้น ในช่วง 43 ปีที่ว่านั้น

แต่ไอ้ผลตอบแทนนั้นน่ะ มันเป็นแค่ผลตอบแทนในนามนะ เพราะมันยังต้องเอาเรื่องของเงินเฟ้อมาคำนวณด้วยนะ ...ซึ่งพอคำนวณแล้ว ไอ้ "กำไร" ที่ว่าสามร้อยเปอร์เซนต์นั้น มันต้องกวาดทิ้งเลยนะ

หมายความว่า พอปรับอัตราเงินเฟ้อแล้ว ...เงิน $2,000 วันนี้ มันก็จะมีมูลค่าเท่ากับ $515 ของเมื่อเดือนพฤษภาคม 1980 นั่นเลย .....มูลค่านะ

หมายความว่า (อีกที) ถ้าไม่มีเงินเฟ้อเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1980 ล่ะก็ ทองคำก็จะมีราคา $515 อยู่นั่นแหละ ...แล้วจะมีอะไรแตกต่างไปล่ะ?

WHAT'S THE DIFFERENCE?

มันไม่มีอะไรต่างไปเลย ทองคำหนึ่งออนซ์ก็ยังคงมีอำนาจซื้อได้เท่ากับ $2,000 เหมือนกับ $515 เมื่อปี 1980

เงินเฟ้อที่ดันให้ทองคำมีราคาเพิ่มสูงไปสี่เท่า ก็ไปดันราคาสินค้าให้สูงขึ้นไปสี่เท่าเหมือนกันมาตั้งแต่ปี 1980

เช่น ในปี 1979 ราคาน้ำมันเฉลี่ยในสหรัฐ 1 แกลลอนเท่ากับ $0.86 พอปีถัดมา เท่ากับ $1.19 ...ค่าเฉลี่ยสองปีเท่ากับ $1.03 ...พอมาเมื่อวานนี้เอง ราคาเท่ากับ $4 ต่อแกลลอน ....สี่เท่าเหมือนกัน

และ เมื่อปี 1980 ขนมปัง white bread อยู่ที่แถวละ $0.51 แต่วันนี้ราคาอยู่ที่ $1.98 ....นี่ก็สี่เท่า

UNREALISTIC EXPECTATIONS

พอหักค่าเงินเฟ้อไปแล้ว ทองคำหนึ่งออนซ์ของคุณก็ยังเป็นหนึ่งออนซ์นั่นแหละ ...ราคาไม่เกี่ยวอะไรเลย ..price is irrelevant

เป็นเวลานานมาแล้ว ทองคำคงอำนาจซื้อของมันเท่าเดิมมาตลอด อย่าไปหวังเลยว่ามันจะมีมูลค่าสูงขึ้นมาได้

ทองคำเป็น original money ...เมื่อเห็นราคาทองคำที่สูงขึ้นในเทอมของดอลลาร์ นั่นสะท้อนว่า ดอลลาร์สูญอำนาจซื้อไปแล้ว

ราคาที่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดดจะเกิดไม่บ่อยนัก และเกิดขึ้นหลังจากดอลลาร์สูญค่าไปแล้ว มันเป็นการก้าวตามให้ทัน (catch up) เงินเฟ้อที่เกิดไปก่อนแล้ว เหมือนราคาสินค้าน่ะแหละ

SCENARIO - CONCLUSION

ทองคำไม่ใช่ทรัพย์สินที่คุณจะลงทุนนะ มันไม่ได้ให้ผลกำไรแบบ big thing ให้คุณได้เลย ....มันคือ money ที่ใช้วัดมูลค่าทรัพย์สินอื่น

และที่ราคา $2,000 ราคาทองคำสะท้อนให้เห็นว่า ยูเอสดอลลาร์สูญอำนาจซื้อไปแล้ว 99% ตลอดศตวรรษ (จากราคา $20.67)

แล้วราคาทองคำก็ยังอาจสูงขึ้น แต่นั่นก็จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อดอลลาร์ยังจะสูญอำนาจซื้อมากขึ้นไปอีก ไม่ว่าจะเป็นไปแบบทันทีทันใด หรือยืดเวลาออกไป

การสูญค่าของดอลลาร์แบบที่เคยเกิดสี่เท่าตัว อาจเกิดอีกครั้ง ราคาทองคำก็อาจสูงไปสี่เท่าเป็น $8,000 ได้เหมือนกัน

ราคาสินค้าทั้งหลาย (ค่าครองชีพ) ก็จะสูงขึ้นในอัตราเดียวกัน ...แต่อำนาจซื้อของทองคำต่อสินค้าทั้งหลายจะเท่าเดิมตลอด

ทองคำจะชดเชยส่วนที่สูญเสียไปจากดอลลาร์ให้คุณ ๆ เท่ากับว่ามันจะเป็นหลักประกันให้ wealth ของคุณได้ ...ว่าว่าแต่คุณซื้อทองคำไว้บ้างหรือเปล่า ถ้าเก็บไว้แต่เงินเฟียต ก็นับวันแต่จะสูญค่าไปเรื่อย ๆ

https://www.goldpriceforecast.com/gold-price-analysis/gold-after-inflation-what-is-left/

#siamstr

ขอบคุณข้อมูลเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปาก

กับร่างกายที่ประชาชนไม่ค่อยได้รับผ่านสื่อหลัก

จากพี่หมอ @fatingfatdentist นะครับ👍🏻🦷

สามารถชมได้ผ่านลิงค์นี้ได้เลยครับ

https://youtu.be/AYAJJSOmdJo?si=F3rr6yf7bWSRHhTk

บางข้อมูลก็ทำให้เบิกเนตรในเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปากของเราไปเลยจริงๆครับ ชมแล้วก็นำไปวิเคราะห์แล้วปรับใช้กันนะครับ🤩

แล้วจะตื่นรู้ว่าการดูแลช่องปากจริงๆ

ง่ายกว่าที่เคยทำกันมาครับ

#KdentistTH

#siamstr

ไม่ต้องรอถอนฟันที่ไม่ดี🦷

ทำฟันปลอมทับไปเลยจริงหรอ?

ยังคงเจอกันอยู่ทุกวัน กับ “ฟันปลอมเถื่อน”

เคสนี้คือฟันที่ถูกเคลือบด้วยฟันปลอมแบบติดแน่นทุกซี่

ซึ่งผู้ป่วยอยากมาทำฟันปลอมใหม่ เพราะใช้ได้ไม่นาน

เริ่มเจ็บแล้ว บอกเลยว่าไม่ต้องพูดถึงความเจ็บตอนรื้อออก

ยังคงต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องกันต่อไปนะครับ✌🏻

ไม่งั้นก็จะมีคนที่เข้าใจผิดหลงไปทำกับคนมาทำฟันปลอมในชุมชนตามบ้าน

ครั้งนี้ผู้ป่วยจำอารมณ์ตอนรื้อฟันปลอมออกไปอีกนานครับ

ใครมีคนที่จะไปรักษาแบบนี้อย่าไปทำเด็ดขาดครับ ทำกับทันตแพทย์ที่คลินิกกันนนะครับ

#KdentistTH

#siamstr

ฟันแต่ละซี่ ขึ้นในช่องปากตอนเราอายุเท่าไรนะ ?👨‍⚕️🦷

สรุปการขึ้นของฟันทั้ง ฟันน้ำนมและฟันแท้ครับ

เพราะฟันแต่ละซี่จะขึ้นในเวลาที่ต่างกัน

แต่ที่สำคัญคือการดูแลฟันทุกซี่ให้ดีที่สุดครับ😄

#KdentistTH

#siamstr

💥ใช้ไม่จิ้มฟัน ระวังฟันห่างนะครับ💥

มาอ่านความรู้การใช้ไม่จิ้มฟันให้ถูกต้องกันครับ

GM ทุกคนครับ😄🦷

#KdentistTH

#siamstr

💥ตรวจช่องปากด้วยตัวเอง ต้องดูอะไรบ้างนะ?

มาตรวจสุขภาพช่องปากด้วยตัวเองที่บ้านกันครับ🔍

#KdentistTH

#siamstr

สุขภาพช่องปากที่ดี😄

เริ่มจากการดูแลช่องปากด้วยตัวเราเอง👍🏻

ด้วยการใช้อุปกรณ์ดูแลความสะอาดให้ครบจัดเต็ม✨

💟1.แปรงสีฟัน :แปรงขนนิ่ม ความยาวขนแปรงเท่ากันตลอด หัวแปรงขนาดพอดีกับช่องปากเรา

💟2.ยาสีฟัน : ต้องมีฟลูออไรด์ในปริมาณที่เหมาะสมกับช่วงวัย และมีผงขัดที่ไม่หยาบมาก

💟3.ไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟัน : เป็นอุปกรณ์ที่ควรใช้ในการทำความสะอาดเพิ่มบริเวณซอกฟัน ที่แปรงสีฟันธรรมดาทำความสะอาดไม่ได้

🔍เพียงใช้ 3 ข้อ บวกกับวินัยในการแปรงฟัน ช่องปากเราก็จะดีอย่างยั่งยืนครับ😄

#KdentistTH

#siamstr

🦷ประเภทของแปรงที่ใช้กับฟัน🪥🦷

GM ทุกคนครับ😄

ขอบคุณข้อมูลจาก ฟันดีดี

#KdentistTH

#siamstr

“อ้าปากได้นิดเดียว คุณหมอช่วยด้วย😭”

——————

ขอปรึกษาคุณหมอหน่อย พอดีอ้าปากขึ้นได้น้อยลงจะมีการดูแลรักษาอย่างไร?ให้กลับมาดีขึ้น🥺

🌟 จากคำปรึกษานี้นะครับ คนทั่วไปจะใช้คำว่าอ้าปากค้างหรือกรามค้างคืออ้าปากได้น้อยกว่าปกติหรือปิดปากลงไม่ได้ ซึ่งเมื่อเกิดอาการนี้ต้องเตรียมตัวเองอย่างไร?

🌟เมื่ออ้าปากค้างต้องพยายามมีสติและอย่าตกใจเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ค้างเกร็งมากขึ้น และไม่สามารถจัดตำแหน่งขากรรไกรเข้าที่ได้ ห้ามตบหรือชกใบหน้าและขากรรไกรหรือพยายามหุบปากลงทั้งที่ข้อต่อขากรรไกรยังค้างอยู่ เพราะจะทำให้เจ็บมากขึ้น

หากลองรักษาด้วยตนเองแล้วไม่ดีขึ้นควรรับการรักษาอย่างฉุกเฉินจากแพทย์หรือทันตแพทย์ที่จะจัดขากรรไกรให้เข้าที่ได้ครับ

🌟 วิธีการรักษาคือหลีกเลี่ยงการอ้าปากกว้างมากเช่น เวลาหาวให้เอามือประคองใต้คาง เวลารับประทานอาหารให้ตัดอาหารเป็นพอดีคำ

หมั่นบริหารขากรรไกร หากมีอาการอ้าปากค้างบ่อยโดยวางปลายลิ้นที่เพดานปากบริเวณเหงือกหลังฟันหน้าบน แล้วอ้าปากจนกว้างที่สุด โดยให้ปลายลิ้นยังแตะบริเวณนี้ตลอดเวลา ไม่ดันฟันหน้าเพราะอาจทำให้ฟันหน้ายื่น ค้างอยู่ท่านี้ประมาณ 6 วินาที ทำซ้ำ 6 ครั้ง นับเป็น 1 รอบ ทำวันละ 6 รอบ ท่าบริหารนี้จะเป็นการฝึกให้ผู้ป่วยอ้าปากอยู่ในระยะจำกัดที่ข้อต่อขากรรไกรเคลื่อนอยู่ภายในเบ้ากระดูก ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าอ้าปากได้แคบลงซึ่งจะไม่ทำให้อ้าปากกว้างเกินระยะจำกัดและอ้าปากค้างต่อไปครับ

🌟แต่ในกรณีที่อ้าปากได้น้อยลงจริงๆ ซึ่งอาจจะเกิดได้จากกล้ามเนื้อ ข้อต่อขากรรไกรที่ผิดปกติ หรือ หลังจากการผ่าฟันคุด ซึ่งมีวิธีการแก้ไขเบื้องต้นด้วยการบริหารฝึกบริหารอ้าปาก โดยใช้นิ้วทำเป็นรูป Mini Heart ใช้นิ้วโป้งดันฟันบนและนิ้วชี้ดันฟันล่าง ดันให้สามารถอ้าปากได้เพิ่มมากขึ้น และอาจใช้น้ำอุ่นช่วยประคบบริเวณแก้มกรณีที่มีการตึงของกล้ามเนื้อบริเวณแก้ม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคนปกติจะสามารถอ้าปากได้อย่างน้อยเท่ากับขนาดความกว้างของ 3 นื้วมือ คือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง เรียงชิดติดกัน ถ้าได้ลองปฏิบัติเช่นนี้แล้วยังอ้าปากได้น้อยอยู่ก็ควรรีบไปปรึกษาทันตแพทย์ก่อนที่จะอ้าปากได้น้อยลงกว่าเดิมนะครับ😄

#KdentistTH 🦷

#siamstr