Avatar
Libertarian Studies
3f930d5f05b2bb0c962ca56e5008d110a831ddd8395105c9b932c2317cd8ce4b
Thai right-libertarian channel advocating for liberty, decentralization, paleocon and laissez-faire.

ตลาดเสรีแบบ neoliberalism มันมีปัญหาที่ทำให้ฝ่ายซ้ายเข้ามามีบทบาทในสังคมและเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ก็รวมถึง managerial capitalism ทุกแขนงทุกภาคส่วนที่ทำงานในภาครัฐและเอกชน แน่นอนสำหรับพรรคเพื่อไทยเขาก็เป็นอย่างนั้นที่ค่อนข้างมี rhetoric neolib อยู่ เน้น economic growth มากกว่าไม่สนใจอะไรตามมาตามแบบแผนของเศรษฐศาสตร์สำนักชิคาโก้

*สังเกตว่าที่พรรคเขาพูดมีแต่เน้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เน้นการเติบโตและเน้นด้านการเงินกับกองทุน ตามที่เพื่อไทยบอกว่า "ให้จีดีพีโตเป็น 5% ต่อปีแล้วค่อยเพิ่มค่าแรง" แนวทางของเพื่อไทยมันน้อยกว่านโยบายแบบกลางซ้าย หรือ ซ้ายที่เน้นรัฐสวัสดิการมาก ๆ ที่สำคัญสวัสดิการที่เพื่อไทยทำก็ออกไปทางความคิดของ neoliberalism หนึ่งในนั้นคือเรื่อง 'Negative income tax' ถ้าให้มองเรื่องต้นทุนที่รัฐต้องแบกรับมันน้อยกว่าการทำรัฐสวัสดิการขนาดใหญ่แบบสแกนดิเนเวีย

กล่าวโดยสรุปเรื่องของจุดยืนทางเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยก็คือ neoliberalism + economic populist

แนวคิด "Animal spirits" ของจอห์น เมนาร์ด เคนส์คือการมองมนุษย์แบบแคบ ๆ เหมือนกับคาร์ล มาร์กซ์ที่มองมนุษย์อยู่บนฐานคิดเรื่องการปฏิวัติชนชั้น การกดขี่ .. 'วัตถุวิธีทางประวัติศาสตร์'

ในความเป็นจริงมนุษย์นั้นไม่ใช่ mechanomorphism มองมนุษย์อยู่บนกฎของฟิสิกส์ คาดการณ์ได้ด้วยคณิตศาสตร์ ประมวลผลคุณสมบัติของคนได้ทุก ๆ อย่างอย่างแม่นยำตั้งแต่อนูของร่างกายจนถึงความพึงพอใจในระดับส่วนลึกของจิตใจ แต่สำหรับเคนส์มองว่ามนุษย์เองก็มี "จิตใจ" แต่พฤติกรรมของมนุษย์จะต้องถูกขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณ ลักษณะนิสัยและอารมณ์เท่านั้น

ทั้งที่จริงธรรมชาติของมนุษย์นั้นล้วนเต็มไปด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่เติมเต็มให้เราเป็นมนุษย์ เช่น วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม เหตุผล อารมณ์ สัญชาตญาณ และอื่น ๆ มันประกอบรวมกันเป็น "เรา" ที่เป็นเอกลักษณ์กว่าคนอื่น ความเป็นเราไม่ได้มาจากแค่มีอารมณ์ เหตุผล สัญชาตญาณ วัฒนธรรมอย่างโดด ๆ เท่านั้น แต่มันหลอมรวมให้ "เรา" เป็นสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น อันนี้จึงเรียกว่า anthropomorphism ที่ในพื้นที่ทางสังคมศาสตร์ (เศรษฐศาสตร์, สังคมวิทยา, etc.) มุ่งเน้นศึกษาปรากฏการณ์ของสังคมมนุษย์, พฤติกรรมมนุษย์ โดยแยกกฎเกณฑ์และทฤษฏีต่าง ๆ ออกจากวิทยาศาสตร์ธรรมชาติอย่างเด็ดขาด

Louis Althusser บอกไว้ว่ากลไกปราบปรามของรัฐมันสร้างเอกภาพในพื้นที่สาธารณะได้ก็จริง แต่ไม่สามารถปราบปรามกลไกอุดมการณ์ได้ที่อยู่ในขอบเขตของเอกชน (ส่วนบุคคล) ในขณะที่กลไกปราบปรามและกลไกอุดมการณ์ก็ไม่มีสิ่งใดที่ใช้หน้าที่ของตัวเองแบบเพียว ๆ มันต้องมีทั้งสองควบคู่กันไป

กรัมซี่ เลนิน อัลทูแซร์เห็นตรงกันว่า 'ถ้ายึดกลไกทางอุดมการณ์ได้ โดยเฉพาะสถาบันการศึกษา' ก็จะมีแหล่งปักหลักเพื่อผลิตประชากรฝ่ายซ้ายขึ้นมาได้เรื่อย ๆ โดยไม่สูญพันธุ์ ทั้งนี้ตามมุมมองของมาร์กซ์ก็สนับสนุนการประโคมเรื่องของ "การกดขี่" ก็ทำให้พวกฝ่ายซ้ายใช้จังหวะนี้ในการฉวยโอกาสโต้กลับเพื่อสร้างความชอบธรรมในสังคม สร้างพื้นที่ในสังคม กล่าวคือ "ใช้ความขัดแย้งที่เกิดจากความสัมพันธ์ทางการผลิตไปสู่การต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของตน"

มาร์กซ์ได้กล่าวสั้น ๆ อยู่ 2 ข้อ (ระบุในงานของตนอย่าง A Contribution to the Critique of Political Economy) ก็คือ (1) การต่อสู้ทางชนชั้นต่อการกดขี่ขูดรีดก็อยู่ภายใต้กลไกทางอุดมการณ์ตรงนี้ก็จะใช้ประโยชน์เพื่อมาทำลายกลไกอุดมการณ์ของรัฐแทนได้ และ (2) การต่อสู้ทางชนชั้นนอกเหนือจากภายในกลไกทางอุดมการณ์ มันสามารถเกิดขึ้นในโครงสร้างส่วนล่าง กล่าวคือ "การผลิต" นำไปสู่ "การกดขี่" และทำให้เกิดการต่อสู้ทางชนชั้นขึ้น

**เน้นย้ำ**

ความสัมพันธ์ทางการผลิต, การผลิตซ้ำความสัมพันธ์ทางการผลิต = แรงงานอยู่ในระบบแล้วจะต้องโดนนายทุนกดขี่เสมอ ดังนั้นการมีความสัมพันธ์ทางการผลิตจึงต้องมีการกดขี่เกิดขึ้น

ความแตกต่างและความเหมือนกันของเพื่อไทยกับก้าวไกลตอนนี้ผมจะเขียนให้กระชับน่าอ่าน

.

(*ใครจะก็อปปี้ทำได้เลยครับ*)

.

'เพื่อไทย' มุ่งเน้นไปที่ realpolitik (การเมืองที่เป็นจริงเน้นยืดหยุ่น รู้อะไรควรได้อะไรควรเสียและทางออกของ "ประเทศ" คืออะไร)

'ก้าวไกล' มุ่งเน้นไปที่ consistency principle (การเมืองที่อยู่บนพื้นฐานของประชาชน ถ้าจะตายก็ตายไปพร้อมกับหลักการ ประชาชนและประเทศ สิ่งนี้แหละคือทางออกของ "ประเทศ")

.

'เพื่อไทย' แทบจะไม่มีกระดูกสันหลัง (เหตุผลอยู่ข้อแรก)

'ก้าวไกล' มีกระดูกสันหลังเปี่ยมล้น (อาจจะแค่ตอนนี้และนับเฉพาะที่แสดงออกบนสื่อกระแสหลัก)

.

'เพื่อไทย' อ้างว่าตั้งรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤต (ควรจะเป็น)

'ก้าวไกล' อ้างว่าควรยึดมั่นในหลักการและสัจจะจนกว่าประเทศนี้จะได้รัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชน (ควรจะเป็น)

.

'เพื่อไทย' มองการเมืองไทยแบบเก่า (ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร)

'ก้าวไกล' มองการเมืองไทยแบบที่ไม่เคยเป็น (ไร้เดียงสาทางการเมือง)

.

'เพื่อไทย' มองว่าบุคคลท่านนั้นเป็นเจ้าของพรรคตัวจริง (แนวโน้มว่า "จริง" สุด ๆ ไปเลย)

'ก้าวไกล' มองว่าประชาชนเป็นเจ้าของพรรค (ตอแหล)

.

'เพื่อไทย' ยึดหลักความเป็นจริงถ้าคนเดิมไปไม่รอด เหตุใดจึงจะต้องไปต่อ? แต่จะยอมคืนดีเพื่ออะไรที่ดีกว่าที่เป็นอยู่

'ก้าวไกล' ยึดหลักผัวเดียวเมียเดียว ทิ้งแล้วทิ้งเลยไม่ต้องง้อ ถ้าผัวทิ้งไปแล้ว แล้วผัวกลับมาง้อ เรื่องอะไรจะยอมคืนดี?

.

'เพื่อไทย' เอา Confidence and supply (+เน้นมิตรมากกว่าศัตรู)

'ก้าวไกล' ไม่เอา Confidence and supply (+เน้นศัตรูมากกว่ามิตร)

.

'เพื่อไทย' มองว่ายอมเสียต้นทุน + ลงทุนการตั้งรัฐบาลเพื่ออะไรที่ดีกว่า (ภูมิธรรม)

'ก้าวไกล' มองว่าควรกลับไปฝ่ายค้าน ตั้งหลักทำผลงานในสภา-นอกสภา งานสื่อ งานเผยแพร่ชุดอุดมการณ์ความคิดให้ดีกว่าเดิม (ปิยบุตร)

.

'เพื่อไทย' มองว่าตัวละครหลักในการแก้ไขปัญหาประเทศคือ "รัฐ" (นโยบายเคนส์เซี่ยน)

'ก้าวไกล' มองว่าตัวละครหลักในการแก้ไขปัญหาประเทศคือ "รัฐ" (นโยบายเคนส์เซี่ยน หรือไกลกว่านั้นคือ นโยบายสังคมนิยมแบบอ่อน ๆ)

.

'เพื่อไทย' ไม่ล้มเจ้า/สู้ไปกราบไป เป็นตัวแปรในการครองอำนาจเก่าให้อยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง (อาจจะมี Hidden agenda)

'ก้าวไกล' ล้มเจ้า/ไม่สู้ไปกราบไป เป็นตัวแปรในการทำให้อำนาจเก่าไม่สามารถอยู่ต่อไปได้ (โดยเฉพาะในปีพ.ศ. 2570 หรือ เร็วกว่านั้นหากมีการยุบสภา) เน้น Poker face ในหลายเรื่องนอกเหนือจากสถาบัน (มี Hidden agenda)

.

จบ... คิดได้เท่านี้มก่อน หากมีอะไรเพิ่มเติมก็สามารถเสนอมาได้

**หมายเหตุ มีคนส่งข้อความนี้มาในเพจอยากให้แชร์ต่อ

อนาธิปไตย (anarchism) เป็นกลุ่มความคิดทางการเมืองที่เชื่อว่าต้องไม่มีรัฐที่เป็นผู้ผูกขาดความรุนแรงเหนือพื้นที่แล้วผลักดันสังคมที่ไม่มีสถาบันทางการเมืองและความร่วมมือกันอย่างสมัครใจ

บางครั้งคำว่าอนาธิปไตยถูกทำให้สับสนและบิดเบือน นิยามของมันตามรากศัพท์และบริบทของกรีก (ใช้จนถึงปัจจุบัน) คำว่า anarkhia หมายถึง "ปราศจากรัฐ" (ตามบริบทที่เป็นไม่ใช่ปราศจากผู้นำหรือผู้ปกครอง) โดยมันมีคำว่า an ที่หมายถึง "ปราศจาก" หรือ without ในภาษาอังกฤษ และคำว่า arkhos หมายถึง ผู้นำ หรือ ผู้ปกครอง (ตามบริบทจริง ๆ คือรัฐ) พิจารณานิยามเพิ่มเติมจาก Oxford Dictionary ในคำว่า anarchy มันหมายถึง "สถานการณ์ในประเทศ องค์กรหรืออื่น ๆ ที่ไม่มีรัฐในการควบคุม" หรือนิยามจาก merriam-webster บอกไว้เหมือนกันว่า "การไม่มีรัฐ" "สภาวะที่ไม่มีกฎเกณ์หรือระเบียบทางการเมืองอันเนื่องมาจากไม่มีผู้มีอำนาจของรัฐ" "สังคมอุดมคติที่มีเสพสุขไปกับเสรีภาพโดยปราศจากรัฐ" "การไม่มีผู้มีอำนาจใด ๆ ที่สร้างระเบียบ" ซึ่งในความหมายใด ๆ ก็ตามคำว่า 'ผู้ปกครอง' 'ผู้มีอำนาจ' 'ผู้นำ' ในแง่บริบทของคำว่าอนาธิปไตยจะหมายถึง "รัฐ" ทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่าอนาธิปไตยจะไม่มีผู้นำหรือผู้ปกครอง เพราะในความเป็นจริงไม่ว่าผู้นำ (ผู้ปกครอง) ระเบียบทางสังคม กฎหมาย วัฒนธรรมต่าง ๆ ล้วนแล้วสามารถเกิดขึ้นได้ในสภาวะที่ไม่มีรัฐทั้งหมด

อันนี้เป็นแค่น้ำจิ้มจะลงเฉพาะในนกม่วงก่อนเท่านั้น

เรื่อง 10000 บาทของเพื่อไทยเดี๋ยวอาจจะเขียนลงนะครับ ตอนแรกคิดว่าจะลงตอนช่วงเขาทำนโยบายเลย แต่อาจจะต้องดูสถานการณ์อีกที ใจจริงอยากแทงสวนตอนเขาเริ่มใช้นโยบายนั้นตอนต้นเดือนมกราคม ถ้ายังไม่ถึงเวลาจริงและสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยก็จะลงบทความพื้น ๆ ไปอ่านก่อนครับ

มีหลายบทความครับทั้งชิลี อาร์เจนตินา เหตุการณ์ Wall street ล่มต่าง ๆ และจะรื้อฟื้นประเด็นค่าแรงขั้นต่ำด้วย

รัฐจะให้รัฐสวัสดิการมากเท่าไหร่ คนก็ไม่ได้หายจนหรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

.

สวัสดิการให้คนจนไม่ได้ทำให้คน "หายจน" หรือ "บรรเทาความยากจน"

ไม่ว่าจะอ้างวิธีการให้ได้ผลยังไงในแบบเฉพาะเจาะจงหรือแบบถ้วนหน้าก็ไม่ได้ทำให้คนหายจน ตามสมมติฐานที่ว่า "ถ้าแจกเงินคนละล้านหรือมากกว่านั้นต่อคนทุกคน ก็หมายความว่าคนทุกคนจะต้องร่ำรวยขึ้นในสภาวะที่มีเงินจำนวนมากในมือ แล้วในปัจจุบันมีธนาคารแห่งชาติที่สามารถพิมพ์ธนาบัตรออกมาจากอากาศได้อย่างไม่จำกัดที่จะสามารถแจกเงินจำนวนมากได้"

.

ถ้าเช่นนั้นหมายความว่าทุกคนจะต้องเป็นคนรวยและไม่มีใครเลยเป็นคนจน แต่ในความเป็นจริงคนทุกคนย่อมจนเหมือนเดิมเงินที่ถืออยู่ก็ไม่มีค่าใด ๆ กำลังซื้อลดน้อยถอยลงและการตั้งราคาสินค้าและบริการจะต้องตั้งในราคาสูง ๆ ตามปริมาณเงินในเศรษฐกิจที่ล้นเกิน

.

สมมติฐานนี้ใช้ได้กับ "รัฐสวัสดิการ" (welfare state) ถ้าหากการแจกเงินบรรเทาหรือลดความยากจนได้ ทำไมคนถึงยังไม่ออกจากความยากจน หรือ ขยับทางชนชั้นขึ้น? ตามทฤษฏีเคนส์มันจะส่งเสริมให้คนใช้จ่ายเพื่อยังชีพในระยะสั้นเท่านั้น แต่ในระยะยาวคนก็จนลงเหมือนเดิม กลับกันการออกจากความยากจนและการขยับทางชนชั้นมาจากการมีความมั่งคั่งที่สูงขึ้นอันมาจากการเก็บออม และเนื่องด้วยพฤติกรรมคนที่แตกต่างกันคำว่าการเก็บออมแล้วใช้ในอนาคตก็ย่อมแตกต่างตามสถานการณ์ ต่างจากการสร้างสภาวะที่กระตุ้นให้เกิดการบริโภคในระยะสั้นและก็ต้องบริโภคในระยะสั้นตามที่กำหนดจากรัฐ

.

แม้แต่เรื่องความเหลื่อมล้ำ (inequality) จะต้องทบทวนถึงทฤษฏีฝ่ายซ้ายที่อ้างได้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่อำนาจรัฐเลย ถ้าเพราะทุกคนจะตกลงร่วมใจกันอย่าง "เท่าเทียม" แต่ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้เพราะมนุษย์ไม่เคยเท่าเทียมและไม่มีทางที่จะเท่าเทียม ฉะนั้นฝ่ายซ้ายจะต้องใช้ "อำนาจของอะไร" ในการบังคับคนให้เท่าเทียม? ก็ต้องอำนาจรัฐ ไม่ใช่สังคมหรือวัฒนธรรมก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงชนชั้นและความไม่เท่าเทียมเสมอ แม้แต่มิติทางเศรษฐกิจ มันทำให้ฝ่ายซ้ายจะต้องเลือกเข้าหาอำนาจรัฐเพื่อปราบปรามชนชั้นและความไม่เท่าเทียมที่หลีกเลี่ยงการบังคับไม่ได้อยู่ดี

.

ดังนั้น เราควรหันกลับมามองด้วยสายตาที่ยาวขึ้นและหาความมั่นคงในชีวิต เริ่มต้นจากประเด็นเชิงโครงสร้างของรัฐที่ควรลดการใช้จ่ายและแทรกแซงเศรษฐกิจ การปล่อยไปตามกลไกตลาดจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อให้คนดำเนินชีวิตอย่างไม่มีอุปสรรคขัดขวางและทำให้คนเกิดความจำเป็นต้องเก็บออม เมื่อเป็นเช่นนี้ความมั่งคั่งก็ต้องเพิ่มขึ้น (การเพิ่มความมั่งคั่งในสภาวะเศรษฐกิจปกติล้วนแล้วมาจากพฤติกรรมของคนเช่น การทำงานหนัก การมีวินัยทางการเงิน การเก็บออม ฯลฯ) ตรงนี้ก็ไม่ต้องมีความจำเป็นจะต้องกังวลเรื่องความเหลื่อมล้ำแล้วเพราะมันเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติของสังคมมนุษย์และแก้ไขไม่ได้ มันจะแสดงให้เห็นว่าในตลาดเสรีทุนนิยม ยิ่งคนรวยขึ้นก็จะรวยขึ้นไปอีก ยิ่งคนที่จนอยู่แล้ว พวกเขาก็ตีนถีบตัวเองให้รวยขึ้นตามลำดับ

.

จากที่กล่าวมาข้างต้นและจนถึงทุกวันนี้ก็ไม่มีการยืนยันเชิงประจักษ์ (empirical verified) ที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนจริง ๆ ว่าความยากจนมันลดลงได้ยังไงจากการนโยบายการแทรกแซงเศรษฐกิจของรัฐ (ยกเว้นความยากจนจะลดลงแค่ในระยะสั้น) นอกเหนือจากในช่วงเวลานั้นมันจะต้องมีปัจจัยภายใต้เงื่อนไขหนึ่งที่เอื้อให้เกิดความมั่งคั่งขึ้นนำไปสู่การหลุดพ้นจากความยากจนเท่านั้น การหลุดพ้นจากความยากจนหรือการเกิดความมั่งคั่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างโดด ๆ มันต้องมีเหตุที่ทำให้มันเกิดขึ้น แต่พูดได้ว่ามันไม่ได้เกิดจากการให้สวัสดิการกับคนยากจนแน่นอน

Libertarianism means "free from government"

Left-Libertarian ultimately uses the state power, then there will be nothing free.

Accordingly, being free from the state doesn't mean being free from cultural and social constraints.

คำถามคือในแง่ของทฤษฎีฝ่ายซ้ายจะอ้างได้ว่าไม่ใช้อำนาจรัฐเพราะทุกคนจะตกลงร่วมใจกันอย่าง "เท่าเทียม"

แต่ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้เพราะมนุษย์ไม่เคยเท่าเทียมและไม่มีทางที่จะเท่าเทียม ฉะนั้นแล้วฝ่ายซ้ายจะต้องใช้ "อำนาจของอะไร" ในการบังคับคนให้เท่าเทียม?

อิสรนิยมหมายความว่า "อิสระจากรัฐ"

แนวคิดอิสรนิยมแบบฝ่ายซ้ายสุดท้ายมันก็ใช้อำนาจรัฐอยู่ดี มันไม่มีทางอิสระ

ทั้งนี้การอิสระจากรัฐมันไม่ได้หมายความว่าจะอิสระจากวัฒนธรรมหรือสังคม

ทัศนะของ Javier Milei ต่อ Bitcoin

ที่มา : https://twitter.com/MLiamMcCollum/status/1691105213531480064

ชัยชนะของอิสรนิยม : บทใหม่ของประวัติศาสตร์อาร์เจนตินา

.

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ.2566 ที่ผ่านมาของประเทศอาร์เจนตินามีการเลือกตั้งทั่วประเทศ 23 จังหวัดผ่านระบบเลือกตั้งแบบระบบสัดส่วน ผลปรากฏว่าผู้สมัครชิงประธานาธิบดีอย่างฮาเวียร์ ไมลีย์ (Javier Milei) พร้อมกับวิคตอเรีย บียาร์รูเอล (Victoria Villarruel) ในนามของพรรค Partido Libertario และจากแนวร่วม La Libertad Avanza ได้รับชัยชนะอย่างล้นหลามในรอบโหวตทั่วไป (primary vote) อยู่ที่ 7,116,352 เสียงคิดเป็น 30.4% ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง (ไม่นับบัตรเสียงหรือไม่มาโหวต) ทั้งหมด 23,977,019 คน รองลงมาก็คือแพทริเซีย บูลริช (Patricia Bullrich) จากพรรค Propuesta Republicana และแนวร่วม Juntos por el Cambio ได้เสียงโหวตปธน.รวมทั้งหมด 6,698,029 คิดเป็น 28.27% ของผู้มีสิทธิ์โหวตทั้งหมด ระบบการเลือกตั้งของอาร์เจนตินาระบุเอาไว้ว่าพลเมืองที่มีอายุ 16 ปีหรือมากกว่านั้นจะมีสิทธิ์เลือกตั้ง การโหวตประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีจะเลือกตั้งด้วยบัตรใบเดียวผ่านการเลือกโดยตรงจากประชาชน โดยทั้งสองจะมีวาระการดำรงตำแหน่งประมาณ 4 ปี และจะใช้ระบบสองรอบ (runoff voting system or two-round system.) ในกรณีที่ผู้สมัครมีคะแนนไล่เรี่ยกันก็จะต้องมีผู้สมัครคนใดคนหนึ่งชนะในการโหวตมากกว่า 45% ของการโหวต หรือมากกว่าร้อยละ 40% โดยมีคะแนนมากกว่ารองชนะเลิศอย่างน้อยร้อยละ 10 ในประเทศอาร์เจนตินาจะแบ่งออกเป็นระบบ 2 สภาได้แก่ สภาล่าง (Cámara de Diputados de la Nación) มีที่นั่งทั้งหมด 257 ที่และต้องมีการเลือกตั้งทั่วประเทศจาก 23 จังหวัดด้วยระบบสัดส่วนตามที่กล่าวไป และสภาบน หรือ วุฒิสมาชิกสภา (Senado de la Nación) จะมี 72 ที่นั่ง ในการเลือกแบบแรกมีวาระ 6 ปีการเลือกตั้งทั่วประเทศทั้ง 23 จังหวัดและเขตการปกครองพิเศษ (รวมเป็น 24) และแบบที่สองก็มีวาระอยู่ 6 ปีเหมือนกัน แต่สมาชิกวุฒิสภาจะมาจาก 2 พรรคร่วมใหญ่ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไป

.

สำหรับข้อมูลผู้สมัครแนวร่วม La Libertad Avanza อย่างคุณฮาเวียร์ ไมลีย์ (Javier Milei) เขาเป็นนักการเมืองและนักเศรษฐศาสตร์มีจุดยืนทางการเมืองแบบอิสรนิยมปีกขวาและสนับสนุนแนวคิดสำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนอย่างแข็งขัน และสนับสนุนแนวคิดทางปรัชญาอิสรนิยมของเมอร์เรย์ ร็อธบาร์ด (Murray N. Rothbard) ตัวเองเขาเองนิยามว่าเป็นนักจุลรัฐนิยมแบบระยะสั้น (short-term minarchist) แต่สนับสนุนแนวคิดอนาธิปไตยทุนนิยม (anarcho-capitalist) เขาเชื่อว่าการเก็บภาษีโหด ๆ เป็นการทำร้ายประเทศ และการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นหนทางในการทำให้งบประมาณของรัฐเกิดความสมดุล (เป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขเงินเฟ้อไปอีก) เขาคัดค้านเรื่องของการทำแท้ง และวิพากษ์วิจารณ์ขบวนการเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายที่เป็นมาร์กซิสต์สายวัฒนธรรม (cultural marxism) ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อความหลากหลายทางเพศ (LGBT movement) ในแง่ลบ (ไม่เห็นด้วย) เขามีความต้องการที่จะยุบกระทรวงผู้หญิง เพศและความหลากหลายของอาร์เจนตินา (Ministerio de las Mujeres, Géneros y Diversidad) อันเป็นการแหล่งบ่มเพาะฝ่ายซ้ายผ่านกลไกของรัฐ ชีวิตส่วนตัวของเขาอย่างคร่าว ๆ ก็คือ เขานับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก (ที่มาว่าทำไมเขาไม่เห็นด้วยกับการทำแท้ง) และค่อนข้างโปรดปรานในแนวคิดของมิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) และเมอร์เรย์ ร็อธบาร์ด (Murray N. Rothbard) จนถึงขนาดนำไปตั้งชื่อของสุนัขพันธุ์อิงลิช มาสทิฟฟ์

.

ตามมุมวิเคราะห์ของหลายสำนักข่าวกล่าวว่า สาเหตุที่อิสรนิยมชนะในอาร์เจนตินาเป็นเพราะชาวอาร์เจนตินานั้นเดือดร้อนจากสถานการณ์เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอยู่ที่ 116% และปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง หรือ ก็คือสภาวะทางเศรษฐกิจที่มีปัญหา พร้อมทั้งการหาเสียงมุ่งเน้นไปที่ใจกลางของปัญหาในภาคส่วนการเกษตรมีเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายต้น ๆ ของโลกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินอ่อนตัวและหนี้ที่กู้มาจาก IMF ราว ๆ 44 หมื่นล้านดอลลาร์ ความโดดเด่นของอิสรนิยมอยู่ที่เป็นทางออกของปัญหาเพียงทางเดียวที่จะไม่วนลูปปัญหาทุก ๆ อย่างไปที่รัฐ แต่จะหาทางออกด้วยการพึ่งพาระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเพื่อคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้

.

บรรณานุกรม

“Argentinian Far-Right Outsider Javier Milei Posts Shock Win in Primary Election.” CNN, 14 Aug. 2023, http://edition.cnn.com/.../argentina.../index.html....

“Argentine far-right outsider Javier Milei posts shock win in primary election.” reuters, 15 Aug. 2023, https://www.reuters.com/.../argentina-set-primary.../....

ฝนตกแล้ว #ThailandZapathon

ผู้คนกำหนดมูลค่าอย่างไร : ว่าด้วยคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม

.

สิ่งที่น่าขบคิดเกี่ยวกับคุณค่าต่าง ๆ นั้นเริ่มมาจากคำถามที่ว่า "ทำไมเราชอบสิ่งนี้มากกว่าอีกสิ่งหนึ่ง", "ทำไมเรายินดีที่จะจ่ายให้สินค้าชิ้นนี้ที่มีราคาแพงมากกว่าอีกสินค้าหนึ่งที่มีราคาถูก", "ทำไมเราเลือกกินมาก-น้อยแตกต่างกัน" ฯลฯ หลายคนอาจจะตอบคำถามในเรื่องเหล่าว่ามันจะต้องเป็นไปตามกฎอุปสงค์และอุปทานตามหลักเศรษฐศาสตร์แน่นอน แต่ทว่าคำตอบแบบนี้จึงเป็นเพียงคำตอบที่กว้าง ๆ เท่านั้น สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนพบของเหตุผลที่ว่าทำไมคนถึงมีเป้าหมายในการทำสิ่งหนึ่งแต่ไม่ทำสิ่งหนึ่ง หรือ มีความแตกต่างตรงกันข้ามกัน (ceteris paribus) ... มันมาจากกฎการลดน้อยถอยลงของอรรถประโยชน์ส่วนเพิ่ม (law of diminishing marginal utility) ที่จะเห็นได้จากตัวอย่างของกินก็คือเมื่อยิ่งบริโภคมากก็ยิ่งไม่อยากกินอีก นักเศรษฐศาสตร์อธิบายว่ามันเป็นเรื่องของความพึงพอใจของคน ๆ หนึ่งที่ได้มาจากการบริโภคสินค้า (ชิ้นที่ 1, 2, 3,...., x) โดยที่ความพอใจในลำดับถัดมาจะไม่เท่ากับความพอใจที่ได้รับในตอนแรก เมื่อเป็นเช่นนั้นพฤติกรรมของคนในเรื่องของความเต็มใจจะจ่าย หรือ อยากกินจึงลดลง

.

ตามคำอธิบายของคาร์ล เมนเจอร์ (Carl Menger) ผู้ก่อตั้งสำนักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนว่า ชั้นลำดับของปัจเจกบุคคลนั้นมีความหลากหลายทั้งเป้าหมายที่มีลำดับความสำคัญต่อความต้องการของเขาเอง เช่น หากนายก. ผลิตขนมปังขึ้นมา 4 ชิ้น เขาจะต้องพิจารณาความสำคัญที่สุดของเขาคือ การบริโภคขนมปัง 1 ชิ้นและอีก 3 ชิ้นก็นำไปทำอย่างอื่น (ในอีกตัวอย่างหนึ่งถ้าเป็นรายได้สิ่งเหล่านี้จะเป็น "การเก็บออม" ทันที) และนายก.จะสามารถนำขนมปังที่เหลือ 3 ชิ้นไปแลกเปลี่ยนอย่างอื่นได้ ซึ่งเรื่องของคุณค่านี้เองก็อยู่บนฐานของทฤษฏีมูลค่าจิตวิสัย (subjective theory of value) ที่นักเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนอย่างคาร์ล เมนเจอร์เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาแนวคิดที่ทำให้เกิดปฏิวัติวงการเศรษฐศาสตร์ขึ้นมา

.

สำหรับเรื่องนี้เองถือจะสามารถอธิบายตามหลักการที่เป็นมาตรฐานของคุณค่าได้ (standard of valuation) ที่จะต้องพิจารณาเรื่องของ "ความสำคัญ" (priority) และ "ลำดับชั้น" (ranking) เสมอ ถ้าหากยกตัวอย่างสถานการณ์ในสังคมที่เรามอง "ชาวต่างชาติ" สำคัญน้อยกว่า "ชาวไทย" ก็ถือเป็นลำดับความสำคัญที่เกิดขึ้นอย่างเป็นเรื่องทั่วไปในสังคม หรือ เรามอง "ครอบครัว" ของเรา สำคัญมากกว่า "คนที่ไม่ใช่ครอบครัว" ของเรา หรือการมองว่า "คนที่อดยากจากประเทศแอฟริกา" สำคัญน้อยกว่า "คนที่อดอยากจากประเทศของตัวเอง" ตามเหตุการณ์นี้เราจะให้ความรู้สึกน่าสงสารหรือความเห็นใจต่อคนอื่นก็จริง แต่ถ้าให้เลือกส่วนใหญ่ก็จะมองที่ประเทศของตัวเองมากกว่าประเทศอื่น นี่จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าระดับความสำคัญเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของธรรมชาติมนุษย์เองที่ไม่สามารถแยกออกจากประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมได้ หรือ แม้แต่เรื่องลำดับชั้นเองที่ถึงแม้ว่าจะเป็นจิตวิสัย แต่คุณค่าแบบจิตวิสัยก็ย่อมแตกต่างกันตามแต่วัฒนธรรมและสังคม ยกตัวอย่างเช่น “คนที่สวย” ย่อมมีคุณค่าหรืออะไรบางอย่างที่ดีกว่า “คนที่ไม่สวย” หรือ “คนที่หล่อกว่า/ผอมกว่า” ย่อมมีคุณค่าหรืออะไรบางอย่างที่ดีกว่า “คนที่ไม่หล่อ/อ้วนกว่า” สิ่งเหล่านี้สามารถซ้อนทับกันได้และแบ่งแยกกันได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น เรามอง “ผู้หญิงอินเดียสวยน้อยกว่าผู้หญิงญี่ปุ่น” หรือ “ผู้ชายชาวเกาหลีหล่อกว่าผู้ชายชาวไทย”

.

หรือแม้แต่การแก้ไขปัญหาเรื่อง Diamonds-Water Paradox ที่นักเศรษฐศาสตร์สายคลาสสิคแก้ปัญหามันไม่ได้เพราะพวกเขาโฟกัสมูลค่าทุก ๆ อย่างไปที่ “แรงงาน” ทางออกของปัญหานี้มันมาจากการพิจารณามูลค่าตามสถานการณ์ตามแต่ละกรณีไป ถ้าหากคุณอยู่กลางทะเลทราย เพชรก็อาจไม่มีค่าเท่าน้ำเนื่องจากการทะเลทรายจำเป็นต้องการน้ำเพื่อแก้กระหายและให้อยู่รอด ในขณะที่ถ้าคุณอยู่ในเมืองน้ำอาจจะไม่มีค่าเท่าเพชรก็เพราะว่าในเมืองนั้นมีการผลิตน้ำออกมาขายให้คนบริโภคได้ตามร้านสะดวกซื้อ ในขณะที่เพชรย่อมมีกระบวนการต่าง ๆ มากมายในการขุดและการทำมันขึ้นมายากลำบากกว่าการหาน้ำในเมือง ด้วยเหตุผลนี้เองการจะประเมินว่าเพชรมีมูลค่ามากกว่าน้ำย่อมเป็นจริง กล่าวคือมันขึ้นอยู่กับ “ลำดับความสำคัญ” ตามแต่ละสถานการณ์

.

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรียกว่า “คุณค่า” เป็นมูลค่าจิตวิสัยแน่นอนที่มีลำดับความสำคัญและลำดับชั้นในตัวเอง ผู้คนจะกำหนดแตกต่างกันอย่างไรขึ้นอยู่กับการประเมินหรือให้ค่ากับสิ่งนั้น ๆ ผ่านความรู้สึกและมุมมองตามแต่ละสังคมและวัฒนธรรม (ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีที่แม่นยำด้วยวิธีทางคณิตศาสตร์หรือแบบประเมินได้) ซึ่งสิ่งนี้เองในการศึกษาเศรษฐศาสตร์ย่อมทำให้ไม่สามารถปฏิเสธมันได้ เพราะว่าเรื่องของมูลค่าเป็นสำคัญมากในการจัดสรรทรัพยากร/บริหารจัดการองค์กร แรงจูงใจ หรือ การทำอะไรก็ตามที่มุ่งเน้นไปหาคนเป็นหลักย่อมมี “มูลค่าจิตวิสัย” ถือเป็นเรื่องขั้นพื้นฐานเสมอและแยกออกจากกันไม่ได้ ในทางปฏิบัติที่สามารถยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้ก็คือ “การประเมินต้นทุนจะต้องดูว่าลูกค้า การตลาดอะไรต่าง ๆ มันประเมินไว้ว่าควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ สิ่งเหล่านี้ทำอย่างแม่นยำไม่ได้ แต่ใช้การกะและเครื่องมือที่ทำให้ทราบถึงการรอบรับอุปสงค์ในอนาคตเท่าที่จะทำได้ และหลังจากนั้นก็ประเมินหลังจากลองงานจริงอีกครั้งจนกว่าจะลงตัว” และนอกเหนือจากที่ไม่ได้กล่าว

.

บรรณานุกรม

Shostak, Frank. How People Determine the Value of a Good. Auburn, AL: Mises Institute. 2023.

James Dingwall and Bert F. Hoselitz, trans., New York: The Free Press, 1950. Online edition, The Mises Institute, 2004.

POV : กรัมซี่เป็นยิว #ThailandZapathon

คิดยังไงกับแมวส้ม? #ThailandZapathon

ในโลกสมัยใหม่เราไม่มีทางหลีกเลี่ยงการผูกขาดความรุนแรงของอำนาจรัฐได้ หนึ่งในวิธีทางที่เหล่าผู้ติดตามอิสรนิยมจะทำได้ก็คือการเข้าหาอำนาจรัฐ หรือ การทำความเข้าใจธรรมชาติของการเมืองในแบบที่เป็น แม้ว่าหลาย ๆ อย่างในทางปฏิบัติมันจะขัดกับแนวคิดอิสรนิยมก็จริง แต่แนวคิดของเราสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งในโลกแห่งความเป็นจริงเราจำอย่างยิ่งที่ต้องนำแนวคิดที่ไม่เคยมีในประเทศไทยมาตีความใหม่ (reinterpretation) เพื่อให้เข้ากับสภาพสังคม การเมืองและวัฒนธรรม

เมื่อเป็นเช่นนี้การจะทำให้อิสรนิยมเป็นไปได้ในสังคมไทยก็มีความเป็นไปได้มากขึ้น แม้ว่าเราจะเคยเป็นส่วนน้อยของสังคมก็ตามแต่ความก้าวหน้านี้เป็นความพยายามทำให้เรามีทั้งสิทธิ์และเสียงในสังคมที่ไม่เคยมีเสียงของเราอยู่ หรือ การสร้างฐานมวล ("การจัดตั้งกลุ่มทางความคิด") ก็เป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนขบวนการเคลื่อนไหวให้แก่แนวคิดเพื่ออิสรภาพ เพื่อการกระจายอำนาจ และเพื่อการปกป้องวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกันออกไป

ดังนั้นแนวคิดอิสรนิยมในยุคปัจจุบันควรปรับเข้าหาเสรีภาพทางเศรษฐกิจและการกระจายอำนาจเป็นหลัก เราควรมุ่งหน้าเข้าหาการเมืองที่เป็นอยู่ และสร้างพื้นที่ทางความคิดของเราให้มั่นคงมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่ต้องเกรงกลัวภัยคุกคามจากรัฐ หรือ อุดมการณ์ฝ่ายซ้ายที่บั่นทอนเสรีภาพและวัฒนธรรมของเรา

#ThailandZapathon