Avatar
Naphat09
8b2ff7ceb4a1ea558bb929ce0d3513dfeca2cab712fd149551a961c822ace218
Founder of WelB

เมื่อคืนทำเลาะกับแฟนหนักพอสมควร แต่สุดท้ายก็ใจเย็นลงทั้งคู่และค่อยๆคุยกันได้ครับ

น้องชอบมะเขือเทศ🍅🍅

Replying to Avatar Panai Lawasut

ในระบบนิเวศน์ของคุณมีตัวแปรที่คาดการณ์ไม่ได้มากแค่ไหน

วันนี้ซัพพลายเออร์ลูกเกดของผมเแจ้งมาว่า สินค้าของเค้ากำลังจะขาดตลาด คงจะไม่สามารถส่งให้เราตามที่สั่งได้ และยังบอกไม่ได้ด้วยว่าจะกินระยะเวลานานเท่าไร

นั่นเป็นเพราะลูกเกดของผมถูกส่งมาจากอิหร่าน!

เฮ้ย…เค้ารบกันห่างกับเราเกือบ 7,000 กม.ทำไมกุต้องเดือดร้อนไปด้วยวะเนี่ย

เข้าใจอยู่ว่าคงกระทบกับพวกค่าเงิน ราคาน้ำมัน ราคาทองคำอะไรแบบนั้น แต่นี่กุขายขนม…!!!

ผมเคยได้รับบทเรียนอะไรแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังจัดการได้ไม่ทั้งหมดอยู่ดี

สมัยน้ำท่วมใหญ่ปี 54 นมข้นที่ผมใช้ซึ่งต้องส่งมาจากสิงคโปร์ขาดตลาดหนักมาก ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันเกี่ยวกับน้ำท่วมยังไง แต่ผมต้องวิ่งซื้อทุกร้านที่รู้จัก ร้านโชว์ห่วยเล็กๆที่อยู่ตามซอย ลามไปถึงแปดริ้ว ระยอง ต้องฝากน้องที่โคราชวิ่งหาซื้อมาให้ แถมยอมซื้อทุกราคาด้วย และเพราะไม่รู้เมื่อไหร่วิกฤตจะหมด ก็เลยต้องตุนให้มากที่สุดเท่าที่จะตุนได้ ตอนนั้นยังทำขนมที่บ้านอยู่ ผมจำได้เลยว่าเราไม่มีที่นั่งดูทีวีกัน นั่นขนาดว่าใช้แค่ไม่ถึง 1 ใน 10 ของปัจจุบัน

ครั้งนึงโรงงานผู้ผลิตกลิ่นวานิลาที่ผมใช้เลิกผลิต

ผมงงมากว่าของมีคุณภาพแต่ทำไมโรงงานเจ๊ง มารู้ที่หลังว่าถูกบริษัททุนใหญ่ในอุตสาหกรรมเบเกอรี่ซื้อกิจการไป ครั้งนั้นวิกฤตมาก ผมหากลิ่นวานิลาทั้งตลาดมาลอง ทุกแบรนด์ ทุกราคา ไม่มีอันไหนใกล้เคียงของเดิมเลย ถึงขนาดซื้อฝักวานิลามาลองดองเอง ออกมาแย่กว่าพวกกลิ่นปลอมๆในตลาดอีก (ดองครั้งนึงใช้เวลา 6 เดือน นี่กุต้องสร้าง POW อีกกี่ปีถึงจะใช้ได้วะเนี่ย) สุดท้ายโชคดีมากไปเจอเจ้านึงนำเข้ามาจากออสเตรเลีย กลิ่นแทบจะเหมือนของเดิมที่เคยใช้เลย ครั้งนั้นเสียหายมากเลย ทั้งขนมที่ใช้ไม่ได้และลูกค้าที่รู้สึกได้ว่ากลิ่นมันเปลี่ยน

ยังมีอีกหลายครั้งที่ของขาดเพราะไม่มีเรือขนส่งเนื่องจากเรือทุกลำไปจีนหมด

หลายครั้งที่ โรงงานผู้ผลิตต้องหยุดไลน์ผลิตเพราะเครื่องจักรเสียหาย

หลายครั้งที่ โรงงานผลิตวัตถุดิบให้เราไม่ได้เพราะเค้าเองก็ขาดวัตถุดิบ

ไม่ว่าเหตุผลของซัพพลายเออร์จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ บางที่มันอาจจะไม่จริงอย่างที่เค้าแจ้งมา บางทีมันอาจจะเป็นเพื่ออำนาจต่อรองทางการค้าหรือบางทีอาจจะเพื่อควบคุมปริมาณสินค้าเพื่อขึ้นราคา แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร

“มันเป็นตัวแปรที่คาดการณ์ไม่ได้ในระบบนิเวศน์ของผม”

ผมเริ่มเรียนรู้ที่จะหาทางป้องกันความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง

ผมไล่ดูตัวแปรในระบบนิเวศน์ของผมทุกตัว

วัตถุดิบแต่ละชนิดต้องมีคู้ค้ามากกว่า 1 เจ้า ยิ่งมากยิ่งดี สำคัญว่าคุณภาพต้องได้ เราอาจจะคาดการณ์ผู้ผลิตเจ้าเดียวไม่ได้ แต่ถ้าเป็นหลายๆเจ้ามันไม่น่ามีเรื่องเซอร์ไพรซ์มาพร้อมกัน

ผมมองมันเหมือนระบบนิเวศน์ในธรรมชาติเลย ยิ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพเยอะยิ่งแข็งแกร่ง ในลำไส้เรายังมีแบคทีเรียเป็น 1,000 ชนิดเลย

ผมจะมองหาซัพพลายเออร์ที่เน้นยั่งยืน พวกทำราคามาต่ำๆ ยอมเจ็บตัวก่อน กะฆ่าเจ้าอื่นๆ ผมไม่เคยเอา ไม่น่าอยู่ด้วยกันได้นาน

วัตถุดิบหลายอย่างมันเป็น seasonal มีช่วงของเยอะของน้อย และยอดขายขนมของเราเองก็เป็น seasonal เหมือนกัน มีช่วงขายมากขายน้อย ในช่วงแรกเงินทุนหมุนเวียนและพื้นเก็บของเรามีจำกัด การจะใช้ให้คุ้มค่าที่สุดจำเป็นต้องมีตัวเลขสถิติการผลิตที่ชัดเจนเพื่อที่จะรู้ว่าแต่ละช่วงของปีต้องตุนอะไรเท่าไหร่

มันก็มีข้อเสียอยู่นะ ผมจะต้องซื้อของชนิดเดียวกันในหลายๆราคา เราไม่สามารถทำต้นทุนให้ต่ำที่สุดได้ แต่ผมมองว่ามันเเป็นราคาที่ต้องจ่ายของการป้องกันความเสี่ยง จ่ายไปเถอะเราหวังยั่งยืน

การที่ผมมีซัพพลายเออร์หลายเจ้าทำให้ยอดสั่งต่อเจ้าน้อย ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ (ในช่วงแรกนะ) หลายครั้งเราต้องวิ่งไปเอาของเอง หลายครั้งเค้าเลือกลูกค้าเจ้าใหญ่ก่อน แต่มันก็ค่อยๆดีขึ้น เมื่อคู่ค้าของเรามองเห็นว่าเราก็คาดหวังความยั่งยืนเหมือนกัน

ทั้งหมดนั้นเกิดก่อนที่ผมจะมีสาขาที่สอง การที่เราไปอย่างช้าๆไม่ได้มีประโยชน์แค่มีเวลาในการสะสมเงินลงทุนอย่างเดียว แต่มันยังมีบทเรียนต่างๆที่ช่วยสร้างรากฐานความหลากหลายใน eco system ของเราด้วย

ลองคิดดูว่าถ้าปัญหาพวก supply shortage มาเกิดขึ้นตอนนี้ เราจะเสียหายแค่ไหน

ปัจจุบันผมใช้เม็ดมะม่วงประมาณเดือนละเกือบๆ 5 ตัน ถ้ามีซัพพลายเออร์อยู่เจ้าเดียว เกิดโรงงานเค้าเสียหาย การผลิตสะดุด ไม่สามารถส่งวัตถุดิบให้เราได้ ผมจะไปหาที่ไหนมาแทนได้ทัน จริงๆแค่เค้าหยุดโรงงานช่วงปีใหม่ผมก็หัวฟูแล้ว

ปัญหาพวกนี้ล้วนเกิดในองค์กรที่กำลังเติบโตทั้งสิ้น ยิ่งใหญ่ ตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้ยิ่งเยอะ

ผมไม่แปลกใจเลยกับโมเดลที่บริษัทCP กำลังทำอยู่ เค้าใหญ่ซะจนต้องพยามควบคุมตัวแปรทุกตัว ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำเอง แม้แต่บรรดาผู้ผลิตที่ส่งขนมไปวางขายใน 7-11 ตัวCPเองแทบจะเป็นผู้ผลักดันทั้งหมด ตั้งแต่พัฒนาโปรดักส์ ออกแบบโรงงาน การเข้าถึงแหล่งทุน เพราะลำพังโปรดักส์ที่ดี การผลิตแบบชาวบ้านๆไม่สามารถซัพพอร์ตกำลังซื้อของลูกค้าเซเว่นได้พอ

จริงๆแล้วนั่นคือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนะ พึ่งพาผู้อื่นให้น้อยที่สุด คอนโทรลทุกอย่างเองตั้งแต่ต้นทางจนสุดทาง

มันจะฟังดูตลกมั้ย ถ้าผมบอกว่า CP ALL ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

แต่อย่างไรก็ตามด้วยความเป็นขนม เราต้องความคุมกลิ่น รสชาติและรสสัมผัส ให้คงที่ตลอดเวลา มันจะมีวัตถุดิบบางอย่างที่ต้องใช้แบรนด์นี้เท่านั้น หรือหาเจ้าผูผลิตที่ทำได้ตรงกับที่เราต้องการได้แค่เจ้าเดียว เกิดเป็นตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้ที่ต้องจำเป็นต้องผูกไว้ในสมการระบบนิเวศน์ของเรา

มันยังมีตัวแปรเรื่องของลูกค้า พนักงาน หุ้นส่วน ตัวเราเอง หรือแม้แต่ลูกเมีย ที่ต้องเอามาคิดด้วย

มันล้วนแล้วแต่คาดการณ์ไม่ได้ทั้งสิ้น

มันมีความย้อนแย้งในกลไกตลาดอันนี้

หากคุณต้องการระบบที่มีความยั่งยืน คุณต้องพึ่งพาผู้อื่นให้น้อยที่สุด

หากคุณต้องพึ่งพาคนอื่น คุณจำเป็นต้องสร้างความหลากหลายในระบบนิเวศน์ และทุกครั้งที่เพิ่มตัวละครเข้ามาในระบบ ก็จะเพิ่มตัวแปรที่มีความเสี่ยงจะควบคุมไม่ได้เข้ามาในระบบเช่นกัน

มันจะกลายเป็นระบบนิเวศน์ที่เล็กแต่มีความหลากหลายภายในสูง

มันจะมีปัญหามากเป็นเท่าทวีถ้าตัวระบบขยายแต่ไม่สามารถเพิ่มความหลากหลายได้เพียงพอ

ยิ่งคุณใหญ่ห่วงโซ่อุปทานคุณอาจจะยาวไป จนคุณพบว่าสงครามที่อยู่ห่างออกไป 7,000กม. ก็ส่งผลกระทบต่อคุณได้

ผมสรุปของผมง่ายๆว่า

ถ้าคุณหวังยั่งยืน คุณจะไม่ใหญ่

ถ้าคุณอยากใหญ่ คุณจะไม่ยั่งยืน

และจะเห็นภาพนี้ชัดขึ้นในกลไกตลาดเสรี

เหมือนกับเราจะส่งจรวดไปดวงจันทร์ เราต้องใช้เชื้อเพลิงมหาศาลเพื่อไปให้ถึง”ความเร็วหลุดพ้น” เพื่อจะออกไปนอกโลกได้ แต่ยิ่งเพิ่มเชื้อเพลิงเข้าไปมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้จรวดที่ต้องแบกไปมากเท่านั้น

แต่คุณรู้ไหม “ความเร็วหลุดพ้น” เป็นแค่ตัวเลขทางทฤษฎี จริงๆคุณสามารถใช้ความเร็วเท่าไหร่ก็ได้เพื่อหลุดออกไปนอกชั้นบรรยากาศ ขอเพียงมีพลังงานและเวลาที่มากพอ

เช่นเดียวกับคุณจะไปถึงจุดไหนก็ได้ หากคุณใช้พลังงานและเวลาสร้าง POW ที่มากพอ

ตลาดเสรีนั้นโหดร้าย (โหดจริงๆนะ)

ก่อนที่มันจะมาถึง POW ของคุณมากพอรึยัง

แต่อย่างน้อยเราก็โชคดีมากที่มีเงินที่เป็นตัวแปรที่คาดการณ์ได้ในช่วงชีวิตเรา

#Siamstr

ปล. ผมมิได้เรียนบริหารหรือการจัดการมาแต่อย่างใด ทั้งหมดผมตกผลึกเอาจากสิ่งที่พบเจอมา ถ้าไม่ตรงกับบทเรียนหรือหลักวิชาการใดๆ ขอไม่ถือสากันนะครับ 🥰

ขอบคุณที่แบ่งปันครับ ตอนนี้ผมเริ่มขยับเข้ามาในธุรกิจครอบครัวของที่บ้านมากขึ้นแน่นอนว่าพ่อผมยังคงเป็นคนที่ตัดสินใจขั้นสุดท้าย

แต่หลังจากที่เข้าใจbitcoin ผมทำงานกับพ่อสมูทมากขึ้น เข้าใจพ่อมากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น ทะเลาะเรื่องงานกันน้อยลง เพราะสิ่งที่ผมเข้าใจก่อนหน้าที่จะรู้จัก bitcoin มันเอามาใช้ในตลาดเสรีไม่ได้

ประโยคที่คุณปนัยบอกว่า

“ต้องมีซัพพลายมากกว่า1เจ้า”

“ไม่ควรยึดติดกับเจ้าใหญ่ในตลาด”

มันเป็นประโยคเดียวกันกับที่พ่อผมพูด มันคือบทเรียนเดียวกันที่เขากลั่นกรองได้มาจากตลาดเสรีทั้งที่เรียนจบแค่ ป6

น้องจะอ้างว่า “ก็ในช่วง5ปีที่ผ่านมาหนูทำให้หลายประเทศลดการใช้ fossil fuels ได้ไงละโลกเลยต่อเวลาให้มนุษย์ต่อ”

เหมือนเวลาหมอดูบอกจะมีเคราะห์เว้นแต่จะไปทำบุญ พอไม่เกิดเหตุก็บอกว่าเพราะบุญมีพอแล้วไง แต่พอเกิดเหตุก็บอกว่า “นั่นไงกูบอกมึงแล้ว” กลับกรอกหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองได้เรื่อยๆ

Replying to Avatar Jingjo

เข้าใจแหละว่ากลไกตลาดมันตอบชัดละว่าลงถี่ไปก็เริ่มลดคุณค่าลง ตอนนี้เราเลยปรับมาลงวี้กละ 1-2 ตอนแทน แล้วโปรโมตน้อยที่สุด ทดลองดูว่าคนยังตามอ่านจริงมั้ย (สังเกตว่าทีมไรท์ชิฟต์ไม่แชร์โน้ต #FuckIMF ตอนล่าสุดเลย จนกระทั่งผ่านมาหนึ่งวันเต็ม ๆ)

ไม่แน่ใจว่าชาว #Siamstr ยังติดตามอ่านกันมากน้อยแค่ไหน และสำหรับคนที่ยังติดตามอย่างเหนียวแน่น อยากสอบถามกันแมน ๆ เลยว่าอยากให้เราลงวันไหนดีครับ ตอนนี้เลี่ยงจันทร์แน่ ๆ ละ เพราะหลายคนน่าจะหัวหมุนกับงานวันแรกของวี้ก และก็เลี่ยงวันหยุดวี้กเอนด์ เพราะหลายคนน่าจะพักผ่อนและห่างโซเชียลมีเดีย

เอนี่เวย์ นี่อาจเป็นการเดาแบบไร้ผลวิจัยรองรับ ฉะนั้นอยากซาวด์เสียงชาวทุ่งม่วงกันดูครับว่าอยากอ่านความถี่ประมาณไหน และชอบให้ลงบทความวันไหน

ป.ล. เดี๋ยวเข้าโค้งสุดท้ายก่อนครบ 18 ตอน จะเอาของรางวัลใหญ่มายั่วแล้วนะ! ใครยังไม่ร่วมกิจกรรม จัดเลยครับ

nostr:nevent1qqst8ep7jfh95epvgfemwykfwtrhv5p9wgp46d8087fcaxv0dqxm92gpramhxue69uhhget9d45k2vfdwfjkccte9ej82cmtv3h8xtn0wfnsyg86kqv2mazhu4cy66kwuq9qfytcqqgv5gfzcgcgw9fzys5amxhcn5psgqqqqqqs8xdanw

ส่วนตัวผมรอให้ลงครบก่อน แล้วค่อยอ่านทีเดียวครับ

ใครสักคน :

ทำไมช่วงนี้ไม่เห็นกินข้าวเลย เห็นกินแต่เนื้อสัตว์ไม่ก็ไข่ไก่ ป่วยอยู่หรือเปล่า?

ผม :

ร่างกายของเราใช้พลังงานจากน้ำตาลเพียง 5 กรัม สำหรับเซลล์ที่ไม่สามารถใช้พลังงานจากกรดไขมันได้ แต่เซลล์อื่นๆในร่างกายของเราล้วนใช้พลังงานจากกรดไขมัน เพื่อเป็นพลังงาน เพื่อใช้ซ่อมแซม หรือ สร้างภูมิคุ้มกัน

แต่ตามที่ Standard American Diet : SAD (ไทยเราเรียกอาหาร 5 หมู่) ระบุหลักโภชนาการเอาไว้ให้เป็นมาตรฐานสำหรับทุกคน คือการบอกให้เราเน้นการทานคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว แป้ง ขนมปัง เป็นหลัก รองลงมาคือผักและผลไม้ ซึ่งการทานผักและผลไม้นั้นร่างกายจะได้รับน้ำหวาน (น้ำตาลกลูโครส) และ ไฟเบอร์ (ซึ่งจริง ๆ แล้วก็คือน้ำตาลที่สานตัวกันเป็นเส้นใย) ก็คือคาร์โบไฮเดรตอีกรูปแบบหนึ่ง น้อยสุดเป็นเนื้อสัตว์ ไข่ นมวัว (โปรตีน) และสุดทายที่ให้หลีกเลี่ยงคือไขมัน

ประเภทของอาหารที่ทาน

แป้ง ข้าว ขนมปัง (คาร์โบไฮเดรต) - 41%

ผัก (คาร์โบไฮเดรต) - 19%

ผลไม้ (แร่ธาตุ, คาร์โบไฮเดรต) - 15%

เนื้อสัตว์ ถั่ว (โปรตีน, ไขมัน) - 22%

น้ำมัน (ไขมัน) - 4%

เมื่อจำแนกเป็นประเภทของสารอาหารจะได้

คาร์โบไฮเดรท > น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว = 74%

โปรตีน > กรดอะมิโน = 22%

ไขมัน > กรดไขมัน = 4%

เราทานคาร์โบไฮเดรตสูงถึง 74% ต่อวัน เพียงเพื่อนำน้ำตาลโมเลกุลเดียว 5 กรัม ไปเป็นพลังงานสำหรับเซลล์ที่ใช้ไขมันเป็นพลังงานไม่ได้? แต่ไขมันและโปรตีนที่ร่างกายและเซลล์อื่นๆ ต้องการเป็นจำนวนมาก เรากลับรับประทานร่วมกันเพียงวันละ 26% ต่อวัน? ไม่คืกว่ามันย้อนแย้งไปหน่อยเหรอ?

และถ้าน้ำตาลส่วนเกินที่ไม่สามารถนำไปใช้งานได้จนหมด มันจะเกิดกระบวนการแปลงรูปจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวไปเป็นกรดไขมันเพื่อเก็บสะสมไว้ที่ตับ และเมื่อเกิดกระบวนการนี้ซ้ำ ๆ จากการทานคาร์โบไฮเดรตเกินความต้องการ ตับที่ไม่มีพื้นที่เหลือพอสำหรับเก็บกักไขมัน ก็จะถูกนำไปสะสมไว้ที่อื่น เช่น ใต้ผิวหนัง พุง ขา แขน เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าโรคอ้วน และ ไขมันพอกตับ

ใครสักคน :

จริงเหรอ? ตรวจสุขภาพหมอยังบอกเลยว่าอย่ากินเนื้อสัตว์เยอะ ไข่ก็ด้วยเพราะมันมีโคเลสเตอรอลสูง

ผม :

อย่างที่บอกมันมีไม่เซลล์ไม่กี่ชนิดในร่างกายที่ใช้น้ำตาลเป็นพลังงาน เพราะว่าเซลล์อื่น ๆ มันใช้พลังงานจากไขมันเป็นหลัก โคเลสเตอรอลที่บรรดาหมอสุขภาพบอกว่าไม่ดีต่อสุขภาพ การทานอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไข่ไก่ ไข่เป็ด เนื้อวัว ไขมันหมู นั้นเพิ่มความเสียงในการเกิดโรคหัวใจ แต่รู้หรือไม่ปริมาณโคเลสเตอรอลที่อยู่ในร่างกายเราประมาณกว่า 80% นั้นถูกผลิตมาจากตับที่เป็นอวัยวะภายในร่างกายของเรา และอีก 20% ที่เหลือนั้นมาจากการทานอาหาร

ใครสักคน :

หืม~ จะใช่หรอ นี่ก็กินแต่แป้ง ไม่ได้แตะไขมันเลยก็ดูปกติไม่เห็นเป็นไรนะ

ผม :

อ่า~ ใช่ ค่าผลเลือดที่ตรวจมาปกติตามค่ามาตรฐานเลยสินะ ;)

ใครสักคน :

ใช่.. นี่ว่าจะสั่งชานมไข่มุกอยู่อะ ค่ายังไม่เกิน Tolerance ยังกินได้อยู่.. ว่าแต่ เอาด้วยมั้ยอะ จะได้สั่งพร้อมกัน?

ผม :

GGEZ

#Siamstr

#GGEZ

เวลาไปโรงพยาบาลแล้วเห็นป้ายโฆษณาผ่าตัดลดขนาดกระเพรา ผมแทบอ้วก สิ่งนี้เป็นอะไรที่ขัดกับ integrity ความเป็นแพทย์ที่สุดแล้ว

Replying to Avatar Naphat09

สิ่งที่แสดงความหีหมาของระบบ ธนาคาร fiat คือการที่พนักงานแบงค์สาขา ต้องโทรขอข้อมูลให้ call center ช่วย และเบอร์ที่พนักงานสาขาใช้ ไม่ใช่เบอร์ hotline หลังบ้านแต่เป็นเบอร์ call center เดียวกันกับที่ลูกค้าทั่วไปโทรไปใช้บริการ

เท่ากับว่าพนักงานสาขาแย่งคู่สาย call center ของลูกค้าทำให้ลูกค้าที่โทรไปใช้บริการ call center ต้องรอนานกว่าปกติ ถ้าไม่เอ๊ะว่าสิ่งที่ทำอยู่มันแปลกๆก็ควรพิจารณาเลิกกินเนื้อแล้วไปกินหญ้าเถิด

บริการธนาคารที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือตัวอย่างที่ชัดเจนของคำว่า “ผูกขาดจนเคยตัว”

ไม่ต้องพัฒนาไม่ต้องแข่งขัน ทุกที่ใช้มาตฐานเดียวกัน “มาตฐานหีหมา”

โคตรหงุดหงิดทำไมชอบทำเรื่องง่ายๆให้กลายเป็นเรื่องโง่ๆ

ขออนุญาตระบาย ที่หายไปเป็นอาทิตย์ไม่มี note ยาวๆก็เพราะต้องไปวุ่นวายอยู่กับอะไรแบบนี้ เหนื่อยใจจริงๆ

ผมเคยโทรหา call center ประกันเจ้านึงที่ใช้เวลารอสายประมาณ 1ชม ระหว่างรอเอกสารสายเสือกหลุด และต้องโทรไปใหม่ทำให้เสียเวลาไปเปล่าๆ 2ชม ตอนคุยรอบ2 ผมบอกปลายให้รอสายไม่ว่าจะนานแค่ไหน เว้นแต่คุณจะยอมให้เบอร์โทรส่วนตัวหรือเบอร์สามีคุณมา

ประสาทเสียสุดๆ อยากจะระเบิดพลังคอสโม่ใส่ แต่ก็เข้าใจว่าเขาไม่ได้ทำให้เราเดือดร้อน อีตัวต้นเหตุมันนั่งอยู่ในห้องประชุมหอคอยงาช้าง

Replying to Avatar Naphat09

สิ่งที่แสดงความหีหมาของระบบ ธนาคาร fiat คือการที่พนักงานแบงค์สาขา ต้องโทรขอข้อมูลให้ call center ช่วย และเบอร์ที่พนักงานสาขาใช้ ไม่ใช่เบอร์ hotline หลังบ้านแต่เป็นเบอร์ call center เดียวกันกับที่ลูกค้าทั่วไปโทรไปใช้บริการ

เท่ากับว่าพนักงานสาขาแย่งคู่สาย call center ของลูกค้าทำให้ลูกค้าที่โทรไปใช้บริการ call center ต้องรอนานกว่าปกติ ถ้าไม่เอ๊ะว่าสิ่งที่ทำอยู่มันแปลกๆก็ควรพิจารณาเลิกกินเนื้อแล้วไปกินหญ้าเถิด

บริการธนาคารที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือตัวอย่างที่ชัดเจนของคำว่า “ผูกขาดจนเคยตัว”

ไม่ต้องพัฒนาไม่ต้องแข่งขัน ทุกที่ใช้มาตฐานเดียวกัน “มาตฐานหีหมา”

โคตรหงุดหงิดทำไมชอบทำเรื่องง่ายๆให้กลายเป็นเรื่องโง่ๆ

ขออนุญาตระบาย ที่หายไปเป็นอาทิตย์ไม่มี note ยาวๆก็เพราะต้องไปวุ่นวายอยู่กับอะไรแบบนี้ เหนื่อยใจจริงๆ

#siamstr ลืมใส่ # ตลอด และจะลืมตลอดไป

สิ่งที่แสดงความหีหมาของระบบ ธนาคาร fiat คือการที่พนักงานแบงค์สาขา ต้องโทรขอข้อมูลให้ call center ช่วย และเบอร์ที่พนักงานสาขาใช้ ไม่ใช่เบอร์ hotline หลังบ้านแต่เป็นเบอร์ call center เดียวกันกับที่ลูกค้าทั่วไปโทรไปใช้บริการ

เท่ากับว่าพนักงานสาขาแย่งคู่สาย call center ของลูกค้าทำให้ลูกค้าที่โทรไปใช้บริการ call center ต้องรอนานกว่าปกติ ถ้าไม่เอ๊ะว่าสิ่งที่ทำอยู่มันแปลกๆก็ควรพิจารณาเลิกกินเนื้อแล้วไปกินหญ้าเถิด

บริการธนาคารที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือตัวอย่างที่ชัดเจนของคำว่า “ผูกขาดจนเคยตัว”

ไม่ต้องพัฒนาไม่ต้องแข่งขัน ทุกที่ใช้มาตฐานเดียวกัน “มาตฐานหีหมา”

โคตรหงุดหงิดทำไมชอบทำเรื่องง่ายๆให้กลายเป็นเรื่องโง่ๆ

ขออนุญาตระบาย ที่หายไปเป็นอาทิตย์ไม่มี note ยาวๆก็เพราะต้องไปวุ่นวายอยู่กับอะไรแบบนี้ เหนื่อยใจจริงๆ

กลายเป็นว่าสังคมที่มีคนเรียกว่า toxic อย่าง toxic bitcoinner เป็นที่พักใจสำหรับโลกห่วยๆข้างนอกนั่น อยู่ในนี้แล้วเป็นตัวเอง และสบายใจมากแล้ว

นายอยากมีลูก10 หรือเมีย3กันแน่🤔🤔

ถ้ามองว่าระบบการเงินfiat ในปัจจุบันเป็นกลไกธรรมชาติที่เป็นสาเหตุทำให้มนุษย์ผลิตประชากรน้อยลง ก็เหมือนกับเรามองว่า การที่เจ้าเมืองสังหารประชาชนของตัวเองเพราะเกิดสถาวะขาดแคลนเป็นกลไกธรรมชาติที่เกิดขึ้น

ส่วนตัวมองว่ามันไม่เป็นไปตามเหตุของธรรมชาติเพราะ มันมีคนหรือกลุ่มคนที่มีอำนาจควบคุมได้นี่แหละ ว่าจะให้คนกลุ่มไหนตายก่อน หรือคนกลุ่มไหนได้ประโยชน์จากการที่มีคนตายได้ก่อน