ช่วงหลังมานี้แทบไม่ได้ครุ่นคิดหรือตกผลึกถึงทฤษฎีทางการเมืองหรือทฤษฎีเชิงสังคมศาสตร์แบบเมื่อก่อนเลย ตอนที่ยังอินซ้ายช่วงนั้นศึกษาหลายอย่างมากเป็นช่วงที่สนุกกับการเรียนรู้อย่างหลายๆอย่าง ในตอนนั้นต้องศึกษาการทำงานของประชาธิปไตยเพราะเราอยากใช้สิทธิที่รัฐมอบให้อย่างคุ้มค่า และศึกษาสังคมศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจปัญหา แตกต่างจากตอนนี้ที่แทบทิ้งเรื่องการเมืองกับสังคมไปเลย พอเราเริ่มสมาทาน self sovereignty และ เศรฐศาสตร์ออสเตรียน นิยามทางการเมืองต่างๆจึงเป็นเรื่องรอง ไม่จำเป็นต้องศึกษาทฤษฎีการเมืองเพิ่มอีกแล้ว เพราะแนวทางนี้เน้นความเป็นปัจเจกเพื่อสังคม
แต่ในขณะเดียวกัน หากเราอยากผลักดันแนวคิดนี้ หรืออยากทำให้รัฐอ่อนอำนาจลงก็อดคิดถึงอีกวิธีนึงที่ javier milei ทำไม่ได้ ถ้าเราเข้าถึงอำนาจรัฐได้โดยไม่บ้าอำนาจซะเองตามผลลัพธ์ของ stanford prison experiment มันก็สามารถปลดแอกอำนาจจากด้านในได้ ถ้าไม่โดนดักยิงหรืออุ้มฆ่าไปซะก่อน แต่กว่าจะถึงวันนั้นวันที่มีคนที่เป็นนักการเมือง libertarian คงได้เลือกพรรคชาติหน้าพัฒนาไปก่อนซัก 2 สมัย (ถึงส่วนตัวจะเคยแอบคิดว่านักการเมืองที่เป็น libertarian มันไม่มีอยู่จริงก็ตาม) #siamstr
แต่เอาเข้าจริงๆผมยังไม่เห็นประโยชน์ของการควบคุม monetary policy หลังจากที่เอา bitcoin ไปแบคไว้นะ เพราะว่าตัว bitcoin เองมันค่อนข้างที่จะทำหน้าที่นั้นได้อยู่แล้ว แบ่งหน่วยย่อยได้ รักมูลค่าได้ ส่งหากันข้ามโลกได้ ไม่เหมือนยุค gold standard ที่เงินกระดาษมันแก้ตรงจุดนี้ได้
เงินเดือนงวดหน้าคาดว่าจะเป็นเดือนแห่งการ pleasure ตัวเอง จะไล่ซื้อหนังสือที่กะจะซื้อไว้หลายๆเล่มมาดองเพิ่ม
พึ่งฟัง cdc talk ep 2 จบ
มี 2 narrative ที่อนาคตของ bitcoin จะมุ่งไป
1. fiat ล่มสลาย ทุกคนใช้ bitcoin เป็น unit of account อาจจะเป็น lightning
2. คนส่วนใหญ่จะได้ใช้ bitcoin layer 2 (ที่ไม่ใช่ lightning) หลังจากที่แบงค์ชาติของแต่ละประเทศเอา bitcoin ไปแบคไว้แล้วออก local fiat มาให้ใช้แทน ถึงวันนั้นพวกธนาคารของ legacy finance คงไม่ต่างจากผู้ให้บริการ lightning custodial service หรือ layer ล่างๆของ bitcoin
ส่วนตัวไม่เชียร์อันไหนเป็นพิเศษ แต่ถ้าข้อที่ 2 จะเกิดขึ้นอยากรู้ว่าแบงค์ชาติจะประกาศยังไงบ้าง
#siamstr
Pale blue dot
ตรงนี้อธิบายผิดนิดหน่อยครับ
กระเป๋าเราเก็บเงินเท่าไหร่ก็ได้ แต่จะรับได้เท่ากับขนาดของ inbound liquidity ที่มีครับ เช่น เปิด channel ไว้ขนาด 100,000 ก็โอนเข้าได้แค่ครั้งละ 100,000 แต่จะโอนมากี่ครั้งก็ได้ แต่จะโอนออกได้แค่ครั้งละ 100,000 เช่นกันครับ
หลังจากกด add liquidity จะมีบอกว่าเราสามารถรับเงินได้เท่าไหร่ในปัจจุบัน(inbound liquidity) เช่น เราอยากเพิ่มอีก 1,000,000 sat เราต้องจ่ายค่าฟีออนเชน , service โดยคาดว่าจะอยู่ได้ 1 ปี (อันนี้ไม่แน่ใจนะครับพึ่งใช้ได้ไม่ถึงปีเหมือนกัน) 
ลองนึกภาพกระเป๋าของเราหากจะมีคนส่งเงินมาได้ เขาต้องมีท่อสำหรับส่งเงินก่อน เงินก้อนแรกที่เราโอนเข้ามาจะเปิดท่อตัวนี้โดยจ่ายฟีออนเชนครับ เช่น โอนมา 100,000 sat โดนหักค่าฟี 10,000 sat ท่อของเราจะรับเงินได้ครั้งละไม่เกิน 100,000 sat และสามารถโอนออกได้ครั้งละไม่เกิน 100,000 sat ครับ กระเป๋าของเราเองก็เก็บเงินได้ไม่เกิน 100,000 เช่นกันครับ แต่เราสามารถเพิ่มความจุของกระเป๋าและขยายท่อตรงนี้ โดยการกด add liquidity ได้ครับ 
ศึกษาเรื่องการเปิด channel และ inbound and out bound liquidity ดูก่อนนะครับ จะได้เห็นภาพมันค่อนข้างต่างกันเรื่องรับส่งเงิน ส่วนเรื่อง seed ของกระเป๋าก็ปกติเลยครับมี 12 คำ
ต้องยอมรับว่าผมอะคติกับคุณนิ้วกลมมาตั้งแต่เขาเริ่มดังแรกๆ เพราะส่วนตัวเกลียดหนังสือแนว how to หรือ พัฒนาตัวเอง เพราะหนังสือเหล่านี้ใช้ พรรณนาโวหารแบบสิ้นเปลืองมาก หากใครอ่านหนังสือที่มีเนื้อเล่าเรื่องแบบเรียบๆ จะเข้าใจว่าหนังสือแนวนี้เนื้อความมันกลวงเหมือนโดนัทที่มีรูตรงกลาง แต่ก็แอบเข้าใจคนที่ชอบเขาแค่ต้องการ การปลอบประโลมจิตใจตัวเองเท่านั้น ไม่ได้ต้องวิธรแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตอย่างตรงไปตรงมา
ผมเก็บบน lightning non custodial อย่าง phoenix ครับ พอได้ซักล้านค่อยเอาเข้า hardware wallet
ผมพึ่งกลับเลย เมื่อเช้าขึ้นของยังลุ้นอยู่เลยว่าจะได้ซื้อน้ำฝนกลับมาด้วยมั้ย
อย่างน้อย yuval ก็ทำให้ผมเข้าใจเงินในลักษณะของนามธรรม ไม่รู้ว่าถ้าไม่ได้อ่าน sepiens มาก่อนจะเข้า the bitcoin standard ได้ตั้งแต่อ่านครั้งแรกมั้ย
ผมมีเสื้อลายใหม่พอดี พี่อาจจะเป็นคนแรกที่ได้ไป😚💜
เวลาเห็นอะไรแบบนี้มันยิ่ง depress จริงๆนะ เงินไม่เยอะหรอกแต่ก็เสียใจ
ผมคงกลับบ้านครับ บ้านอยู่ไม่ไกลมากยังพอนั่งแท็กซี่หรือ bts ได้



