Avatar
Weerasai
8c7afe35dbe38bb055b9f2b2390790ee6affa256454bd5d1b7c0d2a9b9db4ed7
Amateur Pianist and Bitcoin user

GA ซื้อคอร์ส Bitcoin Wallet มาแล้ว พร้อมที่จะศึกษาให้ละเอียดเพิ่มขึ้นครับผม

ขอบคุณอาจารย์ขิงและทีมงานมากๆที่สร้างความรู้ดีๆให้ทุกคนครับ🙏

#siamstr

GM! Im trying to make Aeropress coffee by using the inverted method for the first time. It's much better than the original method😋

#aeropress #coffeechain #coffee

#siamstr

GM การยอมเรื่องใหม่ๆต้องใช้เวลา จะบังคับให้อีกคนนึงเข้าใจเหมือนเราทันทีคงเป็นไปได้ทำได้แต่ว่ามีความรู้แบบนี้อยู่และให้คนนั้นศึกษาทำความเข้าใจเองจะดีที่สุด

#GM

#siamstr

Replying to Avatar Jingjo

เราสามารถเรียนรู้สัญญาณเตือนความสัมพันธ์ที่ล้มเหลว ผ่านภาพยนตร์โรแมนติกระดับตำนานอย่าง Midnight in Paris (2011) โดยคุณปู่วู้ดดี้ อัลเลนที่ฝีไม้ลายมือจัดจ้านและผ่านงานกำกับและเขียนบทมาโชกโชนไม่แพ้ผู้กำกับชื่อดังคนใดในโลก หนังโคตรดีขนาดเข้าชิง 4 รางวัลออสการ์ ไล่ตั้งแต่รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี, ผู้กำกับยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม (หนังชนะรางวัลในสาขานี้) และกำกับศิลป์ยอดเยี่ยม (ไม่น่าเชื่อว่าไม่ได้รางวัลนี้ โดยพลาดให้กับ Hugo ของมาร์ติน สกอร์เซซี่)

แต่ความยอดเยี่ยมของ Midnight in Paris ไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากรีวิวถึงในโน้ตนี้ เพราะสิ่งที่โดดเด่นออกมาเตะตาผมคือความสัมพันธ์ของคู่ว่าที่สามี-ภรรยาในเรื่องที่มันส่งกลิ่นทะแม่ง ๆ ตั้งแต่ซีนแรก และเมื่อพิเคราะห์ตามศาสตร์ Redpill แล้วก็พบว่าหลายต่อหลายสัญญาณผิดปกตินั้นน่าสนใจศึกษาไว้ ทั้งสำหรับคนที่กำลังมีคู่ และคนที่คิดอยากจะมีในอนาคต

คำเตือน : #Redpill is super hard to swallow. Do not take it personally.

ต่อไปนี้คือ 10 สัญญาณเตือน (จากในหนัง) ที่ควรระวังให้ดี หากผู้หญิงแสดงออกสิ่งเหล่านี้ต่อคุณ ความสัมพันธ์คุณกำลังส่อเค้าหายนะ

1. เธอแสดงถึงความไม่ respect ในตัวคุณ ไม่ว่าคุณจะพูดเรื่องอะไร อธิบายอะไร บอกเล่าอะไร เธอไม่ฟัง ไม่อยากฟัง หรือหากฟังก็พร้อมจะโต้แย้งกลับให้คุณรู้สึกว่าความคิดหรือความรู้สึกของคุณนั้นไม่ได้สลักสำคัญอะไร โดยเฉพาะถ้าความคิดนั้นไปแย้งกับสิ่งทื่เธอต้องการ

2. เธอมักมีข้ออ้างเสมอเพื่อหลีกเลี่ยงการมีเซ็กส์กับคุณ

3. เธอกล่าวชื่นชมผู้ชายคนอื่นให้คุณฟังบ่อย ๆ

4. ครอบครัวเธอไม่ชอบคุณ และแสดงออกให้เห็นชัดเจนว่าไม่ชอบคุณ

5. เธอเลือกจะใช้เวลากับเพื่อนมากกว่าจะใช้เวลากับคุณ

6. เธอมีเพื่อนสนิทเป็นผู้ชาย (แม้ผู้ชายคนดังกล่าวจะมีเมียแล้วก็ตาม)

7. เธอมักทำให้คุณดูเป็นตัวตลกในสายตาเพื่อนเธอเสมอ ไม่ว่าเธอจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

8. เธอมองว่าความฝันและเป้าหมายในชีวิตของคุณนั้นไร้สาระ และไม่สำคัญเท่าเป้าหมายของเธอ คุณควรจะเลิกเพ้อเจ้อและทำตามที่เธอชี้นิ้วบงการได้แล้วเสียที

9. เธอต้องการให้คุณจมปลักอยู่กับงานที่ไร้แก่นสารและสูบจิตวิญญาณของคุณ เพียงเพราะมันจ่ายค่าตอบแทนสูง สูงพอจะตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่เธอปรารถนาได้

10. (หากคุณยังไม่แต่งงานกัน) เธอมักจัดแจงทุกเรื่องเกี่ยวกับการแต่งงานเองในแบบที่เธอต้องการทั้งหมด โดยเฉพาะการต้องซื้อหรือก่อหนี้ก้อนโตเพื่อมีบ้าน รถ และสิ่งอำนวยความสะดวกตามที่เธอต้องการหลังแต่งงาน แต่สิ่งที่เธอไม่เคยพูดถึงเลยคือ "การมีลูก"

ผู้หญิงที่คุณคบหาไม่ต้องมีครบทุกข้อนี้ แค่มีเพียงข้อหนึ่งข้อใดก็เริ่มส่งสัญญาณไม่ค่อยดีแล้ว รีบหาทางแก้ไขก่อนที่มันจะลุกลามกลายเป็นมีมากข้อขึ้นเรื่อย ๆ จนเกินการควบคุม

--------------------

ชาว redpiller มีมุมมองค่อนข้างตรงกันว่า หนึ่งใน The Biggest Lies ที่เฟมินิสต์อ่อมสมองผู้ชายมากเกินครึ่งศตวรรษคือวรรคคลาสสิกที่ว่า "Happy Wife, Happy Life." เพื่อชักจูงให้ผู้ชายยอมละทิ้งเกือบทุกอย่างเพื่อปรนเปรอให้ผู้หญิงได้ในสิ่งที่เธอปรารถนา (ซึ่งหากไม่โกหกตัวเอง ไม่ใช่แค่ผู้หญิงหรอก แต่ไม่มีใครเคย 'พอ' หากได้รับการเติมเต็มความปรารถนาอยู่ร่ำไป) ทั้งที่จริงแล้วการมีคู่ชีวิตที่ดีมันควรจะหมายถึงการที่คุณทั้งคู่เป็นเหมือนกับ "ทีม" เดียวกัน มีเป้าหมายร่วมกัน เสียสละและทุ่มเทเพื่อกันและกัน โดยมีจุดร่วมตรงกันว่าผู้ชายเป็นแกนหลักดูแลค้ำจุนครอบครัว และผู้หญิงเป็นผู้สนับสนุนให้เขาทำหน้าที่ของเขาได้เต็มที่ที่สุด เพื่อร่วมกันสร้างครอบครัวที่อบอุ่นแข็งแรง ครอบครัวอันเป็นโหนดย่อยที่สำคัญที่สุดของอารยธรรมมนุษย์มาช้านาน

The "Supportive Wife, Productive & Meannigful Life" mantra should replace that feminist lie we've heard for half a century. Set your frame and standards right, guys.

ป.ล. เบา ๆ อุ่นเครื่องรอ #สภายาแดง EP ใหม่ ที่จะมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ 5555

#siamstr

หลังจากอ่านอันนี้รู้สึกว่าผมโชคดีจัง ต้องตั้งใจทำงานล่ะ! (ยกเว้นข้อ 4 เพราะไม่เคยเจอ5555)

ตำนานแหวนแห่งโซโลมอน

this too shall pass ประโยคที่แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “แล้วสิ่งนี้ก็จะผ่านไปเช่นกัน“ ฟังดูผิวเผินแล้วก็อาจจะไม่ได้ดูมีความหมายที่ลึกซึ้งอะไรมากมายนัก เหมือนจะเป็นถ้อยที่เอาไว้ใช้ปลอบประโลมจิตใจเมื่อมีความทุกข์ว่าความทุกข์นี้ก็จะผ่านพ้นไป ทำไมใคร ๆ ถึงพูดกันหรือบางคนถึงกับเอาไปตั้งเป็นคติสำหรับเตือนใจประจำตัว จริง ๆ แล้วประโยคนี้มีความลึกซึ้งและมีที่มา

ที่มาที่ไปของประโยคนี้ยังมีความคลุมเครือ แต่จากตำนานนิทานพื้นบ้านของชาวฮีบรูได้เล่าว่า

ในสมัยของกษัตริย์โซโลมอนผู้ปรีชาสามารถและมีความฉลาดปราดเปรื่องรอบรู้ในทุก ๆ สิ่ง ครั้งหนึ่งพระองค์เคยใช้สติปัญญาในการวินิจฉัยคดีความที่มีหญิงสองคน มาร้องทุกข์ให้พระองค์ตัดสินความว่า เด็กคนที่อยู่กับพวกนางคนนี้เป็นลูกของใคร เหตุการณ์คือหญิงทั้งสองที่อาศัยอยู่ด้วยกัน ได้ตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรด้วยกันทั้งคู่ แต่อยู่มาวันหนึ่งลูกของนางคนหนึ่งได้ตายไป นางคนที่สูญเสียลูกไปก็กล่าวอ้างว่าเด็กที่มีชีวิตอยู่เป็นลูกของนาง ส่วนนางคนที่เป็นแม่ที่แท้จริงก็แย้งว่าเด็กคนนี้เป็นลูกของนาง

กษัตริย์โซโลมอนที่ไม่รู้ความจริงว่านางคนไหนคือแม่ของเด็กตัวจริง ก็ได้รับสั่งให้ทำการผ่าเด็กคนนั้นแบ่งออกเป็นสองส่วน แล้วแบ่งให้หญิงทั้งสองที่มีปัญหากันได้ครอบครองเด็กไปอย่างละครึ่ง ผลก็ปรากฏว่าเมื่อรับสั่งดังนั้น หญิงคนหนึ่งก็ได้ฟูมฟายออกมา และกล่าวว่าอย่าได้ฆ่าเด็กคนนี้เลย พร้อมกับยอมกล่าวยกเด็กคนนั้นให้กับหญิงอีกนางหนึ่งไป ทันทีที่กษัตริย์โซโลมอนได้เห็นดังนั้น ก็รู้ได้ทันทีว่าใครที่เป็นแม่ตัวจริงของเด็ก

เข้าเรื่องตำนานของแหวนแห่งโซโลมอน

ในวันหนึ่ง พระองค์ได้ออกรับสั่งให้เหล่าอำมาตย์และเหล่านักปราชญ์ รวมถึงนักปราชญ์คนสนิทนามว่า เบเนอา ให้ทำการสร้างแหวนขึ้นวงหนึ่งสำหรับพระองค์ โดยเงื่อนไขคือแหวนวงนั้นจะต้องมีคำสลักหรือจะเป็นคาถาอะไรก็ได้ ที่เมื่อใดพระองค์ได้ทอดพระเนตรไปยังแหวนวงนั้น เมื่อพระองค์กำลังมีความทุกข์จะสามารถมีความสุขได้ และเมื่อใดที่พระองค์กำลังมีความสุขเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรไปยังแหวนแล้วพระองค์จะกลับกลายเป็นมีความทุกข์

อำมาตย์และเหล่านักปราชญ์ก็ถกเถียงกันว่า บนโลกนี้จะมีแหวนแบบนั้นได้ยังไง แหวนที่เปลี่ยนให้คนที่กำลังรู้สึกทุกข์ให้มีความสุข และเปลี่ยนคนที่กำลังมีความสุขให้มีความทุกข์ได้ในเวลาเดียวกัน

กษัตริย์โซโลมอนได้ให้เวลากับพวกเขาเป็นเวลาหกเดือน

เวลาได้กระชั้นชิดเขามา ไม่มีวี่แววว่าเหล่าอำมาตย์ นักปราชญ์ นักบวช หรือแม้แต่ตัวของ เบเนอา เองจะคิดออกว่าจะสร้างแหวนตามที่รับสั่งได้อย่างไร ยิ่งเวลาผ่านไป ตัวของ เบเนอา เองก็รู้สึกทุกข์ร้อนมากขึ้น หากว่าทำการนี้ไม่สำเร็จพระราชอาญาก็คงจะต้องตกมาถึงตัวของเขาเป็นแน่

ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่ต้องทุกข์ร้อนอยู่นาน เบเนอา ก็คิดขึ้นได้ว่าจะกังวลไปทำไมกัน ชีวิตนี้ของมนุษย์นั้นไม่เที่ยงแท้ถาวร ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน ทุก ๆ สิ่งล้วนผ่านเขามาแล้วก็ผ่านไป ทั้งทุกข์และสุข เราจะยึดติดกับมันมากเกินไปทำไมกัน

ดังนั้น ในวันที่ถึงเวลาต้องถวายแหวนให้กับกษัตริย์โซโลมอน เมื่อพระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นคำสลักบนแหวนวงนั้น " גם זה יעבור " (กัม เซย์ ยาโว) - this too shall pass หรือ แล้วสิ่งนี้ก็จะผ่านไปเช่นกัน พระองค์ก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ออกมาอย่างพอพระทัย

จริงด้วย คำสลักนี้เป็นจริง เมื่อใดก็ตามที่เรากำลังมีความสุขกับราชสมบัติ กับสติปัญญาที่พระผู้เป็นเจ้าประทานให้กับเรา เมื่อเราได้มองไปยังคำสลักที่แหวนวงนี้เราก็จะกลายเป็นทุกข์ เพราะทุก ๆ สิ่งที่เรามี ความสุข สมบัติ ปัญญา ในวันหนึ่งสิ่งเหล่านี้ก็จะอันตรธานหายไป และเมื่อใดที่เรากำลังรู้สึกทุกข์เมื่อได้มองไปที่คำสลักบนแหวนวงนี้ เราก็จะรู้ได้ว่าความทุกข์ใด ๆ ก็ล้วนผ่านพ้นไปเช่นกัน

และเหมือนจะตรงกันกับคำว่า “อนิจจัง“ ในภาษาบาลี (อนิจฺจํ) ที่แปลว่า “ความไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่แน่นอน” ที่ทั้งความทุกข์และสุขล้วนไม่มีความจีรังยั่งยืน

เราอาจจะใช้ประโยค ๆ นี้เพื่อเตือนสติตัวเองในเวลาที่กำลังมีความสุขมากเกินไปให้หันไปมองความเป็นจริงที่ว่าสุขนี้ก็จะผ่านไป และเตือนสติตัวเองในเวลาที่กำลังเป็นทุกข์ให้หันไปมองความเป็นจริงที่ว่าแล้วทุกข์นี้ก็จะผ่านไปเช่นกัน

‎גם זה יעבור

This Too Shall Pass

แล้วสิ่งนี้จะผ่านไปเช่นกัน

ขอเป็นกำลังใจให้กับทุก ๆ คน สำหรับการเริ่มต้นปีใหม่อีกหนึ่งปี ขอให้เป็นปีที่ดี.. :)

#Siamstr

สวยงามมากๆครับ อ่านแล้วประทับใจ

คิดว่าจะเกิดโรงงานควบคุมการกำเนิดโดยรัฐบาล

วิธีการคือ

ให้ผช.ที่อยากโดนปล่อยนำ้เชื้อออกมาตลอดโดยเครื่องจักรและเอาอสุจิไว้ผสมกับรังไข่ผญ.ที่ยอมโดนท้อง และจะได้ลูกตามที่รัฐบาลกำหนด เพราะเขาจะควบคุมประชากรได้

ส่วนคนทั่วไปที่อยู่นอกโรงงานก็ไม่สามารถมีลูกได้เพราะค่าครองชีพแพงเกินไปเลยต้องยอมขายตัวเองเข้าโรงงานอุตสาหกรรมผลิตลูกเพื่อให้มีเงินเลี้ยงครอบครัวหรือยอมแพ้และเป็นเครื่องกำเนิดลูกแทนจะได้มีชีวิตต่อ

ปล.ผมอาจจะอ่านเฮนไตเยอะไป555