Avatar
Earn
8e55d4d07ba98e252d71aa60b897a34e0d7abf1ea0f21ffc8e23e87749bd040f
Human
Replying to Avatar Somnuke

เมื่อตลาดคริปโตราคาขึ้น ฤดูกาลแห่งความโลภจะกลับมา คนที่โหยหาความร่ำรวยทางลัดจะแห่กันเข้าไป แต่ไม่เข้าใจว่ากำลังเล่นกับอะไรอยู่ เพราะบิตคอยน์มันขึ้นช้า มันแพงไปแล้ว Alt coin สิ บล็อกเชนสิน่าเย้ายวน ไม่เห็นราคามันขึ้นเหรอ ? ถือบิตคอยน์ก็ได้แค่นิดเดียว ชาติไหนจะรวย

ความโลภจะบังตา เคลิบเคลิ้มไปกับคำโม้โอ้อวดของบรรดาเจ้าของโปรเจกต์ Shitcoin (Altcoin) และเชื่อว่ามันคืออนาคต ซึ่งเจ้าพวกนี้อาศัยความโลภของเราช่วยผลักราคาให้ขึ้นไปไกล และเอาเหรียญในมือมาเทขายสร้างความร่ำรวยให้ตนเองและพวกพ้อง ถ้าซื้อที่ต้นทางและชิงขายก่อนตลาดวายก็รวยได้จริงแหละ แต่เราจะไม่ขายเพราะกลัวขายหมู เดี๋ยวมันขึ้นอีก รู้ตัวอีกที เอ้า กลับมาขาดทุน

โดยมีพวกเราเหล่าคนโลภนี่แหละที่เอาเงินไปประเคนให้เขา และลงเอยด้วยการขาดทุน เมื่อฝุ่นควันแห่งความโลภจางหาย เราจะเริ่มรู้ตัวว่าเหรียญที่เราเอาเงินที่หามาอย่างยากลำบากไปแลกมาโดยคาดหวังความร่ำรวย มันคือ "ขยะ" ดีๆ นี่เอง

สิ่งที่ล้ำค่าและเป็นอนาคตที่จะช่วยปลดแอกโลก คือ "บิตคอยน์" เท่านั้น ไม่ใช่ "คริปโต" โปรดอย่าเข้าใจผิด ไม่งั้นเราจะกลายเป็นเหยื่อให้เขาเชือด กว่าจะคิดได้เงินเก็บทั้งชีวิตอาจจะหายไปหมดแล้ว

การลงทุนมันเป็นเรื่องเรียบง่ายก็จริง แต่ทำจริงยากมาก อาจจะมีเพียงคน 5% เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวย แต่เราจะรู้ว่าคำพูดนี้เป็นจริงก็ต่อเมื่อเราได้เสียหายไปเรียบร้อยแล้ว

หลายเรื่องในชีวิตคนมักจะมีลักษณะ รู้ทั้งรู้ เข้าใจดีทุกอย่าง แต่เมื่อถึงเวลาก็ทำไม่ได้ ตามสุภาษิตที่คนไอเดียบรรเจิดชื่อ "เค้า" ว่าไว้อย่าง ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา เสียน้อยเสียมากเสียยากเสียง่ายอะไรทำนองนี้

และต้นตอคือการไม่มี Skin in the game

คือยังไม่มีส่วนได้เสีย ยังไม่พบเจอกับผลกระทบดั่งไม้หน้าสามฟาดหน้าแหก เรายังไม่เจ็บ ยังไม่ปวด ยังไม่เจ๊ง ไม่ได้ฉิบหายอะไรนี่

เพราะฉะนั้นเราจะยังไม่รู้สึกจนกว่าเราจะเจอดี เราถึงจะได้ลิ้มรสความอร่อยเหาะนั้น และจุดนี้ก็มักเป็นจุดที่ มันสายไปเสียแล้ว แก้ไขอะไรไม่ทัน ย้อนเวลากลับไปไม่ได้ เราทำได้อย่างเดียวคือทำใจ เลียแผลและคิดว่าจะเดินหน้าต่อในชีวิตยังไง

บางคนล้มแล้วลุก ปลอบใจ ให้กำลังใจตัวเองแล้วเลือกเดินหน้าต่อ ช่างแม่งมันปะไร เริ่มต้นใหม่ เก็บไว้เป็นบทเรียนว่ากูจะไม่พลาดซ้ำสอง และทำมันได้จริงๆ คนแบบนี้ถือว่าสุดยอด

บางคนก็เลือกเอาแต่โทษตัวเอง สมน้ำหน้าตัวเอง มัวแต่คิดว่าถ้ารู้งี้กูอย่างงั้น รู้งี้วันนั้นน่าจะทำแบบโน้น ล้มแล้วล้มเลย ลุกไม่ขึ้น หรือบางคนก็อาจจะอยากลุกแต่ทำไม่ได้ ความผิดพลาดมันสร้างความเสียหายร้ายแรงเกินไป เอาตัวเองไปเสี่ยงในจุดใหญ่เกินตัวกว่าแปดล้านกิโลกรัม แต่จริงๆ มันก็ลุกได้ ใช้ชีวิตตามสภาพเพียงแต่อาจจะไม่สามารถกลับมาอยู่จุดเดิมได้อีก

บางคนติด "ลูปนรก" แม้ความฉิบหายที่เกิดขึ้นจะร้ายแรงมากขนาดไหน แต่มันก็ยังไม่มากพอ บทเรียนที่ได้มันไม่ทำให้เข็ดหลาบ จำไปจนตาย เกิดอาการล้มแล้วลุก ล้มใหม่แล้วลุกใหม่ ล้มอีกลุกอีกไม่รู้จบ

ตอนมันล่มสลาย ก็บอกตัวเองว่ากูรู้ซึ้งดีแล้วว่ามันหนักหนายังไง เจ็บปวดแสนสาหัสแค่ไหน จนตั้งปณิธานกับตัวเองว่า กูจะไม่มีวันทำอีก แต่พอเวลาผ่านไป ก็เริ่มเข้าวงจรเดิม เพิ่มความเสี่ยง มากขึ้นและมากขึ้น ไม่มีระเบียบวินัย ไม่รู้จักพอ ได้คืบจะเอาศอก

ค่อยๆ พาตัวเองกลับไปอยู่ในจุดเดิม พอยืนบนขอบเหวเหมือนเดิมก็เพิ่งรู้สึกตัวว่า "ไอเวรเอ้ยกูเอาอีกแล้ว กูจะเจอกับหายนะอีกแล้วเหรอวะเนี่ย อย่าเลย ไม่เกิดได้มั้ย ครั้งก่อนกูโดนหนักมามากพอแล้ว"

เริ่มได้สติตอนนี้มันสายเกินไปอีกแล้ว แก้ไขอะไรไม่ทัน และสุดท้ายมันก็พังจริงๆ ตามนั้น เพราะเราไม่สามารถจะมาเสกผลลัพธ์ที่เราต้องการได้ในบทสรุปหรือฉากสุดท้ายของเรื่อง

ทั้งหมดทั้งมวลมาจากไอ้วายรายตัวเดียว

ที่เรียกว่า "ความโลภ"

ทุกคนรู้จักมันดีว่าจะสร้างความหายนะยังไง มันเข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อน แต่การควบคุมและเอาชนะมันโคตรยากสุดๆ ให้ตาย

สิ่งหนึ่งที่ต้องระวัง โดยเฉพาะเรื่อง "การลงทุน"

คือ ลูปนรกไม่รู้จบ เพราะปัญหาคือ เรื่องที่ใหญ่มากพอของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน บางคนขาดทุน 50% ก็เกินพอ บางคนลบ 80% พอ บางคนล่อฟิวเจอร์โดนล้างจนเหลือ 0 เออกูพอ

เมื่อเราโดนความโลภครอบงำ เราจะควบคุมความเสี่ยงไม่ได้ และเราจะขยายความเสี่ยงมากขึ้นไปเรื่อยๆ ได้แสนจะเอาห้าแสน จะเอาล้านจะเอาสิบล้าน ขาดทุนก็เช่นกัน เราไม่กล้าคัทลอสเพราะไม่ขายไม่ขาดทุน คัทเท่ากับเสียเงินจริง คัทแล้วมันเด้งใส่หน้าทำไง

จากการเริ่มด้วยเงินเล็กน้อย เดี๋ยวซื้อเดี๋ยวขายด้วยเงินไม่มาก เราจะใส่สุดปลอก เราเอาเงินทั้งหมดในชีวิตมาทุ่มกับมัน เพราะอยากได้เงินเยอะๆ อยากรวยเร็วๆ อยากพลิกชีวิต อยากให้ผู้คนแซ่ซ้องว่าท่านสุลต่าน

บางคนพี้กยิ่งกว่านั้น คือทุ่มเกินตัว นอกจากจะทุ่มทั้งหมดที่มีแล้วยังไปกู้ไปหยิบยืมเอาเงินคนรอบข้างมาอัด โดยคิดตื้นๆ ว่า ขอเอามาทำทุนก่อน เดี๋ยวกูก็รวย คืนเงินกลับได้สบายๆ พร้อมผลกำไรเบิกบาน แต่ความจริงกับสิ่งเพ้อฝันมันคนละเรื่อง เมื่อไรที่เราติดลูปนี้แล้ว ยังไงๆ เราก็จะลงเอยด้วยการเจ๊งแน่นอน 100%

เจ๊งแล้ว ก็หาเงินมาใหม่ กู้ หยิบยืมมาใหม่ แล้วก็เจ๊งอีกไปเรื่อยๆ นอกจากตัวเองจะล้มละลายแล้ว ยังพาคนรอบข้างเดือดร้อน ฉิบหายไปด้วย

บางทีบทเรียนครั้งใหญ่ก็อาจจะยังไม่พอ ถ้าเราไม่รู้ว่าจะแก้ไขมันยังไงในรอบหน้า หัวใจสำคัญคือต้องควบคุมความโลภให้ได้ ทุกอย่างมันมีที่มาที่ไป

ปลูกแบบไหนก็ได้อย่างนั้น ถ้าเราดูแลต้นไม้อย่างดี รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ไล่แมลง ถอนวัชพืช มันก็จะเติบโตผลิดอกออกผลอย่างที่เราต้องการ แต่ถ้าเราไม่ได้ดูแลมันอย่างเหมาะสมถูกต้อง ปล่อยปละละเลย เมื่อวันที่มันจะเหี่ยวเฉาตาย เราจะมานั่งบอกว่า อย่าตายเลยนะ เนี่ยเรารดน้ำใส่ปุ๋ยไล่แมลงให้แล้ว มันก็ไม่ทันแล้วเพื่อนเอ้ย

การลงทุนให้ประสบความสำเร็จมันเข้าใจง่ายแต่ทำยากมาก ตลาดมันจะบี้คุณจนร้องขอชีวิต คนจำนวนมากรู้เทคนิคทฤษฎีวิธีการทุกอย่างในการเทรด แต่ก็ขาดทุน เพราะระบบบอกให้ซื้อไม่ซื้อ บอกให้ขายไม่ขาย ดื้อออออ greed and fear ในสันดานเราสั่งให้ทำแบบนั้น

แทนที่น้ำพักน้ำแรงมันจะงอกเงย หรืออย่างน้อยมันคงที่ สร้างความมั่งคั่งให้ชีวิตและครอบครัว ยกระดับคุณภาพชีวิตขึ้นไปเรื่อยๆ เรากลับเอามันไปทิ้งและเริ่มใหม่ ทิ้ง เริ่มใหม่ ไม่รู้จบ! ใช้เวลาทั้งชีวิตติดกับดักอยู่ในหลุมบ่อขี้ ทำท่าจะปีนขึ้นไปได้ก็ตกลงไปใหม่

สุดท้ายนี้ ถ้าเราไม่สามารถควบคุมความโลภตัวเองได้อยู่หมัด ไม่รู้ว่ากำไรที่เพียงพอคือจุดไหน ไม่รู้ว่าขาดทุนเท่าไรถึงยอมแพ้ ไม่นานเราจะโกงตัวเราเอง เราจะบิดพริ้ว อิดออดไม่ยอมทำตามสิ่งที่เราตั้งใจไว้เพราะความอยากได้และความเสียดาย และเราจะเสียหายในที่สุด และผมก็เองก็ไม่รอดเช่นกัน

ดังนั้นสำหรับคนที่ยังเอาชนะความโลภตัวเองไม่ได้ การออม การ Stack Sat น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว เราค่อยๆ สะสมความอดทน ไม่ดื้อไม่ซน และมันจะไปออกผลในระยะยาว

Stay Humble & Stack Sats

#Siamstr #SiamesBicoiners

เคยผิดพลาดมาก่อนครับ

สิ่งที่เสียดายมากที่สุดคือเวลาที่เสียไปครับ

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

สวัสดีครับ หากความจริงมีคนรู้มากขึ้น ชีวิตของผู้คนคงมีอะไรดีขึ้นมาครับ

สวัสดีครับชาว #siamtr ที่รักทุกท่าน

โพสต์นี้เป็นโพสต์แรกของการเล่น nostr ครับ

ก็อยากจะบอกว่ารู้สึกดีมากๆที่ได้มาเจอชุมชนที่ให้ความรู้ แล้วก็ถูกกับจริตตัวเองมากๆครับ

โดยจะขอขอบคุณเพื่อนๆที่ได้ให้ความรู้หลากหลายแบบที่ทำให้ไม่ต้องไปเข้าเฟสบุ๊คบ่อยเหมือนเดิมเพื่อดูโฆษณาและสแกมอีกเลยครับ เพราะสามารถมาหาได้ในนี้แทน

ยิ่งเล่นยิ่งมีเพื่อนมากขึ้น ก็พบเรื่องราวที่มากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากครับ

โดยความตั้งใจของโพสต์นี้เพื่อจะขอขอบคุณ

ทีมงาน Right Shift ผู้ที่แปล FuckIMF ครับ โดยที่ผมนั้นก็ตามอ่านทุกตอนที่ได้ลงมาครับ พบว่าเป็นอีกด้านนึงที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ที่หน้าสลดใจมาก

โดยจะหาส่วนที่ประทับใจนั้น ส่วนตัวไม่พบสักตอนเลยครับ จะมีก็แต่ความเศร้าในสิ่งที่เกิดขึ้นในทุกๆที่บนโลก ที่ IMF ได้เข้าไปช่วยเหลือ(ซ้ำเติม) ราวกับว่าเป็นความแค้นข้ามพบข้ามชาติมา

ตัวผมเองนั้นได้แต่ทำใจและยอมรับในระบบที่ถูกวางมาแล้ว โดยเหล่าผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายที่ได้ช่วยกันไตร่ตรองออกแบบมาอย่างดีแล้ว เพื่อให้พวกเขาและครอบครัวเหล่านั้นได้มีชีวิตที่ดีกันไป

อย่างที่พี่วิชิตชอบพูดว่า ความจริงมันช้า แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีความจริงที่ถูกสร้างมา ผ่านสิ่งดีๆที่เรียกว่า Bitcoin ทำให้เกิดเป็นชุมชนนี้ขึ้นมา ทำให้ตัวผมเริ่มมีความหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของระบบที่ดีกว่านี้ เกิดขึ้นในวันข้างหน้าสักวันครับ

#FuckIMF

#siamstr

Replying to Avatar Xsara8

GM ครับ #siamstr #siamstrog

“คนจน อยู่อย่างรวย มันยิ่งจน

คนรวย อยู่อย่างจน มันยิ่งรวย”

เป็นคติสอนใจที่ได้รับจากคุณยายท่านหนึ่งซึ่งเป็นแฟนรายการวิทยุ ซึ่งเมื่อลองพิจารณาคตินี้ดูแล้ว

## 1.) เราพิจารณาความจน กับความรวยจากอะไรกันนะ ##

ไม่มีอาชีพไหน งานใด ที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าเราจนรวย หากแต่วัดกันที่หลักการง่าย คือรายรับและรายจ่าย เมื่อรายรับของคุณมากกว่ารายจ่าย คุณกำลัง “รวยขึ้น” จากเหลือเงินไว้เก็บออมเป็นทุนในอนาคต เมื่อคุณมีรายรับเท่ากับรายจ่าย คุณกำลัง “เท่าทุน” แต่เมื่อคุณมีรายรับน้อยกว่ารายจ่ายเมื่อไหร่ คุณกำลังกัดกินทรัพย์สิน กัดกินเงินเก็บออมของตัวเอง เมื่อนั้นคุณกำลัง “จนลง” แล้วพวกเค้าเอาเงินจากไหนมาใช้จ่ายขนาดนี้?

คำตอบคือระบบหนี้แบบเฟียตๆนั่นเอง เริ่มจะการทำลายความคิดดั้งเดิมซึ่งการกู้หนี้ มันคือการขี่หลังเสือ คุณต้องได้รับความเสี่ยงมากกว่าปกติเพราะเงินนั้นไม่ใช่ของคุณ แลกมากับการโอกาสในการลงทุนเพื่อคว้าโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งอาจเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล เป็น risk : reward ที่ต้องใช้การคิด วิเคราะห์ แยกแยะอย่างที่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจ

แต่ในปัจจุบันนี้ การกู้หนี้กลายเป็นเหมือนกิจวัตรประจำวัน หลายคนทำโดยไม่รู้สึกอะไร เหมือนเป็นสิ่งที่ต้องใช้ ความต้องการระยะสั้นที่สูงปรี๊ด ของมันต้องมี, โปรผ่อนดอกเบี้ยฟรี 10 เดือน, ดาวน์วันนี้ จองวันนี้ได้รับสิทธิพิเศษอีกมากมาย ไปกับสิทธิอะไรที่จำเป็นกับตัวคุณมั้ยก็ไม่ การแข่งขันกันออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินอีกมากมายทั้ง บัตรเครดิตสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสด ซึ่งจุดหมายปลายทางของใครหลายคนคือ “สูญเสียแหล่งเก็บออมของตนไป” เงินและเวลาที่เก็บออมมาแสนนาน บ้างก็ส่งต่อมาจากรุ่นก่อน ถูกบังคับขาย ถูกอายัดไปเป็นของคนอื่น ชีวิตที่ไม่เหลืออะไร จะมีก็แต่เพียงอาการเสพติด และความหิวกระหายในการยอมรับจากสังคม โปรโมชั่นเลขเบิ้ล(1.1, 10.10) กลายเป็นหมุดหมายของชีวิตในแต่ละเดือน, ซีรี่ย์ออกใหม่กลายเป็นความสุขสุดท้ายก่อนหลับนอน, เช้าวันใหม่คือฝันร้ายที่ไม่อยากตื่น, วันจันทร์กลายเป็นวันอันขมขื่นของสัปดาห์, วันหยุดกลายเป็นสิ่งที่คอยเฝ้าหา, และสัปดาห์สุดท้ายของเดือนคือสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต ชีวิตที่มนุษย์มีความหวังแบบเดือนต่อเดือน บ้างก็ 15 วันครั้ง มันช่างน่าเศร้าที่เค้าเหล่านั้นไม่สามารถมองอะไรได้ไกลยิ่งกว่าระบบฟาร์มเฟียตที่กำลังสูบเอาพลังชีวิตของเค้าอยู่

แต่ Bitcoiner ไม่ใช่แบบนั้น เรากำลัง “รวยขึ้น” เพราะเราทำตัว “จน” จนเรามีเงินเหลือเก็บออม เราอดมื้อกินมื้อ บางคนกิน 2 บ้างก็กินแค่ 1 มื้อต่อวัน, จากที่เฝ้ารอวันหยุด หลายคนกลับอยากทำงาน ทำงาน ทำงาน เพื่อนำเงินที่ได้ไปเก็บออม, เราเห็นคุณค่าในเวลาของเรามากขึ้น, เรามีเป้าหมายที่ยาวไกลกว่า 15 วัน, 1 เดือน หรือ 1 ปี เราคาดหวังจะทำให้โลกนี้ดีขึ้นได้ด้วยการมีเงิน มีแหล่งเก็บมูลค่าที่ไม่เสื่อมค่า ทำลายระบบฟาร์มแล้วกลับคืนสู่ทุ่งหญ้า ทุ่งแห่งอิสรภาพซึ่งมนุษย์ผู้หนึ่งจะดำเนินชีวิตภายใต้กฎของธรรมชาติ กฎแห่งกรรมอีกครั้ง

Stay humble and Stack sats

อยู่อย่างจน แล้วจะยิ่งรวย

ขอให้มีความสุขกับการเก็บเงินที่ไม่เสื่อมค่าครับ :)

GM ครับ เป็นบทความที่ดีมากเลยครับ

ความจริงผมคิดว่าถ้าผมมีเวลามากกว่านี้ ผมก็น่าจะใช้ได้ครับพี่ แต่ภาระผมค่อนข้างมาก เลยทำให้ไม่มีเวลาเรียนรู้อะไรแบบนี้ครับ

ผมขอขอบคุณพี่มากที่มาช่วยเหลือสอบถามครับ

ยังไม่ได้เลยครับพี่ ผมไม่รู้จะทำยังไงครับ

ผมจะไปงานมิตติ้งที่พัทยา หวังว่าคงจะได้ไปเรียนรู้ที่นั้นครับ

กำลังคิดว่า noster ใช้ยากอยู่เหมือนกัน หวังว่าสักวันมันจะง่ายกว่านี้

ผมมี btc อยู่เล็กน้อยใน trazor ผมอยากจะร่วมสนับสนุนบทความที่ชอบโดยการส่งทาง Lightning network แต่ผมไม่รู้วิธีการ หากมีใครมาช่วยแชร์ก็จะยินดีมากครับ

Replying to Avatar Jakk Goodday

## Write-thing like Jakk

มีคนขอมา ก่อนหน้านี้ก็มีคนสนใจว่าผมเขียนยังไงถึงด้นสดๆ ออกมาได้แล้วยังทำได้ดีในแง่ของสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ผมจะไม่บอกว่าผมทำมันได้ดีกว่าใครนะครับ และถ้าคุณไม่ได้ชอบไสตล์ที่ผมเขียนอะไรมากขนาดนั้น คุณสามารถ Skip โน๊ตนี้ไปได้เลย..

แต่สำหรับคนที่สนใจการเขียนในแนวทางต่างๆ อย่างจริงจัง นี่ก็เป็นอีกหนึ่งในสิ่งที่คุณจะสามารถศึกษาเอาจากประสบการณ์ของผมไปปรับใช้เองได้ครับ (ถ้าชอบอะนะ)

ผมควรเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ไม่ซับซ้อนก่อนเป็นอันดับแรก (ซึ่งก็น่าจะซับซ้อนอยู่ดี) เพราะมันประกอบไปด้วยหลายส่วนที่คงต้องผ่านการทำมามากพอจนเข้าใจ จึงจะสามารถผสมผสานพวกมันออกมาได้อย่างลงตัว

### My writing is not just write, but speak

ถ้าคุณพูดได้ดีแค่ไหน คุณจะเขียนได้ดีในแบบเดียวกัน เมื่อคุณแค่เขียนสิ่งที่อยากจะพูดทั้งหมดออกมา..

เรื่องนี้ค่อนข้างตรงไปตรงมา เพราะสไตล์หลักๆ ของผม คือ การเล่าเรื่องในมุมมองบุคคลที่ 1 มันคือมุมมองที่มาจากการผ่านตาของผมไปยังสิ่งที่เห็นเองตรงหน้า (ในภาพจินตนาการนั้น) ไม่ใช่การลอยขึ้นไปบนฟ้าแล้วมองลงหาเห็นทุกอย่างทั้งหมด (มุมมองบุคคลที่ 3)

การเล่าเรื่องในลักษณะนี้ จะให้ความรู้สึกกับคนอ่านเหมือนเขากำลังกลายเป็นตัวผู้เขียนไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว นั่นขึ้นลีลากับการสะกดคนอ่านไว้ในสถานะนั้นของคุณด้วย (สร้างสถานการณ์ให้ผู้อ่านต้องแทนตัวเองเป็นผู้เขียน) คุณจะทำมันได้นานแค่ไหน

ใช่ครับ.. มันต้องผ่านการฝึก หรืออ่านงานสไตล์นี้มามากพอ

การฝึก.. ในความหมายของผมนั้นไม่ใช่การฝึกเขียน แต่เป็นการฝึกพูด ..ผมกำลังฉีกตำราทิ้งไปต่อหน้าต่อตาของทุกคนในตอนนี้ เพราะนี่คงไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสอนคุณ ก็เพราะมันคือสไตล์ของผมเองที่ตกผลึกด้วยตัวเอง

การฝึกพูดที่จะเกิดประสิทธิผล ก็คือการสื่อสารที่สาส์นจากเรา (ที่ต้องการจะสื่อ) ถูกส่งต่อไปยังผู้รับได้อย่างครบถ้วน และเขาย้อยข้อมูลนั้นกลืนลงท้องได้อย่างเอร็ดอร่อย ซึ่งมันไม่ใช่คำพูดหรูหราที่ฟังเพลินมาก แต่ดันจับใจความอะไรไม่ได้เลย

คุณจะพูดมากพอจนจับทางตัวเองได้ว่า.. การพูดแบบไหนที่ทำให้การสื่อสารเกิดผลสัมฤทธิ์ แล้วหลังจากนั้นคุณจะหยิบเอาการพูดแบบนั้นเขียนออกมาเป็นตัวอักษร นี่คือเหตุผลว่าทำไมการเขียนของผมจึงเหมือนว่าคุณกำลังได้ฟังเสียงของผมพูดอยู่จริงๆ ก็เพราะมันเป็นการพูดออกมาผ่านตัวอักษร..

ที่สุดแล้วมันจึงไม่เหมือนใคร ก็เพราะใครจะพูดได้เหมือนอย่างเราล่ะ?

เรามักจะมีวรรคทองเป็นของเราเอง มีวลีที่ติดปาก คำอุทานที่เคยชิน สไตล์การพูดที่คนจดจำเราได้ สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติอยู่คู่ตัวตนเราที่ใครก็เอามันไปไม่ได้ และเราเท่านั้นที่ทำมันได้

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณพยายามจะทำเหมือน "คนอื่น" มันคือ "คนอื่น" ที่จะถูกผู้คนจดจำ มันไม่มีใครจำได้หรอกว่า "เงาเสียง" ของ พี่เสก โลโซ คือใคร จริงไหมล่ะครับ?

การเขียนให้มี Signature ก็คือการเขียนออกมาให้ได้ในแบบที่เราพูดนั่นเองครับ

### Natural of the readers

ถ้าคุณอ่านมามากแค่ไหน คุณก็จะเข้าใจคนอ่านได้มากแค่นั้น

คุณต้องเป็นนักสังเกตและคอยจดจำ คุณต้องรู้จักคิดวิเคราะห์แยกแยะว่าทำไมเราจึงชอบงานเขียนในแบบของ 'X' แต่กลับไม่ชอบงานเขียนของ 'Y' ??

ความเข้าใจสิ่งละอันพันละนิดเหล่านี้เหมือนชิ้นเลโก้ที่จะค่อยๆ ก่อร่างสร้างปราสาทแห่ง "ความเข้าใจในคนอ่าน" ให้คุณเอง แต่เป็นความเข้าใจที่เราจะวางตัวเองเป็นกลาง ไม่อิงแอบกับรสนิยมของเราเองจนมากเกินไป..

ถ้าเราจะวัดเอาตามความชอบของตัวเราเองเป็นที่ตั้ง แล้วใช้ความเข้าใจนั้นเขียนออกมา ผมแนะนำให้เราไปเขียนไดอารี่เก็บมันไว้อ่านเองจะดีกว่า เพราะเรากำลังทำให้ตัวเองพึงพอใจอยู่ฝ่ายเดียว เราไม่ได้นึกถึงคนอื่นๆ ที่จะได้อ่านมันเลย

แล้วธรรมชาติของคนอ่านทั่วไปเขาเป็นยังไงกันเหรอ?

ผมไม่ได้กำลังพูดถึงรสนิยม ความชอบ แต่ผมกำลังหมายถึงการอ่านแบบเพียวๆ

คุณเชื่อไหมว่า เราไม่ได้อ่านออกเสียงกันแค่ทางปาก แต่เรามักจะอ่านออกเสียงก้องในใจของเราด้วย!? งงไหมล่ะครับ?

ณ ขณะที่คุณกำลัง "อ่านในใจ" อยู่นั้น.. จริงๆ แล้วสมองของคุณกำลังจำลองการ "อ่านออกเสียง" แบบไร้เสียงให้กับตัวคุณอยู่ คุณไม่ได้แค่อ่าน แต่คุณกำลังฟังมันด้วย

ดังนั้นมันจึงไม่ต่างอะไรกับการอ่านทางปากเลยแม้แต่น้อย ถ้าประโยคนั้นคุณอ่านแล้วเกิดอาการ "ลิ้นพันกัน" ประโยคเดียวกันนั้นก็จะไปทำให้รอยหยักสมองของคุณยุ่งเหยิง เมื่อคุณต้องอ่านมันในใจ

ไม่เชื่อลองดูตอนนี้เลยก็ได้ครับ..

1. สติสตังค์ผมไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเองเลยครับ คุณน่ารักมากจังครับผม

2. สติสตังค์ของผมมันมักไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเท่าไหร่นัก ให้ตายเถอะ

แบบไหนทำให้คุณอ่านติดๆ ขัดๆ เหมือนลิ้นพันกันแม้กระทั่งตอนอ่านในใจ?

คำว่า "ลิ้นพันกัน" ไม่ได้หมายความว่าลิ้นต้องพันกันจริงๆ แต่เราจะรู้สึกถึงความตะกุกตะกัก มันไม่ไหลลื่นแบบอ่านพรวดเดียวได้ยาวๆ โฟลวๆ ผู้อ่านไม่สามารถทำ "Speed read" ได้แบบไม่มีอาการสะดุด

และเทคนิคของผมก็คือ.. หลีกเลี่ยงการเขียนให้คนอ่านต้องเกิดอาการลิ้นพันกันให้ได้นั่นเอง เวลาเราพูด.. เราพูดยังไงให้ลิ้นเรามันไม่พันกัน เวลาเขียนเราก็พยายามเขียนให้ได้ยังงั้น

มันต้องใช้การอ่านด้วยตัวเองหลายๆ รอบ (แนะนำว่าควรทำ) ต้องตัดคำ เพิ่มคำ เปลี่ยนคำ หรือไม่เราก็เปลี่ยนมันทั้งประโยคไปเสียเลย ก็ต้องหมุนหาจนกว่ามันจะได้

เพราะคุณจะกันรีบไปไหนล่ะครับ?

นอกจากนี้การเข้าใจธรรมชาติของคนอ่านยังเป็นเรื่องความชื่นชอบและความสนใจของพวกเขาด้วย (ผมไม่อยากใช้คำว่า "ของตลาด" เพราะเราไม่ได้กะจะมาขายของ) คุณต้องรู้จักปัญหาและแรงจูงใจพวกเขา คุณจึงจะเขียนในสิ่งที่พวกเขาต้องการอ่านได้

ไม่เชื่อคุณก็ลองแต่งเพลง Hiphop ไปร้องให้คุณปู่คุณย่าของคุณฟังดูสิ

### Pacing and Space

จังหวะการอ่าน / สปีดของรูปประโยคหรือเรื่องราว เราสามารถเร่งหรือลดมันได้ คนเขียนบทนิยายน่าจะพอเข้าใจเรื่องนี้ ผมไม่รู้จะอธิบายยังไงให้คุณเข้าใจมันได้ง่ายๆ

มันคงเหมือนกับการดำเนินเรื่องในภาพยนตร์ ที่มักจะไปเอื่อยๆ ทอดน่องเมื่อต้องการจะบรรยายสิ่งต่างๆ ในโลกของมันเอง เพื่อให้คนดูได้ค่อยๆ ทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องและหลักฐานต่างๆ กันอย่างค่อยเป็นค่อยไป.. แบบนี้เรียกว่า Slow down

ไม่ต้องจดนะ ผมบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเอง

แต่พอถึงตอนกำลังเข้าได้เข้าเข็ม ช่วงสำคัญ ๆ หรือถึงช่วงไคลแม็กซ์ของเรื่องราว บทจะดำเนินไวขึ้นและใส่ความระทึกเข้มข้นเพิ่มเข้าไปด้วย ทำให้คนดูนั่งกันไม่แทบไม่ติดหรือจิกป๊อบคอร์นจนแตกเป็นเสี่ยงๆ ..แบบนี้ผมเรียกมันว่า Speed up

เนื้อเรื่องที่เข้มข้นและ Speed up ตลอดเวลาจะสร้างความตึงเครียดให้คนดู แทบไม่ได้พักหายใจ ไม่กล้าลุกไปเข้าห้องน้ำ ในที่สุดบางคนก็อึดอัด ในขณะที่ถ้าเรื่องมัน Slow down กันทั้งเรื่อง หลายคนก็หลับในโรงหนังกันไปก่อนที่ป๊อปคอร์นจะหมดถัง

ทั้งหมดนี้คือ Pacing หรือศิลปะในการควบคุมจังหวะในการเร่งหรือลดสปีดของเนื้อหา มันค่อนข้าง Abstract และผมก็อธิบายให้เข้าใจมันได้ยาก ถ้าคุณดูหนังมามากพอ คุณคงจะพอเข้าใจ

คุณจะกำหนดจังหวะในการดำเนินเรื่อง หรือความเข้มข้นของเนื้อหาอย่างไรให้คนอ่านไม่รู้สึกตึงกันเกินไปจนเข็ดขยาด หรือไม่เอื่อยยืดยาดจนดูแล้วไม่น่าสนใจ ?

สลับจังหวะให้คนดูได้มีช่วงเวลาแห่งการผ่อนคลาย ได้ค่อยๆ ใช้เวลาไปกับการค่อยๆ ละเมียดคิดคล้อยตาม แล้วจึงค่อยเร่งให้หายใจกันไม่ทั่วท้องในช่วงใกล้เสร็จ

เอ่อ... ผมหมายถึงช่วงไคลแมกซ์น่ะครับ

บางครั้งคนอ่านสัมผัสไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังสร้างเนื้อหาที่มี Dynamic ในเรื่อง Pacing แต่พวกเขาจะรู้สึกประทับใจมันไปอย่างแปลกๆ และเห็นความแตกต่างจากบทความอื่นๆ ได้อย่างงงๆ โดยที่ยังอาจอธิบายความรู้สึกเหล่านั้นแทบไม่ได้เลยก็มี

แต่ถ้าคนอ่านได้รับอรรถรสที่ดูจะพอดีคำ ผมก็คิดว่าเราทำมันออกมาได้สำเร็จแล้ว แล้วเนื้อหาจะเข้าไปอยู่ในความทรงจำของพวกเขาโดยที่เราแทบไม่ต้องยัดเยียดอะไรเลยด้วยซ้ำ ผมเรียกมันว่า "Reader experience"

### Rhythm and Melody

มันจะเริ่มลึกและทำความเข้าใจได้ยากขึ้นเรื่อยๆ มาอ่านมาถึงตรงนี้

บ้าน่า.. บทความมีท่วงทำนองและเมโลดี้อะไรแบบนั้นด้วยเหรอ?

ใช่ครับ.. ก็ผมจะทำให้มันมี มันคือตำราที่ผมเขียนเอง

หลายคนหลุดพูดออกมาว่า บทความผมมีสำบัดสำนวนที่ดูคมคาย ทั้งที่ผมก็แทบไม่ได้ใช้ศัพท์แสงอะไรที่ดูโก้หรูหรือเป็นทางการ ไม่ได้เป็นงานวิจิตรศิลป์อะไรสักนิดเดียว บทความผมมันก็เต็มไปด้วยศัพท์บ้านๆ ทั้งนั้นนะ?

งานศิลปะ ก็คือการใส่สุนทรียะในการอ่านลงไปแบบไม่ให้มันดูคล้ายกับเป็นงานศิลปะ.. งงกันอีกแล้ว

ลองดูนี่นะครับ

1. ผิดทำนองครองธรรม ไม่จดไม่จำระยำยัดไส้จริงๆ ให้ตายสิ

2. ทำผิดศีลธรรม ไม่เคยจำหรือสำนึกอะไรเลย เลวจริงๆ

1 มีท่วงทำนอง แต่ 2 ไม่มี คุณชอบแบบไหนมากกว่ากันล่ะ?

การเล่นสัมผัสนอก-สัมผัสในด้วย "เสียง" หรือสำเนียงที่ซ่อนในคำแบบไม่ต้องมานั่งแต่งกลอน ผมคงสอนให้ไม่ได้ คล้ายว่ามันจะไม่ได้ยาก แต่มันลำบากมากกว่าที่คุณคิด

ทั้งย่อหน้าเมื่อกี้ ผมแค่เลือกคำที่มีเสียงสัมผัสกัน ไม่ว่าจะ สระ-พยัญชนะ หรือวรรณยุกต์ แบบไม่ได้ตั้งอกตั้งใจ มันไหลออกมาเองอย่างอัติโนมัติ

ผมจากนี้ผมยังใช้เทคนิคทางดนตรีมา "สร้างห้อง" และคุมมันด้วย Metronome เพื่อให้มันไม่ขาด ไม่คร่อมจังหวะหรือคร่อมห้อง.. ลองดูนี่

1 มันลำบากกว่าที่คิด

2 มันลำบากมากกว่าที่คิด

3 มันลำบากมากกว่าที่คุณคิด

พอเห็นอะไรไหมครับ?

คุณต้องเข้าใจจังหวะการหายใจของคนอ่าน บางครั้งพวกเขารู้สึกว่ามันห้วน เพราะมันยังเหมือนจะลากไปไม่ครบห้อง แต่คุณดันขึ้นห้องใหม่มันซะดื้อๆ หรือไม่ก็ตัดจบในตอนที่พวกเขาหายใจออกมากันยังไม่สุด

ผมยังเลือกเมโลดี้ หรือเสียงสูง-ต่ำ ในการจบประโยคเพื่อส่งต่อคนอ่านว่ามันจบแบบห้วน (ตัดบท) หรือทอดยาว (แบบให้เวลาคิดตาม) ด้วยสระเสียงสั้น-เสียงยาวตามคสามเหมาะสม ...เช่น

1 ต่อให้คุณจะเดินทางไกลเพียงใดก็ตาม (เสียงยาว)

2 เราเลิกทำแบบนี้กันเถอะนะ (เสียงสั้น)

นอกจากนี้เรายังสามารถแทรกเมโลดี้ลงไปในประโยคของเราได้ เราเลือกใช้คำที่ให้เสียงสลับสูงต่ำในการอ่าน เพื่อให้สำนวนในแต่ละประโยคมีไดนามิคที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นคลื่นที่มีความสูงความยาวสลับกันไปมาอย่างพลิ้วไหว ไม่ได้เหยียดเป็นเส้นตรง หรือกระแทกลอยขึ้นมาโดดๆ จนน่ารำคาญ

---

อ่านมาถึงตรงนี้.. หลายคนคงเริ่มคิดแล้วว่า.. ทำไมมันช่างดูละเมียดละไมเสียเหลือเกิน ทำไมการเขียนบทความที่ไม่เป็นทางการต้องมีอะไรยุ่งยากกันขนาดนี้ แล้วถ้าผมจะบอกว่าผมไม่เคยได้ละเมียดกับมันเลยแม้กระทั่งตอนที่กำลังเขียนอยู่นี้ พวกคุณจะเชื่อกันไหมว่าผมด้นมันออกมาสดๆ ?

มันไม่ใช่พรสวรรค์อย่างที่คุณจะเข้าใจกันหรอกครับ ผมใช้พรแสวงและปรับปรุงพัฒนามันมาเรื่อยๆ ตลอดระยะเกือบ 20 ปี ผมเขียนอะไรที่ไม่ค่อยเป็นทางการแบบนี้มาเป็นพันๆ ชิ้นแล้วเห็นจะได้ บางครั้งเขียนระบายออกมาเฉยๆ แล้วก็ทิ้งมันไป มันเยอะมากจนการเขียนได้กลายเป็น Muscle memory ของผมไปแล้วในตอนนี้

ผมไม่สามารถเชี่ยวชาญอะไรจากการลองทำมันแค่ไม่กี่สิบครั้งได้หรอกครับ ผมเอาใจช่วยทุกคนนะ ถ้าคุณฝึกมันมากพอ คุณจะหาไสตล์ของตัวเองจนเจอ คุณจะเขียนตำราของตัวเองได้แบบที่ผมทำ และคุณจะเขียนได้ยาวมากๆ จนแทบจะต้องเอาช้างมาคอยฉุดตัวเองให้หยุดเขียน

สิ่งสำคัญ คือ คุณต้องรัก และสนุกกับการได้ทำมัน ไม่ว่ามันจะให้ผลตอบแทนอะไรกับคุณหรือไม่ก็ตาม เพราะไม่งั้นคุณจะฝึกได้ไม่ถึงร้อยโน๊ตอย่างแน่นอน

เทคนิคของผมยังมีมากกว่านี้ มากเสียจนเขียนตำราได้อย่างที่ผมเคยว่าเอาไว้จริงๆ แต่ผมไม่จำเป็นต้องเอาทั้งหมดมาขยำรวมกันให้ได้ในโน๊ตเดียว เรามีมีดหลายเล่มได้ที่บ้าน แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องลากมันออกมาใช้ทั้งหมด เพื่อจะทำผัดกระเพราแค่จานเดียวหรอกจริงไหม?

ผมไม่ได้ถ่ายทอดคำศัพท์หรือสำนวนพิศดารอะไรให้พวกเราเลย ผมไม่มี The Suarus ข้างกาย ไม่มีรูปแบบที่ชัดเจน ผมใช้สัญชาตญาณแห่งความเป็นมนุษย์ล้วนๆ ที่เข้าใจว่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง ว่าจะรู้สึก Comfort ไปกับอะไร

ผมไม่ชอบเขียนอะไรย้วยๆ หรือใช้คำฟูฟ่องฟุ่มเฟือย ไม่ชอบให้ใครมาคัดลอกสำนวนของตัวเอง เพราะมันดูเหมือนจะวิลิศมาหรา ผมไม่ได้กำลังด้อยค่างานเขียนลักษณะนั้น มันมีบริบทและคุณค่าต่างกันไปตามวาระ

แต่ผมแค่จะบอกว่า โดยส่วนตัวผมชอบให้คนอ่านเข้าใจ "สาส์น" ที่ต้องการจะสื่อให้พวกเขาแบบนั้นมากกว่า ผมอยากมอบคุณค่าให้กับพวกเขาผ่านการเขียนธรรมดาๆ

คุณควรเริ่มจากการสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นให้ได้เสียก่อน จากนั้นค่อยไปนึกถึงความสวยงาม

และสุดท้าย มันสำคัญที่สุด คุณควรให้เกียรติคนอ่านเสมอ

---

ผมยังมีเทคนิค Emotional engagement, Imaginary and Clear language, Use of example, Use of wise analogy, Use of questions, Psychological insight, Story Arcs, Narrative structure, Friendly words, Summary words, Effective use of language, Squeeze, Linear & Non-linear, Ending และเทคนิคอื่นๆ อีกมากมายที่ยังไม่ได้เขียน

ถ้าคุณชอบอ่าน ผมจะเขียนให้อ่านอีก ถ้าไม่ชอบกันเท่าไหร่ ผมคงจะไปเรื่องอื่นแทน ..ผมให้หมดเปลือกขนาดนี้ผมไม่หวงวิชาเลยเหรอ?

ผมเชื่อในตลาดเสรีที่นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ จะเกิดขึ้นมาจากพลังของการแข่งขัน มันทำให้เราต้องพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง และพัฒนาการของแต่ละคนก็จะไปช่วยยกระดับคุณค่าในองค์รวมให้กับตลาด

ความเก่งกาจของแต่ละคนคือคลื่นที่จะยกเรือขึ้นทั้งลำ

ถ้าผมสู้ไม่ได้ ผมก็แค่ต้องแพ้และหันกลับไปพัฒนาตัวเอง แต่ถ้าเราไม่ต้องสู้ แล้วหันมาร่วมมือกันแทนล่ะ?

ผมเป็นบิตคอยเนอร์.. ผมก็ทำแบบที่บิตคอยเนอร์ควรจะทำ ผมเลือกทำเพื่อเน็ตเวิร์คของเรา

ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นครับ..

#siamstr

ผมชอบบทความนี้มากครับ มันเหมือนกะว่าเรากำลังฟังคนพูดอยู่เลยครับ ขอบคุณมากๆเลยครับที่ถ่ายทอดเรื่องราวดีๆให้กันฟัง