Avatar
Gawyn ⚡
93c6ab5c6fddad18d89cdbb17291faccc25b20052b2da2e4284ef73b77e0090f
Family lover, frequent flyer, part time runner, reader, listener, an another Bitcoin secret admirer.

ทำงานครับพี่พงศ์ ตั้งแต่อินบิทคอยน์ ผมไม่ได้ไปเที่ยวเองอีกเลยครับ 555 เสียดายตัง (ยกเว้นทริป btc bali อ่านะ)

ได้ไปซ้ำๆ อยู่ไม่กี่ที่หรอกครับ และไปทีนึงก็ไม่ได้ออกไปไหนเท่าไหร่ นอนตายอยู่โรงแรมเพราะเหนื่อยจัด + ประหยัดตัง 😂

And we as a cat keep commenting on Kitty tuktuk is legend LOL 😂

My country has a dictator capitalist that only consumes everything and gets richer. We the people are poor af because we yield to them…

The quote from the back of tuktuk, so dark compared to the Kitty he decorated 🥲

อยากลองกินมานานแล้วครับ ก๋วยเตี์ยวเนื้อกระต่าย 🤤

GM 🌞 #Siamstr

Keep building together ! 🙌🤝 nostr:note1rgvjc3p7exhvxyce9939lljnzpshtjlq9g5vzp5c84ws7ktht75s5turhq

ผมกำลังจะกลับแล้ว แต่ไว้วันหลัง ฝากหิ้วได้นะครับ 😄

Replying to 11f3233e...

ปัญหาตอนนี้ของ Alt coin คือ มันไม่น่าไว้ใจ สังเกตง่ายๆ จากสัดส่วนผู้ถือครอง ซึ่งเกือบแทบทุกเหรียญ มีบุคคลที่เป็น Top 10 holder ครองส่วนแบ่งตลาดกว่าครึ่ง บางเหรียญก็เกินครึ่งหนึ่งเสียอีก

เช่น Ethereum แค่ Top 10 holder ก็กินส่วนแบ่งตลาดไป 37.19% แล้ว, BNB มีสัดส่วนถึง 75.63% !!! หมายความว่า ถ้าเราหลวมตัวเข้าไปซื้อ เหล่า Top 10 ของแต่ละเหรียญ จะเป็นผู้ควบคุมชะตากรรม ทางการเงินของเราได้ง่ายๆเลย

ขนาดว่าเงิน Fiat ที่ไม่น่าเชื่อถือ กว่ารัฐบาลออกนโยบายการเงิน แต่ละครั้ง ยังต้องมีการประชุมอย่างรอบคอบ แต่ Alt coin ต่างๆ ที่กำหนดโดย Top 10 holder ไม่กี่คน (ซึ่งก็ไม่ได้ใจดีกับเราเท่าไหร่) อยากเอากำไรจากเราไปเมื่อไหร่ก็ได้ มันน่าจะแย่กว่านั้นมากๆเลย

มีเพียง Bitcoin ที่ Top 10 holder ไม่สามารถมีอิทธิพลกับตลาดได้ เพราะ มีสัดส่วนอยู่เพียง 5.40% ของ Market cap รองลงมาคือ ADA 8.74%, Sol 9.29%, XRP 11.07%

แต่โดยส่วนตัวก็ชอบ ADA นะ ฮาๆๆ เพราะ ดูนโยบายช่วยโลกดี ท่านผู้มีความรู้ท่านใดมีความเห็นแนะนำได้นะครับ ผมแค่วิเคราะห์แบบบ้านๆ ไม่ได้มีความรู้ในเชิงลึกจริงๆเท่าไหร่

ประเด็นที่ Alt coin ไม่น่าไว้ใจ ไม่ใช่เพราะ Top 10 holder หรอกครับ

มันไม่น่าไว่ใจตั้งแต่แรกแล้ว เพราะความที่มันเป็น Alt coin นี่แหล่ะ 😅

ทุกอย่างที่เขาพยามโฆษณาคือคำหลอกลวง แก้ปัญหาอะไรไม่ได้จริง ไม่ได้ทำให้ชีวิตใครดีขึ้น นอกจากคนที่ซื้อไว้ก่อนตั้งแต่ต้นน้ำ

ถ้าอยากลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยให้โลกดีขึ้น (นอกจากบิทคอยน์) ก็ลองหาหุ้นจากบริษัทที่เราศึกษามาอย่างถี่ถ้วน น่าจะดีกว่า Alt coin ทั้งหลายในตลาดครับ

ปล. บิทคอยน์ top holder ถ้าเทขายพร้อมกัน ก็แค่ราคาแกว่งๆ ครับ ซึ่งไม่มีผลอะไรกับ fundamental แต่ถ้าเหรียญ PoS พวก Top holder เขาอาจจะมีอำนาจโหวตเพื่อเปลี่ยนแปลงบางอย่างในเหรียญขยะพวกนั้นได้

Raw live

รอไลฟ์

😋🤤

---

Wherostr | https://wherostr.social/?q=g:xn76107sx

Duck Duck Go Maps | https://w3.do/6XpSSoXd

Google Maps | https://w3.do/dtBV3kHE

it's a paste that taste like nuts.. , don't know exactly what it is 😂

My guilty pleasure 🤤

แอบเข้าไปโหวตไทยมา 😄

#Siamstr nostr:note1gh90aynxrcnaw453gajx5mkyxnqc3km99rneghnj59c9aqgdkl5sdtm7zj

Will be in Tokyo tomorrow, any #Bitcoin space recommended ??

#Asknostr #Asksiam #Siamstr #Tokyo #Japan #Nostrasia

เชียร์ครับ 🙌

แต่คืนนี้ไม่ได้ดู กำลังจะต้องทำงาน 🥹

Replying to Avatar PJB

มนุษย์เราเกิดมาเพื่อวิ่ง(ทน)..เพราะร่างกายเราออกแบบมาแบบนั้น

วันนี้อยากลองเขียนอะไรยาวๆ ดูบ้าง แต่ถ้าเขียนแต่เรื่อง Bitcoin ก็ดูจะน่าเบื่อไปเพราะมีคนเขียนเยอะแล้ว เลยลองเลือกเรื่องที่ตัวเองสนใจและชอบอยู่แล้ว แบบน่าจะไม่ fiat มาขยายความต่อละกัน

ทำไมเราถึงเกิดมาเพื่อวิ่งระยะไกล?

เอาแบบสั้นๆก็มีข้อได้เปรียบ 4 อย่างที่ต่างจากสัตว์อื่นๆ

1. สรีระของเท้า

2. การระบายความร้อนด้วยเหงื่อ

3. สรีระของศีรษะ ที่เป็นอิสระจากไหล่และตัว

4. ก้นขนาดใหญ่ ที่บ่งบอกถึงความเป็นนักวิ่ง

ถ้าแบบยาวๆก็เชิญตามอ่านด้านล่าง

ก่อนอื่นคงต้องไปย้อนดูก่อนว่าทำไมมนุษย์เราถึงได้ครองโลกอย่างทุกวันนี้

ย้อนกลับไปประมาณ 50 กว่าปีที่แล้ว ถ้าถามนักวิทยาศาสตร์ว่า อะไรเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้มนุษย์วิวัฒนาการกลายมาเป็นมนุษย์ที่ต่างไปจากลิงอื่นทั่วไป

คำตอบที่เชื่อกันมากในช่วงเวลานั้นคือ

วิวัฒนาการของสมองที่ใหญ่นักวิ่งที่เร็วที่สุดในโลกก็ยังวิ่งช้ากว่าชิมแปนซีทั่วๆไป

ยังไม่นับว่า มนุษย์ไม่สามารถปีนป่ายต้นไม้ได้เหมือนลิงอื่นๆ

ดังนั้นเหมือนว่าสมองจะเป็นอวัยวะเดียวที่ทำให้มนุษย์เอาชนะลิงอื่นๆได้ฉลาดขึ้นกว่าลิงอื่น

สำหรับเหตุผลก็เข้าใจได้ไม่ยาก

เพราะร่างกายของมนุษย์นั้นถือได้ว่า อ่อนแอมากๆเมื่อเทียบกับลิงอื่นๆ

เรามีปากและขากรรไกรที่กัดได้ไม่แรง มนุษย์ที่แข็งแรงที่สุดในโลกไม่สามารถเทียบกำลังกับกอริลล่าทั่วๆไปได้

นักวิ่งที่เร็วที่สุดในโลกก็ยังวิ่งช้ากว่าชิมแปนซีทั่วๆไป

ยังไม่นับว่า มนุษย์ไม่สามารถปีนป่ายต้นไม้ได้เหมือนลิงอื่นๆ

ดังนั้นเหมือนว่าสมองจะเป็นอวัยวะเดียวที่ทำให้มนุษย์เอาชนะลิงอื่นๆได้

แต่ต่อมาเมื่อมีการค้นพบฟอสซิลของลิงที่เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆก็พบว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์แยกสายวิวัฒนาการมาจากลิงอื่นๆนั้น

ไม่ใช่สมอง .... แต่เป็นการเดินสองขา

ทำไมเราถึงวิ่งระยะไกลได้ดี??

1. สรีระของเท้า

เมื่อประมาณ 7-10 ล้านปีที่แล้ว ภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิเฉลี่ยมีค่าลดลงอย่างต่อเนื่องหลายล้านปี ทำให้ป่าที่บรรพบุรุษเราอาศัยอยู่หดเล็กลง

เชื่อกันว่าบรรพบุรุษของเราน่าจะเป็นลิงที่ปกติอาศัยอยู่ชายขอบของป่า ดังนั้นเมื่อป่าหดเล็กลง บรรพบุรุษของเราจึงถูกบีบให้ลงมาเดินหากินบนพื้นดินในทุ่งหญ้า

การเดินสองขา ถือเป็นจุดเปลี่ยนแรก ที่ทำให้มนุษย์ฉลาดขึ้น แต่ไม่ใช่จุดเปลี่ยนเดียว ความอดอยากถือว่าเป็นปัจจัยหนึ่ง เช่นกันที่ทำให้บรรพบุรุษ Homo จำเป็นต้องกิน ซากสัตว์ จากในทุ่งหญ้า จากแต่เดิมที่กินแค่ผลไม้และแมลงตัวเล็กๆ

การวิวัฒนาการกินไขสันหลังสัตว์ ส่งผลต่อวิวัฒนาการการของมนุษย์อย่างมากเพราะ มีพลังงานสูง และสารอาหารสำคัญมาก ถ้าเทียบสมัยนี้ก็คงเป็น super food ของยุคนั้น

เมื่อบรรพบุรุษเราต้องเดินหากินสองขามากขึ้น

เท้าจึงวิวัฒนาการมาให้เหมาะกับการเดินมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงใหญ่ๆที่เกิดขึ้นกับเท้า มีอยู่สองอย่างด้วยกัน

หนึ่ง คือ นิ้วเท้าของมนุษย์สั้นลง เพราะนิ้วที่สั้นจะทำให้เดินได้มีประสิทธิภาพกว่า ต่างไปจากนิ้วมือที่ยาวซึ่งช่วยให้จับหรือกำสิ่งต่างๆได้ดี

หัวแม่เท้าเปลี่ยนมามีความยาวเท่ากับนิ้วเท้าอื่นๆ และเป็นพระเอกในการรับน้ำหนักร่างกายระหว่างที่เราเดิน เพราะน้ำหนักตัวเปลี่ยนมาตกเข้าใกล้แกนกลางลำตัวมากขึ้น ทำให้บรรพบุรุษเราเดินได้นิ่ง ต่างจากลิงที่น้ำหนักตัวจะตกไปฝั่งนิ้วก้อย เวลาเดินจึงตัวเอียงไปทางซ้ายทีขวาที

สองคือ กระดูกเท้าของบรรพบุรุษเราเริ่มมีสิ่งที่เรียกว่า arch หรือโค้งเกิดขึ้น ซึ่งกระดูกเท้าร่วมกับกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นจะผูกและเรียงตัวกันเหมือนคันธนูที่วางคว่ำโดยโค้งของคันธนูหันขึ้นด้านบน เวลาเดินแต่ละก้าวน้ำหนักจะถูกกดลง บนโค้งนี้ ทำให้โค้งถูกดัดให้เหยียดตรงขึ้นและพร้อมจะดีดกลับเมื่อแรงกดถูกย้ายไปที่เท้าอีกข้าง

อยากจะให้เริ่มต้นโดยการให้ลองคลำที่ฝ่าเท้าตัวเองก่อน

จะเห็นว่าเท้าของคนเราไม่ได้แบนราบ แต่มีส่วนที่โค้งที่พอจะเห็นและคลำได้

Arch แรก (อาร์ค) ที่เห็นได้ชัดสุดคือ โค้งจากหัวแม่เท้าไปที่ส้นเท้า

แต่เท้าเรายังมีโค้งอื่นอีก โค้งที่มองด้วยตาไม่ชัด แต่จะเห็นได้จากการถ่ายภาพ x-ray

Arch ที่สองคือ โค้งจากนิ้วก้อยเท้าไปที่ส้นเท้า

Arch ที่สามคือ โค้งจากซ้ายไปขวาของเท้า

Arch ทั้งสามของเท้าจึงทำหน้าที่เหมือนสปริง ที่คอยช่วยผ่อนแรงเราขณะเดิน โดยจะแปลงหรือรีไซเคิลน้ำหนักร่างกายเราออกมาเป็นแรงดีดที่ทำให้เราเดินได้สบายขึ้นอย่างด้วยกัน

โดยปกติเมื่อ arch ของเราทำงานได้ดีเราจะไม่เห็นว่า arch เหล่านี้ทำงานมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าเราไปเดินหรือวิ่งบนทรายซึ่งทำให้ระบบสปริงเหล่านี้ทำงานได้ไม่เต็มที่ เราจะเห็นว่ากำลังที่ต้องใช้เพื่อเดินจะต้องเพิ่มขึ้นอีกมาก

เมื่อมนุษย์เดินและวิ่งบนสองขาได้มั่นคงและเร็วขึ้น วิถีการหากินก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ จากการเดินหรือยืนเพื่อเด็ดผลไม้ ก็มาสู่การเดินไปตามทุ่งหญ้าหรือวิ่งตามนกแร้ง เพื่อหาซากสัตว์อื่นที่สัตว์อย่างสิงโตหรือหมาไนกินเหลือทิ้งไว้

หรืออาจจะสรุปแบบง่ายๆได้ว่า หลังจากที่บรรพบุรุษของมนุษย์เริ่มเดินและวิ่งสองขา ก็สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ (ในแง่ของการให้พลังงาน) มากขึ้น ต่อมาเมื่อใช้ไฟ้ฟ้าทำอาหาร ทำให้ระบบย่อยอาหารวิวัฒนาการเล็กลงได้ พลังงานที่ประหยัดขึ้นนี้ จึงสามารถนำไปเลี้ยงสมองที่วิวัฒนาการใหญ่ขึ้นเรื่อยๆได้

โดยการเปลี่ยนแปลงที่เหมือนโดมิโนล้มต่อกันเป็นทอดๆนี้ ถือได้ว่าเริ่มต้นขึ้นมาจากการวิวัฒนาการของเท้า นำไปสู่ปัจจัยที่ 2

2. การระบายความร้อน (เหงื่อ)

คนยุคที่มีวิถีชีวิตแบบล่าสัตว์หาของป่า แค่การเดินเพื่อให้มีอาหารพอกิน มีน้ำพอดื่ม โดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงจะเดินประมาณ 10 กิโลเมตรต่อวัน ส่วนผู้ชายจะเดินประมาณ 14 กิโลเมตรต่อวัน แล้วไม่ได้เดินตัวเปล่า แต่มักจะแบกของ หรืออุ้มลูกไว้ด้วย

การล่าสัตว์ในยุคนี้นั้น มนุษย์จะใช้วิธีแก่รอย วิ่งไล่บี้ ไปเรื่อย ๆ อย่างไม่ลดละ แรก ๆ สัตว์ที่ถูกล่าจะวิ่งหนีเมื่อมนุษย์วิ่งเข้าไปใกล้ แต่การคอยวิ่งไล่ตามไปเรื่อย ๆ จะทำให้สัตว์มีเวลาพักไม่เพียงพอที่จะระบายความร้อนออกจากร่างกาย จนถึงจุดหนึ่ง สัตว์นั้นจะไม่สามารถวิ่งหนีต่อไปได้ ทำให้มนุษย์สามารถที่จะเดินเข้าไปสังหารโดยที่สัตว์นั้นไม่สามารถที่จะขยับตัวหนีไปได้

เพราะสัตว์ต่าง ๆ ในธรรมชาติ โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ต้องใช้วิธี อ้าปากหายใจหอบ ๆ ซึ่งจะทำได้ไม่ดีขณะที่กำลังวิ่งอยู่ โดยจะวิ่งได้ระยะเวลาหนึ่งแล้วจำเป็นต้องหยุดพัก เมื่อร่างกายของสัตว์จะร้อนเกินไป (overheat)

วิธีการล่าสัตว์แบบนี้มีชื่อเรียกว่า persistence hunting ซึ่งคนที่ยังมีวิถีชีวิตแบบล่าสัตว์หาของป่าในปัจจุบัน ในหลายทวีปก็ยังใช้วิธีนี้ในการล่าสัตว์

คำถามคือ ทำไมมนุษย์จึงวิ่งได้ทนกว่าสัตว์ชนิดอื่น?

คำตอบคือ เพราะเรามีระบบระบายความร้อนที่ดีมาก และสามารถทำงานได้ตลอดเวลาแม้แต่ขณะที่กำลังวิ่ง เพราะมนุษย์เราระบายความร้อนด้วย .... เหงื่อ นั้นเอง

ปกติเมื่อกล้ามเนื้อต่าง ๆ ของเราทำงานมากขึ้น อุณหภูมิในแกนกลางของร่างกายก็จะร้อนขึ้น แต่เลือดจะพาความร้อนนั้นไหลไปสู่ผิวหนัง เมื่อเราเหงื่อออก น้ำเหงื่อที่ระเหยออกไปจากผิวหนังจะดึงความร้อนจากผิวหนังออกไปด้วย ทำให้ผิวหนังของเราเย็นลง ดังนั้นความร้อนจากเส้นเลือด (ฝอย) ก็จะถูกส่งไปที่ผิวหนังได้ง่ายขึ้น แล้วเลือดที่เย็นก็จะวนไปรับความร้อนจากแกนกลางของร่างกายเพื่อวนมาระบายออกที่ผิวหนังได้อีกรอบ และเพราะมนุษย์ไม่มีขนเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ เราจึงระบายความร้อนได้เหงื่อได้ดียิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น แต่มนุษย์ยังเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีต่อมเหงื่อมากที่สุดในโลก

3. สรีระของศีรษะ ที่เป็นอิสระจากไหล่และตัว

นอกเหนือไปจากต่อมเหงื่อทีมีมากแล้ว ร่างกายมนุษย์ยังมีการปรับเปลี่ยนหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เราต่างไปจากลิงอื่น และเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ร่างกายมนุษย์วิวัฒนาการมาให้เป็นลิงที่วิ่งได้ทน ตัวอย่างเช่น ในลิงชิมแปนซี หรือลิงที่ต้องปีนป่ายตามต้นไม้ บริเวณของกะโหลก คอ และหลังจะค่อนข้างเชื่อมติดกัน ทำให้ลิงดูเหมือนคอสั้น และเหมือนยักไหล่ค้างไว้ตลอดเวลา ซึ่งลักษณะนี้จะช่วยให้บริเวณหัวของลิงมั่นคงไม่โคลงเคลงไปมาระหว่างโหนไปตามกิ่งไม้ แต่ศรีษะของมนุษย์จะเป็นอิสระจากไหล่และลำตัวค่อนข้างมาก

ทำให้เวลาวิ่งด้วยความเร็ว เราสามารถแกว่งแขน หมุนตัวซ้ายขวา (ตามจังหวะการแกว่งแขน) ได้โดยที่ศรีษะไม่หมุนไปมาตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ศรีษะของเราก็ต้องมีอะไรยึดไว้เพื่อให้ศรีษะไม่โคลงไปมาขณะที่วิ่ง 
ถ้าคลึงบริเวณท้ายทอยเราจะพบตุ่มกระดูกอยู่ ตุ่มนี้เป็นที่เกาะของเส้นเอ็นที่ชื่อว่า nuchal ligament ซึ่งจะทำหน้าที่ยึดศรีษะของเรากับกระดูกคอ ทำให้เวลาเราวิ่งศรีษะของเราจะมั่นคงไม่โยกเยกไปมา สายตาจึงจับจ้องไปข้างหน้าได้ เส้นเอ็นนี้จะพบในสัตว์ที่ต้องวิ่งเร็ว เช่น หมา ม้า อูฐ แต่จะไม่พบในสัตว์ที่ไม่ค่อยวิ่ง เช่น หมู ชิมแปนซี

เมื่อศึกษาฟอสซิลของบรรพบุรุษมนุษย์ พบว่าเส้นเอ็นนี้เริ่มพบในบรรพบุรุษของเราเมื่อประมาณ 2-3 ล้านปีที่แล้ว ทำให้เชื่อว่า ช่วงเวลานั้นบรรพบุรุษของเราคงจะเริ่มวิ่งมากขึ้น จึงวิวัฒนาการมีเส้นเอ็นนี้เกิดขึ้น

4. ก้นขนาดใหญ่ ที่บ่งบอกถึงความเป็นนักวิ่ง

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่วิ่งเร็วทั้งหลายจะมีหางไว้เพื่อช่วยการทรงตัวเมื่อเปลี่ยนทิศทางขณะที่กำลังวิ่งด้วยความเร็ว

แม้ว่ามนุษย์จะไม่มีหางแต่เรามีกล้ามเนื้อก้นที่ใหญ่กว่าลิงอื่น ๆ มาก กล้ามเนื้อก้นนี้มีความจำเป็นต่อการเดินไม่มากนัก แต่จะทำงานมากเมื่อเราออกวิ่ง ซึ่งบอกใบ้ว่า บรรพบุรุษของเราน่าจะเป็นนักวิ่ง เราจึงมีก้นที่ใหญ่เช่นนี้

และทั้งหมดนี้ก็เป็นบางส่วนของหลักฐานที่บอกใบ้ให้เรารู้ว่า ร่างกายของเราออกแบบมาเพื่อให้เป็นลิงที่วิ่งทน

ร่างกายมนุษย์วิวัฒนาการมาให้เป็นสัตว์ที่วิ่งได้ไกลมาก ๆ แต่ถ้าถามว่าวิ่งได้ไกลแค่ไหน คำตอบจริง ๆ คือ ปัจจุบันยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่เรารู้ว่าร่างกายของมนุษย์มีความสามารถที่ยืดหยุ่นสูงมาก หมายความว่า ในคนที่ได้รับการฝึกฝนมาดี ก็สามารถที่จะวิ่งระยะไกล ๆ ได้มาก

ถ้าจะพูดว่าสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมา

หรือเราเกิดมาเพื่อวิ่ง สิ่งนี้ก็ไม่น่าจะผิด

มนุษย์เราเกิดมาเพื่อวิ่ง(ทน)..

เพราะร่างกายเราออกแบบมาแบบนั้น นั้นเอง

วันนี้คุณไปวิ่งหรือยัง?

#siamstr

#running

#history

#science

#health

ข้อมูลอ้างอิงต้นฉบับไปตามอ่านได้

https://www.blockdit.com/posts/60584b741a28c00c22e528d0

https://www.blockdit.com/posts/605d880fb286300c4f728f38

อ่านจบแล้วนึกสงสัยว่าปีที่ผ่านมาเดินไปแค่ไหนกันนะ

พอดีกับเพิ่งใช้ Garmin มาครบปีพอดี เลยลองเช็คดูหน่อย

พบว่าเดินไปประมาณ 1,200 Km. / ก็ดูเมคเซ้นส์ว่า บรรพบุรุษเรายุคสมัยดึกดำบรรพ์ ต้องเดินทางตามฝูงสัตว์ขนาดใหญ่ พลางเก็บกินซากสัตว์ไล่ตามเส้นทางอพยพกว่าปีละ 2,000-3,000 Km.

เราน่าจะมีหลายปัจจัยที่ทำให้ค่อยๆ วิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ยุคหิน ตั้งแต่ การเดินและวิ่งสองขา เพื่อตามฝูงสัตว์ให้ทัน , การมีสมองที่ใหญ่ขึ้นจากการกินไขสัตว์ ไปจนถึงสมองที่มีจินตนาการมากขึ้นเพราะการกินเห็ดที่เกิดจากขี้สัตว์อพยพ...

FYI : เรื่องเห็ดนี่น่าสนใจดี 🍄 / ดูจากสารคดี Fantastic Fungi(Netflix,2019) ว่าเห็ดจากขี้สัตว์ (aka เห็ดขี้ควาย,เห็ดเมา) ที่มนุษย์ลิงพวกนี้เก็บกินตามกองขี้ ทำให้ลิงที่สมองอาจจะดีกว่าสัตว์อื่นนิดหน่อย กลายเป็นเริ่มมีจินตนาการ และพัฒนาไปถึงทักษะการสื่อสาร , การร่วมมือกันทำงาน , การสร้างกลุ่มสังคม ซึ่งพัฒนาต่อมาเป็นพรานป่า Hunter gatherer ในยุคแรก

#Siamstr

nostr:note18ffce9e0zpxgewgm3fhpu8h3p002twxhj4rz4dgqah5ezz8pel7ss9awf5

👀

nostr:note16ezsawejrpncuf20qw22f0q2k6tdkcqsvzal99mjhh0c3nc6apasggdf2n

ต้นไม้ใบหญ้าร่าเริง 😄💚