Avatar
Panai Lawasut
977eb50e0c196776fb27a90270ec4459b780ac27e29eb0d1d3355b819cc938f3
Replying to Avatar Somnuke

สุดยอดวิชา Risk management & position sizing คือมันจะเรียกว่าอะไรก็ช่าง อย่างที่ผมได้กล่าวไปในโน้ตล่าสุดของตัวเองมันสะท้อนสิ่งนี้ได้อย่างกระจ่างใสไร้สิว แม้ว่าเจตนาจริงๆ ที่ผมโพสต์คือเพื่อแอค อาร์ตทำหล่อเท่ไปเท่านั้นเอง สรุปคือ ออกทะเลแล้ว..

กลับมาเข้าเรื่อง เราไม่จำเป็นต้องรู้หรอกมันเรียกว่าอะไร สำคัญว่าทำมันได้จริงมั้ยตะหาก ทุกศาสตร์ที่เกิดขึ้นมันมีอยู่แล้วในธรรมชาติ เพียงแค่มีใครสักคนกระตุกจิตกระชากใจฉุกคิดได้ก่อนคนอื่น แล้วประกาศศักดาว่าข้อเป็นคนคิดเท่านั้นเอง เราสามารถเรียนรู้มันได้เองด้วยประสบการณ์โดยไม่จำเป็นต้องให้ใครสอน เมื่อเรามุ่งมั่นพยายามมากพอเพื่อไปถึงความสำเร็จในชีวิต วันนึงเราจะตกผลึกสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเอง มันดีกว่าการไปร่ำเรียนมาโดยที่ไม่เคยเข้าใจมันจริงๆ อย่างที่สมนึกเป็น

ปล. อ่านแล้วคาดว่าโปรเจกต์ ร้านท้อฟฟี่เค้กชลบุรีออริจินัลเจ้าแรก ของผมคงต้องพับไปก่อน เนื่องจากไม่มีปัญญา เสียใจที่ทำให้พี่ปณัยเพื่อนรักผิดหวังครับ

ขอบคุณมากที่พับโปรเจ็ค ผมยังมีเมียอีกหลายคนต้องเลี้ยง

นับถือการชวนคิดของพี่นู้ก ทำเป็นทีเล่นทีจริง แขวะตัวเองบ้าง ทำแอ๊คบ้าง แต่วัตถุประสงค์คือชวนคิดตลอดทาง

#นู้กแม่งมา ดีที่แม่งไม่มาทางนี้

Replying to bdcdd365...

ขอบคุณที่มาแบ่งปันครับ บ้านผมก็ทำธุรกิจเจอเรื่องที่ควบคุมไม่ได้มากมายตั้งแต่เด็กยันโต สิ่งที่ผมได้ยินพ่อกับแม่พูดบ่อยๆ ในสมัยก่อน คือ เหนื่อย, เครียด, อยากเลิกสิ่งที่ทำอยู่, ไม่มีเวลาพักเลย และพวกเขาก็พยายามปลูกฝังความคิดในการรับราชการให้กับผมในสมัยเด็ก

พอโตขึ้นแล้วเริ่มศึกษาหาความรู้ในการทำธุรกิจมากขึ้น แล้วก็ได้รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำมันสุดยอดขนาดไหน จากนั้นก็เล่าความสุดยอดนั้นให้พวกเขาฟัง ทุกวันนี้พวกเขาบ่นน้อยลงครับ แถมดูจะภูมิใจกับสิ่งที่ทำมากขึ้นด้วย 55555 ส่วนความคิดที่จะให้รับราชการก็ไม่ได้บังคับผมแล้ว จะทำหรือไม่ทำก็ได้ ผมยังรู้สึกว่า POW ของผมในทุกวันนี้มันยังไม่เพียงพอที่จะเอาชีวิตรอดเลยครับ แต่ก็ต้องพยายามเรียนรู้กันต่อไป

ผมเข้าใจความคิดของคุณพ่อคุณแม่เลยครับ ผมเองมีบ่อยครั้งที่คิดว่าถ้าเรากลับไปมีรายได้ประจำทุกเดือนชีวิตมันคงง่ายกว่านี้แน่ๆ

แต่สุดท้ายก็เข้าใจว่าทุกๆ position ก็มีความลำบากเหมือนกันหมด

เลือกทำแล้วทำมันให้ดีไปเลยดีกว่า

มีคนอย่างสมนู้ก ยังไงไรท์ชิฟท์ก็รอด 5555

ถ้าคนอื่นmutedเรา อันนี้ไม่แน่ใจครับ

แต่ถ้า Damus muted มันจะไม่แสดงnoteเราให้ใครเห็นเลยครับ แม้แต่เราเองก็ไปหาในหน้าโปรไฟล์ไม่เจอ ต้องรอคนอื่น feedback กลับมาถึงจะเห็นครับ

Replying to Avatar Jakk Goodday

ขอบคุณที่แชร์เรื่องราวดีๆ ให้กับพี่น้อง #siamstr ของพวกเราได้อ่านกันครับพี่ป้ำ

ผมชอบเรื่องที่พี่เขียนอีกแล้ว เพราะมันต้องใช้ประสบการณ์เป็นสำคัญกว่าที่คนทำธุรกิจจะตกตะกอนเรื่องพวกนี้ออกมาได้ ผมไม่มีอะไรออกความเห็นเลย ดีงามทุกบรรทัด

เอาว่าผมขอแชร์เรื่องของ Right Shift บ้าง..

Right Shift มีปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้เต็มไปหมด รวมถึง "ตัวผมเอง" ด้วย

เราทำธุรกิจที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เราไม่มีต้นแบบ เราต้อง Discovery เองทั้งหมด วันแรกที่ผมแลเห็นโอกาส อีกด้านหนึ่งก็เต็มไปด้วยความเสี่ยง.. (จะลองไล่ๆ ดูเท่าที่ผมนึกออก)

บุคคลากรทุกคนของเรา คือ ความเสี่ยงลำดับแรก เพราะเราขับเคลื่อนด้วยคน แถมเรายังไม่มีรายได้เป็นตัวเงินให้พวกเขาเลย อาจมีบ้างมีมีกำไรเล็กๆ น้อยๆ จากการขายของก๊อกแก๊กเข้ามา ผมก็ตอบแทนพวกเขาเป็นบิตคอยน์ เพื่อชดเชยมูลค่าในอนาคตที่เราให้พวกเขาไม่ได้ในตอนนี้

ผมคงไม่ต้องบอกว่าความเสี่ยงด้านคนของเราคืออะไร ไล่มาตั้งแต่ อ.ตั๊ม, ตัวผมเอง ไปจนทุกคนในทีม ถ้าเกิดอะไรบางอย่างกับใครไม่ว่าในบริบทแบบใดก็ตาม มันก็กระทบทั้งระบบที่ผมวางไว้ แม้ผมจะพยายาม Decentralized อย่างสุดฤทธิ์ก็ตาม..

อย่างที่ 2 ลองมาว่ากันแบบ Pure Business ซึ่งสินค้าหลักของเรามันก็คือ Bitcoin ที่เราไม่สามารถคอนโทรลอะไรมันได้แม้แต่นิดเดียว ผมนึกภาพไม่ออกจริงๆ ว่าถ้าหากบิตคอยน์ไม่ได้ดีอย่างที่เราคิด (แม้เราจะเข้าใจมากว่ามันดีแค่ไหน แต่การทำธุรกิจอย่างหน้ามืดตามัวจนมองเหรียญเพียงด้านเดียวก็ดูไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่..) แล้วพวกเราจะทำอะไรกันต่อไป?

จะเป็นอย่างไรถ้าบิตคอยน์ไม่ใช่ Store of Value ที่ดีอีกต่อไปแล้ว.. จะเป็นอย่างไรถ้าโลกค้นพบ "บางอย่าง" ที่ดีกว่า.. จะเป็นอย่างไรถ้ามีอะไรสักอย่างมาบอกได้ว่าเราคิดผิดทั้งหมด?

อย่างที่ 3 เราจะขายของๆ เราให้ใคร?

จริงอยู่ว่าเรามีคนที่ดีที่สุดในวงการอยู่กับเรา สิ่งที่เขาปูทางไว้นั้น เซลล์ที่ไหนก็เอามาต่อยอดขายได้ทั้งนั้นแหละ แต่ปัญหาคือผมไม่เคยมีความคิดจะเข้ามาขายอะไรให้ใคร.. ผมดันเป็นบิตคอยเนอร์เข้าไส้ ผมขายคุณค่า ผมไม่ได้ขายของ (คุณค่ามันขายยังไงเหรอ?)

อ้าว!? ไอ้บ้า มึงทำธุรกิจไม่ขายของแล้วมึงจะเอารายได้มาจากไหน?

ก็นั่นน่ะสิ... พี่ว่าตลกดีไหม?

เราบ้าหิวเงินไม่ได้ มันไม่งาม เราเอาแต่ขายของก็คงไม่ดี มายด์เซ็ตแบบไหนกันที่จะช่วยประครองเราให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง?

เราไม่รู้เลยว่า การทำอะไรที่อาจต้องดูย้อนแย้งหรือขัดต่ออุดมการณ์ฉันทามติมันจะให้ผลลัพธ์ออกมายังไง มันจะพอยาไส้ไหม ไม่ต้องมองถึงความอยู่รอดของตัวบริษัทหรอก เอาแค่ตอบแทนน้องๆ ให้ได้บ้างก็พอ...

อย่างที่ 4 การพึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์

ถ้าไม่ให้พึ่งพาของพวกนี้ เราจะไปทำกันที่ไหน ก็แต่ละคนต้องรอปีนึงถึงจะได้เจอกันสักที เราไม่ได้เชื่อมต่อกันบนโลกฟิสิคัล เราไม่มีออฟฟิศให้ต่อคิวกันชงกาแฟ Work from Home ที่ฟังแล้วเท่ เอาจริงๆ แล้วมันไม่ได้สวยหรูขนาดนั้น

เพราะเรากำลังพึ่งพาแพลตฟอร์มที่ถูกควบคุมอนาคตโดยคนอื่น..

ผมน้ำตาไหลพรากในวันที่ได้เจอ Nostr

แต่ Nostr เป็นเรื่องของอนาคต ไม่ใช่ทางรอดที่จับต้องได้ในปัจจุบัน

เพราะเหตุนี้ผมถึงต้องการพลังจากคอมมูนิตี้ ..แทนที่ผมขะอยากได้เงินในวันนี้ ผมยอมแลกทุกอย่างที่มีกับคอมมูนิตี้ที่เราได้ช่วยกันสร้างมา..

ผมรักคอมมูนิตี้มากๆ เพราะ Network effect คือ หัวใจขิงบิตคอยน์

เม้นยาวไปแล้วมั้ง??

มีอีกหลายเรื่องเลยคงเล่ากันไม่จบตรงนี้... พวกแกก็บ้าเนอะ รู้ว่าเสี่ยงแต่ก็ยังอยากลอง..

ใช่พี่.. ผมบ้า.. แต่เงินเฟียตเน่าๆ ในมือผมตอนนี้มันเน่ายิ่งกว่า ผมไม่อยากเห็นใครต่องมาทรมานเพราะมันแบบพวกเราอีกแล้ว อนาคตที่ดีกว่าคือความหวังที่ช่วยหล่อเลี้ยงพวกเรา

...สูดลมหายใจเข้าลึกๆ

ผมหวังว่าผมจะไม่เป็นอะไรไป ผมหวังว่าผมจะเลือกทำในสิ่งที่ถูก ผมหวังลึกๆ ว่าสังคมจะเข้าใจคุณค่าที่เราทำ...

ทั้งหมดนี้ควบคุมอะไรไม่ได้สักอย่างเลย..

ผมจะได้เจอพี่เมื่อไหร่นะ...?

คอมมูบิทคอนเนอร์เป็นอะไรที่แปลก ไม่มีใครได้ประโยชน์จากคอมมูนี้โดยตรงเลย ผมเห็นทุกคนมีแต่ให้ มีแต่เสียสละ

หรือว่าที่แห่งนี้ให้การยอมรับเรามากกว่าที่อื่น ก็ไม่ซะทีเดียว มีหลายคนที่ทิ้ง follower เป็นหมื่นเป็นแสนคนมาสิงตัวเป็น just ordinarily people อยู่ในนี้

ผมไม่หาคำตอบ ผมมีความสุข

แต่ว่าตั้ม reply ทั้งหมดนี่ ในเวลาไม่ถึงครึ่งชม.รึ

นี่เราอยู่บนกฎฟิสิกส์เดียวกันมั้ยยยย!!

Bitcoin halving party เจอกันแน่นอน อย่างเพิ่งเมาก่อนงานเริ่มนะ 😘

ผมเองทะเลาะกับพ่อเป็นเรื่องปกติมากครับ แล้วสุดท้ายก็พบว่าเรื่องที่เค้าพูดค่อยๆเป็นจริงทีละเรื่องสองเรื่อง

ทุกวันนี้ ผมจะตั้งใจฟังเอาเรื่องที่ผู้ใหญ่พูดหรือเตือนมากลับไปคิดจริงจังทุกเรื่องเลยครับ

ประสบการณ์ชีวิตมันไล่ทันกันยากจริงๆครับ

Damus มันจะ muted noteยาวๆครับ ไอ้เราก็เขียนสั้นไม่ได้ซะด้วย 5555

ถูก muted ตามระเบียบ 😑😑😑 nostr:note1dq9jk5s6xdsrguptfqf3qglsrtl67e0kp6my94qx0uusktgj4q5quxryvy

ในระบบนิเวศน์ของคุณมีตัวแปรที่คาดการณ์ไม่ได้มากแค่ไหน

วันนี้ซัพพลายเออร์ลูกเกดของผมเแจ้งมาว่า สินค้าของเค้ากำลังจะขาดตลาด คงจะไม่สามารถส่งให้เราตามที่สั่งได้ และยังบอกไม่ได้ด้วยว่าจะกินระยะเวลานานเท่าไร

นั่นเป็นเพราะลูกเกดของผมถูกส่งมาจากอิหร่าน!

เฮ้ย…เค้ารบกันห่างกับเราเกือบ 7,000 กม.ทำไมกุต้องเดือดร้อนไปด้วยวะเนี่ย

เข้าใจอยู่ว่าคงกระทบกับพวกค่าเงิน ราคาน้ำมัน ราคาทองคำอะไรแบบนั้น แต่นี่กุขายขนม…!!!

ผมเคยได้รับบทเรียนอะไรแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังจัดการได้ไม่ทั้งหมดอยู่ดี

สมัยน้ำท่วมใหญ่ปี 54 นมข้นที่ผมใช้ซึ่งต้องส่งมาจากสิงคโปร์ขาดตลาดหนักมาก ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันเกี่ยวกับน้ำท่วมยังไง แต่ผมต้องวิ่งซื้อทุกร้านที่รู้จัก ร้านโชว์ห่วยเล็กๆที่อยู่ตามซอย ลามไปถึงแปดริ้ว ระยอง ต้องฝากน้องที่โคราชวิ่งหาซื้อมาให้ แถมยอมซื้อทุกราคาด้วย และเพราะไม่รู้เมื่อไหร่วิกฤตจะหมด ก็เลยต้องตุนให้มากที่สุดเท่าที่จะตุนได้ ตอนนั้นยังทำขนมที่บ้านอยู่ ผมจำได้เลยว่าเราไม่มีที่นั่งดูทีวีกัน นั่นขนาดว่าใช้แค่ไม่ถึง 1 ใน 10 ของปัจจุบัน

ครั้งนึงโรงงานผู้ผลิตกลิ่นวานิลาที่ผมใช้เลิกผลิต

ผมงงมากว่าของมีคุณภาพแต่ทำไมโรงงานเจ๊ง มารู้ที่หลังว่าถูกบริษัททุนใหญ่ในอุตสาหกรรมเบเกอรี่ซื้อกิจการไป ครั้งนั้นวิกฤตมาก ผมหากลิ่นวานิลาทั้งตลาดมาลอง ทุกแบรนด์ ทุกราคา ไม่มีอันไหนใกล้เคียงของเดิมเลย ถึงขนาดซื้อฝักวานิลามาลองดองเอง ออกมาแย่กว่าพวกกลิ่นปลอมๆในตลาดอีก (ดองครั้งนึงใช้เวลา 6 เดือน นี่กุต้องสร้าง POW อีกกี่ปีถึงจะใช้ได้วะเนี่ย) สุดท้ายโชคดีมากไปเจอเจ้านึงนำเข้ามาจากออสเตรเลีย กลิ่นแทบจะเหมือนของเดิมที่เคยใช้เลย ครั้งนั้นเสียหายมากเลย ทั้งขนมที่ใช้ไม่ได้และลูกค้าที่รู้สึกได้ว่ากลิ่นมันเปลี่ยน

ยังมีอีกหลายครั้งที่ของขาดเพราะไม่มีเรือขนส่งเนื่องจากเรือทุกลำไปจีนหมด

หลายครั้งที่ โรงงานผู้ผลิตต้องหยุดไลน์ผลิตเพราะเครื่องจักรเสียหาย

หลายครั้งที่ โรงงานผลิตวัตถุดิบให้เราไม่ได้เพราะเค้าเองก็ขาดวัตถุดิบ

ไม่ว่าเหตุผลของซัพพลายเออร์จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ บางที่มันอาจจะไม่จริงอย่างที่เค้าแจ้งมา บางทีมันอาจจะเป็นเพื่ออำนาจต่อรองทางการค้าหรือบางทีอาจจะเพื่อควบคุมปริมาณสินค้าเพื่อขึ้นราคา แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร

“มันเป็นตัวแปรที่คาดการณ์ไม่ได้ในระบบนิเวศน์ของผม”

ผมเริ่มเรียนรู้ที่จะหาทางป้องกันความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง

ผมไล่ดูตัวแปรในระบบนิเวศน์ของผมทุกตัว

วัตถุดิบแต่ละชนิดต้องมีคู้ค้ามากกว่า 1 เจ้า ยิ่งมากยิ่งดี สำคัญว่าคุณภาพต้องได้ เราอาจจะคาดการณ์ผู้ผลิตเจ้าเดียวไม่ได้ แต่ถ้าเป็นหลายๆเจ้ามันไม่น่ามีเรื่องเซอร์ไพรซ์มาพร้อมกัน

ผมมองมันเหมือนระบบนิเวศน์ในธรรมชาติเลย ยิ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพเยอะยิ่งแข็งแกร่ง ในลำไส้เรายังมีแบคทีเรียเป็น 1,000 ชนิดเลย

ผมจะมองหาซัพพลายเออร์ที่เน้นยั่งยืน พวกทำราคามาต่ำๆ ยอมเจ็บตัวก่อน กะฆ่าเจ้าอื่นๆ ผมไม่เคยเอา ไม่น่าอยู่ด้วยกันได้นาน

วัตถุดิบหลายอย่างมันเป็น seasonal มีช่วงของเยอะของน้อย และยอดขายขนมของเราเองก็เป็น seasonal เหมือนกัน มีช่วงขายมากขายน้อย ในช่วงแรกเงินทุนหมุนเวียนและพื้นเก็บของเรามีจำกัด การจะใช้ให้คุ้มค่าที่สุดจำเป็นต้องมีตัวเลขสถิติการผลิตที่ชัดเจนเพื่อที่จะรู้ว่าแต่ละช่วงของปีต้องตุนอะไรเท่าไหร่

มันก็มีข้อเสียอยู่นะ ผมจะต้องซื้อของชนิดเดียวกันในหลายๆราคา เราไม่สามารถทำต้นทุนให้ต่ำที่สุดได้ แต่ผมมองว่ามันเเป็นราคาที่ต้องจ่ายของการป้องกันความเสี่ยง จ่ายไปเถอะเราหวังยั่งยืน

การที่ผมมีซัพพลายเออร์หลายเจ้าทำให้ยอดสั่งต่อเจ้าน้อย ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ (ในช่วงแรกนะ) หลายครั้งเราต้องวิ่งไปเอาของเอง หลายครั้งเค้าเลือกลูกค้าเจ้าใหญ่ก่อน แต่มันก็ค่อยๆดีขึ้น เมื่อคู่ค้าของเรามองเห็นว่าเราก็คาดหวังความยั่งยืนเหมือนกัน

ทั้งหมดนั้นเกิดก่อนที่ผมจะมีสาขาที่สอง การที่เราไปอย่างช้าๆไม่ได้มีประโยชน์แค่มีเวลาในการสะสมเงินลงทุนอย่างเดียว แต่มันยังมีบทเรียนต่างๆที่ช่วยสร้างรากฐานความหลากหลายใน eco system ของเราด้วย

ลองคิดดูว่าถ้าปัญหาพวก supply shortage มาเกิดขึ้นตอนนี้ เราจะเสียหายแค่ไหน

ปัจจุบันผมใช้เม็ดมะม่วงประมาณเดือนละเกือบๆ 5 ตัน ถ้ามีซัพพลายเออร์อยู่เจ้าเดียว เกิดโรงงานเค้าเสียหาย การผลิตสะดุด ไม่สามารถส่งวัตถุดิบให้เราได้ ผมจะไปหาที่ไหนมาแทนได้ทัน จริงๆแค่เค้าหยุดโรงงานช่วงปีใหม่ผมก็หัวฟูแล้ว

ปัญหาพวกนี้ล้วนเกิดในองค์กรที่กำลังเติบโตทั้งสิ้น ยิ่งใหญ่ ตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้ยิ่งเยอะ

ผมไม่แปลกใจเลยกับโมเดลที่บริษัทCP กำลังทำอยู่ เค้าใหญ่ซะจนต้องพยามควบคุมตัวแปรทุกตัว ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำเอง แม้แต่บรรดาผู้ผลิตที่ส่งขนมไปวางขายใน 7-11 ตัวCPเองแทบจะเป็นผู้ผลักดันทั้งหมด ตั้งแต่พัฒนาโปรดักส์ ออกแบบโรงงาน การเข้าถึงแหล่งทุน เพราะลำพังโปรดักส์ที่ดี การผลิตแบบชาวบ้านๆไม่สามารถซัพพอร์ตกำลังซื้อของลูกค้าเซเว่นได้พอ

จริงๆแล้วนั่นคือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนะ พึ่งพาผู้อื่นให้น้อยที่สุด คอนโทรลทุกอย่างเองตั้งแต่ต้นทางจนสุดทาง

มันจะฟังดูตลกมั้ย ถ้าผมบอกว่า CP ALL ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

แต่อย่างไรก็ตามด้วยความเป็นขนม เราต้องความคุมกลิ่น รสชาติและรสสัมผัส ให้คงที่ตลอดเวลา มันจะมีวัตถุดิบบางอย่างที่ต้องใช้แบรนด์นี้เท่านั้น หรือหาเจ้าผูผลิตที่ทำได้ตรงกับที่เราต้องการได้แค่เจ้าเดียว เกิดเป็นตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้ที่ต้องจำเป็นต้องผูกไว้ในสมการระบบนิเวศน์ของเรา

มันยังมีตัวแปรเรื่องของลูกค้า พนักงาน หุ้นส่วน ตัวเราเอง หรือแม้แต่ลูกเมีย ที่ต้องเอามาคิดด้วย

มันล้วนแล้วแต่คาดการณ์ไม่ได้ทั้งสิ้น

มันมีความย้อนแย้งในกลไกตลาดอันนี้

หากคุณต้องการระบบที่มีความยั่งยืน คุณต้องพึ่งพาผู้อื่นให้น้อยที่สุด

หากคุณต้องพึ่งพาคนอื่น คุณจำเป็นต้องสร้างความหลากหลายในระบบนิเวศน์ และทุกครั้งที่เพิ่มตัวละครเข้ามาในระบบ ก็จะเพิ่มตัวแปรที่มีความเสี่ยงจะควบคุมไม่ได้เข้ามาในระบบเช่นกัน

มันจะกลายเป็นระบบนิเวศน์ที่เล็กแต่มีความหลากหลายภายในสูง

มันจะมีปัญหามากเป็นเท่าทวีถ้าตัวระบบขยายแต่ไม่สามารถเพิ่มความหลากหลายได้เพียงพอ

ยิ่งคุณใหญ่ห่วงโซ่อุปทานคุณอาจจะยาวไป จนคุณพบว่าสงครามที่อยู่ห่างออกไป 7,000กม. ก็ส่งผลกระทบต่อคุณได้

ผมสรุปของผมง่ายๆว่า

ถ้าคุณหวังยั่งยืน คุณจะไม่ใหญ่

ถ้าคุณอยากใหญ่ คุณจะไม่ยั่งยืน

และจะเห็นภาพนี้ชัดขึ้นในกลไกตลาดเสรี

เหมือนกับเราจะส่งจรวดไปดวงจันทร์ เราต้องใช้เชื้อเพลิงมหาศาลเพื่อไปให้ถึง”ความเร็วหลุดพ้น” เพื่อจะออกไปนอกโลกได้ แต่ยิ่งเพิ่มเชื้อเพลิงเข้าไปมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้จรวดที่ต้องแบกไปมากเท่านั้น

แต่คุณรู้ไหม “ความเร็วหลุดพ้น” เป็นแค่ตัวเลขทางทฤษฎี จริงๆคุณสามารถใช้ความเร็วเท่าไหร่ก็ได้เพื่อหลุดออกไปนอกชั้นบรรยากาศ ขอเพียงมีพลังงานและเวลาที่มากพอ

เช่นเดียวกับคุณจะไปถึงจุดไหนก็ได้ หากคุณใช้พลังงานและเวลาสร้าง POW ที่มากพอ

ตลาดเสรีนั้นโหดร้าย (โหดจริงๆนะ)

ก่อนที่มันจะมาถึง POW ของคุณมากพอรึยัง

แต่อย่างน้อยเราก็โชคดีมากที่มีเงินที่เป็นตัวแปรที่คาดการณ์ได้ในช่วงชีวิตเรา

#Siamstr

ปล. ผมมิได้เรียนบริหารหรือการจัดการมาแต่อย่างใด ทั้งหมดผมตกผลึกเอาจากสิ่งที่พบเจอมา ถ้าไม่ตรงกับบทเรียนหรือหลักวิชาการใดๆ ขอไม่ถือสากันนะครับ 🥰

แค่บอกเข้า เราจะมี2คนทันที

และผมจะสร้าง #JDMstr ทันทีเช่นกัน

เหตุการณ์ของผมเองก็พาเพื่อนและญาติๆไปด้วย 7-8 คน ทุกวันนี้ยังรู้สึกผิดอยู่เลย

แต่นี่หลายพันคน…! อันนี้ผมไม่กล้าบอกว่าเข้าใจความรู้สึกเลย

นี่ก็ว่าจะเปิดร้านขายยาเพิ่ม เอาแบบโมเดล Davos man 🤔