เมดิชี ตระกูลเจ้าของธนาคารที่ร่ำรวยที่สุดในยุโรปผู้อุปถัมภ์ศิลปินชื่อดังมากมาย
ในยุคที่เงินสร้างยาก เมดิชีได้อุปถัมภ์บุคสำคัญ 2คนคือ ดาวินชี และมิเกลแลงเจลโล่ ซึ่ง 2คนนี้ได้ทำ 1สิ่งที่สำคัญให้กับศิลปะและวงการแพทย์คือการขุดศพ เพื่อผ่าศึกษา กล้ามเนื้อ เส้นเลือด เส้นเอ็น กระดูก ผ่ากันเป็นว่าเล่นถึงขั้นมีเรื่องเล่าว่าดาวินชีแอบไปคุยกับคนใกล้ตายที่ไม่รู้จัก พอคนนั้นเสียชีวิตก็อุ้มออกจากรพ.ไปเลย และแน่นอนการทำอะไรแบบนี้มันผิดกฎหมาย แต่สาเหตุที่ 2อาร์ตติสยังสามารถทำแบบนี้ได้เพราะมีตระกูลเมดิชีคอยเป็นไม้กันหมาให้ แม้กระทั่ง กาลิเลโอ ที่ไม่ถูกคริสตจักรจับแขวนคอเพราะดันไปบอกว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล ก็เช่นเดียวกัน
เมดิชีถือเป็นตระกูลที่มีความสำคัญมากในยุคเรเนซองส์ ถึงแม้ภายหลังจะเริ่มนิสัยเสีย โดยการปลูกฝังความเชื่อเรื่องการขายใบไถ่บาปเพื่อหารายได้เข้าตัวก็ตาม
ในยุคที่เงินมีต้นทุนที่สูงในการผลิต สร้างได้ยากและมีจำกัด ทำให้เกิดการค้นพบสิ่งใหม่มากมาย เพราะเงินที่สามารถเก็บรักษามูลค่าได้ ทำให้ตระกูลนี้และหลายๆตระกูลกล้าที่จะมองการไกลและอุปถัมภ์คนมีความสามารถเพื่อสร้างประโยชในระยะยาวให้กับโลก
#FixtheMoneyFixtheWorld
#siamstr
#Fiat
#north101
#siambitcoins
#rightshift
ของไม่ได้แพงขึ้นหรอก
เงินต่างหากที่ถูกลง
#fiatmonney
#fiat
#siamstr
#bitcoin
#siamesebitcoiners

กระแส ภาพ Nft ?
เมื่อปี 2021 กระแส NFT บูมสุด คนแห่เข้าไปลงทุนเก็งกำไรหรือสร้างงานขายเยอะมาก มีแต่คนพูดถึงNftเต็มไปหมด แต่ปัจจุบันไม่เห็นใครพูดถึงมันเลย
ประเด็นที่จะพูดคือมันมีคุณค่าจริงรึป่าว ถ้าที่พวกเขาชอบโฆษณากันคือ มันมีชิ้นเดียวในโลก ตรวจสอบได้ว่าใครเป็นเจ้าของภาพเพราะอยู่บนบล๊อกเชน เอาไปติดโชว์ในโลกเมตาเวิร์สได้ ไม่บุบสลายเพราะเป็นไฟล์ดิจิตอล (แต่ถ้าเชนนั้นล่มสลายก็ไปหมดอยู่ดี) และผมไม่คิดว่าพวกเชนรวมศูนย์พวกนั้นจะอยู่ได้ยาวนานขนาดนั้น
แต่เรื่องสำคัญที่จะพูดมันอยู่ที่ พวกภาพ Nft ของบางคนหรือบางกลุ่มที่ทำขึ้นมาแบบอะไรว๊ะ ไม่มีทั้งความงาม หรือความสร้างสรรค์ที่เทียบได้กับมูลค่าของเงินที่เสียไปเลย เช่นภาพของ EtherRock เป็นภาพก้อนหินธรรมดาๆ แล้วภาพต่อไปก็เอาหินก้อนเดิมมาเปลี่ยนสีแล้วขาย แพงสุดเกือบ20ล. หรือภาพลิงหน้าเบื่อที่ Justin Bieber ซื้อประมาน46ล.ในเวลานั้นปัจจุบันเหลือ2ล.กว่า ซึ่งคนที่ซื้อก็จะได้สิทธิ์เขาร่วมปาร์ตี้เรือยอร์ชที่เจ้าของจัด.....
ซึ่งเงินจำนวนเงินขนาดนี้กับภาพไฟล์ jpg ที่ได้มันคุ้มรึป่าว จริงๆคุ้มไม่คุ้มอยู่ที่แล้วแต่คน แต่ส่วนตัวถ้าเสียเงินจำนวนนั้นไปกับงานศิลปินดีๆในบ้านเราเช่น งาน อ.ธงชัย อ.ถวัลย์ หรือ artisเก่งๆน่าจะดีกว่า
แต่ไม่ใช่ว่า ภาพ Nft ทุกชิ้นจะห่วย เพราะมันก็มี artis จริงๆที่เข้าไปเพื่อสร้างงานดีๆทิ้งไว้เหมือนกัน และจริงๆมันก็ทำเงินได้ในช่วงกระแส ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างเดียวที่ผมเห็น
สุดท้ายความเห็นส่วนตัวผมว่ากระแส Nft ก็น่าจะกลับมาอีกในอนาคตแล้วก็ซบเซาวนไปเรื่อยๆจนคนเริ่มเข้าใจแล้วว่า จริงๆมันไม่ได้มีอะไรเลย
#siamstr
#siamstrong
#siamesebitcoiners


โหดมากครับศิลปินยุคนั้น เขาเอาชีวิตอุทิศให้กับสิ่งๆนั้นเลย
ยุคเร่งรีบของศิลปิน?
ยุคเร่งรีบของศิลปินคืออะไร ผมเคยได้ยินคนชอบพูดว่า วาดรูปช้าๆมันไม่ทันกิน เงินที่ได้ไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป ต้องรีบๆทำให้งานเสร็จเร็วๆ และผมก็ไม่เคยตั้งคำถามเลยว่าเพราะอะไร?
อันนี้ต้องย้อนกลับไปยุค รุ่งเรืองของศิลปะและวิทยาการ คือยุคเรเนซอง มีศิลปินที่มีชื่อเสียงเยอะพอสมควร เช่น ไมเคิลแองเจโลหรือดาวินชี่ ไมเคิลแองเจโลใช้เวลาวาดหลังคาโบสถ์ให้กับพระสันตะปาปา (the last judgemen) แค่โบสถ์เดียวถึง 5 ปี หรือสถาปนิก ฟิลิโป ที่ออกแบบและสร้างโดมครอบวิหารฟอเรนซ์ ที่ใช้เวลาสร้างถึง16 ปี (สร้างยังไม่ทันเสร็จสถาปนิกก็ตายไปก่อนแล้ว) การใส่ใจและให้เวลากับมันจึงทำให้เกิดผลงานที่คนให้มูลค่าที่สูงหรืออาจประเมินค่าไม่ได้
แล้วทำไมยุคหลัง 1971 ศิลปินถึงทำแบบนั้นได้ยากและมีน้อยคนที่ทำได้ เพราะสิ่งที่เราใช้จับจ่ายกันมันสร้างง่าย ผมชอบเรียกเรียกสิ่งนี้ว่าคูปองโรงอาหาร (เพราะมันถูกจำกัดใช้แค่ในพื้นที่) เราไม่สามารถสร้างสรรค์งานที่ใช้เวลายาวนานได้เลย เพราะคูปองโรงอาหารเราเสื่อมค่าลงเร็วมากๆ มากกว่าตัวเลขที่ผอ.โรงเรียนประกาศทุกปี คนในยุคอดีตไม่เคยต้องเร่งรีบตื่นมาแล้วทำงานทุกวันหรือจำเป็นต้องมีรายได้หลายๆทางเลย เพียงเพื่อให้มีเงินเลี้ยงดูได้แค่ตัวเองได้แค่นั้น ในอดีตคนไม่จำเป็นต้องมี passive income เพราะรุ่นปู่ย่าเรา หัวหน้าครอบครัวทำงานคนเดียวเลี้ยงลูกเมียได้ 5-6 คนสบายๆ
สรุปแล้วคือศิลปินจำเป็นต้องเร่งสร้างงานให้เสร็จอย่างรวดเร็วก่อนที่คูปองโรงอาหารจะเสื่อมค่าลงอย่างรวดเร็วนั่นละ เราเลยได้เห็นงานศิลปะที่เป็นระดับมาสเตอร์พีชเหมือนในยุคเรเนซองน้อยลงมาก
.
.
.
#siamstr
#north101
