
⁉️ คำถาม: ทำไมราคาบิทคอยน์ถึงมีการเปลี่ยนแปลงล่าช้ากว่า ปริมาณของ M2 supply ทั่วโลกไปประมาณ 10 สัปดาห์ 🆘🤔
🏷️🤑 ราคาของบิทคอยน์มักจะล่าช้าไปประมาณ 10 สัปดาห์เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงในอุปทานเงิน M2 ทั่วโลก เนื่องจากหลายปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการตอบสนองของตลาด โดยมีรายละเอียดดังนี้:
1. การตอบสนองของตลาดใช้เวลา: ราคาของบิทคอยน์ไม่สามารถปรับตัวทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในอุปทานเงิน M2 เนื่องจากนักลงทุนต้องใช้เวลาพิจารณาและประเมินผลกระทบของการขยายตัวของเงินในระบบเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น เมื่อธนาคารกลางเริ่มพิมพ์เงินจำนวนมากขึ้น นักลงทุนอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนในการตัดสินใจว่าจะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีลักษณะเป็นเกราะป้องกันเงินเฟ้ออย่างบิทคอยน์
2. ความล่าช้าในการเกิดเงินเฟ้อ: การขยายตัวของอุปทานเงิน M2 มักจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อในระยะยาว โดยไม่เกิดขึ้นทันที ตัวอย่างเช่น เมื่อรัฐบาลหรือธนาคารกลางเพิ่มเงินในระบบ เศรษฐกิจอาจไม่เห็นผลกระทบจากเงินเฟ้อในทันที แต่หลังจากผ่านไปหลายเดือน ราคาสินค้าและบริการจะเริ่มปรับตัวขึ้น ซึ่งอาจทำให้ราคาบิทคอยน์เพิ่มขึ้นตามไปด้วยในช่วงหลัง
3. บิทคอยน์เป็นเกราะป้องกันเงินเฟ้อ: บิทคอยน์มักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่สามารถปกป้องมูลค่าจากการขยายตัวของเงิน (เงินเฟ้อ) ดังนั้นเมื่อมีการขยายตัวของอุปทานเงิน นักลงทุนมักจะหันมาลงทุนในบิทคอยน์เพื่อป้องกันมูลค่าของเงินที่ลดลง แต่การที่บิทคอยน์จะตอบสนองต่อการขยายตัวของ M2 ต้องใช้เวลาบ้าง เช่น หากมีการพิมพ์เงินจำนวนมากขึ้นในช่วงต้นปี ราคาบิทคอยน์อาจจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นทันที แต่จะเริ่มเห็นการปรับตัวหลังจากที่เงินเฟ้อเริ่มเกิดขึ้นจริงในเศรษฐกิจ
4. การเก็งกำไรในตลาด: นักลงทุนในตลาดบิทคอยน์มักจะทำการเก็งกำไรในระยะยาวมากกว่าตอบสนองทันทีต่อการเปลี่ยนแปลงในอุปทานเงิน ตัวอย่างเช่น นักลงทุนอาจเห็นการขยายตัวของ M2 และคาดการณ์ว่าในอนาคตจะเกิดเงินเฟ้อ ทำให้พวกเขาเริ่มลงทุนในบิทคอยน์ล่วงหน้า ถึงแม้ว่าผลกระทบจริงจะยังไม่เกิดขึ้นในขณะนั้น
5. ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก: การเปลี่ยนแปลงในอุปทานเงิน M2 มีผลต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม เช่น หากอุปทานเงินในประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐฯ หรือจีนเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เกิดการปรับตัวในเศรษฐกิจโลก และราคาของบิทคอยน์อาจตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ในภายหลัง เช่น หากมีการขยายอุปทานเงินในสหรัฐฯ ราคาเงินดอลลาร์อาจลดลง และบิทคอยน์อาจได้รับความนิยมในฐานะสินทรัพย์ที่มีมูลค่าคงที่มากขึ้นในระยะยาว
สรุปคือ ราคาของบิทคอยน์ล่าช้ากว่าอุปทานเงิน M2 เพราะตลาดและนักลงทุนต้องใช้เวลาพิจารณาและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเงินที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
#Siamstr #bitcoinnews #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

• Bitcoin vs. Global M2: The chart shows Bitcoin price trends lagging Global M2 by 10 weeks, highlighting Bitcoin’s sensitivity to inflation driven by money supply expansion.
• M2 as Inflation Indicator: Global M2 reflects the total money supply, which drives inflation. A rising M2 means higher liquidity and inflation, while a falling M2 signals tightening.
• Bitcoin’s Role: As M2 falls, Bitcoin’s projected stabilization around $90K underscores its function as a hedge against inflation and its resilience to tightening monetary policies.
• Takeaway for Bitcoiners: Bitcoin’s price mirrors inflationary trends but remains a deflationary alternative to fiat systems dependent on M2 growth.
Sea of Whales
#Siamstr #bitcoinnews #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

⁉️ คำถามกรณีใดบ้างที่ “ธุรกรรม“ ของ Bitcoin อาจไม่ถูก ”บันทีก“ ลงใน Blockchain และถูก miners “reject” ออกจาก mempool !!
มีหลายกรณีที่ธุรกรรมในเครือข่ายบิทคอยน์ (Bitcoin) อาจถูกพิจารณาว่า “ผิดกฎ” (invalid) และไม่ได้รับการบันทึกลงในบล็อกเชน โดยโหนดหรือนักขุด (miners) จะปฏิเสธธุรกรรมดังกล่าวและลบออกจาก mempool
1. ลายเซ็นดิจิทัลไม่ถูกต้อง
• ปัญหา:
ลายเซ็นดิจิทัลที่ใช้ยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมไม่ตรงกับกุญแจส่วนตัว (Private Key) ที่เกี่ยวข้อง
• ผลกระทบ:
โหนดจะปฏิเสธธุรกรรมทันที เพราะถือว่ามีการพยายามใช้บิทคอยน์ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ
• โอกาสเกิด:
เกิดจากข้อผิดพลาดของซอฟต์แวร์หรือการปลอมแปลงธุรกรรม
2. ใช้บิทคอยน์ที่ไม่มีอยู่จริง (Double-Spending)
• ปัญหา:
มีการสร้างธุรกรรมที่พยายามใช้เหรียญเดียวกัน (UTXO: Unspent Transaction Output) มากกว่าหนึ่งครั้ง
• ผลกระทบ:
โหนดจะยอมรับธุรกรรมที่ถูกต้องเพียงรายการเดียว และปฏิเสธธุรกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
• โอกาสเกิด:
การโจมตี Double-Spending มักเกิดในสถานการณ์ที่โหนดหรือร้านค้ารับธุรกรรมโดยไม่รอยืนยัน (0-confirmation)
3. ไม่มีค่าธรรมเนียม (Transaction Fee ต่ำเกินไป)
• ปัญหา:
ธุรกรรมมีค่าธรรมเนียมต่ำมากหรือไม่มีค่าธรรมเนียมเลย
• ผลกระทบ:
นักขุดจะไม่เลือกธุรกรรมเหล่านี้ เนื่องจากค่าธรรมเนียมเป็นแรงจูงใจหลักสำหรับนักขุด
• โอกาสเกิด:
ผู้ใช้อาจตั้งค่าธรรมเนียมต่ำเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
4. ธุรกรรมเกินขนาด (Oversized Transaction)
• ปัญหา:
ธุรกรรมมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่กำหนดในเครือข่าย (เช่น ขนาดเกิน 1MB หรือ 100kB สำหรับ SegWit)
• ผลกระทบ:
โหนดและนักขุดจะปฏิเสธธุรกรรมเนื่องจากละเมิดข้อกำหนดด้านขนาด
• โอกาสเกิด:
การรวมข้อมูลจำนวนมากในธุรกรรมเดียว หรือการพยายามแนบข้อมูลที่ไม่จำเป็น
5. ธุรกรรมอ้างอิง UTXO ที่ไม่ถูกต้อง
• ปัญหา:
ธุรกรรมพยายามใช้งาน UTXO ที่ถูกใช้งานไปแล้ว หรือไม่มีอยู่จริง
• ผลกระทบ:
โหนดจะปฏิเสธเพราะไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของเหรียญได้
• โอกาสเกิด:
เกิดจากข้อผิดพลาดในการสร้างธุรกรรมหรือการโจมตีโดยเจตนา
6. ธุรกรรมไม่เป็นไปตามกฎ Consensus
• ปัญหา:
ธุรกรรมละเมิดกฎที่กำหนดโดยโปรโตคอลของบิทคอยน์ เช่น
• ค่าธรรมเนียมไม่เพียงพอ
• ใช้จำนวนบิทคอยน์เกินที่มีอยู่จริง
• ลำดับของธุรกรรมผิดพลาด
• ผลกระทบ:
โหนดจะไม่ยอมรับธุรกรรมใน mempool และนักขุดจะไม่พิจารณา
• โอกาสเกิด:
เกิดจากข้อผิดพลาดในการเขียนซอฟต์แวร์ที่สร้างธุรกรรม
7. เวลาประทับไม่ถูกต้อง (Timestamp Invalid)
• ปัญหา:
ธุรกรรมมีการตั้งเวลาที่ไม่ถูกต้อง เช่น การอ้างอิงเวลาในอนาคตเกินไป
• ผลกระทบ:
ธุรกรรมอาจถูกเลื่อนออกจากการยืนยันจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม
• โอกาสเกิด:
ข้อผิดพลาดของผู้ใช้งานหรือซอฟต์แวร์
8. การโจมตี Replay Attack หรือการส่งข้อมูลซ้ำ
• ปัญหา:
ธุรกรรมที่เคยถูกบันทึกลงบล็อกเชนแล้วถูกส่งอีกครั้ง
• ผลกระทบ:
โหนดจะปฏิเสธทันทีเพราะธุรกรรมนั้นได้ถูกใช้ไปแล้ว
• โอกาสเกิด:
เกิดในช่วงที่มี Fork ของบล็อกเชน
9. ธุรกรรมมีข้อมูลแนบ (OP_RETURN) ที่ไม่เหมาะสม
• ปัญหา:
การแนบข้อมูลลงในช่อง OP_RETURN ที่เกินข้อจำกัดขนาดของข้อมูล
• ผลกระทบ:
โหนดจะปฏิเสธธุรกรรมเพราะไม่เป็นไปตามกฎ
• โอกาสเกิด:
ใช้บิทคอยน์ในลักษณะเก็บข้อมูล เช่น ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน
สรุป
ธุรกรรมที่ละเมิดกฎของโปรโตคอลบิทคอยน์ หรือไม่ได้ให้แรงจูงใจที่เพียงพอ (ค่าธรรมเนียมต่ำ) มีโอกาสถูกปฏิเสธจากทั้งโหนดและนักขุด ดังนั้นผู้ใช้งานควรตรวจสอบธุรกรรมให้ถูกต้องและตั้งค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มโอกาสในการยืนยัน (confirmation)
#Siamstr #bitcoinnews #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

“Therefore, playing music without anyone listening, painting pictures without anyone looking, writing stories without anyone reading—these bring happiness from within and self-contentment that is more than enough to keep you living on. If you can reach this state, it is truly the pinnacle of ‘being in the here and now.’” 🩶🕊️

🛜⁉️ การโอน Bitcoin โดยไม่มีอินเทอร์เน็ต สามารถทำได้ผ่านเทคโนโลยีและวิธีการหลายรูปแบบที่รองรับการสื่อสารทางเลือก เช่น ดาวเทียม, คลื่นวิทยุ, หรือเครือข่ายออฟไลน์ โดยแต่ละวิธีมีขั้นตอนดังนี้:
1. โอนผ่านเครือข่ายดาวเทียม (Satellite Network) 📡🛰️
อุปกรณ์ที่ต้องมี:
• จานรับสัญญาณดาวเทียม (Satellite Dish).
• อุปกรณ์รับสัญญาณ เช่น SDR (Software-Defined Radio).
• ซอฟต์แวร์สำหรับดาวน์โหลดและส่งข้อมูลธุรกรรม (เช่น Blockstream Satellite Kit).
ขั้นตอน:
1. ตั้งค่าจานดาวเทียมให้เชื่อมต่อกับ Blockstream Satellite เพื่อรับข้อมูลจาก Bitcoin blockchain.
2. ใช้ซอฟต์แวร์ในการสร้างธุรกรรม (เช่น Electrum หรือ Sparrow Wallet).
3. ส่งธุรกรรมที่สร้างผ่านดาวเทียมไปยังเครือข่ายโดยอัตโนมัติ.
ประโยชน์:
• ไม่ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตพื้นฐาน.
• ครอบคลุมพื้นที่ที่ไม่มีโครงสร้างเครือข่าย.
2. โอนผ่านคลื่นวิทยุ (Radio Waves) 📻
อุปกรณ์ที่ต้องมี:
• อุปกรณ์ส่งคลื่นวิทยุ (เช่น HF/VHF/UHF Radio Transmitter).
• อุปกรณ์สำหรับเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูล (เช่น Locha Mesh Node).
ขั้นตอน:
1. ใช้ซอฟต์แวร์กระเป๋าเงินเพื่อสร้างธุรกรรม Bitcoin แบบออฟไลน์ (Offline Transaction).
2. แปลงข้อมูลธุรกรรมเป็นข้อความที่เข้ารหัส (Encoded Message).
3. ส่งข้อความผ่านคลื่นวิทยุไปยังผู้รับหรือโหนด Bitcoin ที่สามารถเผยแพร่ธุรกรรมได้.
4. โหนดผู้รับจะถอดรหัสและส่งข้อมูลธุรกรรมเข้าสู่ Bitcoin blockchain เมื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต.
ตัวอย่างการใช้งาน:
• อุปกรณ์ Locha Mesh ใช้คลื่นวิทยุส่งธุรกรรมในพื้นที่ห่างไกล.
ข้อดี:
• ส่งข้อมูลได้ในระยะไกล.
• ไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างอินเทอร์เน็ต.
3. โอนผ่านเครือข่าย Mesh (Mesh Network) ⛓️
อุปกรณ์ที่ต้องมี:
• อุปกรณ์ GoTenna Mesh หรือ LoRa-based devices.
ขั้นตอน:
1. สร้างธุรกรรมออฟไลน์ผ่านกระเป๋าเงิน Bitcoin (Offline Wallet).
2. ส่งข้อมูลธุรกรรมผ่านเครือข่าย Mesh ซึ่งใช้การสื่อสารแบบใยแมงมุม (Device-to-Device).
3. เมื่อข้อมูลถึงอุปกรณ์ที่มีอินเทอร์เน็ต ธุรกรรมจะถูกส่งเข้าสู่ blockchain.
ข้อดี:
• เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีผู้ใช้อุปกรณ์ Mesh หลายคน.
• ไม่มีข้อจำกัดในด้านอินเทอร์เน็ต.
4. โอนผ่าน QR Code หรือ USB (Offline Transaction) 🆘
อุปกรณ์ที่ต้องมี:
• กระเป๋าเงิน Bitcoin แบบออฟไลน์ (เช่น Electrum).
• อุปกรณ์บันทึกข้อมูล (USB Drive หรือ SD Card).
ขั้นตอน:
1. สร้างธุรกรรม Bitcoin บนกระเป๋าเงินออฟไลน์.
2. บันทึกข้อมูลธุรกรรม (Signed Transaction) ลงใน USB หรือแปลงเป็น QR Code.
3. ส่งข้อมูลธุรกรรมให้ผู้รับโดยตรง หรือผ่านตัวกลาง.
4. ผู้รับอัปโหลดธุรกรรมเข้าสู่เครือข่าย Bitcoin เมื่อมีอินเทอร์เน็ต.
ตัวอย่าง:
• การส่ง USB ที่มีข้อมูลธุรกรรมไปยังผู้รับในพื้นที่อื่น.
ข้อดี:
• ไม่มีความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ในขณะส่งข้อมูล.
• ใช้งานง่ายในสถานการณ์ที่ไม่มีสัญญาณ.
5. การโอนผ่านข้อความ SMS (SMS-based Bitcoin Transactions) 🕊️
บริการที่รองรับ:
• บริการเช่น Bitsms หรือ Cointext (ต้องตรวจสอบในพื้นที่ว่ามีบริการ).
ขั้นตอน:
1. ใช้บริการที่รองรับการส่ง Bitcoin ผ่าน SMS.
2. ส่งข้อความที่มีรายละเอียดธุรกรรม Bitcoin ไปยังหมายเลขปลายทาง.
3. ผู้ให้บริการจะเผยแพร่ธุรกรรมเข้าสู่เครือข่าย Bitcoin.
ข้อดี:
• ทำงานได้แม้ในพื้นที่ที่มีเพียงสัญญาณโทรศัพท์.
สรุปข้อดีของวิธีการทั้งหมด:
• ยืดหยุ่น: มีหลายตัวเลือกที่เหมาะกับสถานการณ์และพื้นที่ต่าง ๆ.
• ปลอดภัย: ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาโครงสร้างเครือข่ายหลัก.
• เพิ่มการเข้าถึง: ทำให้ผู้คนในพื้นที่ห่างไกลหรือในสถานการณ์ฉุกเฉินสามารถใช้งาน Bitcoin ได้.
Bitcoin ได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต.
#Siamstr #bitcoinnews #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

MicroStrategy อาจไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนถึงการใช้ Jump Diffusion Model, Heston Model, หรือ Variance Gamma Model ในการบริหารสินทรัพย์ Bitcoin ของบริษัท แต่สามารถอธิบายแนวคิดในการนำโมเดลเหล่านี้ไปปรับใช้กับการ Delta Hedge หรือการบริหาร Call Option บน Bitcoin ได้ดังนี้:
1. แนวคิดการใช้โมเดลในการ Delta Hedge
Delta Hedge คือการปรับสมดุลของพอร์ตการลงทุนให้ป้องกันความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ (เช่น Bitcoin) ผ่านการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงและอนุพันธ์
Jump Diffusion Model
• ลักษณะ: ใช้เมื่อราคาสินทรัพย์มีลักษณะการกระโดด (Jumps) เช่น การตอบสนองต่อข่าวใหญ่ในตลาด
• ประโยชน์:
• โมเดลนี้ช่วยจับความผันผวนจากเหตุการณ์ไม่ต่อเนื่อง เช่น ข่าวเกี่ยวกับกฎหมายคริปโต หรือการเปลี่ยนแปลงของธนาคารกลาง
• ช่วยปรับ Delta ของ Call Option เมื่อเกิด jumps ที่ทำให้ราคาสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
Heston Model
• ลักษณะ: ใช้เมื่อตลาดมี Volatility Clustering (ความผันผวนไม่คงที่)
• ประโยชน์:
• ช่วยปรับปรุงการคาดการณ์ volatility ที่เปลี่ยนแปลงไปตามตลาด Bitcoin
• ทำให้การปรับ Delta Hedge มีความแม่นยำมากขึ้น เนื่องจากการ Hedge โดยอิงจาก volatility คงที่ (Black-Scholes) อาจไม่เหมาะกับ Bitcoin
Variance Gamma Model
• ลักษณะ: ใช้กับสินทรัพย์ที่มีลักษณะการกระจายแบบ Fat Tails
• ประโยชน์:
• ช่วยบริหารพอร์ตในสถานการณ์ที่ราคาของ Bitcoin มีโอกาสเปลี่ยนแปลงมากในหาง (Extreme Events)
• ปรับ Delta Hedge ให้เหมาะสมกับตลาดที่มี return ไม่สมมาตร (Asymmetric Returns)
2. แนวคิดการใช้โมเดลกับ Call Option
เมื่อ MicroStrategy ใช้ Call Option เพื่อเพิ่ม Leverage หรือป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต Bitcoin ของตน:
Jump Diffusion Model
• ช่วยกำหนดราคาของ Call Option ที่สะท้อนเหตุการณ์สำคัญในตลาด เช่น การเกิด halving ของ Bitcoin หรือการประกาศนโยบายของรัฐบาล
• สร้างกลยุทธ์ Hedge ที่รองรับเหตุการณ์ไม่ต่อเนื่อง เช่น การปรับเพิ่มหรือลด Bitcoin ในพอร์ตอย่างรวดเร็ว
Heston Model
• ใช้กำหนด Implied Volatility Smile ซึ่งสะท้อนราคาของ Call Option ที่มี Strike Price ต่าง ๆ
• ตัวอย่าง: หากตลาดมองว่า Bitcoin จะมีความผันผวนสูงในอนาคต กลยุทธ์การ Hedge จะต้องปรับ Delta อย่างรวดเร็ว
Variance Gamma Model
• กำหนดราคาของ Call Option ที่สะท้อนถึง Fat Tails และ Extreme Moves
• ช่วยป้องกันความเสี่ยงในตลาด Bitcoin ที่มีลักษณะ Asymmetric Returns เช่น การพุ่งขึ้นรวดเร็ว
3. ประโยชน์ของการใช้โมเดลเหล่านี้ใน Bitcoin
1. การจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมกว่า:
• โมเดลที่ซับซ้อน เช่น Jump Diffusion หรือ Variance Gamma ช่วยอธิบายพฤติกรรมราคา Bitcoin ที่ไม่สามารถจับได้ด้วยโมเดลง่าย ๆ อย่าง Black-Scholes
2. รองรับลักษณะเฉพาะของ Bitcoin:
• Bitcoin มีทั้ง Fat Tails, Jumps และ Volatility สูง ซึ่งโมเดลเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อรองรับลักษณะดังกล่าว
3. เพิ่มความแม่นยำในการกำหนดราคาของอนุพันธ์:
• ช่วยให้ MicroStrategy กำหนดราคาของ Call Option ที่สะท้อนความเสี่ยงจริงในตลาด Bitcoin
4. การ Hedge ที่มีประสิทธิภาพ:
• ปรับ Delta Hedge ให้ตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่รวดเร็วและไม่ต่อเนื่อง
ตัวอย่างการใช้งานจริง
สมมติ MicroStrategy มีพอร์ต Bitcoin ขนาดใหญ่และใช้ Call Options เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์:
• Step 1: ใช้ Jump Diffusion Model เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของข่าว (เช่น การอนุมัติ ETF Bitcoin)
• Step 2: ใช้ Heston Model เพื่อคาดการณ์ความผันผวนระยะสั้น
• Step 3: ใช้ Variance Gamma Model เพื่อกำหนดราคาและ Hedge Call Option
• ผลลัพธ์: ลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์
การผสมผสานโมเดลเหล่านี้ทำให้ MicroStrategy สามารถบริหาร Bitcoin ได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ในตลาดที่มีความผันผวนสูง
**ไม่ได้เป็นคำแนะนำในการลงทุน ศึกษาเพื่อความมันส์ส่วนตัวเท่านั้น
#Siamstr #bitcoinnews #economics #financial #bitcoin #nostr #BTC #microstrategy

🇸🇻🌋 Volcano Bonds เป็นพันธบัตรที่รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ออกโดยอิงกับ Bitcoin ซึ่งมีชื่อเรียกที่เป็นเอกลักษณ์นี้เพราะเงินที่ระดมทุนได้จะถูกนำไปพัฒนาโครงการเกี่ยวกับ Bitcoin และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างเมือง Bitcoin City บริเวณภูเขาไฟ Conchagua ที่จะใช้พลังงานจากภูเขาไฟในการขุด Bitcoin
รายละเอียดสำคัญของ Volcano Bonds:
1. การออกพันธบัตร
• พันธบัตรนี้มีมูลค่าเป้าหมายรวม $1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
• แบ่งเป็น $500 ล้านเพื่อลงทุนใน Bitcoin และ $500 ล้านสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น พลังงานและการขุด Bitcoin
2. ผลตอบแทนที่เสนอ
• ผลตอบแทนประจำปีประมาณ 6.5% โดยมีโอกาสได้รับผลกำไรจากราคาของ Bitcoin ในระยะยาว
3. ระยะเวลา
• พันธบัตรมีระยะเวลาครบกำหนด 10 ปี
4. แพลตฟอร์มการออกพันธบัตร
• ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนของ Liquid Network ซึ่งเป็นบล็อกเชนแบบ sidechain ของ Bitcoin เพื่อให้นักลงทุนทั่วโลกสามารถซื้อได้อย่างโปร่งใสและง่ายดาย
5. จุดประสงค์
• ดึงดูดนักลงทุนในกลุ่มคริปโตและผู้ที่เชื่อมั่นในอนาคตของ Bitcoin
• ลดการพึ่งพากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และแหล่งเงินทุนดั้งเดิม
6. เมือง Bitcoin City
• โครงการเมือง Bitcoin City ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Volcano Bonds จะมีภาษีที่ต่ำ (ยกเว้นภาษีกำไรและทรัพย์สิน) และใช้พลังงานหมุนเวียนจากภูเขาไฟในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ความสำคัญของ Volcano Bonds:
• การกระจายความเสี่ยงทางการเงิน: ช่วยให้เอลซัลวาดอร์ไม่ต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้แบบดั้งเดิม เช่น IMF
• การดึงดูดนักลงทุนใหม่: เป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนในอุตสาหกรรมคริปโต
• การสร้างนวัตกรรมทางการเงิน: เป็นตัวอย่างแรก ๆ ของประเทศที่ใช้ Bitcoin-backed bonds ในการระดมทุน
Volcano Bonds ถือเป็นกลยุทธ์ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของเอลซัลวาดอร์ใน Bitcoin และเป็นตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในระดับประเทศ
#Siamstr #bitcoinnews #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance #ElSalvador

🇸🇻ความสัมพันธ์ระหว่าง IMF และเอลซัลวาดอร์ รวมถึงบทบาทของ Bitcoin ในการเจรจา
1. IMF กับการเจรจาขอกู้ยืมของเอลซัลวาดอร์
• เอลซัลวาดอร์พึ่งพาการกู้ยืมจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น IMF มาอย่างยาวนาน เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ แต่การกู้ยืมเหล่านี้มักมาพร้อมกับเงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น มาตรการรัดเข็มขัด และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาล
• หลังจากที่เอลซัลวาดอร์ยอมรับ Bitcoin เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย ในปี 2021 IMF และองค์กรอื่น ๆ ได้แสดงความกังวล โดยระบุว่า ความผันผวนของ Bitcoin อาจสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน
2. Bitcoin ในฐานะเครื่องมือเจรจา
• การยอมรับ Bitcoin ทำให้เอลซัลวาดอร์ลดการพึ่งพาระบบการเงินดั้งเดิมที่ IMF และสถาบันการเงินโลกครอบงำ
• ประธานาธิบดี นายิบ บูเคเล (Nayib Bukele) ใช้ Bitcoin เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากผู้ที่สนใจคริปโต สิ่งนี้ช่วยลดความเร่งด่วนในการขอเงินกู้จาก IMF
• เอลซัลวาดอร์ยังออกพันธบัตรที่อ้างอิงกับ Bitcoin (หรือที่เรียกว่า “Volcano Bonds”) เพื่อระดมทุนโดยไม่ต้องพึ่งพาสถาบันการเงินดั้งเดิม
3. ทำไมกลยุทธ์นี้ถึงได้ผล
• เพิ่มอำนาจต่อรองกับ IMF: เอลซัลวาดอร์แสดงให้เห็นว่าประเทศสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้โดยไม่ต้องพึ่งพา IMF โดยตรง
• รายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก Bitcoin: แม้ Bitcoin จะมีความผันผวน แต่รัฐบาลก็ใช้ประโยชน์จากช่วงที่ราคาสูงขึ้น และดึงดูดนักท่องเที่ยวที่เป็นนักลงทุนคริปโต
• แหล่งเงินทุนที่หลากหลาย: การออกพันธบัตรที่รองรับด้วย Bitcoin และความร่วมมือกับบริษัทคริปโต ช่วยให้ประเทศมีแหล่งเงินทุนทางเลือก
• การสนับสนุนจากประชาชน: นโยบายของบูเคเลได้รับการสนับสนุนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เอลซัลวาดอร์ดูเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าและเป็นอิสระ
4. ท่าทีของ IMF ที่เปลี่ยนไป
• เมื่อเวลาผ่านไป IMF ได้ลดความแข็งกร้าวลง แม้จะยังเตือนถึงความเสี่ยงของ Bitcoin แต่ก็ยอมรับว่า เศรษฐกิจของเอลซัลวาดอร์มีพัฒนาการดีขึ้น เช่น การลดการพึ่งพาหนี้จากภายนอก และการเพิ่มประสิทธิภาพของการโอนเงินกลับประเทศผ่านเครือข่าย Lightning Network ของ Bitcoin
สรุป
การใช้ Bitcoin ของเอลซัลวาดอร์ช่วยเพิ่มอำนาจในการเจรจากับ IMF โดยการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ กระจายแหล่งเงินทุน และท้าทายระบบการเงินโลกที่มีดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง แม้ว่าความสำเร็จในระยะยาวยังต้องติดตาม แต่กลยุทธ์นี้ก็ช่วยเปลี่ยนดุลอำนาจมาอยู่ฝั่งเอลซัลวาดอร์ได้ในระดับหนึ่ง
**เพิ่มเติม
ในปี 2024 เอลซัลวาดอร์ได้บรรลุข้อตกลงกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อรับเงินกู้มูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยหนึ่งในเงื่อนไขของข้อตกลงนี้คือการลดบทบาทของรัฐบาลในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin และยุติการบังคับให้ธุรกิจรับชำระเงินด้วย Bitcoin
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ยังคงเดินหน้าซื้อ Bitcoin เพิ่มเติม แม้จะได้รับคำเตือนจาก IMF ให้จำกัดการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล
ข้อมูลล่าสุดระบุว่า เอลซัลวาดอร์ถือครอง Bitcoin จำนวน 5,968 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 594 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
แม้จะมีคำเตือนจาก IMF แต่รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและลงทุนใน Bitcoin ต่อไป
#Siamstr #bitcoinnews #economics #nostr #bitcoin #BTC #finance #ElSalvador

💲💰Michael Saylor และ MicroStrategy ใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อนและมีความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับบิทคอยน์ (Bitcoin) และตลาดทุน โดยอาศัยเครื่องมือทางการเงินหลายประเภทเพื่อทำกำไรทั้งในสภาวะตลาดขาขึ้นและขาลง รายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับกลยุทธ์ดังกล่าวมีดังนี้:
1. การออกหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Bonds)
• ดอกเบี้ยต่ำ: MicroStrategy ออกหุ้นกู้แปลงสภาพที่ให้ดอกเบี้ยต่ำมาก (เช่น 0% ถึง 0.75%) เพื่อดึงดูดนักลงทุน เนื่องจากนักลงทุนได้รับสิทธิในการแปลงหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญของบริษัทในอนาคต หากราคาหุ้นเพิ่มขึ้น
• ลงทุนในบิทคอยน์: เงินที่ได้จากการขายหุ้นกู้ส่วนใหญ่ถูกนำไปซื้อบิทคอยน์ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์หลักของบริษัท
• สิทธิของนักลงทุนรายใหม่: นักลงทุนได้รับ core option ผ่านหุ้นกู้เพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยง (hedging) และสร้างโอกาสในการทำกำไร
2. การใช้ Delta Hedging เพื่อป้องกันความเสี่ยง
นักลงทุนที่ถือหุ้นกู้แปลงสภาพมักใช้กลยุทธ์ delta hedging โดย:
• ตลาดขาขึ้น:
• หากราคาบิทคอยน์เพิ่มขึ้น ราคาหุ้น MicroStrategy มักจะเพิ่มตาม ทำให้มูลค่าของ core option สูงขึ้น
• นักลงทุนสามารถทำกำไรจาก option ได้มากกว่าการขาดทุนจากการเปิด short position หุ้น MicroStrategy
• ตลาดขาลง:
• หากราคาบิทคอยน์ลดลง นักลงทุนอาจขาดทุนจาก option แต่ได้กำไรจาก short position ของหุ้น MicroStrategy
• ผลลัพธ์: นักลงทุนสามารถทำกำไรทั้งในขาขึ้นและขาลง ผ่านการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม
3. การลดแรงกดดันจากนักลงทุนรายเก่า
• MicroStrategy เสนอให้นักลงทุนรายเก่าสามารถแปลงหุ้นกู้ที่ถืออยู่เป็นหุ้นสามัญของบริษัทได้ในอัตราส่วนที่สูงถึง 55% ของมูลค่าแปลงสภาพ
• วิธีนี้ช่วยรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายเก่าและลดโอกาสที่จะเกิดแรงเทขาย (sell-off) ของหุ้น MicroStrategy
ผลลัพธ์โดยรวมของกลยุทธ์
1. สำหรับ MicroStrategy:
• ได้เงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อลงทุนในบิทคอยน์
• เพิ่มการถือครองบิทคอยน์ในฐานะสินทรัพย์ระยะยาว
• ใช้หุ้นบริษัทเพิ่มมูลค่าและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
2. สำหรับนักลงทุนหุ้นกู้:
• ได้รับผลตอบแทนที่มั่นคงผ่านดอกเบี้ย
• มีโอกาสทำกำไรเพิ่มเติมจากการใช้ core option และ delta hedging
3. ความยั่งยืน:
• ระบบนี้ช่วยปิดช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นกับนักลงทุนเก่า พร้อมทั้งสร้างผลกำไรและเสริมความมั่นคงให้กับบริษัทในระยะยาว
กลยุทธ์นี้เป็นตัวอย่างของการใช้ความเข้าใจในบิทคอยน์และการเงินขั้นสูงเพื่อสร้างแผนการลงทุนที่ครอบคลุมและสมบูรณ์แบบ โดยใช้ความผันผวนของตลาดเป็นโอกาสในการทำกำไร
Cr. ขอบคุณพี่ปกป้อง Thai Ratel ที่ให้ความรู้ใน Right Shift Talk EP.7 ด้วยครับ สำหรับแผนการอันแยบยลของ ป๋า Michael ‼️
#Siamstr #bitcoinnews #Economics #Financial #bitcoin #nostr #finance #BTC #microstrategy

⚡️การจะเข้าใจ Bitcoin อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องมีความรู้ในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องหลากหลายด้าน เนื่องจาก Bitcoin เป็นระบบที่บูรณาการแนวคิดจากหลากหลายสาขาเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง ด้านล่างนี้คือศาสตร์สำคัญที่ควรเข้าใจ พร้อมตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง:
1. Cryptography (การเข้ารหัสลับ)
• ความสำคัญ: Bitcoin ใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสเพื่อรักษาความปลอดภัยในธุรกรรมและปกป้องข้อมูลส่วนตัว
• องค์ประกอบสำคัญ:
• Public Key & Private Key: การสร้างคู่กุญแจเพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของ Bitcoin
• Hash Functions: ใช้ในกระบวนการตรวจสอบบล็อก เช่น SHA-256
• ตัวอย่าง:
• การสร้างลายเซ็นดิจิทัลเพื่อเซ็นธุรกรรมใน Bitcoin
2. History of Money (ประวัติศาสตร์การเงิน)
• ความสำคัญ: เข้าใจวิวัฒนาการของเงินจากยุคแลกเปลี่ยนสินค้า (barter) สู่ทองคำ เงินกระดาษ และเงินดิจิทัล
• องค์ประกอบสำคัญ:
• การเกิดของเงินกระดาษที่พิมพ์โดยธนาคารกลาง
• ความล้มเหลวของระบบเงินเฟียต เช่น วิกฤตเงินเฟ้อในซิมบับเว
• ตัวอย่าง:
• Bitcoin ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะเหมือน “ทองคำดิจิทัล” เพราะมีจำนวนจำกัด (21 ล้านเหรียญ)
3. Computer Science (วิทยาการคอมพิวเตอร์)
• ความสำคัญ: เพื่อเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี เช่น Blockchain และ Distributed Ledger
• องค์ประกอบสำคัญ:
• Blockchain: บัญชีแยกประเภทที่บันทึกธุรกรรม Bitcoin
• Consensus Mechanism: เช่น Proof of Work (PoW) เพื่อให้เครือข่ายบรรลุข้อตกลงโดยไม่ต้องมีตัวกลาง
• ตัวอย่าง:
• เครือข่าย Bitcoin ทำงานแบบ Peer-to-Peer โดยไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลาง
4. Economics (เศรษฐศาสตร์)
• ความสำคัญ: Bitcoin มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการเก็บมูลค่า การลงทุน และการโอนเงิน
• องค์ประกอบสำคัญ:
• ทฤษฎีเงินฝืด (Deflationary Economy)
• การเปรียบเทียบ Bitcoin กับสินทรัพย์ เช่น ทองคำและเงินเฟียต
• ตัวอย่าง:
• การ Halving ของ Bitcoin ทุก ๆ 4 ปี ลดจำนวน Bitcoin ที่เข้าสู่ระบบ ซึ่งส่งผลต่ออุปสงค์และอุปทาน
5. Game Theory (ทฤษฎีเกม)
• ความสำคัญ: อธิบายว่าทำไมผู้คนในเครือข่าย Bitcoin จึงทำงานร่วมกันและหลีกเลี่ยงการโกง
• องค์ประกอบสำคัญ:
• การจูงใจนักขุดให้ทำตามกฎผ่านรางวัลการขุด
• การป้องกันการโจมตี เช่น 51% Attack
• ตัวอย่าง:
• การที่นักขุดเลือกทำงานตามระบบ เพราะค่าใช้จ่ายในการโกงสูงกว่า
6. Mathematics (คณิตศาสตร์)
• ความสำคัญ: Bitcoin อาศัยสมการคณิตศาสตร์ในกระบวนการเข้ารหัสและการตรวจสอบธุรกรรม
• องค์ประกอบสำคัญ:
• การเข้ารหัสเชิงเส้น (Elliptic Curve Cryptography)
• ฟังก์ชันแฮชและความน่าจะเป็น
• ตัวอย่าง:
• การใช้ Elliptic Curve ในการสร้าง Public Key
7. Political Science (รัฐศาสตร์)
• ความสำคัญ: Bitcoin ส่งผลต่อการกระจายอำนาจทางการเงินและอาจท้าทายอำนาจของรัฐ
• องค์ประกอบสำคัญ:
• การต่อต้านการควบคุมจากธนาคารกลาง
• ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับผู้ใช้งาน Bitcoin
• ตัวอย่าง:
• ประเทศเช่น เอลซัลวาดอร์ ยอมรับ Bitcoin เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย ในขณะที่ประเทศอื่นพยายามจำกัด
8. Philosophy (ปรัชญา)
• ความสำคัญ: Bitcoin เกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่องเสรีภาพทางการเงินและการกระจายศูนย์
• องค์ประกอบสำคัญ:
• เสรีนิยม (Libertarianism): การมุ่งเน้นความเป็นอิสระจากรัฐ
• ความเชื่อในระบบที่ไม่มีตัวกลาง
• ตัวอย่าง:
• แนวคิดของ Satoshi Nakamoto ที่สร้าง Bitcoin เพื่อต่อต้านการควบคุมจากรัฐบาล
9. Cybersecurity (ความปลอดภัยไซเบอร์)
• ความสำคัญ: เพื่อปกป้องเครือข่าย Bitcoin จากการโจมตีและการปลอมแปลง
• องค์ประกอบสำคัญ:
• การป้องกันการโจมตี 51%
• การเก็บรักษา Private Key อย่างปลอดภัย
• ตัวอย่าง:
• การแฮกกระเป๋าเงิน Bitcoin ที่เกิดจากการจัดเก็บ Private Key อย่างไม่ปลอดภัย
10. Energy and Environmental Science (พลังงานและสิ่งแวดล้อม)
• ความสำคัญ: การขุด Bitcoin ใช้พลังงานสูงและส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม
• องค์ประกอบสำคัญ:
• การใช้พลังงานหมุนเวียนในการขุด
• ผลกระทบของ Proof of Work ต่อสิ่งแวดล้อม
• ตัวอย่าง:
• บริษัทขุด Bitcoin ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม
สรุป
เพื่อเข้าใจ Bitcoin อย่างถ่องแท้ คุณต้องศึกษาและบูรณาการความรู้จากหลายสาขา เช่น การเข้ารหัสลับ (Cryptography), ประวัติศาสตร์การเงิน, วิทยาการคอมพิวเตอร์, เศรษฐศาสตร์, ทฤษฎีเกม, คณิตศาสตร์, รัฐศาสตร์, ปรัชญา, ความปลอดภัยไซเบอร์ และ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม การรวมองค์ความรู้เหล่านี้เข้าด้วยกันช่วยให้มองเห็นถึงความซับซ้อนและศักยภาพของ Bitcoin ได้อย่างชัดเจน
#Siamstr #bitcoinnews #Economics #financial #bitcoin #nostr #Finance

🏦💸ธนาคารกลาง “สร้างเงินจากอากาศ” โดยหลักแล้วผ่านกลไกที่เพิ่มปริมาณเงินในระบบ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับหนี้ของรัฐบาล ดังนี้:
1. ความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารกลางและรัฐบาล
• รัฐบาลต้องการเงินเพื่อใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานหรือสวัสดิการ
• หากรายได้จากภาษีไม่พอ รัฐบาลจะออก พันธบัตร (ตราสารหนี้)
• พันธบัตรนี้เปรียบเสมือน IOU (I Owe You) หรือสัญญาว่าจะชำระคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย
2. การซื้อพันธบัตรรัฐบาล
• ธนาคารกลาง (เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเฟด) สามารถซื้อพันธบัตรเหล่านี้ในตลาด
• ธนาคารกลางจ่ายค่าพันธบัตรโดยการ สร้างเงินใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้มีอยู่ในระบบ – นี่คือการ “สร้างเงินจากอากาศ”
• เงินนี้จะเข้าสู่บัญชีของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ธนาคารมีเงินสำรองเพิ่มขึ้นและปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น
3. หนี้กระตุ้นการสร้างเงิน
• เมื่อรัฐบาลออกหนี้ จะเพิ่มปริมาณเงินในระบบโดยอ้อม เพราะการซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางคือการใส่เงินสดเข้าสู่ระบบ
• กลไกนี้ช่วยให้รัฐบาลสามารถใช้จ่ายได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มภาษีทันที
4. มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)
• ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ธนาคารกลางใช้มาตรการ QE (Quantitative Easing) โดยซื้อพันธบัตรรัฐบาลหรือเอกชนในปริมาณมากเพื่อใส่เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ
• การทำเช่นนี้เพิ่มเงินสำรองในธนาคารพาณิชย์ ลดอัตราดอกเบี้ย และกระตุ้นการกู้ยืมและการใช้จ่าย
5. ผลกระทบของวงจรหนี้
• ระบบเศรษฐกิจจะพึ่งพาหนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อคงการเติบโต
• รัฐบาลมักเพิ่มเพดานหนี้ (Debt Ceiling) เพื่อใช้จ่ายเพิ่มเติม ขณะที่ธนาคารกลางยังคงซื้อหนี้
• นี่คือที่มาของความรู้สึกว่าเงินถูก “สร้างจากอากาศ” เพราะเงินใหม่นี้ไม่ได้มีทรัพย์สินที่จับต้องได้รองรับ
ความเสี่ยง:
• เงินเฟ้อ: เงินจำนวนมากไล่ตามสินค้าและบริการที่มีอยู่อย่างจำกัด
• การพึ่งพาหนี้: รัฐบาลอาจต้องกู้ยืมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
• ความเหลื่อมล้ำทางทรัพย์สิน: ผู้ที่ถือครองสินทรัพย์มักได้ประโยชน์จากราคาที่พุ่งสูงขึ้นจากเงินใหม่ที่เข้าสู่ตลาดการเงิน
สรุปคือ กระบวนการนี้ใช้ความเชื่อมโยงระหว่างหนี้ของรัฐบาลและนโยบายการเงินของธนาคารกลางเพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบ โดยไม่ต้องพิมพ์ธนบัตรจริง
#Siamstr #bitcoinnews #Economics #financial #bitcoin #nostr #BTC #finance

🔺🔻สามเหลี่ยมการเงิน (Impossible Trinity) หรือ Trilemma ทางเศรษฐศาสตร์การเงิน คือทฤษฎีที่อธิบายว่า ประเทศหนึ่งไม่สามารถมีได้ทั้ง 3 สิ่งพร้อมกันในระบบการเงิน ดังนี้:
1. การแลกเปลี่ยนเงินตราคงที่ (Fixed Exchange Rate)
2. เสรีภาพทางการเงิน (Free Capital Flow)
3. นโยบายการเงินอิสระ (Independent Monetary Policy)
🇹🇭🇺🇸ประเทศต้องเลือกได้เพียง 2 อย่างจาก 3 อย่างนี้ เพราะการมีทั้งหมดพร้อมกันนั้นเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ
ตัวอย่าง Impossible Trinity:
1. จีน: 🇨🇳
• มี การแลกเปลี่ยนเงินตราคงที่ (ตรึงค่าเงินหยวนกับดอลลาร์)
• มี นโยบายการเงินอิสระ (ใช้ดอกเบี้ยควบคุมเศรษฐกิจในประเทศ)
• แต่ไม่มี เสรีภาพทางการเงิน (ควบคุมเงินทุนไหลเข้า-ออกอย่างเข้มงวด)
2. ฮ่องกง: 🇭🇰
• มี การแลกเปลี่ยนเงินตราคงที่ (ตรึงค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงกับดอลลาร์สหรัฐ)
• มี เสรีภาพทางการเงิน (เปิดให้นักลงทุนซื้อ-ขายเงินทุนได้อย่างเสรี)
• แต่ไม่มี นโยบายการเงินอิสระ (ผูกติดกับดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ)
🔺🔻บิทคอยน์ในบริบทของ Impossible Trinity:
บิทคอยน์ไม่ได้ถูกจำกัดโดย Impossible Trinity เพราะ: ❌❌
1. ไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่: บิทคอยน์ลอยตัวตามกลไกตลาด (Demand and Supply)
2. ไม่มีการควบคุมการไหลของทุน: ทุกคนสามารถส่งและรับบิทคอยน์ได้ทั่วโลก (Free Capital flow)
3. ไม่มีธนาคารกลางหรือนโยบายการเงินอิสระ: ระบบบิทคอยน์ใช้โปรโตคอลที่กำหนดอุปทานไว้ตายตัว (21 ล้านเหรียญ) (independent monetary policy)
ตัวอย่าง:
บิทคอยน์สามารถใช้งานได้ในระดับโลกโดยไม่มีการควบคุมจากรัฐบาลหรือธนาคารกลาง เช่น คนในเอลซัลวาดอร์สามารถใช้บิทคอยน์ในระบบเศรษฐกิจคู่ขนานโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงินทุนไหลเข้า-ออก
บิทคอยน์จึงเป็นระบบการเงินที่แตกต่างจากประเทศใน Impossible Trinity และเป็นตัวเลือกใหม่สำหรับการเงินโลก.
#Siamstr #bitcoinnews #economics #financial #bitcoin #nostr #BTC #finance

⚡️การ Hard Fork Bitcoin คืออะไร?
1. การ Hard Fork คืออะไร?
การ Hard Fork คือการเปลี่ยนแปลงกฎหรือโปรโตคอลของบล็อกเชนที่ทำให้เครือข่ายแยกออกเป็นสองสาย ซึ่งทั้งสองสายจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อีกต่อไป
2. การ Hard Fork ทำงานอย่างไร?
• เปลี่ยนแปลงกฎของโปรโตคอลในเครือข่าย
• เครือข่ายจะแยกออกเป็นสองสาย
• โหนดที่ไม่อัปเกรดซอฟต์แวร์ใหม่จะไม่สามารถเข้าร่วมเครือข่ายใหม่ได้
3. Hard Fork แบ่งออกเป็นกี่ประเภท?
• Planned Hard Fork: การเปลี่ยนแปลงที่วางแผนไว้ล่วงหน้าและได้รับการสนับสนุนจากชุมชน
• Contentious Hard Fork: การเปลี่ยนแปลงที่มีความขัดแย้งในชุมชนและอาจทำให้เครือข่ายแตกแยก
4. ตัวอย่างของ Hard Fork ที่สำคัญมีอะไรบ้าง?
• Bitcoin Cash (BCH): เกิดจากการขัดแย้งเกี่ยวกับขนาดบล็อกในปี 2017
• Ethereum และ Ethereum Classic: เกิดจากการโจมตี DAO ในปี 2016
⚡️การจะ Hard Fork Bitcoin ต้องใช้อะไรบ้าง และ Hashrate 95% หมายถึงอะไร?
คำตอบ:
การ Hard Fork Bitcoin ต้องการฉันทามติจากส่วนต่างๆ ในเครือข่าย ได้แก่:
1. นักขุด (Miners):
ต้องมีการสนับสนุนจากนักขุดที่มี Hashrate รวมในเครือข่ายอย่างน้อย 95% เพื่อแสดงว่ามีความเห็นพ้องต้องกันในระดับสูงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎใหม่
ตัวอย่าง:
หาก Hashrate รวมในเครือข่าย Bitcoin เท่ากับ 100 EH/s (Exahashes per second) และนักขุดที่สนับสนุนกฎใหม่มี Hashrate รวม 95 EH/s จะคิดเป็น 95% ของพลังขุดทั้งหมด ซึ่งแสดงว่าการเปลี่ยนแปลงได้รับการสนับสนุนส่วนใหญ่จากนักขุด
2. โหนด (Nodes):
ต้องมีโหนดที่อัปเกรดซอฟต์แวร์ใหม่และยอมรับกฎใหม่ เพราะโหนดทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมและบล็อก หากโหนดส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ Hard Fork จะเกิดการแยกสาย (Chain Split)
3. นักพัฒนา (Developers):
นักพัฒนาหลักต้องมีส่วนสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง เช่น การพัฒนาและตรวจสอบโค้ดใหม่เพื่อให้มั่นใจว่ากฎใหม่จะทำงานได้อย่างถูกต้อง
4. ผู้ใช้งาน (Users):
ผู้ใช้งานที่ถือ Bitcoin สามารถเลือกว่าจะสนับสนุนเครือข่ายใด โดยการใช้เหรียญในตลาด ซึ่งหากผู้ใช้งานส่วนใหญ่ปฏิเสธกฎใหม่ เครือข่ายที่ใช้กฎใหม่อาจล้มเหลว
5. ผู้ให้บริการ (Exchanges/Wallets):
การยอมรับจากกระดานเทรดและกระเป๋าสตางค์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะผู้ให้บริการเหล่านี้ช่วยสนับสนุนการใช้งาน Bitcoin ตามกฎใหม่ หากผู้ให้บริการส่วนใหญ่ปฏิเสธ เครือข่ายใหม่อาจไม่ได้รับการยอมรับในตลาด
Hashrate 95% คืออะไร?
Hashrate 95% หมายถึง 95% ของพลังประมวลผล (Computational Power) ในเครือข่าย Bitcoin ที่สนับสนุน Hard Fork โดย Hashrate คือหน่วยวัดกำลังประมวลผลที่ใช้ในการแก้สมการเพื่อสร้างบล็อกใหม่
ตัวอย่าง:
• สมมติว่าเครือข่าย Bitcoin มี Hashrate รวมเท่ากับ 100 EH/s
• หากมีนักขุดกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนกฎใหม่และพลังขุดรวมของพวกเขาคือ 95 EH/s แสดงว่าพวกเขามีสัดส่วน Hashrate 95%
• นักขุดที่สนับสนุนกฎเก่าอาจมีเพียง 5 EH/s ซึ่งถือว่าเป็นส่วนน้อยและอาจทำให้เครือข่ายแยกสาย
ตัวอย่างเหตุการณ์จริง:
1. กรณี Bitcoin Cash (BCH):
ในปี 2017 นักขุดบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มขนาดบล็อกของ Bitcoin (จาก 1MB) และตัดสินใจ Hard Fork เพื่อสร้าง Bitcoin Cash (BCH) ซึ่งมีขนาดบล็อกใหญ่กว่า แต่ไม่ได้รับ Hashrate สนับสนุนจากเครือข่ายส่วนใหญ่
2. SegWit2x:
ในปี 2017 มีการพยายาม Hard Fork เพื่อเพิ่มขนาดบล็อกเป็น 2MB โดยใช้ฉันทามติจากนักขุด (มากกว่า 80% ของ Hashrate) แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากโหนดและผู้ใช้งานมากพอ ทำให้แผนล้มเหลว
สรุป: การ Hard Fork Bitcoin ต้องการ Hashrate 95% เพื่อแสดงถึงความเห็นพ้องในระดับสูง และต้องได้รับการสนับสนุนจากโหนด นักพัฒนา ผู้ใช้งาน และผู้ให้บริการธุรกิจ มิฉะนั้น อาจนำไปสู่การแยกสายของเครือข่าย (Chain Split) เช่นกรณี Bitcoin Cash และ SegWit2x
#Siamstr #bitcoinnews #economics #financial #bitcoin #nostr #BTC #finance

ถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ (หรือรัฐบาลใดๆ) ใช้ Bitcoin เป็นทุนสำรองยุทธศาสตร์ และลดมูลค่าหนี้ของสหรัฐฯ ด้วยการพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อนำไปซื้อ Bitcoin สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่ออำนาจการซื้อ (purchasing power) และผลกระทบต่อผู้ที่ถือ Bitcoin เทียบกับผู้ที่ถือสกุลเงิน Fiat มีดังนี้:
1. Bitcoin ช่วยรักษาอำนาจการซื้อได้อย่างไร
• อุปทานจำกัด: Bitcoin มีจำนวนจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ ไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้เหมือนเงิน Fiat ซึ่งเมื่อมีการพิมพ์เงินเพิ่มจนเงิน Fiat เสื่อมค่า มูลค่าของ Bitcoin อาจเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเงิน Fiat เหล่านั้น
• เป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่า: การถือ Bitcoin เท่ากับถือสินทรัพย์ที่ไม่ถูกลดค่าโดยเงินเฟ้อ (inflation) ที่เกิดจากการพิมพ์เงินเพิ่ม เมื่อค่าเงิน Fiat ลดลง อำนาจการซื้อของ Bitcoin จะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน
• ความต้องการระดับโลก: หากสหรัฐฯ เริ่มสะสม Bitcoin เป็นจำนวนมาก อาจกระตุ้นความต้องการทั่วโลก ส่งผลให้ราคาของ Bitcoin สูงขึ้น และกลายเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้ดียิ่งขึ้น
2. ผลกระทบต่อผู้ถือเงิน Fiat
• มูลค่าลดลง: หากรัฐบาลพิมพ์เงินจำนวนมากเพื่อนำไปซื้อ Bitcoin อำนาจการซื้อของเงินดอลลาร์ (หรือเงิน Fiat อื่นๆ) จะลดลง ผู้ที่ถือเงิน Fiat จะพบว่าเงินที่มีสามารถซื้อสินค้าและบริการได้น้อยลง
• การกระจายความมั่งคั่งใหม่: ความมั่งคั่งจะถูกกระจายจากผู้ที่ถือเงิน Fiat ไปยังผู้ที่ถือ Bitcoin เมื่อมูลค่า Bitcoin เพิ่มขึ้นจากความต้องการที่มากขึ้น ผู้ถือ Bitcoin จะได้รับผลประโยชน์ ในขณะที่ผู้ที่ถือเงิน Fiat อย่างเดียวจะสูญเสียมูลค่า
• ความเชื่อมั่นลดลง: การพิมพ์เงินจำนวนมากอาจทำลายความเชื่อมั่นในสกุลเงิน Fiat จนเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (hyperinflation) หรือทำให้คนหันไปใช้สินทรัพย์อื่น เช่น Bitcoin
3. ผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์
• ลดมูลค่าหนี้สหรัฐฯ: หากสหรัฐฯ ใช้เงินที่มีมูลค่าเสื่อมลงไปชำระหนี้ เจ้าหนี้ต่างประเทศที่ถือพันธบัตรสหรัฐฯ จะสูญเสียอำนาจการซื้อ แต่หากสหรัฐฯ สะสม Bitcoin ไปพร้อมๆ กัน ก็อาจช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินในระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปหลังยุคเงิน Fiat
• Bitcoin เป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยง: สำหรับบุคคลทั่วไป การซื้อและถือ Bitcoin ในสถานการณ์นี้จะช่วยป้องกันการสูญเสียมูลค่าจากเงิน Fiat และอาจได้กำไรจากการเพิ่มมูลค่าในระยะยาว
บทสรุป
ในสถานการณ์เช่นนี้ Bitcoin เปรียบเสมือน “เรือชูชีพ” สำหรับผู้ที่ปรับตัวและเข้าร่วมได้ก่อน ทำให้อำนาจการซื้อของพวกเขาไม่ถูกลดลง (หรือเพิ่มขึ้น) ในขณะที่ผู้ถือเงิน Fiat โดยเฉพาะผู้ที่ไม่กระจายการลงทุนไปยัง Bitcoin หรือสินทรัพย์ที่มีความขาดแคลน จะต้องรับภาระจากเงินเฟ้อและการลดมูลค่าของเงิน Fiat ซึ่งสถานการณ์นี้จะกระตุ้นให้คนหันมาถือ Bitcoin มากขึ้น และเร่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบการเงินที่ใช้ Bitcoin เป็นหลัก
#Siamstr #bitcoinnews #economics #financial #bitcoin #nostr #BTC #finance

“เมื่อคุณพยายามสอนพ่อโอนบิทคอยน์ ผ่านแอพ Wallet of Satoshi แต่พ่อตอบกลับมาว่า พ่อไม่อยากจ่ายเป็น BTC ตอนนี้ “ แต่ ”รอให้ 1 sat = 1บาทก่อน !!“ แหม่ ! ตอบได้ถูกใจจริงๆ ยาส้มได้กระจายเข้าเส้นเลือดแล้ว 🤣🤣
~ (2,900,000$/BTC)
#siamstr #btc #bitcoin #nostr

1. What is the significance of Metaplanet’s shares starting to trade on the OTCQX market?
• This move allows Metaplanet to expand access for global investors, increasing participation in the company’s growth.
• Metaplanet’s strategic shift to a “Bitcoin First, Bitcoin Only” approach aims to accumulate Bitcoin as a preferred asset over holding depreciating yen, supported by long-term debt and equity issuances.
• Shareholders overwhelmingly approved the increase in authorized shares to 145,000,000, which enables continued Bitcoin accumulation, reinforcing the company’s Bitcoin-focused strategy.
2. What are the details about the OTCQX market and how does it benefit Metaplanet?
• To be listed on the OTCQX market, companies must meet high financial standards, follow best corporate governance practices, and
comply with relevant securities laws.
• The OTCQX market provides a transparent platform for international companies to access U.S. investors, allowing them to use their home market reports for disclosure in the U.S.
• Metaplanet’s trading symbol on OTCQX is “MTPLF,” and investors can access current financial disclosures and stock quotes via www.otcmarkets.com/stock/MTPLF/quote.
#bitcoinnews #economics #Financial #BTC #bitcoin #nostr #Siamstr

การเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินจากรูปแบบดั้งเดิมสู่ระบบดิจิทัล
ระบบการเงินแบบดั้งเดิม (Traditional Financial System) กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Blockchain, Bitcoin, Central Bank Digital Currencies (CBDCs) และ Stablecoins ซึ่งทำให้โครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินมีการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ดังนี้:
1. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)
• จากระบบรวมศูนย์ (Centralized) สู่การกระจายอำนาจ (Decentralized):
• ระบบการเงินเก่าอาศัยสถาบันกลาง เช่น ธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์ในการควบคุมและบริหารเงินทุน
• ระบบใหม่จะใช้ Blockchain ในการจัดเก็บและบันทึกธุรกรรมโดยไม่มีตัวกลาง ทำให้ลดการพึ่งพาสถาบันการเงินแบบเดิม
• การลดบทบาทของธนาคาร:
• ในระบบใหม่ เงินฝากอาจถูกแทนที่ด้วย Stablecoins หรือ CBDCs ที่ผู้ใช้งานสามารถถือครองโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านธนาคาร
2. การออกสกุลเงิน (Money Issuance)
• จากการพิมพ์เงินของธนาคารกลางสู่สกุลเงินดิจิทัล:
• ระบบการเงินเดิมใช้การพิมพ์เงินหรือออกพันธบัตรเพื่อควบคุมปริมาณเงินในระบบ
• ในอนาคต ธนาคารกลางจะออก CBDCs แทน ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีการควบคุมโดยรัฐ แต่สามารถโอนหรือใช้จ่ายได้อย่างรวดเร็วเหมือนคริปโต
• การแทนที่พันธบัตรด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล:
• Bitcoin อาจเข้ามาแทนที่พันธบัตรรัฐบาลในฐานะสินทรัพย์สำรองที่ปลอดภัย เนื่องจากไม่มีการควบคุมจากรัฐบาลใด
3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานและการเงิน
• การลดบทบาทตัวกลาง (Intermediaries):
• ในระบบเก่า ธนาคารเป็นตัวกลางในการให้บริการ เช่น ฝากเงิน, กู้เงิน, หรือทำธุรกรรม
• ในระบบใหม่ ผู้ใช้งานสามารถโอนเงินหรือทำธุรกรรมผ่าน Blockchain ได้โดยตรง ลดค่าธรรมเนียมและความล่าช้า
• การเพิ่มอำนาจให้กับผู้ใช้งาน (Financial Sovereignty):
• ผู้คนสามารถถือสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Bitcoin ได้โดยตรงในกระเป๋าดิจิทัล (Digital Wallet) โดยไม่ต้องพึ่งพาธนาคาร
4. เสถียรภาพทางการเงิน (Financial Stability)
• ลดการพึ่งพาธนาคารพาณิชย์:
• ระบบเก่ามีความเสี่ยงจากการล้มละลายของธนาคาร (Bank Runs)
• ระบบใหม่ที่ใช้ Stablecoins หรือ Bitcoin จะมีความเสี่ยงน้อยลง เนื่องจากสินทรัพย์หนุนหลังอยู่บน Blockchain ที่โปร่งใส
• การกระจายอำนาจในระบบการเงินโลก:
• ระบบเก่าพึ่งพาสกุลเงินหลัก เช่น ดอลลาร์สหรัฐ
• ระบบใหม่ใช้ Bitcoin หรือ Stablecoins เป็นสินทรัพย์สากล ทำให้ลดการผูกขาดของประเทศใดประเทศหนึ่ง
5. การทำธุรกรรม (Transactions)
• จากช้าและแพง สู่รวดเร็วและต้นทุนต่ำ:
• การโอนเงินระหว่างประเทศในระบบเดิมใช้เวลาหลายวันและมีค่าธรรมเนียมสูง
• ในระบบใหม่ การโอนเงินผ่าน Blockchain ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที และค่าธรรมเนียมต่ำมาก
• การใช้สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts):
• ระบบใหม่อนุญาตให้สร้างสัญญาอัจฉริยะที่ทำงานอัตโนมัติ ลดความจำเป็นในการใช้ทนายหรือบุคคลที่สาม
6. ความโปร่งใสและความปลอดภัย (Transparency & Security)
• ระบบดั้งเดิม:
• ธุรกรรมที่เกิดขึ้นอยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารและสถาบันกลาง ซึ่งผู้ใช้งานไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลทั้งหมด
• ความเสี่ยงจากการทุจริตในองค์กรหรือสถาบันการเงิน
• ระบบดิจิทัล:
• Blockchain ทำให้ธุรกรรมโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน
• ลดโอกาสการทุจริตและการโจมตีทางไซเบอร์ เนื่องจากข้อมูลกระจายอยู่ทั่วเครือข่าย
คำถามสำคัญที่ยังต้องพิจารณา
1. ระบบเก่าจะร่วมมือหรือแข่งขันกับระบบใหม่?
• รัฐบาลและธนาคารจะปรับตัวเพื่อใช้เทคโนโลยีใหม่ หรือพยายามควบคุมและต่อต้านมัน?
2. ความผันผวนและการควบคุม Bitcoin จะส่งผลต่อการใช้งานในวงกว้างหรือไม่?
• Bitcoin และคริปโตเคอเรนซี่ยังคงมีความผันผวนสูง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้แทนระบบเก่า
สรุป
ระบบการเงินเก่าจะถูกเปลี่ยนจากการรวมศูนย์ (Centralized) ไปสู่การกระจายอำนาจ (Decentralized) โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain และคริปโตเคอเรนซี่ ระบบใหม่จะเพิ่มความโปร่งใส, ลดค่าธรรมเนียม, และเพิ่มอำนาจทางการเงินให้กับผู้ใช้งานโดยตรง แม้จะมีโอกาสและข้อดีมากมาย แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ยังเผชิญกับความท้าทาย เช่น การปรับตัวของธนาคารและรัฐบาล รวมถึงการสร้างความสมดุลระหว่างการควบคุมและความเป็นอิสระในระบบใหม่
#bitcoinnews #economics #financial #bitcoin #BTC #siamstr