Avatar
maiakee
ba335e71086a601e3ddb4a4c08159289f74a2a270444a909a57fb2704e5bfc08
Doctor / Lieutenant junior grade

⁉️ คำถาม: ทำไมราคาบิทคอยน์ถึงมีการเปลี่ยนแปลงล่าช้ากว่า ปริมาณของ M2 supply ทั่วโลกไปประมาณ 10 สัปดาห์ 🆘🤔

🏷️🤑 ราคาของบิทคอยน์มักจะล่าช้าไปประมาณ 10 สัปดาห์เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงในอุปทานเงิน M2 ทั่วโลก เนื่องจากหลายปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการตอบสนองของตลาด โดยมีรายละเอียดดังนี้:

1. การตอบสนองของตลาดใช้เวลา: ราคาของบิทคอยน์ไม่สามารถปรับตัวทันทีเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในอุปทานเงิน M2 เนื่องจากนักลงทุนต้องใช้เวลาพิจารณาและประเมินผลกระทบของการขยายตัวของเงินในระบบเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น เมื่อธนาคารกลางเริ่มพิมพ์เงินจำนวนมากขึ้น นักลงทุนอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนในการตัดสินใจว่าจะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีลักษณะเป็นเกราะป้องกันเงินเฟ้ออย่างบิทคอยน์

2. ความล่าช้าในการเกิดเงินเฟ้อ: การขยายตัวของอุปทานเงิน M2 มักจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อในระยะยาว โดยไม่เกิดขึ้นทันที ตัวอย่างเช่น เมื่อรัฐบาลหรือธนาคารกลางเพิ่มเงินในระบบ เศรษฐกิจอาจไม่เห็นผลกระทบจากเงินเฟ้อในทันที แต่หลังจากผ่านไปหลายเดือน ราคาสินค้าและบริการจะเริ่มปรับตัวขึ้น ซึ่งอาจทำให้ราคาบิทคอยน์เพิ่มขึ้นตามไปด้วยในช่วงหลัง

3. บิทคอยน์เป็นเกราะป้องกันเงินเฟ้อ: บิทคอยน์มักถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่สามารถปกป้องมูลค่าจากการขยายตัวของเงิน (เงินเฟ้อ) ดังนั้นเมื่อมีการขยายตัวของอุปทานเงิน นักลงทุนมักจะหันมาลงทุนในบิทคอยน์เพื่อป้องกันมูลค่าของเงินที่ลดลง แต่การที่บิทคอยน์จะตอบสนองต่อการขยายตัวของ M2 ต้องใช้เวลาบ้าง เช่น หากมีการพิมพ์เงินจำนวนมากขึ้นในช่วงต้นปี ราคาบิทคอยน์อาจจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นทันที แต่จะเริ่มเห็นการปรับตัวหลังจากที่เงินเฟ้อเริ่มเกิดขึ้นจริงในเศรษฐกิจ

4. การเก็งกำไรในตลาด: นักลงทุนในตลาดบิทคอยน์มักจะทำการเก็งกำไรในระยะยาวมากกว่าตอบสนองทันทีต่อการเปลี่ยนแปลงในอุปทานเงิน ตัวอย่างเช่น นักลงทุนอาจเห็นการขยายตัวของ M2 และคาดการณ์ว่าในอนาคตจะเกิดเงินเฟ้อ ทำให้พวกเขาเริ่มลงทุนในบิทคอยน์ล่วงหน้า ถึงแม้ว่าผลกระทบจริงจะยังไม่เกิดขึ้นในขณะนั้น

5. ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก: การเปลี่ยนแปลงในอุปทานเงิน M2 มีผลต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวม เช่น หากอุปทานเงินในประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐฯ หรือจีนเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เกิดการปรับตัวในเศรษฐกิจโลก และราคาของบิทคอยน์อาจตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ในภายหลัง เช่น หากมีการขยายอุปทานเงินในสหรัฐฯ ราคาเงินดอลลาร์อาจลดลง และบิทคอยน์อาจได้รับความนิยมในฐานะสินทรัพย์ที่มีมูลค่าคงที่มากขึ้นในระยะยาว

สรุปคือ ราคาของบิทคอยน์ล่าช้ากว่าอุปทานเงิน M2 เพราะตลาดและนักลงทุนต้องใช้เวลาพิจารณาและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและการเงินที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

#Siamstr #bitcoinnews #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

• Bitcoin vs. Global M2: The chart shows Bitcoin price trends lagging Global M2 by 10 weeks, highlighting Bitcoin’s sensitivity to inflation driven by money supply expansion.

• M2 as Inflation Indicator: Global M2 reflects the total money supply, which drives inflation. A rising M2 means higher liquidity and inflation, while a falling M2 signals tightening.

• Bitcoin’s Role: As M2 falls, Bitcoin’s projected stabilization around $90K underscores its function as a hedge against inflation and its resilience to tightening monetary policies.

• Takeaway for Bitcoiners: Bitcoin’s price mirrors inflationary trends but remains a deflationary alternative to fiat systems dependent on M2 growth.

Sea of Whales

#Siamstr #bitcoinnews #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

⁉️ คำถามกรณีใดบ้างที่ “ธุรกรรม“ ของ Bitcoin อาจไม่ถูก ”บันทีก“ ลงใน Blockchain และถูก miners “reject” ออกจาก mempool !!

มีหลายกรณีที่ธุรกรรมในเครือข่ายบิทคอยน์ (Bitcoin) อาจถูกพิจารณาว่า “ผิดกฎ” (invalid) และไม่ได้รับการบันทึกลงในบล็อกเชน โดยโหนดหรือนักขุด (miners) จะปฏิเสธธุรกรรมดังกล่าวและลบออกจาก mempool

1. ลายเซ็นดิจิทัลไม่ถูกต้อง

• ปัญหา:

ลายเซ็นดิจิทัลที่ใช้ยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมไม่ตรงกับกุญแจส่วนตัว (Private Key) ที่เกี่ยวข้อง

• ผลกระทบ:

โหนดจะปฏิเสธธุรกรรมทันที เพราะถือว่ามีการพยายามใช้บิทคอยน์ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ

• โอกาสเกิด:

เกิดจากข้อผิดพลาดของซอฟต์แวร์หรือการปลอมแปลงธุรกรรม

2. ใช้บิทคอยน์ที่ไม่มีอยู่จริง (Double-Spending)

• ปัญหา:

มีการสร้างธุรกรรมที่พยายามใช้เหรียญเดียวกัน (UTXO: Unspent Transaction Output) มากกว่าหนึ่งครั้ง

• ผลกระทบ:

โหนดจะยอมรับธุรกรรมที่ถูกต้องเพียงรายการเดียว และปฏิเสธธุรกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

• โอกาสเกิด:

การโจมตี Double-Spending มักเกิดในสถานการณ์ที่โหนดหรือร้านค้ารับธุรกรรมโดยไม่รอยืนยัน (0-confirmation)

3. ไม่มีค่าธรรมเนียม (Transaction Fee ต่ำเกินไป)

• ปัญหา:

ธุรกรรมมีค่าธรรมเนียมต่ำมากหรือไม่มีค่าธรรมเนียมเลย

• ผลกระทบ:

นักขุดจะไม่เลือกธุรกรรมเหล่านี้ เนื่องจากค่าธรรมเนียมเป็นแรงจูงใจหลักสำหรับนักขุด

• โอกาสเกิด:

ผู้ใช้อาจตั้งค่าธรรมเนียมต่ำเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

4. ธุรกรรมเกินขนาด (Oversized Transaction)

• ปัญหา:

ธุรกรรมมีขนาดใหญ่เกินกว่าที่กำหนดในเครือข่าย (เช่น ขนาดเกิน 1MB หรือ 100kB สำหรับ SegWit)

• ผลกระทบ:

โหนดและนักขุดจะปฏิเสธธุรกรรมเนื่องจากละเมิดข้อกำหนดด้านขนาด

• โอกาสเกิด:

การรวมข้อมูลจำนวนมากในธุรกรรมเดียว หรือการพยายามแนบข้อมูลที่ไม่จำเป็น

5. ธุรกรรมอ้างอิง UTXO ที่ไม่ถูกต้อง

• ปัญหา:

ธุรกรรมพยายามใช้งาน UTXO ที่ถูกใช้งานไปแล้ว หรือไม่มีอยู่จริง

• ผลกระทบ:

โหนดจะปฏิเสธเพราะไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของเหรียญได้

• โอกาสเกิด:

เกิดจากข้อผิดพลาดในการสร้างธุรกรรมหรือการโจมตีโดยเจตนา

6. ธุรกรรมไม่เป็นไปตามกฎ Consensus

• ปัญหา:

ธุรกรรมละเมิดกฎที่กำหนดโดยโปรโตคอลของบิทคอยน์ เช่น

• ค่าธรรมเนียมไม่เพียงพอ

• ใช้จำนวนบิทคอยน์เกินที่มีอยู่จริง

• ลำดับของธุรกรรมผิดพลาด

• ผลกระทบ:

โหนดจะไม่ยอมรับธุรกรรมใน mempool และนักขุดจะไม่พิจารณา

• โอกาสเกิด:

เกิดจากข้อผิดพลาดในการเขียนซอฟต์แวร์ที่สร้างธุรกรรม

7. เวลาประทับไม่ถูกต้อง (Timestamp Invalid)

• ปัญหา:

ธุรกรรมมีการตั้งเวลาที่ไม่ถูกต้อง เช่น การอ้างอิงเวลาในอนาคตเกินไป

• ผลกระทบ:

ธุรกรรมอาจถูกเลื่อนออกจากการยืนยันจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม

• โอกาสเกิด:

ข้อผิดพลาดของผู้ใช้งานหรือซอฟต์แวร์

8. การโจมตี Replay Attack หรือการส่งข้อมูลซ้ำ

• ปัญหา:

ธุรกรรมที่เคยถูกบันทึกลงบล็อกเชนแล้วถูกส่งอีกครั้ง

• ผลกระทบ:

โหนดจะปฏิเสธทันทีเพราะธุรกรรมนั้นได้ถูกใช้ไปแล้ว

• โอกาสเกิด:

เกิดในช่วงที่มี Fork ของบล็อกเชน

9. ธุรกรรมมีข้อมูลแนบ (OP_RETURN) ที่ไม่เหมาะสม

• ปัญหา:

การแนบข้อมูลลงในช่อง OP_RETURN ที่เกินข้อจำกัดขนาดของข้อมูล

• ผลกระทบ:

โหนดจะปฏิเสธธุรกรรมเพราะไม่เป็นไปตามกฎ

• โอกาสเกิด:

ใช้บิทคอยน์ในลักษณะเก็บข้อมูล เช่น ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวกับการเงิน

สรุป

ธุรกรรมที่ละเมิดกฎของโปรโตคอลบิทคอยน์ หรือไม่ได้ให้แรงจูงใจที่เพียงพอ (ค่าธรรมเนียมต่ำ) มีโอกาสถูกปฏิเสธจากทั้งโหนดและนักขุด ดังนั้นผู้ใช้งานควรตรวจสอบธุรกรรมให้ถูกต้องและตั้งค่าธรรมเนียมให้เหมาะสมเพื่อเพิ่มโอกาสในการยืนยัน (confirmation)

#Siamstr #bitcoinnews #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

“Therefore, playing music without anyone listening, painting pictures without anyone looking, writing stories without anyone reading—these bring happiness from within and self-contentment that is more than enough to keep you living on. If you can reach this state, it is truly the pinnacle of ‘being in the here and now.’” 🩶🕊️

🛜⁉️ การโอน Bitcoin โดยไม่มีอินเทอร์เน็ต สามารถทำได้ผ่านเทคโนโลยีและวิธีการหลายรูปแบบที่รองรับการสื่อสารทางเลือก เช่น ดาวเทียม, คลื่นวิทยุ, หรือเครือข่ายออฟไลน์ โดยแต่ละวิธีมีขั้นตอนดังนี้:

1. โอนผ่านเครือข่ายดาวเทียม (Satellite Network) 📡🛰️

อุปกรณ์ที่ต้องมี:

• จานรับสัญญาณดาวเทียม (Satellite Dish).

• อุปกรณ์รับสัญญาณ เช่น SDR (Software-Defined Radio).

• ซอฟต์แวร์สำหรับดาวน์โหลดและส่งข้อมูลธุรกรรม (เช่น Blockstream Satellite Kit).

ขั้นตอน:

1. ตั้งค่าจานดาวเทียมให้เชื่อมต่อกับ Blockstream Satellite เพื่อรับข้อมูลจาก Bitcoin blockchain.

2. ใช้ซอฟต์แวร์ในการสร้างธุรกรรม (เช่น Electrum หรือ Sparrow Wallet).

3. ส่งธุรกรรมที่สร้างผ่านดาวเทียมไปยังเครือข่ายโดยอัตโนมัติ.

ประโยชน์:

• ไม่ต้องพึ่งพาอินเทอร์เน็ตพื้นฐาน.

• ครอบคลุมพื้นที่ที่ไม่มีโครงสร้างเครือข่าย.

2. โอนผ่านคลื่นวิทยุ (Radio Waves) 📻

อุปกรณ์ที่ต้องมี:

• อุปกรณ์ส่งคลื่นวิทยุ (เช่น HF/VHF/UHF Radio Transmitter).

• อุปกรณ์สำหรับเข้ารหัสและถอดรหัสข้อมูล (เช่น Locha Mesh Node).

ขั้นตอน:

1. ใช้ซอฟต์แวร์กระเป๋าเงินเพื่อสร้างธุรกรรม Bitcoin แบบออฟไลน์ (Offline Transaction).

2. แปลงข้อมูลธุรกรรมเป็นข้อความที่เข้ารหัส (Encoded Message).

3. ส่งข้อความผ่านคลื่นวิทยุไปยังผู้รับหรือโหนด Bitcoin ที่สามารถเผยแพร่ธุรกรรมได้.

4. โหนดผู้รับจะถอดรหัสและส่งข้อมูลธุรกรรมเข้าสู่ Bitcoin blockchain เมื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต.

ตัวอย่างการใช้งาน:

• อุปกรณ์ Locha Mesh ใช้คลื่นวิทยุส่งธุรกรรมในพื้นที่ห่างไกล.

ข้อดี:

• ส่งข้อมูลได้ในระยะไกล.

• ไม่ต้องพึ่งพาโครงสร้างอินเทอร์เน็ต.

3. โอนผ่านเครือข่าย Mesh (Mesh Network) ⛓️

อุปกรณ์ที่ต้องมี:

• อุปกรณ์ GoTenna Mesh หรือ LoRa-based devices.

ขั้นตอน:

1. สร้างธุรกรรมออฟไลน์ผ่านกระเป๋าเงิน Bitcoin (Offline Wallet).

2. ส่งข้อมูลธุรกรรมผ่านเครือข่าย Mesh ซึ่งใช้การสื่อสารแบบใยแมงมุม (Device-to-Device).

3. เมื่อข้อมูลถึงอุปกรณ์ที่มีอินเทอร์เน็ต ธุรกรรมจะถูกส่งเข้าสู่ blockchain.

ข้อดี:

• เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีผู้ใช้อุปกรณ์ Mesh หลายคน.

• ไม่มีข้อจำกัดในด้านอินเทอร์เน็ต.

4. โอนผ่าน QR Code หรือ USB (Offline Transaction) 🆘

อุปกรณ์ที่ต้องมี:

• กระเป๋าเงิน Bitcoin แบบออฟไลน์ (เช่น Electrum).

• อุปกรณ์บันทึกข้อมูล (USB Drive หรือ SD Card).

ขั้นตอน:

1. สร้างธุรกรรม Bitcoin บนกระเป๋าเงินออฟไลน์.

2. บันทึกข้อมูลธุรกรรม (Signed Transaction) ลงใน USB หรือแปลงเป็น QR Code.

3. ส่งข้อมูลธุรกรรมให้ผู้รับโดยตรง หรือผ่านตัวกลาง.

4. ผู้รับอัปโหลดธุรกรรมเข้าสู่เครือข่าย Bitcoin เมื่อมีอินเทอร์เน็ต.

ตัวอย่าง:

• การส่ง USB ที่มีข้อมูลธุรกรรมไปยังผู้รับในพื้นที่อื่น.

ข้อดี:

• ไม่มีความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ในขณะส่งข้อมูล.

• ใช้งานง่ายในสถานการณ์ที่ไม่มีสัญญาณ.

5. การโอนผ่านข้อความ SMS (SMS-based Bitcoin Transactions) 🕊️

บริการที่รองรับ:

• บริการเช่น Bitsms หรือ Cointext (ต้องตรวจสอบในพื้นที่ว่ามีบริการ).

ขั้นตอน:

1. ใช้บริการที่รองรับการส่ง Bitcoin ผ่าน SMS.

2. ส่งข้อความที่มีรายละเอียดธุรกรรม Bitcoin ไปยังหมายเลขปลายทาง.

3. ผู้ให้บริการจะเผยแพร่ธุรกรรมเข้าสู่เครือข่าย Bitcoin.

ข้อดี:

• ทำงานได้แม้ในพื้นที่ที่มีเพียงสัญญาณโทรศัพท์.

สรุปข้อดีของวิธีการทั้งหมด:

• ยืดหยุ่น: มีหลายตัวเลือกที่เหมาะกับสถานการณ์และพื้นที่ต่าง ๆ.

• ปลอดภัย: ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาโครงสร้างเครือข่ายหลัก.

• เพิ่มการเข้าถึง: ทำให้ผู้คนในพื้นที่ห่างไกลหรือในสถานการณ์ฉุกเฉินสามารถใช้งาน Bitcoin ได้.

Bitcoin ได้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต.

#Siamstr #bitcoinnews #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

MicroStrategy อาจไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนถึงการใช้ Jump Diffusion Model, Heston Model, หรือ Variance Gamma Model ในการบริหารสินทรัพย์ Bitcoin ของบริษัท แต่สามารถอธิบายแนวคิดในการนำโมเดลเหล่านี้ไปปรับใช้กับการ Delta Hedge หรือการบริหาร Call Option บน Bitcoin ได้ดังนี้:

1. แนวคิดการใช้โมเดลในการ Delta Hedge

Delta Hedge คือการปรับสมดุลของพอร์ตการลงทุนให้ป้องกันความเสี่ยงจากการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ (เช่น Bitcoin) ผ่านการซื้อหรือขายสินทรัพย์อ้างอิงและอนุพันธ์

Jump Diffusion Model

• ลักษณะ: ใช้เมื่อราคาสินทรัพย์มีลักษณะการกระโดด (Jumps) เช่น การตอบสนองต่อข่าวใหญ่ในตลาด

• ประโยชน์:

• โมเดลนี้ช่วยจับความผันผวนจากเหตุการณ์ไม่ต่อเนื่อง เช่น ข่าวเกี่ยวกับกฎหมายคริปโต หรือการเปลี่ยนแปลงของธนาคารกลาง

• ช่วยปรับ Delta ของ Call Option เมื่อเกิด jumps ที่ทำให้ราคาสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

Heston Model

• ลักษณะ: ใช้เมื่อตลาดมี Volatility Clustering (ความผันผวนไม่คงที่)

• ประโยชน์:

• ช่วยปรับปรุงการคาดการณ์ volatility ที่เปลี่ยนแปลงไปตามตลาด Bitcoin

• ทำให้การปรับ Delta Hedge มีความแม่นยำมากขึ้น เนื่องจากการ Hedge โดยอิงจาก volatility คงที่ (Black-Scholes) อาจไม่เหมาะกับ Bitcoin

Variance Gamma Model

• ลักษณะ: ใช้กับสินทรัพย์ที่มีลักษณะการกระจายแบบ Fat Tails

• ประโยชน์:

• ช่วยบริหารพอร์ตในสถานการณ์ที่ราคาของ Bitcoin มีโอกาสเปลี่ยนแปลงมากในหาง (Extreme Events)

• ปรับ Delta Hedge ให้เหมาะสมกับตลาดที่มี return ไม่สมมาตร (Asymmetric Returns)

2. แนวคิดการใช้โมเดลกับ Call Option

เมื่อ MicroStrategy ใช้ Call Option เพื่อเพิ่ม Leverage หรือป้องกันความเสี่ยงของพอร์ต Bitcoin ของตน:

Jump Diffusion Model

• ช่วยกำหนดราคาของ Call Option ที่สะท้อนเหตุการณ์สำคัญในตลาด เช่น การเกิด halving ของ Bitcoin หรือการประกาศนโยบายของรัฐบาล

• สร้างกลยุทธ์ Hedge ที่รองรับเหตุการณ์ไม่ต่อเนื่อง เช่น การปรับเพิ่มหรือลด Bitcoin ในพอร์ตอย่างรวดเร็ว

Heston Model

• ใช้กำหนด Implied Volatility Smile ซึ่งสะท้อนราคาของ Call Option ที่มี Strike Price ต่าง ๆ

• ตัวอย่าง: หากตลาดมองว่า Bitcoin จะมีความผันผวนสูงในอนาคต กลยุทธ์การ Hedge จะต้องปรับ Delta อย่างรวดเร็ว

Variance Gamma Model

• กำหนดราคาของ Call Option ที่สะท้อนถึง Fat Tails และ Extreme Moves

• ช่วยป้องกันความเสี่ยงในตลาด Bitcoin ที่มีลักษณะ Asymmetric Returns เช่น การพุ่งขึ้นรวดเร็ว

3. ประโยชน์ของการใช้โมเดลเหล่านี้ใน Bitcoin

1. การจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสมกว่า:

• โมเดลที่ซับซ้อน เช่น Jump Diffusion หรือ Variance Gamma ช่วยอธิบายพฤติกรรมราคา Bitcoin ที่ไม่สามารถจับได้ด้วยโมเดลง่าย ๆ อย่าง Black-Scholes

2. รองรับลักษณะเฉพาะของ Bitcoin:

• Bitcoin มีทั้ง Fat Tails, Jumps และ Volatility สูง ซึ่งโมเดลเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อรองรับลักษณะดังกล่าว

3. เพิ่มความแม่นยำในการกำหนดราคาของอนุพันธ์:

• ช่วยให้ MicroStrategy กำหนดราคาของ Call Option ที่สะท้อนความเสี่ยงจริงในตลาด Bitcoin

4. การ Hedge ที่มีประสิทธิภาพ:

• ปรับ Delta Hedge ให้ตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่รวดเร็วและไม่ต่อเนื่อง

ตัวอย่างการใช้งานจริง

สมมติ MicroStrategy มีพอร์ต Bitcoin ขนาดใหญ่และใช้ Call Options เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์:

• Step 1: ใช้ Jump Diffusion Model เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของข่าว (เช่น การอนุมัติ ETF Bitcoin)

• Step 2: ใช้ Heston Model เพื่อคาดการณ์ความผันผวนระยะสั้น

• Step 3: ใช้ Variance Gamma Model เพื่อกำหนดราคาและ Hedge Call Option

• ผลลัพธ์: ลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสินทรัพย์

การผสมผสานโมเดลเหล่านี้ทำให้ MicroStrategy สามารถบริหาร Bitcoin ได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้ในตลาดที่มีความผันผวนสูง

**ไม่ได้เป็นคำแนะนำในการลงทุน ศึกษาเพื่อความมันส์ส่วนตัวเท่านั้น

#Siamstr #bitcoinnews #economics #financial #bitcoin #nostr #BTC #microstrategy

🇸🇻🌋 Volcano Bonds เป็นพันธบัตรที่รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ออกโดยอิงกับ Bitcoin ซึ่งมีชื่อเรียกที่เป็นเอกลักษณ์นี้เพราะเงินที่ระดมทุนได้จะถูกนำไปพัฒนาโครงการเกี่ยวกับ Bitcoin และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างเมือง Bitcoin City บริเวณภูเขาไฟ Conchagua ที่จะใช้พลังงานจากภูเขาไฟในการขุด Bitcoin

รายละเอียดสำคัญของ Volcano Bonds:

1. การออกพันธบัตร

• พันธบัตรนี้มีมูลค่าเป้าหมายรวม $1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

• แบ่งเป็น $500 ล้านเพื่อลงทุนใน Bitcoin และ $500 ล้านสำหรับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น พลังงานและการขุด Bitcoin

2. ผลตอบแทนที่เสนอ

• ผลตอบแทนประจำปีประมาณ 6.5% โดยมีโอกาสได้รับผลกำไรจากราคาของ Bitcoin ในระยะยาว

3. ระยะเวลา

• พันธบัตรมีระยะเวลาครบกำหนด 10 ปี

4. แพลตฟอร์มการออกพันธบัตร

• ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนของ Liquid Network ซึ่งเป็นบล็อกเชนแบบ sidechain ของ Bitcoin เพื่อให้นักลงทุนทั่วโลกสามารถซื้อได้อย่างโปร่งใสและง่ายดาย

5. จุดประสงค์

• ดึงดูดนักลงทุนในกลุ่มคริปโตและผู้ที่เชื่อมั่นในอนาคตของ Bitcoin

• ลดการพึ่งพากองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และแหล่งเงินทุนดั้งเดิม

6. เมือง Bitcoin City

• โครงการเมือง Bitcoin City ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Volcano Bonds จะมีภาษีที่ต่ำ (ยกเว้นภาษีกำไรและทรัพย์สิน) และใช้พลังงานหมุนเวียนจากภูเขาไฟในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ความสำคัญของ Volcano Bonds:

• การกระจายความเสี่ยงทางการเงิน: ช่วยให้เอลซัลวาดอร์ไม่ต้องพึ่งพาแหล่งเงินกู้แบบดั้งเดิม เช่น IMF

• การดึงดูดนักลงทุนใหม่: เป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนในอุตสาหกรรมคริปโต

• การสร้างนวัตกรรมทางการเงิน: เป็นตัวอย่างแรก ๆ ของประเทศที่ใช้ Bitcoin-backed bonds ในการระดมทุน

Volcano Bonds ถือเป็นกลยุทธ์ที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของเอลซัลวาดอร์ใน Bitcoin และเป็นตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนในระดับประเทศ

#Siamstr #bitcoinnews #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance #ElSalvador

🇸🇻ความสัมพันธ์ระหว่าง IMF และเอลซัลวาดอร์ รวมถึงบทบาทของ Bitcoin ในการเจรจา

1. IMF กับการเจรจาขอกู้ยืมของเอลซัลวาดอร์

• เอลซัลวาดอร์พึ่งพาการกู้ยืมจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น IMF มาอย่างยาวนาน เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ แต่การกู้ยืมเหล่านี้มักมาพร้อมกับเงื่อนไขที่เข้มงวด เช่น มาตรการรัดเข็มขัด และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาล

• หลังจากที่เอลซัลวาดอร์ยอมรับ Bitcoin เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย ในปี 2021 IMF และองค์กรอื่น ๆ ได้แสดงความกังวล โดยระบุว่า ความผันผวนของ Bitcoin อาจสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน

2. Bitcoin ในฐานะเครื่องมือเจรจา

• การยอมรับ Bitcoin ทำให้เอลซัลวาดอร์ลดการพึ่งพาระบบการเงินดั้งเดิมที่ IMF และสถาบันการเงินโลกครอบงำ

• ประธานาธิบดี นายิบ บูเคเล (Nayib Bukele) ใช้ Bitcoin เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากผู้ที่สนใจคริปโต สิ่งนี้ช่วยลดความเร่งด่วนในการขอเงินกู้จาก IMF

• เอลซัลวาดอร์ยังออกพันธบัตรที่อ้างอิงกับ Bitcoin (หรือที่เรียกว่า “Volcano Bonds”) เพื่อระดมทุนโดยไม่ต้องพึ่งพาสถาบันการเงินดั้งเดิม

3. ทำไมกลยุทธ์นี้ถึงได้ผล

• เพิ่มอำนาจต่อรองกับ IMF: เอลซัลวาดอร์แสดงให้เห็นว่าประเทศสามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้โดยไม่ต้องพึ่งพา IMF โดยตรง

• รายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก Bitcoin: แม้ Bitcoin จะมีความผันผวน แต่รัฐบาลก็ใช้ประโยชน์จากช่วงที่ราคาสูงขึ้น และดึงดูดนักท่องเที่ยวที่เป็นนักลงทุนคริปโต

• แหล่งเงินทุนที่หลากหลาย: การออกพันธบัตรที่รองรับด้วย Bitcoin และความร่วมมือกับบริษัทคริปโต ช่วยให้ประเทศมีแหล่งเงินทุนทางเลือก

• การสนับสนุนจากประชาชน: นโยบายของบูเคเลได้รับการสนับสนุนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้เอลซัลวาดอร์ดูเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าและเป็นอิสระ

4. ท่าทีของ IMF ที่เปลี่ยนไป

• เมื่อเวลาผ่านไป IMF ได้ลดความแข็งกร้าวลง แม้จะยังเตือนถึงความเสี่ยงของ Bitcoin แต่ก็ยอมรับว่า เศรษฐกิจของเอลซัลวาดอร์มีพัฒนาการดีขึ้น เช่น การลดการพึ่งพาหนี้จากภายนอก และการเพิ่มประสิทธิภาพของการโอนเงินกลับประเทศผ่านเครือข่าย Lightning Network ของ Bitcoin

สรุป

การใช้ Bitcoin ของเอลซัลวาดอร์ช่วยเพิ่มอำนาจในการเจรจากับ IMF โดยการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ กระจายแหล่งเงินทุน และท้าทายระบบการเงินโลกที่มีดอลลาร์เป็นศูนย์กลาง แม้ว่าความสำเร็จในระยะยาวยังต้องติดตาม แต่กลยุทธ์นี้ก็ช่วยเปลี่ยนดุลอำนาจมาอยู่ฝั่งเอลซัลวาดอร์ได้ในระดับหนึ่ง

**เพิ่มเติม

ในปี 2024 เอลซัลวาดอร์ได้บรรลุข้อตกลงกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อรับเงินกู้มูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยหนึ่งในเงื่อนไขของข้อตกลงนี้คือการลดบทบาทของรัฐบาลในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin และยุติการบังคับให้ธุรกิจรับชำระเงินด้วย Bitcoin

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ยังคงเดินหน้าซื้อ Bitcoin เพิ่มเติม แม้จะได้รับคำเตือนจาก IMF ให้จำกัดการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า เอลซัลวาดอร์ถือครอง Bitcoin จำนวน 5,968 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 594 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

แม้จะมีคำเตือนจาก IMF แต่รัฐบาลเอลซัลวาดอร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและลงทุนใน Bitcoin ต่อไป

#Siamstr #bitcoinnews #economics #nostr #bitcoin #BTC #finance #ElSalvador

Replying to Avatar maiakee

💲💰Michael Saylor และ MicroStrategy ใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อนและมีความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับบิทคอยน์ (Bitcoin) และตลาดทุน โดยอาศัยเครื่องมือทางการเงินหลายประเภทเพื่อทำกำไรทั้งในสภาวะตลาดขาขึ้นและขาลง รายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับกลยุทธ์ดังกล่าวมีดังนี้:

1. การออกหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Bonds)

• ดอกเบี้ยต่ำ: MicroStrategy ออกหุ้นกู้แปลงสภาพที่ให้ดอกเบี้ยต่ำมาก (เช่น 0% ถึง 0.75%) เพื่อดึงดูดนักลงทุน เนื่องจากนักลงทุนได้รับสิทธิในการแปลงหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญของบริษัทในอนาคต หากราคาหุ้นเพิ่มขึ้น

• ลงทุนในบิทคอยน์: เงินที่ได้จากการขายหุ้นกู้ส่วนใหญ่ถูกนำไปซื้อบิทคอยน์ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์หลักของบริษัท

• สิทธิของนักลงทุนรายใหม่: นักลงทุนได้รับ core option ผ่านหุ้นกู้เพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยง (hedging) และสร้างโอกาสในการทำกำไร

2. การใช้ Delta Hedging เพื่อป้องกันความเสี่ยง

นักลงทุนที่ถือหุ้นกู้แปลงสภาพมักใช้กลยุทธ์ delta hedging โดย:

• ตลาดขาขึ้น:

• หากราคาบิทคอยน์เพิ่มขึ้น ราคาหุ้น MicroStrategy มักจะเพิ่มตาม ทำให้มูลค่าของ core option สูงขึ้น

• นักลงทุนสามารถทำกำไรจาก option ได้มากกว่าการขาดทุนจากการเปิด short position หุ้น MicroStrategy

• ตลาดขาลง:

• หากราคาบิทคอยน์ลดลง นักลงทุนอาจขาดทุนจาก option แต่ได้กำไรจาก short position ของหุ้น MicroStrategy

• ผลลัพธ์: นักลงทุนสามารถทำกำไรทั้งในขาขึ้นและขาลง ผ่านการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม

3. การลดแรงกดดันจากนักลงทุนรายเก่า

• MicroStrategy เสนอให้นักลงทุนรายเก่าสามารถแปลงหุ้นกู้ที่ถืออยู่เป็นหุ้นสามัญของบริษัทได้ในอัตราส่วนที่สูงถึง 55% ของมูลค่าแปลงสภาพ

• วิธีนี้ช่วยรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายเก่าและลดโอกาสที่จะเกิดแรงเทขาย (sell-off) ของหุ้น MicroStrategy

ผลลัพธ์โดยรวมของกลยุทธ์

1. สำหรับ MicroStrategy:

• ได้เงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อลงทุนในบิทคอยน์

• เพิ่มการถือครองบิทคอยน์ในฐานะสินทรัพย์ระยะยาว

• ใช้หุ้นบริษัทเพิ่มมูลค่าและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

2. สำหรับนักลงทุนหุ้นกู้:

• ได้รับผลตอบแทนที่มั่นคงผ่านดอกเบี้ย

• มีโอกาสทำกำไรเพิ่มเติมจากการใช้ core option และ delta hedging

3. ความยั่งยืน:

• ระบบนี้ช่วยปิดช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นกับนักลงทุนเก่า พร้อมทั้งสร้างผลกำไรและเสริมความมั่นคงให้กับบริษัทในระยะยาว

กลยุทธ์นี้เป็นตัวอย่างของการใช้ความเข้าใจในบิทคอยน์และการเงินขั้นสูงเพื่อสร้างแผนการลงทุนที่ครอบคลุมและสมบูรณ์แบบ โดยใช้ความผันผวนของตลาดเป็นโอกาสในการทำกำไร

Cr. ขอบคุณพี่ปกป้อง Thai Ratel ที่ให้ความรู้ใน Right Shift Talk EP.7 ด้วยครับ สำหรับแผนการอันแยบยลของ ป๋า Michael ‼️

#Siamstr #bitcoinnews #Economics #Financial #bitcoin #nostr #finance #BTC #microstrategy

**ขอแก้ Core option เป็น Call option นะครับ

💲💰Michael Saylor และ MicroStrategy ใช้กลยุทธ์ที่ซับซ้อนและมีความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับบิทคอยน์ (Bitcoin) และตลาดทุน โดยอาศัยเครื่องมือทางการเงินหลายประเภทเพื่อทำกำไรทั้งในสภาวะตลาดขาขึ้นและขาลง รายละเอียดสำคัญเกี่ยวกับกลยุทธ์ดังกล่าวมีดังนี้:

1. การออกหุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Bonds)

• ดอกเบี้ยต่ำ: MicroStrategy ออกหุ้นกู้แปลงสภาพที่ให้ดอกเบี้ยต่ำมาก (เช่น 0% ถึง 0.75%) เพื่อดึงดูดนักลงทุน เนื่องจากนักลงทุนได้รับสิทธิในการแปลงหุ้นกู้เป็นหุ้นสามัญของบริษัทในอนาคต หากราคาหุ้นเพิ่มขึ้น

• ลงทุนในบิทคอยน์: เงินที่ได้จากการขายหุ้นกู้ส่วนใหญ่ถูกนำไปซื้อบิทคอยน์ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์หลักของบริษัท

• สิทธิของนักลงทุนรายใหม่: นักลงทุนได้รับ core option ผ่านหุ้นกู้เพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยง (hedging) และสร้างโอกาสในการทำกำไร

2. การใช้ Delta Hedging เพื่อป้องกันความเสี่ยง

นักลงทุนที่ถือหุ้นกู้แปลงสภาพมักใช้กลยุทธ์ delta hedging โดย:

• ตลาดขาขึ้น:

• หากราคาบิทคอยน์เพิ่มขึ้น ราคาหุ้น MicroStrategy มักจะเพิ่มตาม ทำให้มูลค่าของ core option สูงขึ้น

• นักลงทุนสามารถทำกำไรจาก option ได้มากกว่าการขาดทุนจากการเปิด short position หุ้น MicroStrategy

• ตลาดขาลง:

• หากราคาบิทคอยน์ลดลง นักลงทุนอาจขาดทุนจาก option แต่ได้กำไรจาก short position ของหุ้น MicroStrategy

• ผลลัพธ์: นักลงทุนสามารถทำกำไรทั้งในขาขึ้นและขาลง ผ่านการบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม

3. การลดแรงกดดันจากนักลงทุนรายเก่า

• MicroStrategy เสนอให้นักลงทุนรายเก่าสามารถแปลงหุ้นกู้ที่ถืออยู่เป็นหุ้นสามัญของบริษัทได้ในอัตราส่วนที่สูงถึง 55% ของมูลค่าแปลงสภาพ

• วิธีนี้ช่วยรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายเก่าและลดโอกาสที่จะเกิดแรงเทขาย (sell-off) ของหุ้น MicroStrategy

ผลลัพธ์โดยรวมของกลยุทธ์

1. สำหรับ MicroStrategy:

• ได้เงินทุนดอกเบี้ยต่ำเพื่อลงทุนในบิทคอยน์

• เพิ่มการถือครองบิทคอยน์ในฐานะสินทรัพย์ระยะยาว

• ใช้หุ้นบริษัทเพิ่มมูลค่าและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว

2. สำหรับนักลงทุนหุ้นกู้:

• ได้รับผลตอบแทนที่มั่นคงผ่านดอกเบี้ย

• มีโอกาสทำกำไรเพิ่มเติมจากการใช้ core option และ delta hedging

3. ความยั่งยืน:

• ระบบนี้ช่วยปิดช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้นกับนักลงทุนเก่า พร้อมทั้งสร้างผลกำไรและเสริมความมั่นคงให้กับบริษัทในระยะยาว

กลยุทธ์นี้เป็นตัวอย่างของการใช้ความเข้าใจในบิทคอยน์และการเงินขั้นสูงเพื่อสร้างแผนการลงทุนที่ครอบคลุมและสมบูรณ์แบบ โดยใช้ความผันผวนของตลาดเป็นโอกาสในการทำกำไร

Cr. ขอบคุณพี่ปกป้อง Thai Ratel ที่ให้ความรู้ใน Right Shift Talk EP.7 ด้วยครับ สำหรับแผนการอันแยบยลของ ป๋า Michael ‼️

#Siamstr #bitcoinnews #Economics #Financial #bitcoin #nostr #finance #BTC #microstrategy

⚡️การจะเข้าใจ Bitcoin อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องมีความรู้ในศาสตร์ที่เกี่ยวข้องหลากหลายด้าน เนื่องจาก Bitcoin เป็นระบบที่บูรณาการแนวคิดจากหลากหลายสาขาเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง ด้านล่างนี้คือศาสตร์สำคัญที่ควรเข้าใจ พร้อมตัวอย่างที่เกี่ยวข้อง:

1. Cryptography (การเข้ารหัสลับ)

• ความสำคัญ: Bitcoin ใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสเพื่อรักษาความปลอดภัยในธุรกรรมและปกป้องข้อมูลส่วนตัว

• องค์ประกอบสำคัญ:

• Public Key & Private Key: การสร้างคู่กุญแจเพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของ Bitcoin

• Hash Functions: ใช้ในกระบวนการตรวจสอบบล็อก เช่น SHA-256

• ตัวอย่าง:

• การสร้างลายเซ็นดิจิทัลเพื่อเซ็นธุรกรรมใน Bitcoin

2. History of Money (ประวัติศาสตร์การเงิน)

• ความสำคัญ: เข้าใจวิวัฒนาการของเงินจากยุคแลกเปลี่ยนสินค้า (barter) สู่ทองคำ เงินกระดาษ และเงินดิจิทัล

• องค์ประกอบสำคัญ:

• การเกิดของเงินกระดาษที่พิมพ์โดยธนาคารกลาง

• ความล้มเหลวของระบบเงินเฟียต เช่น วิกฤตเงินเฟ้อในซิมบับเว

• ตัวอย่าง:

• Bitcoin ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะเหมือน “ทองคำดิจิทัล” เพราะมีจำนวนจำกัด (21 ล้านเหรียญ)

3. Computer Science (วิทยาการคอมพิวเตอร์)

• ความสำคัญ: เพื่อเข้าใจโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี เช่น Blockchain และ Distributed Ledger

• องค์ประกอบสำคัญ:

• Blockchain: บัญชีแยกประเภทที่บันทึกธุรกรรม Bitcoin

• Consensus Mechanism: เช่น Proof of Work (PoW) เพื่อให้เครือข่ายบรรลุข้อตกลงโดยไม่ต้องมีตัวกลาง

• ตัวอย่าง:

• เครือข่าย Bitcoin ทำงานแบบ Peer-to-Peer โดยไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลาง

4. Economics (เศรษฐศาสตร์)

• ความสำคัญ: Bitcoin มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการเก็บมูลค่า การลงทุน และการโอนเงิน

• องค์ประกอบสำคัญ:

• ทฤษฎีเงินฝืด (Deflationary Economy)

• การเปรียบเทียบ Bitcoin กับสินทรัพย์ เช่น ทองคำและเงินเฟียต

• ตัวอย่าง:

• การ Halving ของ Bitcoin ทุก ๆ 4 ปี ลดจำนวน Bitcoin ที่เข้าสู่ระบบ ซึ่งส่งผลต่ออุปสงค์และอุปทาน

5. Game Theory (ทฤษฎีเกม)

• ความสำคัญ: อธิบายว่าทำไมผู้คนในเครือข่าย Bitcoin จึงทำงานร่วมกันและหลีกเลี่ยงการโกง

• องค์ประกอบสำคัญ:

• การจูงใจนักขุดให้ทำตามกฎผ่านรางวัลการขุด

• การป้องกันการโจมตี เช่น 51% Attack

• ตัวอย่าง:

• การที่นักขุดเลือกทำงานตามระบบ เพราะค่าใช้จ่ายในการโกงสูงกว่า

6. Mathematics (คณิตศาสตร์)

• ความสำคัญ: Bitcoin อาศัยสมการคณิตศาสตร์ในกระบวนการเข้ารหัสและการตรวจสอบธุรกรรม

• องค์ประกอบสำคัญ:

• การเข้ารหัสเชิงเส้น (Elliptic Curve Cryptography)

• ฟังก์ชันแฮชและความน่าจะเป็น

• ตัวอย่าง:

• การใช้ Elliptic Curve ในการสร้าง Public Key

7. Political Science (รัฐศาสตร์)

• ความสำคัญ: Bitcoin ส่งผลต่อการกระจายอำนาจทางการเงินและอาจท้าทายอำนาจของรัฐ

• องค์ประกอบสำคัญ:

• การต่อต้านการควบคุมจากธนาคารกลาง

• ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับผู้ใช้งาน Bitcoin

• ตัวอย่าง:

• ประเทศเช่น เอลซัลวาดอร์ ยอมรับ Bitcoin เป็นเงินที่ถูกกฎหมาย ในขณะที่ประเทศอื่นพยายามจำกัด

8. Philosophy (ปรัชญา)

• ความสำคัญ: Bitcoin เกี่ยวข้องกับแนวคิดเรื่องเสรีภาพทางการเงินและการกระจายศูนย์

• องค์ประกอบสำคัญ:

• เสรีนิยม (Libertarianism): การมุ่งเน้นความเป็นอิสระจากรัฐ

• ความเชื่อในระบบที่ไม่มีตัวกลาง

• ตัวอย่าง:

• แนวคิดของ Satoshi Nakamoto ที่สร้าง Bitcoin เพื่อต่อต้านการควบคุมจากรัฐบาล

9. Cybersecurity (ความปลอดภัยไซเบอร์)

• ความสำคัญ: เพื่อปกป้องเครือข่าย Bitcoin จากการโจมตีและการปลอมแปลง

• องค์ประกอบสำคัญ:

• การป้องกันการโจมตี 51%

• การเก็บรักษา Private Key อย่างปลอดภัย

• ตัวอย่าง:

• การแฮกกระเป๋าเงิน Bitcoin ที่เกิดจากการจัดเก็บ Private Key อย่างไม่ปลอดภัย

10. Energy and Environmental Science (พลังงานและสิ่งแวดล้อม)

• ความสำคัญ: การขุด Bitcoin ใช้พลังงานสูงและส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม

• องค์ประกอบสำคัญ:

• การใช้พลังงานหมุนเวียนในการขุด

• ผลกระทบของ Proof of Work ต่อสิ่งแวดล้อม

• ตัวอย่าง:

• บริษัทขุด Bitcoin ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม

สรุป

เพื่อเข้าใจ Bitcoin อย่างถ่องแท้ คุณต้องศึกษาและบูรณาการความรู้จากหลายสาขา เช่น การเข้ารหัสลับ (Cryptography), ประวัติศาสตร์การเงิน, วิทยาการคอมพิวเตอร์, เศรษฐศาสตร์, ทฤษฎีเกม, คณิตศาสตร์, รัฐศาสตร์, ปรัชญา, ความปลอดภัยไซเบอร์ และ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม การรวมองค์ความรู้เหล่านี้เข้าด้วยกันช่วยให้มองเห็นถึงความซับซ้อนและศักยภาพของ Bitcoin ได้อย่างชัดเจน

#Siamstr #bitcoinnews #Economics #financial #bitcoin #nostr #Finance

🏦💸ธนาคารกลาง “สร้างเงินจากอากาศ” โดยหลักแล้วผ่านกลไกที่เพิ่มปริมาณเงินในระบบ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับหนี้ของรัฐบาล ดังนี้:

1. ความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารกลางและรัฐบาล

• รัฐบาลต้องการเงินเพื่อใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานหรือสวัสดิการ

• หากรายได้จากภาษีไม่พอ รัฐบาลจะออก พันธบัตร (ตราสารหนี้)

• พันธบัตรนี้เปรียบเสมือน IOU (I Owe You) หรือสัญญาว่าจะชำระคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย

2. การซื้อพันธบัตรรัฐบาล

• ธนาคารกลาง (เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือเฟด) สามารถซื้อพันธบัตรเหล่านี้ในตลาด

• ธนาคารกลางจ่ายค่าพันธบัตรโดยการ สร้างเงินใหม่ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้มีอยู่ในระบบ – นี่คือการ “สร้างเงินจากอากาศ”

• เงินนี้จะเข้าสู่บัญชีของธนาคารพาณิชย์ ทำให้ธนาคารมีเงินสำรองเพิ่มขึ้นและปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น

3. หนี้กระตุ้นการสร้างเงิน

• เมื่อรัฐบาลออกหนี้ จะเพิ่มปริมาณเงินในระบบโดยอ้อม เพราะการซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางคือการใส่เงินสดเข้าสู่ระบบ

• กลไกนี้ช่วยให้รัฐบาลสามารถใช้จ่ายได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มภาษีทันที

4. มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE)

• ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ธนาคารกลางใช้มาตรการ QE (Quantitative Easing) โดยซื้อพันธบัตรรัฐบาลหรือเอกชนในปริมาณมากเพื่อใส่เงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

• การทำเช่นนี้เพิ่มเงินสำรองในธนาคารพาณิชย์ ลดอัตราดอกเบี้ย และกระตุ้นการกู้ยืมและการใช้จ่าย

5. ผลกระทบของวงจรหนี้

• ระบบเศรษฐกิจจะพึ่งพาหนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อคงการเติบโต

• รัฐบาลมักเพิ่มเพดานหนี้ (Debt Ceiling) เพื่อใช้จ่ายเพิ่มเติม ขณะที่ธนาคารกลางยังคงซื้อหนี้

• นี่คือที่มาของความรู้สึกว่าเงินถูก “สร้างจากอากาศ” เพราะเงินใหม่นี้ไม่ได้มีทรัพย์สินที่จับต้องได้รองรับ

ความเสี่ยง:

• เงินเฟ้อ: เงินจำนวนมากไล่ตามสินค้าและบริการที่มีอยู่อย่างจำกัด

• การพึ่งพาหนี้: รัฐบาลอาจต้องกู้ยืมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

• ความเหลื่อมล้ำทางทรัพย์สิน: ผู้ที่ถือครองสินทรัพย์มักได้ประโยชน์จากราคาที่พุ่งสูงขึ้นจากเงินใหม่ที่เข้าสู่ตลาดการเงิน

สรุปคือ กระบวนการนี้ใช้ความเชื่อมโยงระหว่างหนี้ของรัฐบาลและนโยบายการเงินของธนาคารกลางเพื่อเพิ่มปริมาณเงินในระบบ โดยไม่ต้องพิมพ์ธนบัตรจริง

#Siamstr #bitcoinnews #Economics #financial #bitcoin #nostr #BTC #finance

🔺🔻สามเหลี่ยมการเงิน (Impossible Trinity) หรือ Trilemma ทางเศรษฐศาสตร์การเงิน คือทฤษฎีที่อธิบายว่า ประเทศหนึ่งไม่สามารถมีได้ทั้ง 3 สิ่งพร้อมกันในระบบการเงิน ดังนี้:

1. การแลกเปลี่ยนเงินตราคงที่ (Fixed Exchange Rate)

2. เสรีภาพทางการเงิน (Free Capital Flow)

3. นโยบายการเงินอิสระ (Independent Monetary Policy)

🇹🇭🇺🇸ประเทศต้องเลือกได้เพียง 2 อย่างจาก 3 อย่างนี้ เพราะการมีทั้งหมดพร้อมกันนั้นเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและการเงินระหว่างประเทศ

ตัวอย่าง Impossible Trinity:

1. จีน: 🇨🇳

• มี การแลกเปลี่ยนเงินตราคงที่ (ตรึงค่าเงินหยวนกับดอลลาร์)

• มี นโยบายการเงินอิสระ (ใช้ดอกเบี้ยควบคุมเศรษฐกิจในประเทศ)

• แต่ไม่มี เสรีภาพทางการเงิน (ควบคุมเงินทุนไหลเข้า-ออกอย่างเข้มงวด)

2. ฮ่องกง: 🇭🇰

• มี การแลกเปลี่ยนเงินตราคงที่ (ตรึงค่าเงินดอลลาร์ฮ่องกงกับดอลลาร์สหรัฐ)

• มี เสรีภาพทางการเงิน (เปิดให้นักลงทุนซื้อ-ขายเงินทุนได้อย่างเสรี)

• แต่ไม่มี นโยบายการเงินอิสระ (ผูกติดกับดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ)

🔺🔻บิทคอยน์ในบริบทของ Impossible Trinity:

บิทคอยน์ไม่ได้ถูกจำกัดโดย Impossible Trinity เพราะ: ❌❌

1. ไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่: บิทคอยน์ลอยตัวตามกลไกตลาด (Demand and Supply)

2. ไม่มีการควบคุมการไหลของทุน: ทุกคนสามารถส่งและรับบิทคอยน์ได้ทั่วโลก (Free Capital flow)

3. ไม่มีธนาคารกลางหรือนโยบายการเงินอิสระ: ระบบบิทคอยน์ใช้โปรโตคอลที่กำหนดอุปทานไว้ตายตัว (21 ล้านเหรียญ) (independent monetary policy)

ตัวอย่าง:

บิทคอยน์สามารถใช้งานได้ในระดับโลกโดยไม่มีการควบคุมจากรัฐบาลหรือธนาคารกลาง เช่น คนในเอลซัลวาดอร์สามารถใช้บิทคอยน์ในระบบเศรษฐกิจคู่ขนานโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงินทุนไหลเข้า-ออก

บิทคอยน์จึงเป็นระบบการเงินที่แตกต่างจากประเทศใน Impossible Trinity และเป็นตัวเลือกใหม่สำหรับการเงินโลก.

#Siamstr #bitcoinnews #economics #financial #bitcoin #nostr #BTC #finance

⚡️การ Hard Fork Bitcoin คืออะไร?

1. การ Hard Fork คืออะไร?

การ Hard Fork คือการเปลี่ยนแปลงกฎหรือโปรโตคอลของบล็อกเชนที่ทำให้เครือข่ายแยกออกเป็นสองสาย ซึ่งทั้งสองสายจะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อีกต่อไป

2. การ Hard Fork ทำงานอย่างไร?

• เปลี่ยนแปลงกฎของโปรโตคอลในเครือข่าย

• เครือข่ายจะแยกออกเป็นสองสาย

• โหนดที่ไม่อัปเกรดซอฟต์แวร์ใหม่จะไม่สามารถเข้าร่วมเครือข่ายใหม่ได้

3. Hard Fork แบ่งออกเป็นกี่ประเภท?

• Planned Hard Fork: การเปลี่ยนแปลงที่วางแผนไว้ล่วงหน้าและได้รับการสนับสนุนจากชุมชน

• Contentious Hard Fork: การเปลี่ยนแปลงที่มีความขัดแย้งในชุมชนและอาจทำให้เครือข่ายแตกแยก

4. ตัวอย่างของ Hard Fork ที่สำคัญมีอะไรบ้าง?

• Bitcoin Cash (BCH): เกิดจากการขัดแย้งเกี่ยวกับขนาดบล็อกในปี 2017

• Ethereum และ Ethereum Classic: เกิดจากการโจมตี DAO ในปี 2016

⚡️การจะ Hard Fork Bitcoin ต้องใช้อะไรบ้าง และ Hashrate 95% หมายถึงอะไร?

คำตอบ:

การ Hard Fork Bitcoin ต้องการฉันทามติจากส่วนต่างๆ ในเครือข่าย ได้แก่:

1. นักขุด (Miners):

ต้องมีการสนับสนุนจากนักขุดที่มี Hashrate รวมในเครือข่ายอย่างน้อย 95% เพื่อแสดงว่ามีความเห็นพ้องต้องกันในระดับสูงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกฎใหม่

ตัวอย่าง:

หาก Hashrate รวมในเครือข่าย Bitcoin เท่ากับ 100 EH/s (Exahashes per second) และนักขุดที่สนับสนุนกฎใหม่มี Hashrate รวม 95 EH/s จะคิดเป็น 95% ของพลังขุดทั้งหมด ซึ่งแสดงว่าการเปลี่ยนแปลงได้รับการสนับสนุนส่วนใหญ่จากนักขุด

2. โหนด (Nodes):

ต้องมีโหนดที่อัปเกรดซอฟต์แวร์ใหม่และยอมรับกฎใหม่ เพราะโหนดทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมและบล็อก หากโหนดส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ Hard Fork จะเกิดการแยกสาย (Chain Split)

3. นักพัฒนา (Developers):

นักพัฒนาหลักต้องมีส่วนสนับสนุนการเปลี่ยนแปลง เช่น การพัฒนาและตรวจสอบโค้ดใหม่เพื่อให้มั่นใจว่ากฎใหม่จะทำงานได้อย่างถูกต้อง

4. ผู้ใช้งาน (Users):

ผู้ใช้งานที่ถือ Bitcoin สามารถเลือกว่าจะสนับสนุนเครือข่ายใด โดยการใช้เหรียญในตลาด ซึ่งหากผู้ใช้งานส่วนใหญ่ปฏิเสธกฎใหม่ เครือข่ายที่ใช้กฎใหม่อาจล้มเหลว

5. ผู้ให้บริการ (Exchanges/Wallets):

การยอมรับจากกระดานเทรดและกระเป๋าสตางค์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะผู้ให้บริการเหล่านี้ช่วยสนับสนุนการใช้งาน Bitcoin ตามกฎใหม่ หากผู้ให้บริการส่วนใหญ่ปฏิเสธ เครือข่ายใหม่อาจไม่ได้รับการยอมรับในตลาด

Hashrate 95% คืออะไร?

Hashrate 95% หมายถึง 95% ของพลังประมวลผล (Computational Power) ในเครือข่าย Bitcoin ที่สนับสนุน Hard Fork โดย Hashrate คือหน่วยวัดกำลังประมวลผลที่ใช้ในการแก้สมการเพื่อสร้างบล็อกใหม่

ตัวอย่าง:

• สมมติว่าเครือข่าย Bitcoin มี Hashrate รวมเท่ากับ 100 EH/s

• หากมีนักขุดกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนกฎใหม่และพลังขุดรวมของพวกเขาคือ 95 EH/s แสดงว่าพวกเขามีสัดส่วน Hashrate 95%

• นักขุดที่สนับสนุนกฎเก่าอาจมีเพียง 5 EH/s ซึ่งถือว่าเป็นส่วนน้อยและอาจทำให้เครือข่ายแยกสาย

ตัวอย่างเหตุการณ์จริง:

1. กรณี Bitcoin Cash (BCH):

ในปี 2017 นักขุดบางกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มขนาดบล็อกของ Bitcoin (จาก 1MB) และตัดสินใจ Hard Fork เพื่อสร้าง Bitcoin Cash (BCH) ซึ่งมีขนาดบล็อกใหญ่กว่า แต่ไม่ได้รับ Hashrate สนับสนุนจากเครือข่ายส่วนใหญ่

2. SegWit2x:

ในปี 2017 มีการพยายาม Hard Fork เพื่อเพิ่มขนาดบล็อกเป็น 2MB โดยใช้ฉันทามติจากนักขุด (มากกว่า 80% ของ Hashrate) แต่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากโหนดและผู้ใช้งานมากพอ ทำให้แผนล้มเหลว

สรุป: การ Hard Fork Bitcoin ต้องการ Hashrate 95% เพื่อแสดงถึงความเห็นพ้องในระดับสูง และต้องได้รับการสนับสนุนจากโหนด นักพัฒนา ผู้ใช้งาน และผู้ให้บริการธุรกิจ มิฉะนั้น อาจนำไปสู่การแยกสายของเครือข่าย (Chain Split) เช่นกรณี Bitcoin Cash และ SegWit2x

#Siamstr #bitcoinnews #economics #financial #bitcoin #nostr #BTC #finance

ถ้าโดนัลด์ ทรัมป์ (หรือรัฐบาลใดๆ) ใช้ Bitcoin เป็นทุนสำรองยุทธศาสตร์ และลดมูลค่าหนี้ของสหรัฐฯ ด้วยการพิมพ์เงินเพิ่มเพื่อนำไปซื้อ Bitcoin สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่ออำนาจการซื้อ (purchasing power) และผลกระทบต่อผู้ที่ถือ Bitcoin เทียบกับผู้ที่ถือสกุลเงิน Fiat มีดังนี้:

1. Bitcoin ช่วยรักษาอำนาจการซื้อได้อย่างไร

• อุปทานจำกัด: Bitcoin มีจำนวนจำกัดที่ 21 ล้านเหรียญ ไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้เหมือนเงิน Fiat ซึ่งเมื่อมีการพิมพ์เงินเพิ่มจนเงิน Fiat เสื่อมค่า มูลค่าของ Bitcoin อาจเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเงิน Fiat เหล่านั้น

• เป็นสินทรัพย์เก็บมูลค่า: การถือ Bitcoin เท่ากับถือสินทรัพย์ที่ไม่ถูกลดค่าโดยเงินเฟ้อ (inflation) ที่เกิดจากการพิมพ์เงินเพิ่ม เมื่อค่าเงิน Fiat ลดลง อำนาจการซื้อของ Bitcoin จะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน

• ความต้องการระดับโลก: หากสหรัฐฯ เริ่มสะสม Bitcoin เป็นจำนวนมาก อาจกระตุ้นความต้องการทั่วโลก ส่งผลให้ราคาของ Bitcoin สูงขึ้น และกลายเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้ดียิ่งขึ้น

2. ผลกระทบต่อผู้ถือเงิน Fiat

• มูลค่าลดลง: หากรัฐบาลพิมพ์เงินจำนวนมากเพื่อนำไปซื้อ Bitcoin อำนาจการซื้อของเงินดอลลาร์ (หรือเงิน Fiat อื่นๆ) จะลดลง ผู้ที่ถือเงิน Fiat จะพบว่าเงินที่มีสามารถซื้อสินค้าและบริการได้น้อยลง

• การกระจายความมั่งคั่งใหม่: ความมั่งคั่งจะถูกกระจายจากผู้ที่ถือเงิน Fiat ไปยังผู้ที่ถือ Bitcoin เมื่อมูลค่า Bitcoin เพิ่มขึ้นจากความต้องการที่มากขึ้น ผู้ถือ Bitcoin จะได้รับผลประโยชน์ ในขณะที่ผู้ที่ถือเงิน Fiat อย่างเดียวจะสูญเสียมูลค่า

• ความเชื่อมั่นลดลง: การพิมพ์เงินจำนวนมากอาจทำลายความเชื่อมั่นในสกุลเงิน Fiat จนเกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรง (hyperinflation) หรือทำให้คนหันไปใช้สินทรัพย์อื่น เช่น Bitcoin

3. ผลลัพธ์เชิงกลยุทธ์

• ลดมูลค่าหนี้สหรัฐฯ: หากสหรัฐฯ ใช้เงินที่มีมูลค่าเสื่อมลงไปชำระหนี้ เจ้าหนี้ต่างประเทศที่ถือพันธบัตรสหรัฐฯ จะสูญเสียอำนาจการซื้อ แต่หากสหรัฐฯ สะสม Bitcoin ไปพร้อมๆ กัน ก็อาจช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินในระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปหลังยุคเงิน Fiat

• Bitcoin เป็นเครื่องป้องกันความเสี่ยง: สำหรับบุคคลทั่วไป การซื้อและถือ Bitcoin ในสถานการณ์นี้จะช่วยป้องกันการสูญเสียมูลค่าจากเงิน Fiat และอาจได้กำไรจากการเพิ่มมูลค่าในระยะยาว

บทสรุป

ในสถานการณ์เช่นนี้ Bitcoin เปรียบเสมือน “เรือชูชีพ” สำหรับผู้ที่ปรับตัวและเข้าร่วมได้ก่อน ทำให้อำนาจการซื้อของพวกเขาไม่ถูกลดลง (หรือเพิ่มขึ้น) ในขณะที่ผู้ถือเงิน Fiat โดยเฉพาะผู้ที่ไม่กระจายการลงทุนไปยัง Bitcoin หรือสินทรัพย์ที่มีความขาดแคลน จะต้องรับภาระจากเงินเฟ้อและการลดมูลค่าของเงิน Fiat ซึ่งสถานการณ์นี้จะกระตุ้นให้คนหันมาถือ Bitcoin มากขึ้น และเร่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบการเงินที่ใช้ Bitcoin เป็นหลัก

#Siamstr #bitcoinnews #economics #financial #bitcoin #nostr #BTC #finance

“เมื่อคุณพยายามสอนพ่อโอนบิทคอยน์ ผ่านแอพ Wallet of Satoshi แต่พ่อตอบกลับมาว่า พ่อไม่อยากจ่ายเป็น BTC ตอนนี้ “ แต่ ”รอให้ 1 sat = 1บาทก่อน !!“ แหม่ ! ตอบได้ถูกใจจริงๆ ยาส้มได้กระจายเข้าเส้นเลือดแล้ว 🤣🤣

~ (2,900,000$/BTC)

#siamstr #btc #bitcoin #nostr

1. What is the significance of Metaplanet’s shares starting to trade on the OTCQX market?

• This move allows Metaplanet to expand access for global investors, increasing participation in the company’s growth.

• Metaplanet’s strategic shift to a “Bitcoin First, Bitcoin Only” approach aims to accumulate Bitcoin as a preferred asset over holding depreciating yen, supported by long-term debt and equity issuances.

• Shareholders overwhelmingly approved the increase in authorized shares to 145,000,000, which enables continued Bitcoin accumulation, reinforcing the company’s Bitcoin-focused strategy.

2. What are the details about the OTCQX market and how does it benefit Metaplanet?

• To be listed on the OTCQX market, companies must meet high financial standards, follow best corporate governance practices, and

comply with relevant securities laws.

• The OTCQX market provides a transparent platform for international companies to access U.S. investors, allowing them to use their home market reports for disclosure in the U.S.

• Metaplanet’s trading symbol on OTCQX is “MTPLF,” and investors can access current financial disclosures and stock quotes via www.otcmarkets.com/stock/MTPLF/quote.

#bitcoinnews #economics #Financial #BTC #bitcoin #nostr #Siamstr

การเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินจากรูปแบบดั้งเดิมสู่ระบบดิจิทัล

ระบบการเงินแบบดั้งเดิม (Traditional Financial System) กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Blockchain, Bitcoin, Central Bank Digital Currencies (CBDCs) และ Stablecoins ซึ่งทำให้โครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินมีการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ดังนี้:

1. โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure)

• จากระบบรวมศูนย์ (Centralized) สู่การกระจายอำนาจ (Decentralized):

• ระบบการเงินเก่าอาศัยสถาบันกลาง เช่น ธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์ในการควบคุมและบริหารเงินทุน

• ระบบใหม่จะใช้ Blockchain ในการจัดเก็บและบันทึกธุรกรรมโดยไม่มีตัวกลาง ทำให้ลดการพึ่งพาสถาบันการเงินแบบเดิม

• การลดบทบาทของธนาคาร:

• ในระบบใหม่ เงินฝากอาจถูกแทนที่ด้วย Stablecoins หรือ CBDCs ที่ผู้ใช้งานสามารถถือครองโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านธนาคาร

2. การออกสกุลเงิน (Money Issuance)

• จากการพิมพ์เงินของธนาคารกลางสู่สกุลเงินดิจิทัล:

• ระบบการเงินเดิมใช้การพิมพ์เงินหรือออกพันธบัตรเพื่อควบคุมปริมาณเงินในระบบ

• ในอนาคต ธนาคารกลางจะออก CBDCs แทน ซึ่งเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีการควบคุมโดยรัฐ แต่สามารถโอนหรือใช้จ่ายได้อย่างรวดเร็วเหมือนคริปโต

• การแทนที่พันธบัตรด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล:

• Bitcoin อาจเข้ามาแทนที่พันธบัตรรัฐบาลในฐานะสินทรัพย์สำรองที่ปลอดภัย เนื่องจากไม่มีการควบคุมจากรัฐบาลใด

3. ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานและการเงิน

• การลดบทบาทตัวกลาง (Intermediaries):

• ในระบบเก่า ธนาคารเป็นตัวกลางในการให้บริการ เช่น ฝากเงิน, กู้เงิน, หรือทำธุรกรรม

• ในระบบใหม่ ผู้ใช้งานสามารถโอนเงินหรือทำธุรกรรมผ่าน Blockchain ได้โดยตรง ลดค่าธรรมเนียมและความล่าช้า

• การเพิ่มอำนาจให้กับผู้ใช้งาน (Financial Sovereignty):

• ผู้คนสามารถถือสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Bitcoin ได้โดยตรงในกระเป๋าดิจิทัล (Digital Wallet) โดยไม่ต้องพึ่งพาธนาคาร

4. เสถียรภาพทางการเงิน (Financial Stability)

• ลดการพึ่งพาธนาคารพาณิชย์:

• ระบบเก่ามีความเสี่ยงจากการล้มละลายของธนาคาร (Bank Runs)

• ระบบใหม่ที่ใช้ Stablecoins หรือ Bitcoin จะมีความเสี่ยงน้อยลง เนื่องจากสินทรัพย์หนุนหลังอยู่บน Blockchain ที่โปร่งใส

• การกระจายอำนาจในระบบการเงินโลก:

• ระบบเก่าพึ่งพาสกุลเงินหลัก เช่น ดอลลาร์สหรัฐ

• ระบบใหม่ใช้ Bitcoin หรือ Stablecoins เป็นสินทรัพย์สากล ทำให้ลดการผูกขาดของประเทศใดประเทศหนึ่ง

5. การทำธุรกรรม (Transactions)

• จากช้าและแพง สู่รวดเร็วและต้นทุนต่ำ:

• การโอนเงินระหว่างประเทศในระบบเดิมใช้เวลาหลายวันและมีค่าธรรมเนียมสูง

• ในระบบใหม่ การโอนเงินผ่าน Blockchain ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที และค่าธรรมเนียมต่ำมาก

• การใช้สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contracts):

• ระบบใหม่อนุญาตให้สร้างสัญญาอัจฉริยะที่ทำงานอัตโนมัติ ลดความจำเป็นในการใช้ทนายหรือบุคคลที่สาม

6. ความโปร่งใสและความปลอดภัย (Transparency & Security)

• ระบบดั้งเดิม:

• ธุรกรรมที่เกิดขึ้นอยู่ภายใต้การควบคุมของธนาคารและสถาบันกลาง ซึ่งผู้ใช้งานไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลทั้งหมด

• ความเสี่ยงจากการทุจริตในองค์กรหรือสถาบันการเงิน

• ระบบดิจิทัล:

• Blockchain ทำให้ธุรกรรมโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน

• ลดโอกาสการทุจริตและการโจมตีทางไซเบอร์ เนื่องจากข้อมูลกระจายอยู่ทั่วเครือข่าย

คำถามสำคัญที่ยังต้องพิจารณา

1. ระบบเก่าจะร่วมมือหรือแข่งขันกับระบบใหม่?

• รัฐบาลและธนาคารจะปรับตัวเพื่อใช้เทคโนโลยีใหม่ หรือพยายามควบคุมและต่อต้านมัน?

2. ความผันผวนและการควบคุม Bitcoin จะส่งผลต่อการใช้งานในวงกว้างหรือไม่?

• Bitcoin และคริปโตเคอเรนซี่ยังคงมีความผันผวนสูง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้แทนระบบเก่า

สรุป

ระบบการเงินเก่าจะถูกเปลี่ยนจากการรวมศูนย์ (Centralized) ไปสู่การกระจายอำนาจ (Decentralized) โดยใช้เทคโนโลยี Blockchain และคริปโตเคอเรนซี่ ระบบใหม่จะเพิ่มความโปร่งใส, ลดค่าธรรมเนียม, และเพิ่มอำนาจทางการเงินให้กับผู้ใช้งานโดยตรง แม้จะมีโอกาสและข้อดีมากมาย แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ยังเผชิญกับความท้าทาย เช่น การปรับตัวของธนาคารและรัฐบาล รวมถึงการสร้างความสมดุลระหว่างการควบคุมและความเป็นอิสระในระบบใหม่

#bitcoinnews #economics #financial #bitcoin #BTC #siamstr