Avatar
maiakee
ba335e71086a601e3ddb4a4c08159289f74a2a270444a909a57fb2704e5bfc08
Doctor / Lieutenant junior grade

ในโลกที่ค่าเงินเฟียต (Fiat Money) อย่างเงินบาทถูกกระทบจากเงินเฟ้อและการพิมพ์เงินไม่จำกัด สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามคือ “อำนาจการจับจ่ายใช้สอย” ที่ค่อยๆ ลดลงโดยไม่รู้ตัว หากเรานำเงินบาทมาเปรียบเทียบกับ Bitcoin ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีจำนวนจำกัดและออกแบบมาเพื่อรักษามูลค่า กราฟนี้จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ให้เห็นถึงความแตกต่างของสองสินทรัพย์นี้อย่างชัดเจน

• เงินบาทเสื่อมอำนาจการจับจ่ายใช้สอย

เมื่อเปรียบเทียบเงินบาทกับ Bitcoin จะเห็นชัดเจนว่าค่าเงินบาทต้องใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อซื้อ Bitcoin หนึ่งหน่วย แสดงให้เห็นว่าอำนาจการจับจ่ายใช้สอยของเงินบาทลดลงอย่างต่อเนื่อง

• Bitcoin คงมูลค่าเหนือเงินเฟียต

กราฟสะท้อนถึงความมั่นคงของ Bitcoin ซึ่งคงมูลค่าไว้ได้ดีกว่าเงินบาทที่ถูกลดอำนาจการจับจ่ายลงเพราะเงินเฟ้อ

• เงินบาทคือสินทรัพย์ที่ด้อยประสิทธิภาพในระยะยาว

เมื่อเทียบกับ Bitcoin ที่มีจำนวนจำกัด (21 ล้านเหรียญ) และการออกแบบที่ต้านเงินเฟ้อ เงินบาทกลับสูญเสียมูลค่าในระยะยาวเพราะการพิมพ์เงินเพิ่มและเงินเฟ้อ

• บทเรียนจากการเปรียบเทียบ

การลดลงของอำนาจการจับจ่ายใช้สอยของเงินบาทในกราฟนี้ควรเตือนให้ผู้คนตระหนักถึงความเปราะบางของเงินเฟียตและความจำเป็นของการมีสินทรัพย์ที่คงมูลค่าอย่าง Bitcoin

สรุป:

กราฟนี้แสดงให้เห็นถึงการลดลงของอำนาจการจับจ่ายใช้สอยของเงินบาทเมื่อเทียบกับ Bitcoin ซึ่งสะท้อนความได้เปรียบของ Bitcoin ในการเป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้ในระยะยาว

#Siamstr #Economy #economics #bitcoin #nostr #btc #finance

Calamos เปิดตัวกองทุน ETF Bitcoin ตัวแรกของโลกที่ให้การปกป้องเงินต้น 100%

Calamos Investments เตรียมเปิดตัว CBOJ กองทุน ETF Bitcoin ตัวแรกที่มอบการปกป้องเงินต้น 100% เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจาก Bitcoin แต่ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา มาดูรายละเอียดสำคัญกัน:

1. ป้องกันความเสี่ยง 100%

• หากถือกองทุนครบระยะเวลาที่กำหนด (1 ปี) นักลงทุนจะได้รับการปกป้องเงินต้นเต็มจำนวน

2. ผลตอบแทนมี Cap Rate (เพดานผลตอบแทน)

• อัตราเพดานผลตอบแทน (Cap Rate) จะประกาศในวันที่ 22 มกราคม 2025

3. ช่วงเวลาการลงทุน (Outcome Period)

• เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2025 ถึง 31 มกราคม 2026

4. วิธีการลงทุน

• กองทุนไม่ได้ลงทุนใน Bitcoin โดยตรง แต่ใช้ตราสารอนุพันธ์ เช่น ออปชัน และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่อิงกับดัชนี CBOE Bitcoin US ETF

5. เหมาะสำหรับนักลงทุนระยะยาว

• การปกป้องเงินต้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อนักลงทุนถือกองทุนครบระยะเวลาที่กำหนด

6. ค่าใช้จ่ายประจำปีต่ำ

• คิดค่าบริหารจัดการกองทุนเพียง 0.69% ต่อปี

7. ตอบโจทย์ผู้ที่กังวลเรื่องความเสี่ยงของ Bitcoin

• ช่วยลดความผันผวนและการขาดทุนในตลาด Bitcoin

หมายเหตุ: แม้กองทุนนี้จะให้การปกป้องเงินต้น แต่ยังมีความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการและความผันผวนของตลาด โปรดศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน

เป็นทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนใน Bitcoin แบบปลอดภัยและลดความเสี่ยงในระยะยาว

Cr. The BIG Secret

#Siamstr #economy #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

⁉️ทำไมการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินอย่าง M2 supply ไม่ได้ทำให้เงินเฟ้อเสมอไปในกรณีที่เงินออมเก็บมูลค่าได้ (หรือไม่ได้ถูกทำให้เสื่อมค่าลง เช่นการพิมพ์เงินออกมาเป็นจำนวนมากของธนาคารกลาง)

ในปัจจุบัน เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญกับความซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของปริมาณเงินในระบบ (M2 Money Supply), ความเร็วในการหมุนเวียนของเงิน (Money Velocity), และผลกระทบที่มีต่อเงินเฟ้อและมูลค่าเงิน นอกจากนี้ การเสื่อมค่าของเงินยังส่งผลให้ผู้คนมองหาทางเลือกในการรักษามูลค่า เช่น การลงทุนใน Bitcoin และสินทรัพย์อื่น ๆ

ด้านล่างนี้คือคำอธิบายของทั้งสองหัวข้อที่เกี่ยวข้องกัน:

1. Money Velocity และผลกระทบต่อเงินเฟ้อ

Money Velocity หมายถึง ความเร็วที่เงินถูกใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งคำนวณได้จากสูตร:

Money Velocity(V) = Price Level(P) x Real GDP(Y)/ Money Supply (M2)

โดย:

• P: ระดับราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจ

• Y: ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศที่ปรับตามเงินเฟ้อ

• M2: ปริมาณเงินในระบบ

ตัวอย่าง:

สมมติ P=120, Y=20 ล้านล้านดอลลาร์,

M2= 5ล้านล้านดอลลาร์

V= 120 x 20,000,000,000,000/ 5,000,000,000,000 =480

ความหมาย: เงินในระบบหมุนเวียน 480 ครั้งต่อปี

ประเด็นสำคัญ:

1. หาก M2 เพิ่มขึ้น แต่คนใช้จ่ายช้าลง (Velocity ลดลง) เช่น ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ จะทำให้เงินเฟ้อไม่เพิ่มขึ้นทันที

2. GDP หรือการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นทัน อาจช่วยรองรับปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้น ทำให้ไม่เกิดแรงกดดันเงินเฟ้อ

2. ทำไม M2 Supply ที่เพิ่มขึ้นถึงทำให้เงินเสื่อมค่า และเงินเฟ้อในบางกรณี?

การเพิ่มขึ้นของ M2 เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญของเงินเฟ้อ เนื่องจาก:

• ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นไม่ได้สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจจริง (Real GDP) ทำให้เงินในมือคนทั่วไปมีมูลค่าลดลง

• การพิมพ์เงินจำนวนมากในช่วงเวลาสั้น ๆ (เช่น ช่วง COVID-19) ส่งผลให้ราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม M2 ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ก่อให้เกิดเงินเฟ้อในทันทีเสมอไป เพราะ:

1. Money Velocity อาจลดลง: หากคนไม่ใช้จ่ายเงิน แต่เก็บออมแทน เช่น ในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัว

2. เงินอาจไหลไปยังสินทรัพย์อื่น (Asset Inflation): เงินส่วนเกินในระบบไม่ได้ใช้ซื้อสินค้าและบริการ แต่ไหลไปสู่การลงทุนในหุ้น, อสังหาริมทรัพย์, หรือคริปโต

3. เศรษฐกิจสามารถดูดซับเงินได้: เช่น หาก GDP หรือการผลิตสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นทันตามการเพิ่มของ M2

3. ทำไมคนถึงหันมาลงทุนใน Bitcoin?

การที่ M2 เพิ่มขึ้นและเงินเสื่อมค่า ทำให้ผู้คนมองหา Store of Value หรือสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้ดี ซึ่ง Bitcoin กลายเป็นตัวเลือกยอดนิยม เนื่องจาก:

1. จำนวนจำกัด: Bitcoin มีเพียง 21 ล้านเหรียญ ทำให้ไม่เกิดการพิมพ์เงินเพิ่มเหมือนเงินกระดาษ

2. ป้องกันเงินเฟ้อ: Bitcoin ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันมูลค่าของเงินที่ลดลงจากเงินเฟ้อ (Hedge Against Inflation)

3. ไร้การควบคุมจากรัฐบาล (Decentralization): Bitcoin ไม่ขึ้นอยู่กับธนาคารกลางหรือรัฐบาลใด ๆ ซึ่งแตกต่างจากเงินกระดาษที่สามารถถูกพิมพ์เพิ่มได้ไม่จำกัด

4. ความนิยมที่เพิ่มขึ้น: เช่นในช่วง COVID-19 เมื่อรัฐบาลสหรัฐพิมพ์เงินมหาศาล ราคาบิทคอยน์พุ่งสูงจากต่ำกว่า $10,000 ในปี 2020 ไปเกิน $60,000 ในปี 2021

สรุป

การเพิ่มขึ้นของ M2 Money Supply มีผลทำให้เงินเฟ้อและเงินเสื่อมค่าโดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจไม่สามารถรองรับเงินใหม่ได้ทันที แม้ว่าในบางกรณี Velocity ลดลงจะชะลอเงินเฟ้อ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผลกระทบของเงินเสื่อมค่าก็จะเริ่มชัดเจนมากขึ้น ทำให้ผู้คนหันไปลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถรักษามูลค่า เช่น Bitcoin ซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันเงินเฟ้อและไม่เสี่ยงต่อการเสื่อมค่าเหมือนเงินกระดาษ

#Siamstr #Economy #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

📌ในเศรษฐกิจสมัยใหม่ การพิมพ์เงินหรือที่เรียกว่า Quantitative Easing (QE) และการขยายตัวของ เงินกู้เครดิต ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ

แต่คำถามคือ เมื่อธนาคารกลางพิมพ์เงินเพิ่มและธนาคารปล่อยกู้มากขึ้น ปริมาณเงินในเศรษฐกิจ (เช่น M2) จะขยายตัวอย่างไร และมันส่งผลต่อการเงินเฟ้ออย่างไร? เราจะมาดูว่าทั้ง QE และ การขยายตัวของเงินกู้เครดิต สามารถเปลี่ยนแปลง M2 ได้อย่างไร และมันมีผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างไร

1. Quantitative Easing (QE) คืออะไร?

• QE คือ นโยบายที่ธนาคารกลางพิมพ์เงินเพื่อซื้อสินทรัพย์ เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือสินทรัพย์จากภาคเอกชน เช่น หุ้นหรือพันธบัตร

• ผลกระทบ: เมื่อธนาคารกลางพิมพ์เงินและซื้อสินทรัพย์ จะเพิ่มปริมาณเงินในระบบ ซึ่งสามารถทำให้ M2 ขยายตัวได้ หากเงินที่พิมพ์ออกมาถูกปล่อยกู้หรือนำไปใช้ในเศรษฐกิจ

2. การขยายตัวของเงินกู้เครดิต คืออะไร?

• เมื่อธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อแก่ลูกค้า มันจะสร้างเงินใหม่ในระบบผ่านกระบวนการให้กู้เงิน

• ผลกระทบ: การขยายตัวของเครดิตทำให้ M2 เพิ่มขึ้น เนื่องจากธนาคารเพิ่มเงินในบัญชีออมทรัพย์และบัญชีเช็ค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ M2

3. M2 คืออะไร?

• M2 เป็นการวัดปริมาณเงินในเศรษฐกิจที่รวมถึงเงินสด, เงินฝากที่สามารถถอนออกได้ทันที (M1), และเงินฝากระยะสั้น เช่น เงินฝากออมทรัพย์

• M2 เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเมินปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจและช่วยให้เห็นว่าเงินเฟ้อจะเป็นอย่างไร

4. ผลกระทบต่อการขยายตัวของ M2:

• เมื่อ QE หรือการขยายตัวของเงินกู้เครดิตเกิดขึ้น จะส่งผลให้ M2 ขยายตัว

• เช่น หากธนาคารปล่อยกู้ 100,000 บาท เงินนี้จะถูกฝากในบัญชีของผู้กู้และสามารถนำไปใช้จ่ายได้ ทำให้ปริมาณเงินในระบบเพิ่มขึ้น

5. ตัวอย่าง:

• สมมติว่า ธนาคารกลาง ของประเทศ X ตัดสินใจทำ QE โดยการพิมพ์เงิน 1 ล้านล้านบาทเพื่อซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากตลาด โดยที่ธนาคารพาณิชย์จะมีเงินทุนมากขึ้น และสามารถปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจและประชาชน ทำให้เกิดการขยายตัวของ M2 จาก 5 ล้านล้านบาทเป็น 6 ล้านล้านบาท

• หรือเมื่อ ธนาคารพาณิชย์ ปล่อยกู้บ้าน 1 ล้านบาทให้กับลูกค้า เงินที่กู้จะถูกฝากในบัญชีของลูกค้าและจะถูกนำไปใช้จ่ายในเศรษฐกิจ ส่งผลให้ M2 ขยายตัวขึ้น

6. ผลกระทบระยะยาวของการขยาย M2:

• การขยายตัวของ M2 ที่เกิดจาก QE และการขยายเครดิตสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ถ้ามีการเพิ่มขึ้นของ M2 อย่างรวดเร็ว อาจทำให้เกิด เงินเฟ้อ เนื่องจากมีเงินในระบบมากเกินไป

สรุป:

การขยายตัวของ M2 ผ่าน Quantitative Easing (QE) และการให้สินเชื่อเครดิตสามารถกระตุ้นการเติบโตของเศรษฐกิจได้ในระยะสั้น โดยการเพิ่มปริมาณเงินในระบบ แต่ในระยะยาวหากไม่สามารถควบคุมได้ดี อาจส่งผลให้เกิดการ เงินเฟ้อ เนื่องจากมีเงินในระบบมากเกินไปและความต้องการสินค้าสูงขึ้น ดังนั้น การติดตามและควบคุมการขยายตัวของ M2 จึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

#Siamstr #economy #economics #bitcoin #nostr #btc #finance

ความบิดเบือนของการวัดเงินเฟ้อด้วยค่า CPI ทำไมปริมาณเงินเฟ้อในไทยแค่ 1-2% แต่ทั้งรู้ก็รู้ว่าค่าครองชีพแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ค่าอาหาร ค่าที่อยู่ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็แพงขึ้นจนรู้สึกได้เหมือนเฟ้อปีละ 10% ทบๆกันขึ้นไป และใช่แล้ว CPI มันไม่เหมาะที่จะวัดปริมาณเงินเฟ้อในประเทศ มันคือการหลอกลวงให้คนเชื่อว่าเงินเฟ้อนั้นเล็กน้อยมาก (เมื่อก่อนคนรุ่นเก่าๆ ทำงานกันไม่กี่ปีก็มีบ้านเป็นของตัวเองได้แล้วอาชีพก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรแต่เลี้ยงลูกได้ทีละหลายๆคนในครอบครัว)

แล้วไอค่า CPIนี่มันวัดจากอะไรกันแน่ สมมติ10ปีที่แล้วใช้เงิน 100บาทซื้อสเต๊กเนื้ออย่างดีได้ชิ้นนึง ต่อมาในปัจจุบัน ไอเงิน 100บาทอาจซื้อได้แค่หมูบด และใช่แล้วคนที่รายได้เท่าๆเดิม เค้าก็สามารถจ่ายได้ในราคา 100บาทเท่าเดิมนี่แหละ ค่า CPIมันก็เลยดูเหมือนจะคงที่ (อาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงเล็กน้อย) เพราะอะไร? เพราะคนเค้าอยากจ่ายแค่100นี่แหละ แต่เค้าไปกินอาหารที่คุณภาพมันต่ำลง เช่นหมูบด เห็นมั้ยว่าเงินเฟ้อมันดูเหมือนคงที่ ถ้าวัดจากค่า CPIที่บิดเบือดอันนี้ มันเหมือนการแอบเปลี่ยนสินค้าในตะกร้าเพื่อวัดค่าที่บิดเบือนนี้ออกมา คนจ่ายเงินเท่าเดิม แต่คุณภาพในการใช้ชีวิตลดลงเฉยเลย ทั้งๆที่เทคโนโลยีดีขึ้น ราคามันควรจะลดลงมะ 🤔 (ไอตัว CPI มันไม่รวมสินทรัพย์อย่างตลาดหุ้น อสังหา พันธบัตร รวมถึงเดรดิตสินเชื่อต่างๆด้วย ที่ร้าบาลพิมพ์เงินกันจนเงินเสื่อมค่า)

แล้วค่าอะไรล่ะที่เหมาะกับการวัดปริมาณเงินเฟ้อที่แท้จริง สิ่งนั้นคือ M2 supply ซึ่งมันจะสะท้อนปริมาณเงินในเศรษฐกิจได้ดีกว่า เพราะมันรวมเอา เงินสด เงินฝากที่ถอนได้ทันที เงินฝากระยะสั้น(รวมเรียกว่า M1) เงินฝากออม, เงินฝากในตลาดเงิน ซึ่งไอค่านี้นี่แหละ ที่วัดค่าเงินเฟ้อได้ดีกว่า เพราะมันวัดการผลิตเงิน (หรือพิมพ์เงินขึ้นมานั่นแหละ จากการให้กู้สินเชื่ออะไรก็ว่าไป) ได้ไวกว่า CPI มากๆ พิมพ์เงินกันไวขนาดไหน เมกา กับจีนพิมพ์เงินที หลักล้านๆ ในไม่กี่เดือน (ไม่แปลกที่เงินที่เราถือจะเสื่อมค่าใช่มั้ยล่ะ ทั้งๆที่ตัวเลขในบัญชีเท่าเดิมนะ แต่ทะไมซื้อของได้ลดลง 🤨) แค่ช่วงโควิดที่ผ่านมา รัฐก็พิมพ์เงินขึ้นมา ประมาณ 13ล้านล้านดอลลาร์แล้ว (ช่วงสงครามโลกครั้งที่2 พิมพ์แค่ 4.7ล้านล้านดอลลาร์เอง ปรับตามเงินเฟ้อแล้ว)

แล้วในไทยล่ะบวกมากี่% เท่าที่จำได้ จากปี 1997 ถึงสิ้นปี2024ที่ผ่านมา ก็+ไปแล้ว 360%(เทียบกับ CPI มันโตมาประมาณ38%เอง… )

มันเฟ้อปีละ1-2%จิงๆหรอ ไม่ต้องสนใจการคำนวณเงินเฟ้อจาก M2 ก็รู้แล้ว ว่าเงินที่เรามีนั้นมันซื้อของได้ลดลงทุกๆปี เพราะฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนเงินที่เสื่อมค่าของเรา ให้มันคงมูลค่าได้หลายๆคนเลยโดนบังคับให้ลงทุนแบบเสี่ยงเช่น หุ้น ทันทีเพื่อปกป้องเงินต้นของตัวเอง อสังหาก็เฟ้อขึ้นจากคนรวยไม่ได้ซื้อเพื่ออยู่แล้วแต่ซื้อเพราะเก็บ แล้วบิทคอยน์มาแก้ปัญหาอันนี้ยังไง ? ลองศึกษาต่อดูครับ

#Siamstr #economy #economics #bitcoin #nostr #BTC #finance

🏦 เมื่อ 400 ปีก่อน ระบบการเงินเริ่มเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในยุโรป โดยช่างทองอังกฤษและธนาคารสวีเดนได้นำเงินกระดาษและระบบธนาคารสำรองบางส่วน (fractional-reserve banking) มาใช้ เพื่อแก้ปัญหาเงินขาดแคลน แต่ระบบนี้กลับสร้างความเสี่ยงใหม่ขึ้นมา ซึ่งส่งผลถึงแนวทางการจัดการเงินในปัจจุบัน

สรุปจากหนังสือ:

1. การแก้ปัญหาเงินขาดแคลน

• ช่างทองอังกฤษออกใบรับฝากทองคำที่ใช้แทนเงิน และธนาคารสวีเดนออกเงินกระดาษแทนเหรียญทองแดงขนาดใหญ่

• ระบบนี้ทำให้เกิด “เงินในหลายที่พร้อมกัน” ผ่านการปล่อยกู้จากเงินสำรอง

2. ความเสี่ยงของระบบธนาคารสำรองบางส่วน

• หากผู้ฝากเงินแห่ถอนพร้อมกัน (bank run) ธนาคารหรือช่างทองมักไม่สามารถคืนเงินได้ทั้งหมด

• ปัญหานี้เคยเกิดในเวนิสและบาร์เซโลนา จนต้องมีการกำหนดกฎควบคุม เช่น สำรองทองคำตามสัดส่วน

3. บทเรียนจากอดีต

• ความเชื่อมั่นเป็นหัวใจสำคัญของเงิน หากผู้คนขาดความมั่นใจ เงินกระดาษหรือระบบธนาคารอาจล้มเหลว

• ระบบการเงินในปัจจุบันจึงผสมผสานการควบคุมระหว่างรัฐบาลและเอกชน เพื่อสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืน

4. กำเนิดเงินกระดาษในยุโรป

• ในศตวรรษที่ 17 ช่างทองในอังกฤษเริ่มออกใบรับฝากทองคำ ซึ่งพัฒนามาเป็น “ธนบัตร” ที่เราใช้ในปัจจุบัน

• ธนบัตรเหล่านี้ทำหน้าที่แทนทองคำ และช่วยเพิ่มความสะดวกในการค้าขาย

5. ระบบ fractional-reserve banking

• ช่างทองและธนาคารในยุโรปเริ่มปล่อยกู้เงินมากกว่าที่มีอยู่จริงในรูปของทองคำสำรอง

• ระบบนี้ทำให้เงินในระบบหมุนเวียนเพิ่มขึ้น แต่ก็สร้างความเสี่ยง หากผู้ฝากแห่ถอนเงินพร้อมกัน

6. บทเรียนจาก bank run ในอังกฤษ

• ในปี 1672 ช่างทองบางรายในอังกฤษล้มละลาย เมื่อผู้คนขาดความเชื่อมั่นและแห่ถอนทองคำ

• พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ซึ่งกู้เงินจากช่างทอง ไม่จ่ายคืนเงิน ทำให้วิกฤติขยายตัว

7. ต้นกำเนิดคำว่า “bank”

• คำว่า bank มาจากคำในภาษาอิตาลีว่า banchieri หรือ “ผู้ที่นั่งบนม้านั่ง” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่คนแลกเปลี่ยนเงินนั่งอยู่ในเวนิส

8. ความเชื่อมั่น: หัวใจของระบบเงิน

• เงินไม่ว่าจะเป็นเหรียญ ทองคำ หรือธนบัตร มีมูลค่าจากความเชื่อมั่นของผู้คนเท่านั้น

• เมื่อความเชื่อมั่นลดลง เช่นในกรณี bank run เงินกระดาษอาจกลายเป็นแค่เศษกระดาษ

9. วิวัฒนาการสู่ระบบเงินยุคใหม่

• ระบบการเงินพัฒนาเป็นการผสมผสานระหว่างการควบคุมของรัฐบาลและกลไกตลาด เพื่อป้องกันวิกฤติ

• ธนาคารกลาง (เช่น Federal Reserve) ถูกตั้งขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน

10. บทเรียนสำคัญใน Money: The True Story of a Made-Up Thing

• เงินเป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เพื่อทำให้การแลกเปลี่ยนสะดวกขึ้น

• ประวัติศาสตร์ของเงินสะท้อนให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นและการปรับตัวคือสิ่งสำคัญที่ทำให้ระบบการเงินยังคงอยู่ต่อไป

#Siamstr #economy #economics #bitcoin #nostr #BTC #Finance

🏦Spirit Blockchain Capital นำกลยุทธ์การสำรอง Bitcoin ของ MicroStrategy

มาใช้กับเหรียญมีมอย่าง Dogecoin ‼️

“Spirit Blockchain Capital และกลยุทธ์สร้างผลตอบแทนจาก Dogecoin”

1. Spirit Blockchain Capital คือใคร?

• บริษัทการลงทุนสัญชาติแคนาดา

• นำกลยุทธ์คล้าย MicroStrategy (ที่เน้น Bitcoin) มาปรับใช้กับ Dogecoin

2. โครงการใหม่ของ Spirit คืออะไร?

• เปิดตัวกลยุทธ์ สร้างผลตอบแทน (Yield) จากการถือ Dogecoin

• เป้าหมาย: เพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นและขยายการใช้ผลิตภัณฑ์การเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi)

3. สินทรัพย์อื่น ๆ ที่มีแผนขยายในอนาคต

• อาจขยายกลยุทธ์สร้างผลตอบแทนไปยัง Bitcoin, Ethereum, Tether และ Solana

4. เป้าหมายของโครงการ

• สร้างรายได้ใหม่จาก Dogecoin

• วางตำแหน่งเป็นผู้นำด้านการสร้างผลตอบแทนในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล

5. รายละเอียดที่ยังไม่ชัดเจน

• บริษัทไม่ได้ระบุ วิธีสร้างผลตอบแทน อย่างชัดเจน

• ยังไม่มีวันที่แน่นอนสำหรับการเริ่มโครงการ

6. เบื้องหลังโครงการ

• Spirit เคยเข้าซื้อกิจการ Dogecoin Holdings ซึ่งถือ Dogecoin เป็นสินทรัพย์สำรอง

• ขนาดการถือครอง Dogecoin ยังไม่ถูกเปิดเผย

7. เทรนด์ตลาดคริปโตปัจจุบัน

• สินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทน เช่น Stablecoins กำลังได้รับความนิยม

• นักลงทุนยังสามารถสร้างผลตอบแทนผ่านวิธีต่าง ๆ เช่น Staking และบริการสินเชื่อคริปโต

สรุป: Spirit Blockchain Capital ใช้ Dogecoin เป็นสินทรัพย์สำรองและกำลังพัฒนาแผนสร้างผลตอบแทนใหม่เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มคุณค่าให้กับผู้ถือหุ้น พร้อมแผนขยายไปยังสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ ในอนาคต

Cr. The BIG Secret

#Siamstr #nostr #BTC #bitcoin #Finance #economy #economics

ทำไมในซีรีย์ Alice in Borderland ไพ่หัวใจ หรือเกมจิตวิทยาถึงเป็นเกมที่ยาก และ ซับซ้อนที่สุด 🃏

ในซีรีส์ “Alice in Borderland” และสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันในชีวิตจริง เกมหรือปริศนาที่เน้นการใช้ หลักจิตวิทยา มักจะถูกมองว่ายากที่สุด เพราะมันเกี่ยวข้องกับ การเข้าใจมนุษย์ ซึ่งซับซ้อนและคาดเดาได้ยากกว่าหลักการหรือกฎเกณฑ์ของเกมประเภทอื่น เช่น เกมที่ใช้พละกำลังหรือความสามารถทางปัญญาแบบตรรกะ

เหตุผลที่เกมจิตวิทยายากที่สุด

1. ความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์

• เกมจิตวิทยาเกี่ยวข้องกับการคาดเดาความคิด ความรู้สึก หรือเจตนาของผู้อื่น ซึ่งไม่มี “สูตรตายตัว” ที่จะบอกได้ว่าคนอื่นคิดอะไรอยู่

• มนุษย์มี แรงจูงใจที่หลากหลาย และมักเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ เช่น ความกลัว ความโลภ หรือความหวัง

ตัวอย่างใน Alice in Borderland:

• เกม “ไพ่หัวใจ” (Heart Games) มุ่งเน้นการทรยศหรือความไว้วางใจ ซึ่งผู้เล่นต้องอ่านใจผู้อื่นและตัดสินใจว่าใครโกหกหรือพูดความจริง

2. ความกดดันทางอารมณ์

• เกมจิตวิทยาไม่ได้ทดสอบแค่ความฉลาด แต่ยังวัด ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ เช่น ความกลัว ความโกรธ หรือความสิ้นหวัง

• เมื่ออารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง การตัดสินใจมักไม่สมเหตุสมผลและอาจนำไปสู่ความผิดพลาด

ตัวอย่างใน Alice in Borderland:

• ในเกมที่ต้องทรยศเพื่อน ความกดดันจากความรู้สึกผิดอาจทำให้บางคนไม่กล้าตัดสินใจ ทั้งที่มันอาจเป็นทางรอด

3. การขาดความไว้วางใจ

• ในเกมที่ต้องใช้จิตวิทยา ความเชื่อใจระหว่างผู้เล่นแทบไม่มี หรืออาจถูกทำลายง่าย ๆ

• การไม่สามารถไว้วางใจผู้อื่น ทำให้ผู้เล่นต้องวางแผนรับมือกับความไม่แน่นอน

ตัวอย่างในเกมไพ่หัวใจ:

• การไว้ใจผิดคน อาจทำให้ถูกหลอกหรือถูกหักหลัง ส่งผลให้ตัดสินใจผิดพลาด

4. ไม่มีคำตอบที่แน่นอน

• ในเกมประเภทอื่น เช่น การแก้ปริศนาเชิงตรรกะ คำตอบมักมีเพียงคำตอบเดียวที่ถูกต้อง

• แต่ในเกมจิตวิทยา คำตอบที่ถูกขึ้นอยู่กับว่าใครสามารถโน้มน้าวหรือเอาชนะใจคนอื่นได้

ตัวอย่าง:

• ในเกมที่ต้องโน้มน้าวคนอื่นให้ทำตาม การที่อีกฝ่ายจะเชื่อหรือไม่เชื่อคุณขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

5. ความเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ

• เกมจิตวิทยาไม่ได้ทดสอบแค่สติปัญญา แต่ยังวัดจุดอ่อนในตัวมนุษย์ เช่น ความโลภ ความกลัว หรือความต้องการเอาชนะ

• สิ่งเหล่านี้ทำให้เกมยาก เพราะผู้เล่นมักแพ้ภัยตัวเอง

ตัวอย่างใน Alice in Borderland:

• ในเกมที่ผู้เล่นต้องหาคนทรยศ บางคนอาจเปิดเผยตัวเองเพราะความกลัว หรือพยายามโกหกเพราะต้องการปกป้องตัวเอง

เปรียบเทียบกับเกมประเภทอื่น

1. เกมใช้กำลัง (Spades)

• ท้าทายพละกำลังและความอดทน ซึ่งมีเกณฑ์ชัดเจน เช่น ใครเร็วกว่า แข็งแรงกว่า

2. เกมตรรกะ (Clubs)

• ต้องใช้ไหวพริบและเหตุผล ซึ่งมีคำตอบตายตัว หากวิเคราะห์ดี ๆ จะสามารถชนะได้

3. เกมโชค (Diamonds)

• ใช้ดวงเป็นหลัก ไม่มีความซับซ้อนของจิตใจ

บทสรุป

เกมจิตวิทยา (Heart Games) ยากที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับ ปัจจัยที่มองไม่เห็น เช่น ความคิด อารมณ์ และความตั้งใจของมนุษย์ การตัดสินใจในเกมเหล่านี้ไม่ได้อาศัยแค่ความฉลาด แต่ต้องมี ความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ และ ความสามารถในการควบคุมตนเอง ภายใต้ความกดดัน

นี่คือเหตุผลที่เกมประเภทนี้ไม่เพียงท้าทายความสามารถของผู้เล่น แต่ยังสะท้อนความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง

#Siamstr #nostr #movie #cinema #aliceinborderland #Netflix

สันตติ หรือ ความต่อเนื่องของจิตคืออะไร 💥

สันตติ แปลว่า “ความต่อเนื่อง” หรือ “การสืบต่อ” ของสิ่งต่าง ๆ เช่น ความคิด จิต หรือชีวิตที่ดูเหมือนต่อเนื่องไม่มีหยุด แต่จริง ๆ แล้วมันเกิด-ดับอยู่ตลอดเวลา แบบรวดเร็วมากจนเราไม่ทันสังเกต

1. ความหมาย

สันตติ คือ สิ่งที่ดูเหมือนเป็นของเดิมตลอดเวลา แต่ที่จริงมันเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย ๆ

เช่น:

• ไฟในตะเกียงดูเหมือนเปลวเดิม แต่จริง ๆ แล้วมันเกิดจากการเผาไหม้ใหม่ตลอด

• ชีวิตเราก็ดูเหมือนต่อเนื่องจากเด็กจนโต แต่ทุกขณะชีวิตเรากำลังเปลี่ยนแปลง

2. ตัวอย่างสันตติในชีวิตประจำวัน

2.1 การคิดของจิต

เวลาคุณคิดอะไรบางอย่าง เช่น กำลังนั่งคิดเรื่องงาน หรือเรื่องแฟน มันดูเหมือนคุณคิดเรื่องนี้ต่อเนื่อง แต่จริง ๆ แล้ว ความคิดมันเกิด-ดับเป็นช่วง ๆ

ตัวอย่าง:

• คุณนึกถึงแฟนแล้วคิดว่า “เขาไม่โทรหาเราเลย ทำไมถึงเป็นแบบนี้”

• จิตของคุณคิดวนไปวนมา แต่ถ้าสังเกตดี ๆ ความคิดมันไม่ได้ต่อเนื่องจริง ๆ มันแค่เกิด-ดับอย่างรวดเร็ว

2.2 การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

ร่างกายเราก็ดูเหมือนเดิมทุกวัน แต่จริง ๆ แล้วมันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น เซลล์ในร่างกายเกิดใหม่และตายไปทุกวินาที

ตัวอย่าง:

• วันนี้คุณยังแข็งแรง แต่วันหนึ่งคุณอาจป่วย มันคือผลของการเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่อง

• การโตจากเด็กเป็นผู้ใหญ่ ก็คือการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่สะสมมา

2.3 ไฟในตะเกียง

ไฟที่เราเห็นในตะเกียง ดูเหมือนเปลวไฟเดียวกันตลอดเวลา แต่จริง ๆ มันเกิดจากน้ำมันที่เผาไหม้ใหม่ทุกวินาที

ตัวอย่าง:

• ลองเติมน้ำมันในตะเกียง คุณจะรู้สึกว่าเปลวไฟยังเหมือนเดิม แต่จริง ๆ แล้ว น้ำมันเก่าถูกเผาไปแล้ว น้ำมันใหม่เข้ามาแทน

2.4 ชีวิตที่ดูเหมือนต่อเนื่อง

ชีวิตของเราตั้งแต่เกิดจนโต ดูเหมือนเป็นของเดิมตลอดเวลา แต่แท้จริงแล้ว ชีวิตเกิด-ดับอยู่ทุกขณะ เช่น ลมหายใจ หรือความคิดที่เปลี่ยนไป

ตัวอย่าง:

• ตอนคุณอายุ 5 ขวบ คุณเป็นเด็กที่เล่นสนุก

• ตอนนี้คุณเป็นผู้ใหญ่ที่ทำงานหนัก ชีวิตที่ดูเหมือนต่อเนื่องนี้ คือผลของ “สันตติ”

3. สันตติในธรรมะ

ในทางพุทธศาสนา สันตติคือกระบวนการเกิด-ดับของขันธ์ 5 (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)

• ขันธ์ 5 เหมือนเป็นของต่อเนื่อง เช่น ร่างกาย ความรู้สึก หรือความคิด

• แต่จริง ๆ แล้ว มันเกิด-ดับอย่างรวดเร็วจนเราไม่ทันเห็น

4. เราจะใช้สันตติให้เกิดประโยชน์ยังไง?

4.1 ฝึกสังเกตความคิด

• เมื่อคุณคิดอะไร ลองดูว่าความคิดมันเกิด-ดับ ไม่ได้อยู่ตลอดเวลา เช่น ตอนโกรธ ให้ลองดูว่า “โกรธเกิดแล้วก็ดับไป”

ตัวอย่าง:

• ถ้าคุณคิดว่า “เขาทำไมต้องพูดแบบนี้กับเรา!” แล้วลองสังเกตดูว่า ความคิดนี้อยู่ไม่นาน เดี๋ยวมันก็หายไป

4.2 เข้าใจว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลง

• สิ่งที่ดูเหมือนเดิม มันเปลี่ยนแปลงตลอด เช่น ชีวิต ร่างกาย หรือความสุข

ตัวอย่าง:

• วันนี้คุณอาจมีเงินเยอะ แต่พรุ่งนี้อาจเจอปัญหา

• ถ้าคุณเข้าใจว่า “ทุกอย่างเปลี่ยนแปลง” คุณจะไม่ยึดติด

4.3 ฝึกสมาธิและปัญญา

• ฝึกดูการเกิด-ดับของลมหายใจ หรือการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย จะช่วยให้คุณรู้ว่า ไม่มีอะไรอยู่กับเราตลอด

ตัวอย่างการฝึก:

• นั่งสมาธิ สังเกตลมหายใจเข้า-ออก ดูว่ามันเกิดและดับไปเรื่อย ๆ

5. สรุป

สันตติ คือการเปลี่ยนแปลงที่ดูเหมือนต่อเนื่อง เช่น ชีวิต จิตใจ หรือความคิด การเข้าใจสันตติช่วยให้เรารู้ว่า “ไม่มีอะไรคงที่” และเราจะปล่อยวางความยึดมั่นได้ง่ายขึ้น ชีวิตก็จะสงบสุขขึ้น

#Siamstr #buddhism #buddha #nostr #dhamma #buddhateachings

การทำอานาปานสติ หรือการดูลมหายใจคืออะไร ทำไมพระพุทธเจ้าถึงบอกว่าการทำแค่สิ่งนี้สามารถทำให้หลุดพ้นได้ ⁉️

1. อานาปานสติคืออะไร?

• ตอบ: อานาปานสติคือการฝึกสติที่มุ่งเน้นการระลึกถึงลมหายใจเข้าและออก เพื่อให้จิตใจสงบและตระหนักรู้ในปัจจุบันขณะ โดยไม่ยึดติดกับอารมณ์หรือความคิดที่เกิดขึ้นในจิต.

2. การฝึกอานาปานสติช่วยให้เห็นจิตเกิดดับได้อย่างไร?

• ตอบ: การฝึกอานาปานสติช่วยให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของจิตที่เกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็ว ความคิดหรืออารมณ์จะเกิดขึ้นในจิตเพียงชั่วครู่แล้วหายไป เมื่อจิตกลับมามุ่งที่ลมหายใจ นี่คือการเห็นกระบวนการเกิดและดับของจิต.

3. ความคิดเหมือนแสงได้อย่างไร?

• ตอบ: ความคิดที่เกิดขึ้นในจิตเหมือนแสงที่สว่างขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเราไม่ยึดติดกับความคิดนั้น ความคิดจะดับไปเหมือนแสงที่หายไปจากฉาก เมื่อปล่อยให้ความคิดเกิดขึ้นแล้วดับไป.

4. จิตเป็นฉากหมายถึงอะไร?

• ตอบ: จิตที่ไม่ยึดติดกับความคิดและอารมณ์สามารถเปรียบได้กับฉากที่รับภาพหรือความคิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนมัน โดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น ฉากไม่เปลี่ยนแปลงตามสิ่งที่เกิดขึ้นบนมัน แต่รับรู้และปล่อยให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นและดับไป.

5. ตัวอย่างการเห็นจิตเกิดดับในชีวิตประจำวันคืออะไร?

• ตอบ: เมื่อฝึกอานาปานสติและมีความคิด เช่น “วันนี้ต้องทำอะไรบ้าง?” ความคิดนี้จะเกิดขึ้นในจิต แต่เมื่อเรากลับมาระลึกถึงลมหายใจ ความคิดนี้จะหายไปเอง นี่คือการเห็นจิตเกิดและดับอย่างชัดเจน.

6. ขันธ์ 5 คืออะไรและเกี่ยวข้องกับการฝึกอานาปานสติอย่างไร?

• ตอบ: ขันธ์ 5 ประกอบด้วย 1) รูป (ร่างกาย), 2) เวทนา (ความรู้สึก), 3) สัญญา (การจำแนก), 4) สังขาร (ความคิด), และ 5) วิญญาณ (การรับรู้) การฝึกอานาปานสติทำให้เราเห็นกระบวนการที่แต่ละขันธ์เกิดขึ้นและดับไปอย่างต่อเนื่อง โดยไม่คงทนและไม่ใช่ตัวตนที่ถาวร.

7. การเห็นจิตเกิดดับนำไปสู่การปล่อยวางได้อย่างไร?

• ตอบ: เมื่อเราเห็นว่าอารมณ์และความคิดเกิดขึ้นและดับไปในแต่ละขณะ เราจะเริ่มเข้าใจว่าทุกสิ่งในจิตเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงและไม่คงทน การไม่ยึดติดกับสิ่งเหล่านี้ช่วยให้จิตปล่อยวางจากความทุกข์และลดความยึดมั่นถือมั่นลงได้.

8. การเห็นจิตเกิดดับช่วยให้บรรลุธรรมได้อย่างไร?

• ตอบ: การเห็นจิตเกิดดับทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของชีวิตตามหลักพุทธศาสนา เช่น ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) และการเกิดดับของทุกสิ่ง เมื่อเข้าใจและเห็นในลักษณะนี้ จะช่วยให้จิตปล่อยวางจากการยึดติดและพ้นจากทุกข์.

สรุป:

การเห็นจิตเกิดดับเป็นกระบวนการที่สามารถเกิดขึ้นได้ผ่านการฝึกอานาปานสติ โดยการเจริญสติที่ลมหายใจทำให้เราสามารถตระหนักถึงการเกิดขึ้นและดับไปของความคิดและอารมณ์ในจิต การฝึกนี้ช่วยให้เราเห็นว่าอารมณ์และความคิดเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และไม่คงทน การฝึกสติจะทำให้เราเข้าใจว่าเราคือผู้รับรู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความคิดหรืออารมณ์เหล่านั้น จิตเป็นเหมือนฉากที่รับรู้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนมัน.

เมื่อเห็นความไม่เที่ยงของจิตและอารมณ์นี้ เราจะสามารถปล่อยวางจากการยึดติดกับสิ่งที่เกิดขึ้นในจิตได้ การเห็นจิตเกิดดับช่วยให้เราเข้าใจถึงความจริงของชีวิต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการบรรลุธรรมในพุทธศาสนา การฝึกอานาปานสติจึงไม่เพียงแต่ช่วยให้จิตสงบ แต่ยังช่วยให้เรามีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับธรรมชาติของจิตและทุกข์ที่เกิดจากการยึดติด

#Siamstr #buddhism #buddha #dhamma #buddhateachings #nostr

😇 8 การคาดการณ์เกี่ยวกับคริปโตในปี 2025 โดย Ryan Rasmussen

Ryan Rasmussen ประธาน Bitwise Research ได้แชร์มุมมองเกี่ยวกับตลาดคริปโตในปี 2025 โดยสรุปเป็นเรื่องสำคัญดังนี้:

1. ราคาของคริปโตหลักอาจพุ่งสูง

• Bitcoin อาจแตะ $200,000

• Ethereum อาจแตะ $7,000

• Solana อาจแตะ $750

2. กองทุน ETF คริปโตจะได้รับความนิยมมากขึ้น

• Spot Bitcoin ETFs จะดึงเงินลงทุนเพิ่มขึ้นและทำลายสถิติเดิมของปี 2024

3. การใช้งานคริปโตจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

• Bitcoin อาจมีมูลค่าตลาดสูงกว่าทองคำ ($18 ล้านล้าน) ภายในปี 2029

4. แนวโน้มสำคัญในปี 2025

• Bitcoin และ Ethereum ETFs จะสร้างการลงทุนครั้งใหญ่

• หุ้น Coinbase (COIN) อาจแตะ $700 และมีมูลค่าสูงกว่าบริษัทการเงิน Schwab

• จะมีบริษัทคริปโตขนาดใหญ่ (ยูนิคอร์น) อย่างน้อย 5 แห่งที่เข้าตลาดหุ้น

• โทเค็นมีม (Meme Tokens) ที่ใช้ AI จะกลายเป็นกระแสอีกครั้ง

• จำนวนประเทศที่ถือ Bitcoin ในทุนสำรองจะเพิ่มขึ้นสองเท่า

• เงินลงทุนในคริปโตจากแผนเกษียณอายุ (401(k)) จะเติบโตหลายพันล้านดอลลาร์

• มูลค่าของ Stablecoins จะเพิ่มขึ้นถึง $400 พันล้าน

• ทรัพย์สินในโลกจริงที่ถูกโทเค็น (Tokenized Assets) จะมีมูลค่าสูงกว่า $60 พันล้าน

5. การคาดการณ์พิเศษ

• Bitcoin อาจมีมูลค่าสูงถึง $1 ล้านต่อเหรียญ ภายในปี 2029

• Bitcoin จะมีสถานะเทียบเท่าหรือเหนือกว่าทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่เก็บมูลค่า

สรุป:

ปี 2025 จะเป็นปีที่คริปโตเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดย Bitcoin และ Ethereum จะได้รับความสนใจมากขึ้นจากนักลงทุนรายใหญ่และประเทศต่างๆ ส่วน Stablecoins และสินทรัพย์โทเค็นจะสร้างมูลค่าในตลาดเพิ่มขึ้นมหาศาล

Cr. Srisiam

#Siamstr #economy #bitcoin #nostr #BTC #finance

สรุปข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับข่าว MicroStrategy

(3 มกราคม 2025)

MicroStrategy ประกาศแผนเพิ่มทุนสูงสุด 2 พันล้านดอลลาร์ ด้วยหุ้นบุริมสิทธิ

1. เป้าหมายการเพิ่มทุน

• MicroStrategy ตั้งเป้าหมายเพิ่มทุน สูงสุด 2 พันล้านดอลลาร์

• การเพิ่มทุนจะดำเนินการผ่านการเสนอขายหุ้นบุริมสิทธิ (Perpetual Preferred Stock)

• หุ้นบุริมสิทธิที่ออกใหม่จะมีสิทธิ อยู่เหนือหุ้นสามัญ Class A ในลำดับการจ่ายผลตอบแทน

2. คุณสมบัติของหุ้นบุริมสิทธิ

• อาจมีคุณสมบัติสำคัญดังนี้:

• (i) แปลงเป็นหุ้นสามัญ Class A ได้

• (ii) การจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด

• (iii) สิทธิ์การไถ่ถอนหุ้นตามเงื่อนไข

3. การลงทะเบียนและราคาเสนอขาย

• การเสนอขายหุ้นจะลงทะเบียนผ่านแบบ Form S-3 กับ U.S. Securities and Exchange Commission (SEC)

• จำนวนและราคาสุดท้ายของหุ้น จะกำหนดในภายหลัง

4. วัตถุประสงค์ของการเพิ่มทุน

• เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับงบดุลของบริษัท

• ใช้ทุนที่ได้เพื่อ ซื้อ Bitcoin เพิ่มเติม

5. กรอบเวลา

• การเสนอขายหุ้นมีเป้าหมายเกิดขึ้นใน ไตรมาสแรกของปี 2025

• อย่างไรก็ตาม การดำเนินการขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและการตัดสินใจของบริษัท

• MicroStrategy อาจยกเลิกหรือไม่ดำเนินการเพิ่มทุนนี้ได้ หากไม่เหมาะสม

6. ความเชื่อมโยงกับแผน “21/21 Plan”

• เป็นส่วนหนึ่งของแผน “21/21 Plan” ของบริษัท ซึ่งประกาศก่อนหน้านี้:

• แผนจะเพิ่มทุนทั้งหมด 21 พันล้านดอลลาร์ในรูปแบบทุน

• และอีก 21 พันล้านดอลลาร์ในตราสารหนี้ (Fixed Income) เช่น พันธบัตร หุ้นกู้แปลงสภาพ และหุ้นบุริมสิทธิ

• แผนนี้จะดำเนินการในช่วง สามปีข้างหน้า

สรุป

MicroStrategy มีแผนเพิ่มทุนสูงสุด 2 พันล้านดอลลาร์ ผ่านการขายหุ้นบุริมสิทธิ เพื่อเสริมงบดุลและซื้อ Bitcoin เพิ่ม โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนระยะยาว “21/21 Plan” อย่างไรก็ตาม การดำเนินการขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดในไตรมาสแรกปี 2025

Cr. The BIG Secret

#Siamstr #economy #bitcoin #nostr #BTC #finance

‼️สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการที่ Amazon อาจลงทุนใน Bitcoin

1. สถานการณ์เงินสดของ Amazon

• Amazon ถือเงินสด 87 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

• อย่างไรก็ตาม เงินสดกำลังสูญเสียมูลค่าเนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่สูง

2. ข้อเสนอให้ลงทุนใน Bitcoin

• NCPPR เสนอให้ Amazon ลงทุนใน Bitcoin 5% ของสินทรัพย์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ

• แม้ Tesla และ MicroStrategy ประสบความสำเร็จจากการลงทุนใน Bitcoin แต่ความผันผวนยังเป็นข้อกังวล

3. โอกาสและความเสี่ยงของ Amazon

• ข้อดี: วัฒนธรรมองค์กรของ Amazon อาจยอมรับการตัดสินใจที่กล้าเสี่ยง

• ข้อเสีย: ขนาดธุรกิจที่ใหญ่และความซับซ้อนอาจทำให้การลงทุนใน Bitcoin สร้างความเสี่ยงต่อธุรกิจ

4. บทเรียนจาก Tesla และ MicroStrategy

• Tesla ถือครอง Bitcoin 9,720 BTC มูลค่ากว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์

• MicroStrategy ใช้กลยุทธ์การลงทุนใน Bitcoin อย่างหนัก ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งสูง

5. ข้อกังวลด้าน ESG (Environmental, Social, and Governance)

• การลงทุนใน Bitcoin อาจกระทบต่อเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2040

• การใช้พลังงานของ Bitcoin ขัดแย้งกับนโยบายความยั่งยืนของ Amazon

6. การพิจารณาของคณะกรรมการ Amazon

• การตัดสินใจต้องคำนึงถึงความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ความปลอดภัยไซเบอร์ และผลกระทบต่อผู้ถือหุ้น

• อาจเริ่มต้นด้วยการลงทุนใน Bitcoin ในสัดส่วนต่ำกว่า 5% เพื่อทดสอบตลาด

7. แนวโน้มในอนาคต

• หาก Amazon ลงทุนใน Bitcoin อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการการเงินและเทคโนโลยี

• การลงทุนต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์การพัฒนาธุรกิจหลัก เช่น AWS และ AI

8. ข้อเสนอแนะสำหรับ Amazon

• เริ่มต้นด้วยสัดส่วนที่น้อยและพัฒนาระบบบริหารความเสี่ยง

• ประเมินผลกระทบต่อธุรกิจและภาพลักษณ์ก่อนขยายการลงทุน

บทสรุป:

การลงทุนใน Bitcoin สำหรับ Amazon อาจเป็นโอกาสสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่ต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านความเสี่ยง ESG และภาพลักษณ์องค์กรอย่างรอบด้าน

Cr. Bitcast

https://thaibitcast.com/blogs/articles/amazon-bitcoin-investment-2025

#Siamstr #economy #bitcoin #nostr #BTC #finance

นายกรัฐมนตรีมี บิทคอยน์เท่าไหร่กันนะ 🤔⁉️

นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เนื่องในโอกาสรับตำแหน่งเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2567 โดยมีทรัพย์สินมูลค่ารวมกว่า หมื่นล้านบาท ซึ่งรวมถึงการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลดังนี้:

1. Bitcoin

• จำนวน: 0.66829420 หน่วย

• มูลค่า: 1,228,659.42 บาท

2. Ethereum

• จำนวน: 12.55884830 หน่วย

• มูลค่า: 951,822.56 บาท

สินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในบริษัทและสินทรัพย์อื่น ๆ ที่ถูกเปิดเผยในบัญชีทรัพย์สิน.

ที่มา: มติชนออนไลน์

#Siamstr #economy #bitcoin #nostr #BTC #finance

ออมวันละ500บาทเหมือนกันนะ แต่ในบิทคอยน์ 😂

🧾ลองคำนวณเล่นๆ

• ลงทุนวันละ 500 บาท ตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2567 ถึง 31 ธันวาคม 2567 รวมเป็นเงิน 112,500 บาท

• ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 71,443 ดอลลาร์/บิทคอยน์ และจบที่ 92,643 ดอลลาร์/บิทคอยน์

• สะสมบิทคอยน์ได้ 0.04499 BTC

• มูลค่าพอร์ตรวมลงทุน: 145,883 บาท

• ลงทุนแบบทยอยซื้อวันละนิด (Dollar Cost Averaging) ได้กำไรประมาณ 29.67% จากเงินลงทุนใน 7 เดือน.

(ไม่รวม ซื้อเพิ่มเมื่อเงินเดือนเข้า อีก30% ของรายได้แต่ละเดือน🥳)

พระอริยบุคคล ละสังโยชน์ (เครื่องผูก) อะไรบ้าง ถึงจะไม่ต้องกลับมาเกิดอีก ‼️

ในพระพุทธศาสนา สังโยชน์หมายถึงสิ่งที่ผูกมัดจิตใจของเราไม่ให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร (การเวียนว่ายตายเกิด) สังโยชน์ทำให้เรายึดติดกับความคิด ความเชื่อ และอารมณ์ที่ขัดขวางหนทางไปสู่ความสงบหรือการหลุดพ้นจากทุกข์ หลักธรรมเรื่องสังโยชน์จึงช่วยให้เรารู้เท่าทันกิเลสและเรียนรู้วิธีปลดปล่อยตนเองจากพันธนาการของจิต

สังโยชน์มีทั้งหมด 10 ประการ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ สังโยชน์เบื้องต่ำ (ผูกมัดกับกิเลสพื้นฐาน) และสังโยชน์เบื้องสูง (ผูกมัดกับกิเลสที่ละเอียดอ่อน)

สังโยชน์ 10 ประการ

1. สังโยชน์เบื้องต่ำ (5 ข้อแรก)

1. สักกายทิฏฐิ - ความยึดมั่นว่าร่างกายและจิตใจนี้เป็นตัวตน

2. วิจิกิจฉา - ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัยหรือหนทางปฏิบัติ

3. สีลัพพตปรามาส - การยึดถือศีลหรือพิธีกรรมอย่างงมงาย

4. กามราคะ - ความหลงใหลในกามคุณ (รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส)

5. ปฏิฆะ - ความโกรธ ความขัดเคืองใจ

2. สังโยชน์เบื้องสูง (5 ข้อหลัง)

6. รูปราคะ - ความติดข้องในรูปฌาน (ความสงบจากสมาธิในระดับรูปภพ)

7. อรูปราคะ - ความติดข้องในอรูปฌาน (ความสงบจากสมาธิในระดับอรูปภพ)

8. มานะ - ความถือตัว เปรียบเทียบว่าตนเหนือกว่าหรือด้อยกว่า

9. อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน จิตไม่นิ่งสงบ

10. อวิชชา - ความไม่รู้จริงในอริยสัจ 4 และธรรมชาติของสรรพสิ่ง

การละสังโยชน์ในแต่ละขั้นของการบรรลุธรรม

พระพุทธศาสนาสอนว่าการหลุดพ้นจากทุกข์เกิดขึ้นจากการละสังโยชน์ทีละลำดับตาม 4 ขั้นของการบรรลุธรรม:

1. โสดาบัน (ผู้เข้าสู่กระแสธรรม)

• ละได้:

• สักกายทิฏฐิ

• วิจิกิจฉา

• สีลัพพตปรามาส

• ผลที่ได้:

• ไม่ตกไปสู่อบายภูมิอีก (นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน)

• จะเวียนว่ายตายเกิดไม่เกิน 7 ชาติ

ตัวอย่าง:

คนที่เคยเชื่อว่าร่างกายเป็น “ตัวเรา” เริ่มเข้าใจว่าร่างกายเป็นเพียงธาตุ 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) ที่รวมกันชั่วคราว เขาลดความยึดติดและเริ่มปฏิบัติตามหลักธรรมได้มั่นคง

2. สกทาคามี (ผู้กลับมาเพียงครั้งเดียว)

• ละได้บางส่วน:

• กามราคะ

• ปฏิฆะ

• ผลที่ได้:

• เกิดในโลกมนุษย์หรือสวรรค์อีกเพียง 1 ชาติ

ตัวอย่าง:

คนที่เคยติดสุขในกามคุณ เช่น ความสวยงามของรูป เสียง หรือสัมผัส เริ่มลดความพึงพอใจในสิ่งเหล่านี้ เขายังอาจมีอารมณ์โกรธบ้าง แต่ลดลงจนควบคุมได้ง่ายขึ้น

3. อนาคามี (ผู้ไม่กลับมาเกิดในกามภพ)

• ละได้:

• กามราคะ

• ปฏิฆะ (อย่างสมบูรณ์)

• ผลที่ได้:

• ไม่กลับมาเกิดในกามภพอีก (โลกมนุษย์และสวรรค์) จะเกิดในพรหมโลกและบรรลุธรรมขั้นสูงที่นั่น

ตัวอย่าง:

คนที่ไม่มีความพึงพอใจในกามคุณอีกต่อไป ไม่ว่าในเรื่องอาหาร การครอบครองทรัพย์สิน หรือความสัมพันธ์ เขายังมีจิตใจสงบ แม้เจอสิ่งที่เคยทำให้โกรธ

4. อรหันต์ (ผู้หลุดพ้นสมบูรณ์)

• ละได้:

• รูปราคะ

• อรูปราคะ

• มานะ

• อุทธัจจะ

• อวิชชา

• ผลที่ได้:

• หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด บรรลุนิพพาน

ตัวอย่าง:

คนที่เคยติดสงบจากสมาธิในรูปฌานหรืออรูปฌาน เลิกยึดติดกับความสงบเหล่านี้ เขารู้เท่าทันธรรมชาติของจิต และเข้าใจอริยสัจ 4 อย่างสมบูรณ์

สรุป

1. สังโยชน์คือสิ่งที่ผูกมัดจิตไม่ให้หลุดพ้นจากวัฏสงสาร

2. เราสามารถละสังโยชน์ได้ตามลำดับการบรรลุธรรม (โสดาบัน, สกทาคามี, อนาคามี, อรหันต์)

3. การละสังโยชน์ช่วยให้เราปลดปล่อยตัวเองจากความทุกข์ในระดับต่าง ๆ และนำไปสู่ความหลุดพ้นในที่สุด

การฝึกสติ สมาธิ และปัญญา (อานาปานสติ) คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราเห็นสังโยชน์ในจิตของตัวเอง และละมันไปทีละขั้นตอน

#Siamstr #buddhism #buddha #dhamma #buddhateachings

ในพระพุทธศาสนา “จิต” ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ควบคุมความคิด ความรู้สึก และการกระทำของเรา หลายคนอาจสงสัยว่า จิตมีแค่ดวงเดียวหรือไม่? หรือ จิตดวงเดิมอยู่กับเราตลอดไปหรือเปล่า ⁉️

คำตอบเกี่ยวข้องกับหลักธรรมที่ลึกซึ้ง เช่น อนิจจัง (ความไม่เที่ยง) และอนัตตา (ความไม่มีตัวตน) ซึ่งกล่าวว่า จิตนั้นเกิดดับตลอดเวลา ไม่ใช่ดวงเดียวกันตลอด และนี่คือคำอธิบายอย่างละเอียดพร้อมตัวอย่างที่เข้าใจง่าย:

1. จิตมีแค่ดวงเดียว แต่เกิดดับเสมอ

• ในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต จิตเกิดขึ้นและดับไปอย่างรวดเร็วมากจนเราไม่สามารถสังเกตเห็นได้ หากเปรียบเทียบ จิตก็เหมือน เปลวเทียน ที่ดูเหมือนคงที่ แต่จริง ๆ แล้วเกิดจากน้ำมันและไส้เทียนที่เผาไหม้ต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา

ตัวอย่าง:

• ตอนเช้า คุณตื่นขึ้นมาและรู้สึกสดชื่น นี่คือ “จิตที่รับรู้ความสดชื่น”

• ต่อมาคุณได้ยินข่าวที่ไม่ดีและรู้สึกเศร้า “จิตที่รับรู้ความเศร้า” ก็เกิดขึ้น

• เมื่อคุณเดินออกไปนอกบ้านและเห็นดอกไม้สวยงาม คุณรู้สึกดีขึ้น “จิตที่รับรู้ความสุข” ก็เกิดขึ้น

จิตแต่ละดวงในตัวอย่างนี้ไม่ใช่ดวงเดียวกัน แต่เกิดขึ้นจากอารมณ์และเหตุปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละขณะ

2. จิตเป็นดวงเดียวกันตลอดหรือไม่?

• จิตไม่ใช่ดวงเดียวกันตลอดเวลา เพราะจิตแต่ละขณะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับ อารมณ์ (สิ่งที่จิตรับรู้) และ เหตุปัจจัย ที่ส่งผลต่อจิตนั้น

ตัวอย่าง:

• ตอนคุณกำลังโกรธ (จิตโทสะ) คุณอาจรู้สึกไม่พอใจและอยากพูดอะไรบางอย่างออกไป

• แต่เมื่อคุณสงบลง (จิตเมตตา) ความรู้สึกเปลี่ยนไป คุณอาจกลับมาคิดว่า “ไม่น่าพูดแบบนั้นเลย”

นี่แสดงให้เห็นว่าจิตโทสะและจิตเมตตาเป็นจิตคนละขณะกัน แม้จะเกิดขึ้นในตัวคุณคนเดียว แต่ก็ไม่ได้เป็นดวงเดียวกันตลอดเวลา

3. จิตที่ดูเหมือนต่อเนื่องเกิดจากอะไร?

• ความต่อเนื่องของจิตที่เรารู้สึกว่าเป็น “ตัวเรา” เกิดจากกระบวนการของ สัญญา (ความจำ) และ การสะสมกรรม (การกระทำและผลที่เกิดจากจิตก่อนหน้า)

ตัวอย่าง:

• คุณเรียนรู้ภาษาอังกฤษในวัยเด็ก ความรู้เหล่านั้นยังคงอยู่ในความจำ (สัญญา) แม้ว่าจิตที่เรียนรู้เมื่อครั้งนั้นจะดับไปแล้ว

• วันนี้เมื่อคุณพูดภาษาอังกฤษ จิตใหม่ที่เกิดขึ้นดึงข้อมูลเดิมจากความจำขึ้นมาใช้งาน

จิตใหม่ที่เกิดขึ้นจึงได้รับอิทธิพลจากจิตในอดีต แต่ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นดวงเดียวกันกับจิตในอดีต

สรุป

1. จิตมีเพียงขณะเดียวในแต่ละเวลา และมันเกิดดับตลอดเวลา จึงไม่ใช่ดวงเดิมตลอดไป

2. จิตใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เพราะเหตุปัจจัย เช่น อารมณ์ กรรม และความจำ ทำให้เรารู้สึกว่ามันเหมือนต่อเนื่องเป็น “ตัวเรา”

3. การเข้าใจว่าจิตเกิดดับช่วยให้เราเห็นธรรมชาติของความไม่เที่ยง และไม่ยึดติดกับอารมณ์หรือความคิดที่เกิดขึ้นในจิตนั้น

หากเราตระหนักว่าจิตเกิดดับเสมอ เราจะเข้าใจว่าความโกรธ ความทุกข์ หรือความสุข ล้วนเป็นเพียงสิ่งชั่วคราวที่ผ่านเข้ามาและผ่านไป เราจะรู้จักปล่อยวางและใช้ชีวิตด้วยจิตที่เบาสบายมากขึ้น

#Siamstr #buddhism #buddha #dhamma #buddhateachings

🎉 ครบรอบ 16 ปี Genesis Block: จุดเริ่มต้นของเครือข่าย Bitcoin

วันนี้ (3 มกราคม 2025) เป็นวันครบรอบ 16 ปีที่เกิด “Genesis Block” หรือ “Block 0” ซึ่งเป็นบล็อกแรกของเครือข่าย Bitcoin ที่มีการขุดขึ้นครั้งแรกในปี 2009 โดยซาโตชิ นากาโมโตะ ผู้สร้าง Bitcoin เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานของเครือข่ายบล็อกเชน Bitcoin ที่ยังคงดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้:

1. Genesis Block คืออะไร?

• Genesis Block คือบล็อกแรกของเครือข่าย Bitcoin ซึ่งเป็น “บล็อกต้นกำเนิด”.

• เนื่องจากเป็นบล็อกแรก ไม่มีการอ้างอิงถึงบล็อกก่อนหน้า จึงไม่มีการทำธุรกรรมในบล็อกนี้.

2. การขุด Bitcoin ใน Genesis Block

• ซาโตชิเป็นผู้ขุด Bitcoin ใน Genesis Block โดยได้รับรางวัล 50 BTC.

• รางวัลที่ได้จาก Genesis Block ไม่สามารถนำไปใช้จ่ายได้ เพราะเป็น “Block Subsidy” ที่ไม่สามารถนำมาใช้ได้.

3. ไม่มีค่าธรรมเนียมใน Genesis Block

• เนื่องจากไม่มีธุรกรรมใด ๆ ก่อนหน้านี้ในบล็อกนี้ จึงไม่มีค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม.

4. ข้อความใน Genesis Block

• ในบล็อกนี้มีข้อความจากหนังสือพิมพ์ The Times ระบุว่า: “The Times 03/Jan/2009 Chancellor on brink of second bailout for banks.”

• ข้อความนี้สะท้อนถึงการตระหนักถึงปัญหาทางการเงินในช่วงเวลานั้นและเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้านเงินเฟ้อจากการกระทำของรัฐบาล.

5. การโอน BTC ไปที่ Genesis Block

• ในปัจจุบันมักจะมีการโอน BTC ไปที่ที่อยู่ของ Genesis Block บางคนทำเพื่อขอบคุณซาโตชิ บางคนทำเพื่อ “เผาเหรียญ” หรือส่ง BTC กลับคืนให้กับเครือข่าย.

6. ที่อยู่กระเป๋าของ Genesis Block

• กระเป๋าของ Genesis Block มีที่อยู่ “1A1zP1eP5QGefi2DMPTfTL5SLmv7DivfNa” และสามารถตรวจสอบข้อมูลการโอน BTC ที่เกิดขึ้นได้บนเครือข่าย.

สรุป: 3 มกราคม 2025 เป็นวันครบรอบ 16 ปีของ Genesis Block ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้เครือข่าย Bitcoin เกิดขึ้นและดำเนินการมาจนถึงวันนี้

Cr. พ่อมดคริปโต

#Siamstr #economy #bitcoin #nostr #BTC #Finance

Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ เติบโตไม่หยุด สะสมใกล้แตะ 110,000 ล้านดอลลาร์

ในปี 2024, กองทุน Bitcoin ETF ของสหรัฐฯ ได้เติบโตอย่างรวดเร็วและใกล้ที่จะถือครองมูลค่ารวมถึง 110,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็น 5.7% ของอุปทาน Bitcoin ทั้งหมด ดังนี้:

1. การเติบโตของ Bitcoin ETF

• ETF ของสหรัฐฯ กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและใกล้จะถือครอง Bitcoin มูลค่า 110,000 ล้านดอลลาร์.

• ส่วนแบ่งของ Bitcoin ETF ในตลาด BTC อยู่ที่ประมาณ 5.7% ของทั้งหมด.

2. BlackRock ครองตลาด Bitcoin ETF

• BlackRock ซึ่งเป็นบริษัทจัดการสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครองส่วนแบ่งตลาด Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ โดย iShares Bitcoin Trust ETF ของบริษัทถือครอง BTC มากกว่า 542,000 BTC หรือมูลค่า 51,500 ล้านดอลลาร์ (47.9% ของตลาด).

3. การคาดการณ์ราคา Bitcoin ในอนาคต

• นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า Bitcoin อาจพุ่งไปถึง 200,000 ดอลลาร์ภายในปี 2025 จากการยอมรับจากสถาบันและการเติบโตของ ETF ของ BlackRock.

• ปัจจัยที่มีผลต่อราคา Bitcoin ได้แก่ การพัฒนาของกฎระเบียบ, พลวัตของตลาด, และสภาพเศรษฐกิจโดยรวม.

สรุป: กองทุน Bitcoin ETF ของสหรัฐฯ กำลังเติบโตและใกล้ที่จะถือครองมูลค่าสูงถึง 110,000 ล้านดอลลาร์ โดย BlackRock เป็นผู้นำตลาด ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาของ Bitcoin ทะยานไปถึง 200,000 ดอลลาร์ในปี 2025

Cr. Bitcoin Addict Thailand

#Siamstr #economy #bitcoin #nostr #BTC #Finance