Avatar
layman
bb6738dc50e26244312dc3e87fb5fcf49f222c260bebe00352f477fcab327449

ว่าด้วยเรื่อง เงินยามเกษียณบนทฤษฎีความเป็นจริงที่ชีวิตคุณต้องเจอ EP.1

เห็นเพื่อนๆ หลายคนเห็นตัวเลขเงินสะสมยามเกษียณในความเห็นของนักลงทุนทั่วโลก

มองว่าควรอยู่ที่ 3 ถึง 5 ล้านดอลลาร์แล้วต่างพากันท้อแท้ หรือไม่ก็แซะ เข้าใจว่า

พวกเราคงคิดว่ามันไม่จริง แต่เนื่องจากในฐานะที่ผมเคยเป็นคนเลคเชอร์เรื่องพวกนี้ให้

เพื่อนฝูง พอมีความรู้ระดับหนึ่ง ผมขอบอกว่าจริงครับ ตัวเลขที่ผมเคยคำนวณไว้ประมาณ

7-8 ปีก่อน และเคยแนะนำเพื่อนฝูงคือ 25-50 ล้านบาทสำหรับสองสามีภรรยา

ตัวเลขในไทยอาจจะต่ำกว่าตัวเลขสากลระดับนึง เนื่องจากค่าครองชีพและรายได้ของเรา

ต่ำกว่า แต่ก็ไม่ได้ต่ำขนาดที่คุณจะมาคิดเอง เออเอง ว่ามีเงินเกษียณ 5 ล้าน 10 ล้าน

ก็คงพออยู่ได้ ผมยืนยันว่าอยู่ไม่ได้ครับ ข้างล่างเป็นตารางคำนวณโดยใช้โมเดล

reverse mortgage หรือเช่าซื้อย้อนกลับ ถ้าคุณมีเงินต้น 20 ล้าน คุณมีชีวิตเหลืออีก

25 ปี คุณออมเงินไว้ในสินทรัพย์ลงทุนที่ให้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ 1%

(ซึ่งนับว่าเก่งแล้วนะครับ ส่วนตัวผมเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยทำไม่ได้ เงินเฟ้อใน

ความเป็นจริงมันรุนแรงกว่าตัวเลขของทางการเยอะครับ) คุณ 2 คนผัวเมียจะมีเงินใช้

เดือนละ 75,000 บาท ไปจนถึงอายุ 85 จะเหลือเงิน 0 บาทพอดี บางท่านอาจจะบอก

ว่าโอ้โห 75,000 บาทเยอะจะตาย อยู่สบายๆ ถุยสส.. คุณลืมอะไรไปอย่างนึงหรือเปล่า

ทันทีที่ผัวของคุณเป็นมะเร็ง หรือเมียของคุณเส้นเลือดในสมองตีบ 75,000 บาทของคุณ

จะเหลือเพียง 15,000 บาทในบัดดลครับ ในวัยสูงอายุ ค่าใช้จ่ายที่ burden ที่สุดไม่ใช่

ค่าใช้จ่ายในการกินอยู่ แต่มันคือค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บซึ่งตรงนี้

มันมีสูตรคำนวณอยู่ ค่าใช้จ่ายนี้สูงมากและมีแต่จะสูงขึ้นเรื่อยๆทุกปี ไม่มีทางถูกลง

อย่าได้คาดหวังว่าสวัสดิการอะไรในโลกหล้าจะ cover มันได้ ผมเป็นหมอผมรู้ดี

ขนาดผมกับภรรยามีเงินบำนาญ มีสวัสดิการข้าราชการซึ่งดีที่สุด

ก็ยังต้องเตรียมเงินตรงนี้ไว้ก้อนนึง แล้วคนมักเข้าใจผิดว่าผู้สูงอายุคงจะใช้จ่ายเงินน้อยลง

ผมจะบอกให้ว่าตรงกันข้ามครับ ยิ่งคุณสูงอายุคุณยิ่งต้องใช้เงินซื้อทุกอย่าง คนแก่ไม่ได้มี

อำนาจอะไรเลยในสังคม คุณต้องซื้อความกตัญญูจากลูกหลาน ซื้อการดูแลจากคนดูแล

ซื้อความสะดวกสบายทุกอย่างในชีวิต มีแต่เงินเท่านั้นที่จะช่วยคุณได้ คนแก่ที่ไม่มีเงินนั้น

แย่ยิ่งกว่าหมาหัวเน่าอีกครับ อันนี้ยังไม่พูดถึงเรื่องเงินเฟ้อนะครับ ซึ่งดูแววแล้วมีแต่จะพุ่ง

ทะยานขึ้นเรื่อยๆ 75,000 บาทของคุณในวันนี้ มันอาจจะไม่พอกินในอีก 25 ปีก็เป็นไปได้

ดังนั้นผมฟันธงเลย สำหรับชนชั้นกลางในเมืองโดยมาตรฐาน minimum ที่รับได้คือ

15 ล้านบาท หรือ 500,000 ดอลลาร์ ถ้ามีถึง 30 ล้านบาทหรือ 1 ล้านดอลลาร์ก็จะอยู่

สบายขึ้นหน่อย นี่เป็นตัวเลขที่ยึดโยงกับข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจในประเทศไทย

ไม่ถึงร้อยล้านครับ ของฝรั่งมันเว่อร์ไปหน่อย --- Cr. เดชา ปิยะวัฒน์กูล #Siamstr

ให้ AI ทำเพลงเกี่ยวกับ #Bitcoin ดูฮะ #Siamstr

https://video.nostr.build/e52e61c95496756c563e4650d24f2f3ef673536452efad6eae37b1e4533cd0b3.mp4

รายได้หลักของธนาคารมาจากหลายแหล่งที่สำคัญ แต่สามารถแบ่งออกเป็น

สองประเภทใหญ่ ๆ คือรายได้จากดอกเบี้ย (Net Interest Income) และ

รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-Interest Income)

● รายได้จากดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income) รายได้จากดอกเบี้ยสุทธิ

เป็นรายได้หลักของธนาคาร ซึ่งมาจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยที่ธนาคารได้รับ

จากการปล่อยสินเชื่อและดอกเบี้ยที่ธนาคารจ่ายให้กับผู้ฝากเงิน

• ดอกเบี้ยรับ (Interest Income): รายได้ที่ธนาคารได้รับจากการปล่อยสินเชื่อต่างๆ

เช่น สินเชื่อบ้าน, สินเชื่อรถยนต์, สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อธุรกิจ

• ดอกเบี้ยจ่าย (Interest Expense): ค่าใช้จ่ายที่ธนาคารจ่ายให้กับผู้ฝากเงิน

เช่น ดอกเบี้ยจากบัญชีออมทรัพย์, บัญชีฝากประจำ และบัญชีกระแสรายวัน

• ดอกเบี้ยสุทธิ (Net Interest Income): ผลต่างระหว่างดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยจ่าย

ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของธนาคาร โดยทั่วไป รายได้จากดอกเบี้ยสุทธิมักจะเป็น

สัดส่วนใหญ่ของรายได้ทั้งหมดของธนาคาร มักอยู่ที่ประมาณ 60-70% ของรายได้รวม

● รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-Interest Income) รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเป็น

รายได้เสริมที่ธนาคารได้รับจากการให้บริการอื่น ๆ นอกเหนือจากการปล่อยสินเชื่อ

• ค่าธรรมเนียมและบริการ (Fees and Service Charges) : รายได้จากค่าธรรมเนียม

ในการให้บริการต่าง ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการโอนเงิน, ค่าธรรมเนียมการออกบัตรเครดิต,

ค่าธรรมเนียมการจัดการสินเชื่อ, และค่าธรรมเนียมการบริหารสินทรัพย์

• รายได้จากการลงทุน (Investment Income) : รายได้จากการลงทุนในหุ้น, พันธบัตร,

และหลักทรัพย์อื่น ๆ รายได้จากการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน

(Foreign Exchange Trading Income) : รายได้จากการซื้อขายและการแลกเปลี่ยน

เงินตราต่างประเทศ

• รายได้จากธุรกรรมทางการเงินและการบริหารความเสี่ยง

(Financial Transactions and Risk Management Services) :

รายได้จากการให้บริการที่ปรึกษาทางการเงิน, การจัดการสินทรัพย์, และ

การบริหารความเสี่ยงทางการเงิน โดยทั่วไป รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยจะมีสัดส่วนประมาณ

30-40% ของรายได้ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับโครงสร้างและกลยุทธ์ของแต่ละธนาคาร

#Siamstr

nostr:nevent1qqsq4w4s96xrtgkrdn0zw5wexuyu32237eut6rjqzvwk8jy4cvqk4hszyzakwwxu2r3xy3p39hp7sla4ln6f7g3vyc97hcqr2t680l9txf6yjqcyqqqqqqgr08x3w

หลักการเสกเงินของธนาคาร หรือที่เรียกว่า "การสร้างเงิน" (Money Creation)

เป็นกระบวนการที่ธนาคารพาณิชย์สามารถขยายปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ

ผ่านการปล่อยสินเชื่อ กระบวนการนี้มักจะเกี่ยวข้องกับ

"การธนาคารแบบสำรองเงินบางส่วน" (Fractional Reserve Banking)

ซึ่งธนาคารต้องสำรองเงินส่วนหนึ่งของเงินฝากทั้งหมดไว้ และสามารถปล่อยกู้

ส่วนที่เหลือให้กับลูกค้ารายอื่นๆ ต่อไปคือขั้นตอนและหลักการของการเสกเงิน

• การฝากเงินและการสำรองเงิน

เมื่อผู้ฝากเงินนำเงินมาฝากที่ธนาคาร ธนาคารจะต้องสำรองเงินส่วนหนึ่งตามที่

กฎหมายหรือหน่วยงานกำกับดูแลกำหนด เรียกว่า "อัตราสำรอง" (Reserve Ratio)

เช่น หากอัตราสำรองคือ 10% ธนาคารต้องสำรองเงิน 10% ของเงินฝากไว้และ

สามารถปล่อยกู้ส่วนที่เหลือ 90%

• การปล่อยสินเชื่อ

ธนาคารสามารถใช้เงินที่ไม่ได้สำรองไว้เพื่อปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ารายอื่น

สมมุติว่าเงินฝากเริ่มต้นคือ 1,000 บาท ธนาคารสำรองเงิน 10% หรือ 100 บาท

และปล่อยกู้ 900 บาทให้กับลูกค้ารายอื่น

• การฝากเงินซ้ำ

ลูกค้าที่ได้รับสินเชื่อ 900 บาทอาจนำเงินไปฝากในธนาคารอีกแห่งหนึ่ง

ซึ่งกระบวนการสำรองและปล่อยสินเชื่อจะเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยธนาคารใหม่จะสำรอง

10% หรือ 90 บาท และสามารถปล่อยกู้ 810 บาท

• กระบวนการต่อเนื่อง

กระบวนการฝากเงินและปล่อยสินเชื่อจะเกิดขึ้นซ้ำๆ ในระบบธนาคาร ซึ่ง

ทำให้ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นหลายเท่าของเงินฝากเริ่มต้น

กระบวนการนี้เรียกว่า "การทวีคูณเงินฝาก" (Deposit Multiplier Effect)

• สูตรการคำนวณเงินทวีคูณ

ปริมาณเงินทั้งหมดที่สามารถสร้างขึ้นได้จากเงินฝากเริ่มต้นสามารถคำนวณได้

โดยใช้สูตร ปริมาณเงินทั้งหมด = (1/อัตราสำรอง) × เงินฝากเริ่มต้น

เช่น หากอัตราสำรองคือ 10% หรือ 0.1 และเงินฝากเริ่มต้นคือ 1,000 บาท

ปริมาณเงินทั้งหมด = (1 /0.1) × 1,000 = 10,000 บาท

#Siamstr

จารย์ nostr:npub1a8wreeghu0j8g4zqgzex53sq38gjwjdp5czxnu3rfydnz8n8yu2spqkavy สอนใช้ truemoney wallet #Siamstr

รายการใหม่ทาง nostr:npub1ejn774qahqmgjsfajawy7634unk88y26yktvwuzp9kfgdeejx9mqdm97a5 โทษฐาน ขนมคุ้มเกินราคา nostr:npub1jalt2rsvr9nhd7e84yp8pmzytxmcptp8u20tp5wnx4dcr8xf8resze0yfp #Siamstr

การศึกษา บิตคอยน์ เปรียบเสมือน การศึกษาการปลูกต้นไม้

การลงทุนใน บิตคอยน์ เปรียบเสมือนการปลูกต้นไม้

การที่เราจะปลูกต้นไม้สักต้น เราก็ต้องศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ไม่ก็ความสวยงาม

ถ้าเป็นใน บิตคอยน์ ก็ศึกษาว่าตัวมันสามารถนำไปใช้อะไรได้บ้าง ประโยชน์ในตัว

ของมันคืออะไร เช่น สามารถทำให้เราเริ่มคิดได้ว่าระบบในปัจจุบันนั้นมันแปลกๆ

การเตรียมดิน การขุดหลุมให้พอเหมาะ ตรวจสอบคุณภาพของดิน ปรับปรุงดินให้

เหมาะกับต้นไม้ที่เราจะปลูก ใน บิตคอยน์ก็เหมือนการเตรียมอุปกรณ์สำหรับเก็บ

บิตคอยน์ การเลือก hardware wallet การเลือกรูปแบบการเก็บ seed ว่ารูปแบบ

ไหนที่เหมาะสมกับการใช้งานของเรา โดยไม่ยากเกินไปและไม่ง่ายเกินไป

การปลูกต้นไม้ วางต้นไม้ลงในหลุมปลูก กลบ ดินให้แน่น เพื่อป้องกันการล้มของ

ต้นไม้ ในตัว บิตคอยน์เอง ก็คือการนำ บิตคอยน์โอนไปเก็บใน hardware

wallet แล้วก็ตรวจเช็คความปลอดภัย ทำการปิดผนึก seed ให้แน่ใจว่าปลอดภัย

การรดน้ำต้นไม้ รดน้ำให้ชุ่มหลังจากที่ปลูกเสร็จและรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงที่

ต้นไม้ยังใหม่อยู่ ในบิตคอยน์ก็เหมือนกับการศึกษาหาความรู้มาเติมอยู่เรื่อยๆ

เพราะเทคโนโลยี อย่าง บิตคอยน์ก็ถือว่ายังเป็นเทคโนโลยีที่ยังใหม่อยู่ หมั่นเช็คเรื่อง

ความปลอดภัยของ hardware wallet กับการเก็บ seed ว่าที่เลือกรูปแบบการ

เก็บรักษาไปครั้งก่อนนั้น ถ้าเจอกับเหตุการณ์ที่แปลกๆในปัจจุบันมันจะปลอดภัยไหม

การดูแลรักษา ตรวจสอบดูแลแมลงศัตรูพืชและโรคพืช ใส่ปุ๋ยและตัดกิ่งตามความ

เหมาะสม หมั่นดูแลต้นไม้ให้แข็งแรงและเจริญเติบโตตามธรรมชาติ ใน บิตคอยน์

ก็เหมือนกับการดูแลรักษาตัวระบบให้ บิตคอยน์ ไม่ว่าจะเป็นการขุดหรือการ run

node เพื่อให้มั่นใจว่า ระบบของ บิตคอยน์ ยังสามารถดำเนินได้ต่อไป การสร้าง

ชุมชน community ให้กับ บิตคอยน์ โดยการให้ความรู้ เป็นการสร้างความแข็ง

เกร่งและแข็งแรงให้กับตัวของ บิตคอยน์ด้วย จากการที่มีคนตื่นรู้มากขึ้นเกี่ยวกับ

ระบบการเงินที่เราเป็นทาสกันในอยู่ปัจจุบัน การถูกเอารัดเอาเปรียบจากรัฐบาล

สุดท้ายต้นไม้เมื่อเติบโตจนได้ที่แล้วอาจจะให้ร่มเงา ออกดอก ออกผล ให้ท่าน

สามารถนำมารับประทานได้ แต่ในช่วงระหว่างการเติบโตนั้น ท่านก็ต้องดูแลเอาใจ

ใส่เพื่อให้ต้นไม้ของท่านที่ปลูกนั้นสามารถเจริญเติบโตได้ บิตคอยน์ก็เหมือนกัน

เราพึ่งพาบิตคอยน์ในการเป็นตัวป้องกันเงินเฟ้อนี่คือประโยชน์ที่ บิตคอยน์ สามารถ

ที่จะมอบให้เรา ตัวบิตคอยน์เองก็ต้องอาศัยเราในการทำให้ระบบของ บิตคอยน์

นั้นมีความแข็งเกร่ง ป้องกันการถูกโจมตี โดยการที่เราๆนั้นเป็นคนช่วยรันระบบ

สร้างชุมชน สร้างความมั่นคง สร้างประโยชน์ โดยมีพื้นฐานมาจากบิตคอยน์ ทำให้

ตัวบิตคอยน์นั้นสามารถเจริญเติบโตให้เป็นต้นไม้ใหญ่ในวันข้างหน้าได้

เราให้ความรู้ ความรู้จะเปลี่ยนคน หลังจากนั้น เมื่อทุกคนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูก

ต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ คนเนี้ยแหละจะเป็นตัวสร้างพลังในการเปลี่ยนแปลงโลก

#Siamstr

สุดยอดครับ สมัยตอนผมเด็กๆคุณครูสอนปั้นควาย โตมาเลยกลายเป็นควาย 55555

เมื่อท่านประธาน nostr:npub16hpaqcm8zhc6n4d79tu2mtsf9464093r4v3r7l5hq5tpsng3txesw3tu5f รีวิวเบอร์เกอร์งูสิง #Siamstr

เมื่อ nostr:npub1z7k4pffj7250eaydd3ya0v07mmzecylcq9cw5af68zu39q0k4u3qj6xre4 อยากหาเพลงร้องในงาน TBC 2024 คุณหมอ nostr:npub1wzlj8qxwzwfls9fez23ne90rjey6kxkaqz7nltfajqx5kmp7w2tqfkkad0 เลยจัดให้

#Siamstr

Replying to Avatar Wichit Saiklao

ลิงค์ดูย้อนหลังตอนสุดท้ายของ Open lecture series #สันดานนักล่า 4/4

https://youtu.be/jv5D4H96cI4

ในยุคสังคมดิจิตอล พวกเราจำเป็นต้องเป็นสมาชิกของแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่แพลตฟอร์มต่างๆเหล่านี้ก็ยังมีโครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ โดยสมาชิกต่างต้องใช้ความเชื่อใจว่า admin ของระบบไม่ใช้อำนาจไปในทางที่ผิด admin ของแพลตฟอร์มจะไม่เอาเปรียบพลเมืองหรือสมาชิกของตัวเอง

เราต่างรู้ดีว่าจุดอ่อนของ Trust-based model คือ คนในศูนย์กลางมักใช้อำนาจไปในทางที่ผิด ใช้อำนาจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัว ไม่ว่าจะเป็นสังคม online หรือ สังคมoffline ก็ไม่ต่างกัน

Soft war protocol จึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งเปรียบเสมือนอาวุธในยุคสังคมดิจิตอลเพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพของตัวเองใน Cyberspace

Soft war protocol เป็นระบบที่ based on truth/real แทนที่จะ based on trust

ถึงเราจะหลีกเลี่ยงโครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ไม่ได้ แต่อย่างน้อยพลเมืองทุกคนควรมีสิทธิ์เข้าถึง Soft war protocol เพื่อปกป้องตัวเองในโลกไซเบอร์ นอกจากนี้โปรโตคอลตัวนี้ยังเป็นการควบคุมผู้นำในทางอ้อมให้อยู่กับร่องกับรอย (grounded) ทั้งในด้านคุณธรรมและจริยธรรม รวมถึงการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ต้องปรับให้มัน based on sound economic principles มากขึ้น

หากเราไม่สามารถเข้าถึง Soft war protocol เพื่อปกป้องตัวเองใน Cyberspace สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือการถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้มีอำนาจในส่วนกลาง ในสังคมออนไลน์สมาชิกจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยเล็กๆ ตามความเชื่อ และความสนใจเฉพาะด้านของแต่ละกลุ่ม แต่ในบางครั้งอัลกอริธึมของแพลตฟอร์มที่หวังผลประโยชน์ทางด้านธุรกิจมากไป จนเกินกรอบความพอดีของศีลธรรมและจริยธรรมอันดีงาม สามารถสร้างความเสียหาย สร้างความขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่สังคมที่ไม่สงบสุขได้

ในทางตรงกันข้ามหาก Cyberspace adopt soft war protocol ซึ่งเป็นโปรโตคอลที่ based on truth โปรโตคอลที่ตั้งอยู่บนหลักการที่เป็นจริง สิทธิส่วนบุคคลจะได้รับการปกป้อง ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างพลเมืองด้วยกันจะเพิ่มสูงขึ้น การประสานความร่วมมือจะมีมากขึ้น กว้างขึ้นและลึกขึ้น สังคมไหนที่คนมีความสามัคคีกัน สังคมนั้นก็จะมีความศิวิไลซ์ มั่นคงและยั่งยืน

...จนกว่าเราจะเจอกันอีกในซีรี่ย์ต่อไป ขอบคุณครับ

#siamstr

ขอบคุณครับผม ดูแลสุขภาพด้วยนะครับพี่

TBC 2024 #Siamstr