Profile: bdcdd365...

ผมได้ทำการลบ Facebook ออกจากมือถือไป 7 วันแล้วครับ รู้สึกว่าอาการปวดหัวกับความรู้สึกมึนๆ ที่เป็นมานานมันหายไปแบบสนิทเลยครับ ผมไม่ได้รู้สึกแบบนี้มานานมากแล้ว ( ตอนแรกผมไม่ได้ตั้งใจจะทดลองอะไรนะครับ แต่มือถือผมความจำมันเต็มแล้วก็เห็นหลายๆ คนทำกัน เลยอยากลองบ้าง 55555 ) แต่ผมยังเหลือ Messenger ไว้ในมือถือ กับ เล่น Facebook ผ่าน Browser บน Laptop เป็นครั้งคราว ( ไม่รู้ผมคิดไปเองรึเปล่า แต่รู้สึกว่าเล่นผ่าน Browser มันไม่ปวดหัวเหมือนใน App มือถือ )

และวันนี้ Messenger ก็แจ้งเตือนสิ่งนี้มาครับ

ปล.นี่คุณมึงยังตามมารังควานถึง Messenger อีกหรอ

#siamstr

Replying to Avatar Panai Lawasut

ในระบบนิเวศน์ของคุณมีตัวแปรที่คาดการณ์ไม่ได้มากแค่ไหน

วันนี้ซัพพลายเออร์ลูกเกดของผมเแจ้งมาว่า สินค้าของเค้ากำลังจะขาดตลาด คงจะไม่สามารถส่งให้เราตามที่สั่งได้ และยังบอกไม่ได้ด้วยว่าจะกินระยะเวลานานเท่าไร

นั่นเป็นเพราะลูกเกดของผมถูกส่งมาจากอิหร่าน!

เฮ้ย…เค้ารบกันห่างกับเราเกือบ 7,000 กม.ทำไมกุต้องเดือดร้อนไปด้วยวะเนี่ย

เข้าใจอยู่ว่าคงกระทบกับพวกค่าเงิน ราคาน้ำมัน ราคาทองคำอะไรแบบนั้น แต่นี่กุขายขนม…!!!

ผมเคยได้รับบทเรียนอะไรแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังจัดการได้ไม่ทั้งหมดอยู่ดี

สมัยน้ำท่วมใหญ่ปี 54 นมข้นที่ผมใช้ซึ่งต้องส่งมาจากสิงคโปร์ขาดตลาดหนักมาก ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันเกี่ยวกับน้ำท่วมยังไง แต่ผมต้องวิ่งซื้อทุกร้านที่รู้จัก ร้านโชว์ห่วยเล็กๆที่อยู่ตามซอย ลามไปถึงแปดริ้ว ระยอง ต้องฝากน้องที่โคราชวิ่งหาซื้อมาให้ แถมยอมซื้อทุกราคาด้วย และเพราะไม่รู้เมื่อไหร่วิกฤตจะหมด ก็เลยต้องตุนให้มากที่สุดเท่าที่จะตุนได้ ตอนนั้นยังทำขนมที่บ้านอยู่ ผมจำได้เลยว่าเราไม่มีที่นั่งดูทีวีกัน นั่นขนาดว่าใช้แค่ไม่ถึง 1 ใน 10 ของปัจจุบัน

ครั้งนึงโรงงานผู้ผลิตกลิ่นวานิลาที่ผมใช้เลิกผลิต

ผมงงมากว่าของมีคุณภาพแต่ทำไมโรงงานเจ๊ง มารู้ที่หลังว่าถูกบริษัททุนใหญ่ในอุตสาหกรรมเบเกอรี่ซื้อกิจการไป ครั้งนั้นวิกฤตมาก ผมหากลิ่นวานิลาทั้งตลาดมาลอง ทุกแบรนด์ ทุกราคา ไม่มีอันไหนใกล้เคียงของเดิมเลย ถึงขนาดซื้อฝักวานิลามาลองดองเอง ออกมาแย่กว่าพวกกลิ่นปลอมๆในตลาดอีก (ดองครั้งนึงใช้เวลา 6 เดือน นี่กุต้องสร้าง POW อีกกี่ปีถึงจะใช้ได้วะเนี่ย) สุดท้ายโชคดีมากไปเจอเจ้านึงนำเข้ามาจากออสเตรเลีย กลิ่นแทบจะเหมือนของเดิมที่เคยใช้เลย ครั้งนั้นเสียหายมากเลย ทั้งขนมที่ใช้ไม่ได้และลูกค้าที่รู้สึกได้ว่ากลิ่นมันเปลี่ยน

ยังมีอีกหลายครั้งที่ของขาดเพราะไม่มีเรือขนส่งเนื่องจากเรือทุกลำไปจีนหมด

หลายครั้งที่ โรงงานผู้ผลิตต้องหยุดไลน์ผลิตเพราะเครื่องจักรเสียหาย

หลายครั้งที่ โรงงานผลิตวัตถุดิบให้เราไม่ได้เพราะเค้าเองก็ขาดวัตถุดิบ

ไม่ว่าเหตุผลของซัพพลายเออร์จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ บางที่มันอาจจะไม่จริงอย่างที่เค้าแจ้งมา บางทีมันอาจจะเป็นเพื่ออำนาจต่อรองทางการค้าหรือบางทีอาจจะเพื่อควบคุมปริมาณสินค้าเพื่อขึ้นราคา แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร

“มันเป็นตัวแปรที่คาดการณ์ไม่ได้ในระบบนิเวศน์ของผม”

ผมเริ่มเรียนรู้ที่จะหาทางป้องกันความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง

ผมไล่ดูตัวแปรในระบบนิเวศน์ของผมทุกตัว

วัตถุดิบแต่ละชนิดต้องมีคู้ค้ามากกว่า 1 เจ้า ยิ่งมากยิ่งดี สำคัญว่าคุณภาพต้องได้ เราอาจจะคาดการณ์ผู้ผลิตเจ้าเดียวไม่ได้ แต่ถ้าเป็นหลายๆเจ้ามันไม่น่ามีเรื่องเซอร์ไพรซ์มาพร้อมกัน

ผมมองมันเหมือนระบบนิเวศน์ในธรรมชาติเลย ยิ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพเยอะยิ่งแข็งแกร่ง ในลำไส้เรายังมีแบคทีเรียเป็น 1,000 ชนิดเลย

ผมจะมองหาซัพพลายเออร์ที่เน้นยั่งยืน พวกทำราคามาต่ำๆ ยอมเจ็บตัวก่อน กะฆ่าเจ้าอื่นๆ ผมไม่เคยเอา ไม่น่าอยู่ด้วยกันได้นาน

วัตถุดิบหลายอย่างมันเป็น seasonal มีช่วงของเยอะของน้อย และยอดขายขนมของเราเองก็เป็น seasonal เหมือนกัน มีช่วงขายมากขายน้อย ในช่วงแรกเงินทุนหมุนเวียนและพื้นเก็บของเรามีจำกัด การจะใช้ให้คุ้มค่าที่สุดจำเป็นต้องมีตัวเลขสถิติการผลิตที่ชัดเจนเพื่อที่จะรู้ว่าแต่ละช่วงของปีต้องตุนอะไรเท่าไหร่

มันก็มีข้อเสียอยู่นะ ผมจะต้องซื้อของชนิดเดียวกันในหลายๆราคา เราไม่สามารถทำต้นทุนให้ต่ำที่สุดได้ แต่ผมมองว่ามันเเป็นราคาที่ต้องจ่ายของการป้องกันความเสี่ยง จ่ายไปเถอะเราหวังยั่งยืน

การที่ผมมีซัพพลายเออร์หลายเจ้าทำให้ยอดสั่งต่อเจ้าน้อย ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ (ในช่วงแรกนะ) หลายครั้งเราต้องวิ่งไปเอาของเอง หลายครั้งเค้าเลือกลูกค้าเจ้าใหญ่ก่อน แต่มันก็ค่อยๆดีขึ้น เมื่อคู่ค้าของเรามองเห็นว่าเราก็คาดหวังความยั่งยืนเหมือนกัน

ทั้งหมดนั้นเกิดก่อนที่ผมจะมีสาขาที่สอง การที่เราไปอย่างช้าๆไม่ได้มีประโยชน์แค่มีเวลาในการสะสมเงินลงทุนอย่างเดียว แต่มันยังมีบทเรียนต่างๆที่ช่วยสร้างรากฐานความหลากหลายใน eco system ของเราด้วย

ลองคิดดูว่าถ้าปัญหาพวก supply shortage มาเกิดขึ้นตอนนี้ เราจะเสียหายแค่ไหน

ปัจจุบันผมใช้เม็ดมะม่วงประมาณเดือนละเกือบๆ 5 ตัน ถ้ามีซัพพลายเออร์อยู่เจ้าเดียว เกิดโรงงานเค้าเสียหาย การผลิตสะดุด ไม่สามารถส่งวัตถุดิบให้เราได้ ผมจะไปหาที่ไหนมาแทนได้ทัน จริงๆแค่เค้าหยุดโรงงานช่วงปีใหม่ผมก็หัวฟูแล้ว

ปัญหาพวกนี้ล้วนเกิดในองค์กรที่กำลังเติบโตทั้งสิ้น ยิ่งใหญ่ ตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้ยิ่งเยอะ

ผมไม่แปลกใจเลยกับโมเดลที่บริษัทCP กำลังทำอยู่ เค้าใหญ่ซะจนต้องพยามควบคุมตัวแปรทุกตัว ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำเอง แม้แต่บรรดาผู้ผลิตที่ส่งขนมไปวางขายใน 7-11 ตัวCPเองแทบจะเป็นผู้ผลักดันทั้งหมด ตั้งแต่พัฒนาโปรดักส์ ออกแบบโรงงาน การเข้าถึงแหล่งทุน เพราะลำพังโปรดักส์ที่ดี การผลิตแบบชาวบ้านๆไม่สามารถซัพพอร์ตกำลังซื้อของลูกค้าเซเว่นได้พอ

จริงๆแล้วนั่นคือปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนะ พึ่งพาผู้อื่นให้น้อยที่สุด คอนโทรลทุกอย่างเองตั้งแต่ต้นทางจนสุดทาง

มันจะฟังดูตลกมั้ย ถ้าผมบอกว่า CP ALL ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

แต่อย่างไรก็ตามด้วยความเป็นขนม เราต้องความคุมกลิ่น รสชาติและรสสัมผัส ให้คงที่ตลอดเวลา มันจะมีวัตถุดิบบางอย่างที่ต้องใช้แบรนด์นี้เท่านั้น หรือหาเจ้าผูผลิตที่ทำได้ตรงกับที่เราต้องการได้แค่เจ้าเดียว เกิดเป็นตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้ที่ต้องจำเป็นต้องผูกไว้ในสมการระบบนิเวศน์ของเรา

มันยังมีตัวแปรเรื่องของลูกค้า พนักงาน หุ้นส่วน ตัวเราเอง หรือแม้แต่ลูกเมีย ที่ต้องเอามาคิดด้วย

มันล้วนแล้วแต่คาดการณ์ไม่ได้ทั้งสิ้น

มันมีความย้อนแย้งในกลไกตลาดอันนี้

หากคุณต้องการระบบที่มีความยั่งยืน คุณต้องพึ่งพาผู้อื่นให้น้อยที่สุด

หากคุณต้องพึ่งพาคนอื่น คุณจำเป็นต้องสร้างความหลากหลายในระบบนิเวศน์ และทุกครั้งที่เพิ่มตัวละครเข้ามาในระบบ ก็จะเพิ่มตัวแปรที่มีความเสี่ยงจะควบคุมไม่ได้เข้ามาในระบบเช่นกัน

มันจะกลายเป็นระบบนิเวศน์ที่เล็กแต่มีความหลากหลายภายในสูง

มันจะมีปัญหามากเป็นเท่าทวีถ้าตัวระบบขยายแต่ไม่สามารถเพิ่มความหลากหลายได้เพียงพอ

ยิ่งคุณใหญ่ห่วงโซ่อุปทานคุณอาจจะยาวไป จนคุณพบว่าสงครามที่อยู่ห่างออกไป 7,000กม. ก็ส่งผลกระทบต่อคุณได้

ผมสรุปของผมง่ายๆว่า

ถ้าคุณหวังยั่งยืน คุณจะไม่ใหญ่

ถ้าคุณอยากใหญ่ คุณจะไม่ยั่งยืน

และจะเห็นภาพนี้ชัดขึ้นในกลไกตลาดเสรี

เหมือนกับเราจะส่งจรวดไปดวงจันทร์ เราต้องใช้เชื้อเพลิงมหาศาลเพื่อไปให้ถึง”ความเร็วหลุดพ้น” เพื่อจะออกไปนอกโลกได้ แต่ยิ่งเพิ่มเชื้อเพลิงเข้าไปมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้จรวดที่ต้องแบกไปมากเท่านั้น

แต่คุณรู้ไหม “ความเร็วหลุดพ้น” เป็นแค่ตัวเลขทางทฤษฎี จริงๆคุณสามารถใช้ความเร็วเท่าไหร่ก็ได้เพื่อหลุดออกไปนอกชั้นบรรยากาศ ขอเพียงมีพลังงานและเวลาที่มากพอ

เช่นเดียวกับคุณจะไปถึงจุดไหนก็ได้ หากคุณใช้พลังงานและเวลาสร้าง POW ที่มากพอ

ตลาดเสรีนั้นโหดร้าย (โหดจริงๆนะ)

ก่อนที่มันจะมาถึง POW ของคุณมากพอรึยัง

แต่อย่างน้อยเราก็โชคดีมากที่มีเงินที่เป็นตัวแปรที่คาดการณ์ได้ในช่วงชีวิตเรา

#Siamstr

ปล. ผมมิได้เรียนบริหารหรือการจัดการมาแต่อย่างใด ทั้งหมดผมตกผลึกเอาจากสิ่งที่พบเจอมา ถ้าไม่ตรงกับบทเรียนหรือหลักวิชาการใดๆ ขอไม่ถือสากันนะครับ 🥰

ขอบคุณที่มาแบ่งปันครับ บ้านผมก็ทำธุรกิจเจอเรื่องที่ควบคุมไม่ได้มากมายตั้งแต่เด็กยันโต สิ่งที่ผมได้ยินพ่อกับแม่พูดบ่อยๆ ในสมัยก่อน คือ เหนื่อย, เครียด, อยากเลิกสิ่งที่ทำอยู่, ไม่มีเวลาพักเลย และพวกเขาก็พยายามปลูกฝังความคิดในการรับราชการให้กับผมในสมัยเด็ก

พอโตขึ้นแล้วเริ่มศึกษาหาความรู้ในการทำธุรกิจมากขึ้น แล้วก็ได้รู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำมันสุดยอดขนาดไหน จากนั้นก็เล่าความสุดยอดนั้นให้พวกเขาฟัง ทุกวันนี้พวกเขาบ่นน้อยลงครับ แถมดูจะภูมิใจกับสิ่งที่ทำมากขึ้นด้วย 55555 ส่วนความคิดที่จะให้รับราชการก็ไม่ได้บังคับผมแล้ว จะทำหรือไม่ทำก็ได้ ผมยังรู้สึกว่า POW ของผมในทุกวันนี้มันยังไม่เพียงพอที่จะเอาชีวิตรอดเลยครับ แต่ก็ต้องพยายามเรียนรู้กันต่อไป

คลิปนี้เป็นคลิปแรกที่ทำให้ผมเริ่มเข้าสู่หลุมกระต่ายครับ เมื่อก่อนสิ่งเดียวที่ผมสนใจลงทุน คือ อสังหาริมทรัพย์ เลยเริ่มศึกษาใน Youtube และติดตามแต่คุณ Kim Property Live หลังๆ เริ่มเห็นคุณคิมลงคลิปเกี่ยวกับ Bitcoin ผมในตอนนั้นก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องเลยเปิดเข้าไปดูเป็นบางคลิปก็เลยคิดว่ามันเป็นสิ่งที่พยายามมาแทนที่ทองคำ แต่ก็แอบคิดในใจว่า " มันจะมาแทนทองคำได้จริงๆ หรอวะ "

จนมาถึงช่วงที่ Youtuber หลายๆ ช่องเริ่มพูดถึงมันมากขึ้น ไอเราก็คิดว่ามันต้องไม่ธรรมดาแล้วแหละแบบนี้ จากนั้นก็เริ่มเปิดดูช่องต่างๆ ที่พูดเกี่ยวกับ Bitcoin จนกระทั่งเห็นคลิปที่คุณคิมเชิญผู้ชายใส่แว่นคนหนึ่งมาพูดคุยเกี่ยวกับ Bitcoin และผมได้เข้าไปดูจนจบ แล้วก็คิดได้ว่า " อ้าว!!! ไอสิ่งที่คิดว่าเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก๊องแก๊งที่พยายามจะมาแทนที่ทองคำมันมีประวัติศาสตร์ล้ำลึกขนาดนี้เลยหรอ " จากนั้นก็เริ่มไปตามดูอาจารย์พิริยะจากช่อง The Standard และช่องอื่นๆ แล้วก็ไหลมาเรื่อยๆ จนมาถึงช่อง ChalokeDotCom

อ่านดูแล้วอาจจะคิดว่าผมเริ่มลงทุนใน Bitcoin เลยหลังจากตามอาจารย์มาขนาดนี้ใช่มั้ยครับ ? แต่ไม่ใช่ครับผมเริ่มลงทุนด้วย Shitcoin ครับ เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงที่ Shitcoin กระแสแรงมากและผลตอบแทนมันก็วิบวับล่อตาล่อใจ หลายๆ ช่องใน Youtube และหลายๆ กลุ่มใน Facebook ต่างพากันพูดถึงตัว Shitcoin นู้นนั่นนี่ว่า " จะมาแทนที่ Bitcoin บ้างแหละ " , " มี POS ดีกว่า POW ของ Bitcoin บ้างแหละ ", " Bitcoin มันช้าบ้างแหละ " , " Bitcoin มันใช้พลังงานไม่คุ้มค่าและทำให้โลกร้อนบ้างแหละ ", " Bitcoin มันเก่าแล้วลองมาดูเหรียญนี่สิเทคโนโลยีใหม่กว่า อนาคตแซง Bitcoin แน่ ", " เหรียญนี่ก็มี Supply จำกัดเหมือน Bitcoin เลยนะ " ประมาณนี้แหละครับ ช่วงนั้นผมรู้สึกว่าจะกาวหนักมาก หลังจากนั้นผมเริ่มรับแนวคิดของ Shitcoiner เข้ามาผสมกับแนวคิดของ Bitcoiner ที่ฟังมาจากอาจารย์พิริยะและบางเรื่องผมก็ไม่เชื่อสิ่งที่อาจารย์สอน เพราะผมแนวความคิดที่ว่าของใหม่มันต้องดีกว่าของเก่าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และก็ตัดสินใจลงทุนใน Shitcoin ในที่สุดแล้วก็เจ็บตัวไปตามระเบียบ

แต่ก็นั่นแหละครับ " Don't Trust, Verify " ผมเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ จนกว่าจะได้ไปประสบพบเจอด้วยตัวเองและจากประสบการณ์ครั้งนั้นมันก็ทำให้ผมได้บทเรียนที่ล้ำค่ามาเยอะพอสมควรเลย ถ้าผมไม่เจอประสบการณ์เหล่านี้ ผมคงอยู่ในวงการ Shitcoiner และมองว่ามันจะมาแทนที่ Bitcoin ต่อไป จริงๆ ตอนนั้นมันมีเรื่องของความโลภมาเกี่ยวข้องด้วยนั่นแหละ พอถูกมันครอบงำจะเอาอะไรมาหยุดก็เอาไม่อยู่ ทุกวันนี้กลายเป็นคนที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ กว่าเมื่อก่อนอีกครับ ถึงแม้ค่าคอร์สของบทเรียนนี้มันจะแพงไปสักหน่อย แต่มันก็ทำให้ผมได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเองว่า เราต้องการอะไร, เราขาดอะไร, เราจะพัฒนาไปข้างหน้าต่ออย่างไร และที่สำคัญเลย คือ เราจะดูแลรักษา Bitcoin ของเราอย่างไร #siamstr

https://youtu.be/hr9lNy4fd2g?si=m-TdfvbCqlTOMqq4

ผมว่าคุณ Robert Downey Jr. เขาเขียนไว้ดีมากเลยครับ

Replying to Avatar Somnuke

ผมขอเถียงขาดใจกับใครก็ตามที่คิดว่าการแจกเงินดิจิทัล คือการกระทำชุ่ยๆ คิดตื้นๆ มักง่าย

แบบก็เสือกลั่นไปแล้วให้ทำไง มันก็ต้องทำมั้ย ไม่งั้นเสียหน้าตาย ความนิยมที่พังไปใครจะรับผิดชอบ

การแจกเงินดิจิทัล 10,000 และการแจกเงินอื่นๆ ที่จะตามมาอีกมากมาย ไม่ได้เกิดจากความสิ้นคิดไร้สมองแน่นอน แต่มันคือความตั้งใจ ถูกคิดมาแล้วอย่างดี ทุกอย่างคือแผนการที่ถูกวางเอาไว้เพื่อให้บรรลุ 1 ในเป้าหมายอันยิ่งใหญ่ที่รัฐบาลต้องการในอนาคต

.

นั่นคือการปูทางไปสู่...

ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทในปี 2570

โดยที่ราคาข้าวของจะแพงคืออย่างน้อยเท่าตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สรุปง่ายๆ คือ "จนลง" นั่นเอง

.

อ่ะว่ากันตรงๆ ลองทำสมาธิตั้งจิตวิตถารดูดีๆ

การที่รัฐจะเพิ่ม productivity มหาศาล เพื่อให้กลไกค่าแรงปรับตัวสูงขึ้น 1 เท่าตัวภายใน 3-4 ปี โดยไม่ทำให้เกิดเงินเฟ้อ

มันยากซะยิ่งกว่าลุงพิริยะเมากาว ทะลึ่งประกาศตัวว่าเป็น Shitcoinner และโพสต์อวยชิบะรัวๆ อีกนะครับ

.

ดังนั้น เมื่อเราคิดอย่างละเอียดรอบคอบครบทั้ง 84ล้านมุมแล้ว จะพบว่า

หนทางเดียวที่จะผลักค่าแรงขั้นต่ำขึ้นไปเป็น 600-700 บาทได้ตามเป้า

คือการผลักด้วยกลไกของ "เงินเฟ้อ" ยังไงล่ะ ไม่เสกเงินเพิ่มก็ต้องกู้เพิ่มไง ง่ายๆ แค่นี้

.

เราได้ค่าแรงเชิงตัวเลขเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ซื้อข้าวของได้น้อยลงกว่าเดิมอย่างน้อยครึ่งนึง ฟังดูโคตรอย่างเจ๋งไปเลยนะครับพ่อหนุ่มหน้ามน สู้ๆ

#Siamstr #ThailandZapathon #Thainostrich

#zapathon #bitcoin #nostr

จะเอาเถียงขาดใจไปทำอะไรครับ แล้วมันคล้ายๆ กับเถียงนารึเปล่าครับ

" Man is an animal that makes bargains: no other animal does this - no dog exchanges bones with another. "

- Adam Smith

#siamstr #thainostrich #nostr

ขอบคุณครับ จากที่ผมสังเกตพฤติกรรมของผู้เช่าที่เปลี่ยนไปชัดๆเลย คือหลังจากช่วงโควิด เมื่อก่อนมีแต่คนสู้ราคาจะเอาให้ได้ เดี๋ยวนี้มีแต่ต่อราคามากขึ้น ห้องว่างนานขึ้นกว่าแต่ก่อนจริงๆครับ

Replying to Avatar Pikanet

Nostr

——————————

Bitcoin Village

——————————

มันเป็นช่วงเวลาของผู้ซื้อมั้ย ???

เรื่องแปลกๆที่ผมเจอตลอด 1-2 เดือนที่ผ่านมา

ช่วงนี้เจอแต่คนขายที่ดินและอสังหาในหลากหลายรูปแบบ

- ที่ดินมรดกแปลงใหญ่ต่างจังหวัดที่พ่อแม่มอบมรดกไว้ให้เป็นสมบัติตกทอดรุ่นสู่รุ่น ปกติก็ไม่เคยคิดจะขาย แต่ลูกหลานต้องขายเพื่อมาจ่ายดอกเบี้ยที่กู้นอกระบบมาจากรอบสารทิศ มาสร้างบ้านหรูหลังใหญ่ และใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่ตอนนี้ไม่มีแม้เงินจะจ่ายดอกในแต่ละเดือน

- ที่ดินสวยๆชานเมือง ที่ปู่ย่าเก็บไว้ให้ลูกหลานมาสร้างครอบครัวใหญ่อยู่ร่วมกัน แต่ตอนนี้ย่าอยากขายเองเพราะคิดว่าเป็นภาระตอนชราซะมากกว่า ลูกๆหลานๆเองก็ไม่อยากมาสร้างบ้านอยู่ด้วย ชวนกันไปอยู่คอนโดเสียดีกว่า

- อาคารเชิงพาณิชยกรรมขนาดใหญ่ ทำเลดีติดสถานีรถไฟฟ้า เจ้าของจำใจขาย เพื่อปลดภาระทางธุรกิจซึ่งทำท่าจะไปไม่รอดหลังเจอโควิดและการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

- รีสอร์ทริมทะเลบรรยากาศดีๆ ที่แบกรับภาระดอกเบี้ยไม่ไหว อันที่จริงธุรกิจก็ยังทรงๆ มีคนมาเข้าพักพอสมควรเป็นช่วงๆ เอากำไรช่วงไฮซีซันมาพยุงธุรกิจได้ แต่กำไรที่พอเหลือก็ต้องเอามาจ่ายดอกเบี้ยที่กู้ยืมธนาคารมา

ดูเหมือนว่าจะเป็นเวลาของผู้ซื้อ ??? เป็นเวลาที่มีสินทรัพย์ discount ออกมาให้ผู้ซื้อเลือกชอปปิ้งมากขึ้นเรื่อยๆ

แปลกตรงที่ ต่อให้ถามหาผู้ซื้อหลายรายก็แล้ว ต่อให้เริ่มลดราคาลงมาก็แล้ว กลับไม่มีผู้ซื้อในตลาดปิดการขายเลย

ปัญหาจากการเสื่อมค่าของเงิน การปั๊มหนี้และเสกเงินของรัฐ การ leverage ของระบบการเงินลวงตา ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันอาจกำลังจะพังทลายลงต่อหน้าต่อตาเรา อยู่ที่ใครจะมองเห็นมันก่อน ใครจะหาทางรอดได้ก่อน

อย่าคิดว่าเราจะโชคดีได้ซื้อสินทรัพย์ในราคาถูกๆเลย เพราะอาจมีราคาถูกกว่าๆๆๆๆนี้อีกมากอยู่ข้างหน้า

ลึกๆแล้ว…ผมว่าคราวนี้มันต่างออกไป เหวลึกนี้ดูเหมือนจะไม่มีก้นเหว

ในอนาคตสินทรัพย์ต่างๆคงลดราคาลงอีก และเร่งการขายขึ้น เพราะยิ่งขายช้าก็ยิ่งเสียหาย อาจต้องปิดกิจการหรือโดนยึดสินทรัพย์ไปทีละราย

คนที่เดือดร้อน เริ่มขายสมบัติที่ไม่จำเป็น มาประคองชีวิตและธุรกิจ ทุกอย่างมันยังดูเหมือนจะโอเค จนถึงวันที่ไม่มีใครช้อนซื้ออีกต่อไป แล้วต้องขายสมบัติที่จำเป็นขึ้นๆ เวลานั้นคงจะเป็นก้นเหวที่น่ากลัวและมืดมิดจนไม่สามารถปีนกลับขึ้นมาได้

มีใครรู้สึกถึงวิกฤตทางการเงินที่กำลังใกล้จะมาถึงมั้ยครับ ??? หรือผมคิดไปเอง ???

ผมจึงไม่คิดว่าเป็นเวลาที่ควรช้อนซื้ออะไรหรอก ในเวลาที่แม้แต่ที่ดินเองยังอาจจะเก็บมูลค่าไว้ไม่ไหวอีกต่อไป

การลงทุนในช่วงเวลานี้ เพียงแค่ใครที่สามารถเก็บมูลค่าสินที่มีไว้ได้ดีกว่า ก็ดูเหมือนจะเป็นผู้ชนะแล้ว

มันน่าจะเป็นเวลาที่เราต้องออมมากกว่า เพราะเราเจอเงินที่ดีแล้ว เรามี Bitcoin แล้ว

เรามีเงินที่เก็บมูลค่าให้เราได้แล้ว

Keep Calm ,Stack Sats

#siamstr #escapethematrix

#exitthematrix #nostr

บ้านผมทำอสังหาปล่อยเช่า ผมยังลังเลอยู่เลยว่าถ้ารับช่วงต่อผมควรขายมาซื้อ Btc หรือ ปล่อยเช่าเหมือนเดิมละ DCA Btc คิดว่าในอนาคตคงได้แนวทางที่ชัดเจนขึ้น แต่หากต้องเลือกทางใดทางหนึ่งผมจะไม่เลือกทางที่ทำให้ตัวเองและครอบครัวเดือดร้อนเด็ดขาด

Replying to Avatar Somnuke

ผมเดาว่าอัตราเงินเฟ้ออย่างน้อยๆ 7-10% แต่ตั้งแต่ช่วงโควิดจนถึงทุกวันนี้ คงแตะ 2 หลักมาตลอด

ถ้าหลักการหน่อย คือ CPI ดัชนีชี้วัดผู้บริโภค คือตะกร้ารวมสินค้าที่รัฐเอามาคำนวณเงินเฟ้อ มันใช้การไม่ได้ ไม้บรรทัดที่ใช้วัดมันยืดหดได้ มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อะไรแพงเอาออก อะไรกระจอกเอาเข้า มันจึงไม่เคยสะท้อนภาระต้นทุนที่แท้จริงที่ประชาชนต้องแบกรับเพิ่มเลย สรุปง่ายๆ คือมีไว้ทำเหี้ยอะไรไม่รู้ครับ

โดยที่ให้เหตุผลเราว่า "สินค้าเหล่านี้มันควบคุมไม่ได้" ว๊อทเดอะฟุ่ยโยว! ทั้งๆ ที่สินค้าที่คุณเอาออกมันคือสินค้าจำเป็นที่เราไม่ซื้อก็ต้องซื้อ ไม่อยากใช้ก็ต้องใช้ คือต้นทุนชีวิตหลักของผู้คน เช่น เนื้อสัตว์และพลังงาน เนื้อวัว หมูแพง ก็เอาปลามาใส่แทน น้ำมันราคาพุ่งสูงไปไกลก็เอาออกแม่มเลย

ถ้าหลักการเป็นแบบนี้ แล้ว CPI มันจะสะท้อนเงินเฟ้อได้อย่างไรล่ะครับ รัฐและธปท. จะหาสูตรคำนวณทุกวิถีทางให้ตัวเลขมันต่ำที่สุด เพื่อความสบายใจของประชาชน ตัวเลขสูงๆ แล้วผู้คนจะใจสั่นกินไม่ได้นอนไม่หลับ มันไม่ต่างกับการบอก ซิ่งไปเลยๆ ข้างหน้าไม่มีเหวแน่นอน แต่จริงๆ มี แถมเหวลึกด้วย

ไม่ต้องฟังผมก็ได้ครับ ไปฟังของจริงจากปาก อดีตผู้ว่า ธปท. เลยดีกว่า

https://video.nostr.build/7bdfce3c4776e52acc1f42e244a06cb628dceb8e5b16c63b77e856568cab36d8.mp4

#Siamstr

นี่เรามีหน่วยงานพวกนี้ไว้ทำมะเขืออะไรครับ ตั้งแต่เด็กจนโตเห็นมีสูตรสมการนู่นนั่นนี่มากมายที่ใช้อธิบายและแก้ปัญหาสภาพเศรษฐกิจ แล้วไอเราเมื่อก่อนก็เชื่อใจพวกเขาซะด้วย ทีนี้ก็ลำบากก็ว้าวุ่นเลย

Replying to Avatar Panai Lawasut

“จงเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น”

พ่อผมสอนประโยคนี้อยู่ตลอดเวลาเรียกว่าเป็นคำพูดติดปากของแกเลยก็ว่าได้ มันเข้าหัวผมอย่างแน่นอน และทำให้ผมปฏิบัติตามอยู่ตลอดโดยอัตโนมัติแม้ว่าจะไม่ตั้งใจก็ตาม

วันนี้ผมมีประสบการณ์ของตัวเองมา 40 กว่าปี ผมอยากจะเล่าในมุมของผมเองแบบไม่โลกสวยว่า

“ผมไม่แน่ใจว่ามันทำได้จริง…”

ประสบการณ์ ความรู้ ความผิดพลาด บทเรียน เรื่องนี้ส่งต่อกันได้ เป็นสิ่งที่โคตรน่าอัศจรรย์ มันทำให้มนุษยชาติมีวิทยากรมาได้อย่างที่เราเห็นๆกันอยู่

มันเป็นการส่งต่อ POW ของคนรุ่นก่อนหน้า ผ่าน protocol อะไรซักอย่างก็ตาม มาถึงคนรุ่นถัดไป

ถ้า POW มันคือการใช้ ”พลังงานและเวลา” ไปกับเรื่องบางอย่าง

เช่นนั้น การถ่ายทอดประสบการณ์กันจากรุ่นสู่รุ่น จากหนังสือ จากเรื่องเล่า จากครูอาจารย์มันก็คือการส่งต่อ “พลังงานและเวลา” ของคนเหล่านั้นไปสู่ผู้รับฟัง

และนี่คงจะเป็นสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่า เรามีพลังงานและเวลามากกว่าคนรุ่นก่อนอยู่เสมอ คงจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราคิดว่า เราฉลาดกว่าคนรุ่นก่อน

แต่มันเป็นเหมือนกฎอะไรซักอย่างของธรรมชาติ เราไม่สามารถส่งต่อพลังงาน โดยไม่มีการสูญหายไประหว่างทาง

เหมือนกับเครื่องยนต์สันดานภายกำลัง 300 แรงม้า ต้องสูญเสียพลังงานไปกับการสั่นสะเทือน เสียง ความร้อน แรงเสียดทานของเพลาขับ ฯลฯ กว่าจะไปถึงล้ออาจเหลือกำลังเพียง 250 แรงม้าเท่านั้น

ไม่ต่างอะไรกับการส่งต่อประสบการณ์ของใครซักคน เราไม่สามารถจะเรียนรู้ทำความเข้าใจมันได้อย่างท่องแท้ 100% จนกว่าเราจะเจอกับตัวเอง

สมัยวัยรุ่นคิดว่าหลายคนคงเป็นเหมือนผม ชอบออกไปขี่รถกับเพื่อน กลับบ้านดึก พ่อกับแม่เตือนหลายครั้งเพราะเค้าเป็นห่วง บ่อยเข้า จนวันนึงพ่อพูดกับผมว่า

“แกไม่รู้หรอกว่าพ่อกับแม่เป็นห่วงแกแค่ไหน วันที่แกมีลูกของแกเองจะเข้าใจ”

ตอนนั้นผมคิดว่าผมเข้าใจที่พ่อพูดนะ ผมออกเที่ยวน้อยลงจริง เพราะไม่อยากให้เค้าห่วง คิดว่าเราเข้าใจเค้า

แต่พอมีลูกเองจริงๆ ถึงได้รู้ว่าความเป็นห่วงของพ่อกับแม่จริงๆมันขนาดไหน เทียบไม่ได้กับที่เราเคยเข้าใจเลย

คำว่า “เข้าใจ” คือมันต้องเข้าไปอยู่ในใจจริงๆ รู้สึกถึงมันจริงๆ แค่คิด นึกเอา หรือแม้กระทั่งผ่านการวิเคราะห์มายัง เราอาจจะยังเรียกว่า “เข้าใจ” ไม่ได้

หลายคนกว่าจะเป็นบิทคอยเนอร์คงจะผ่านการซื้อขายชิตคอยน์หรืออยู่ในตลาดหุ้นมาก่อนมากก่อน

ผมก็เหมือนกับหลายๆคน พองานเริ่มเข้าที่ เริ่มมีเงินเก็บ ก็ต้องหาทางจัดสรรเงิน

และก็เป็นเหมือนกับคนทั่วไปนั้นแหละ ศึกษาหาข้อมูล อ่านหนังสือเท่าที่จะหาได้ ก็คือพยายามเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นให้ได้มากที่สุด

เมื่อซัก10กว่าปีที่แล้ว หลังแฮมเบอร์เกอร์ไครซิสใหม่ๆ set น่าจะราวๆ 4-500 จุด ผมเริ่มลงทุนแบบVI จัดสรรเงินอย่างดีตามตำราแปะ สำรองจ่ายฉุกเฉิน cashflow fix-cost ประกัน ลงทุน

Portก็โตแบบ 6-7% ต่อปีอยู่4-5ปี

อยู่มาวันนึงเพื่อนผมคนนึงซึ่งเป็น developer ขายโครงการคอนโดที่ยังพัฒนาไม่เสร็จให้กับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เพราะตัวเพื่อนผมเค้าไปต่อไม่ไหวแล้ว และตัวบริษัทในตลาดก็มาซื้อเพื่อสร้าง story โดยจ่ายค่าโครงการทั้งหมดเป็นหุ้นวอแรนท์แทน และมีการคุยเป้าหมายของราคาหุ้นกันชัดเจน

ผมที่รับรู้เรื่องราวโดยตลอดเห็นบริษัทออกข่าว ลากราคาหุ้นวิ่งขึ้น ออกข่าวร้ายทุบลง วิ่งขึ้นทุบลงๆๆ เป็นไปตามแผนงานที่เค้าวางไว้กันแบบวันต่อวัน

ผมเพิ่งเข้าใจหุ้นปั่น หุ้นมีเจ้าจริงๆก็วันนั้น

ผมเพิ่งรู้ว่าข่าวที่เราได้รับรู้กัน ถ้าไม่ช้าเกินไป ก็จะเป็นข่าวที่เค้าอยากให้เรารู้ ก็วันนั้น

ผมเพิ่งรู้ว่า balance sheet ของบริษัทนั้นเชื่อถือไม่ได้ก็วันนั้น

เรื่องนี้มีคนบอกเราอยู่ตลอด เราเชื่อ เราคิดว่าเข้าใจ แต่เราไม่คิดว่ามันจะขนาดนี้

ผมคิดว่าทางรอดในตลาดคือต้องอยู่ฝั่งเจ้าเท่านั้น..

บวกด้วยความโลภ ผมขายหุ้นทั้งหมด พร้อมกับเงินเก็บทั้งหมด! มาลงในหุ้นเพื่อน พร้อมกับได้รับราคาเป้าหมายที่จะต้องขายตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ…

เราว่าเราวงใน วงในแบบชิดกับคนทำหุ้นเลย ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่คุยกันไว้ port ผมบวกมากกว่าตลอด 4-5 ปีที่เริ่มลงทุนมาแบบไม่เห็นฝุ่น

จนกระทั่ง….

เพื่อนผมกับบริษัทมหาชนนั้นทะเลาะกัน เหมือนเค้าอยากจะทำให้รู้ว่าเกมส์นี้ใครคุม เค้าเริ่มค่อยๆกดราคาลงมา จนผมเริ่มขาดทุน จาก -5% ,-10%,-20% แล้วมาค้างอยู่ -30% กันพักใหญ่ หลายเดือนเลย

สุดท้ายทะเลาะแตกหัก เค้าทุบหุ้นแม่ลงมา หุ้นพวกผมซึ่งเป็นวอแรนท์ที่ไม่มี floor ราคาล่วงแบบแทบจะหมดค่า

ผมจำวันที่ผมตกใจขายได้ดี มูลค่าเหลือไม่ถึง10% ของport ไม่ใช่ของportด้วย ของทั้งหมดในชีวิต

วันนั้นแม่งคือหนึ่งในวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต มือไม้มันสั่นไปหมด สติมันไม่อยู่กับตัวเลย มันทำอะไรถูก

นั้นคือเงินเก็บทั้งหมดของครอบครัวที่ผมกับเมียช่วยกันทำมา

ภาพของสิ่งที่เราพยายามทำในช่วง 3-4 ปี มันลอยเข้ามา มันเป็นช่วง 3-4 ปีของการที่ต้องตื่นตี 3 กว่า ขี่รถเครื่องไปอีก 7-8 กิโล ไปที่ร้านเพื่อเริ่มทำขนม และทำมันทั้งวัน ปิดร้านทุ่มนึง ขี่รถกลับบ้าน พาลูกกินข้าวอาบน้าทำการบ้าน ได้นอนจริง 4-5 ทุ่ม ตี 3 ต้องตื่นอีกแล้ว…

เป็นช่วง 3-4 ปีที่ผมกับเมียไม่สามารถใช้เงินกับเรื่องสนุกของชีวิตได้เลย เก็บอย่างเดียว เพราะหวังว่าสักวันชีวิตมันจะดีขึ้น (เหมือนจะถูกทางแต่เสือกเก็บผิดที่)

ไม่ต้องพูดถึงไปเที่ยวต่างจังหวัด ปาร์ตี้กับเพื่อน ผมทำงาน 365 วัน เอาแค่หาเวลาไปต่อภาษีรถยังลำบากเลย

ทั้งหมดที่ทำมามันหายไปหมดเลย….

บทเรียนที่ผมได้รับ ไม่ใช่ไม่รู้ ไม่ใช่ไม่เชื่อหนังสือหรือผู้มีประสบการณ์ ตำราทุกเล่ม อาจารย์ทุกสำนัก พูดเหมือนกันหมด “Money Management สำคัญที่สุด”

ผมคิดว่ารู้แหละ ผมอ่านก็มาเยอะพอสมควร แต่เราเองนั้นแหละที่ไม่เข้าใจว่าไอ้ที่บอกว่าสำคัญที่สุด มันที่สุดขนาดไหนวะ

ไม่ใช่ไม่เคยได้ยินว่าหุ้นวงในเนี่ยเชื่อไม่ได้ แต่เราเองที่ไม่เข้าใจว่า เชื่อไม่ได้มันคือเชื่อไม่ได้จริงๆ!!!

แล้วผมก็เชื่อว่าผมจะไม่มีทางเข้าใจจนกว่าจะได้เจอเอง

“บทเรียน ถ้ามันยังไม่ใหญ่พอ มันจะยังไม่ใช่บทเรียน”

ไม่มีหรอก บทเรียนราคาถูก ถ้ามันไม่ใหญ่พอมันจะไม่เข้าไปในใจคุณหรอก

ผมเชื่อว่าถ้าผมยังไม่เจอบทเรียนใหญ่ขนาดนี้ ในวันที่ตลาดชิตคอยน์บูม ผมก็ต้องมาหมดตัวในชิตคอยน์อยู่ดี ด้วยปริมาณเงินที่มากกว่าด้วย

กว่าผมจะกล้าเล่าให้แฟนผมฟังว่าที่เราทำมาทั้งหมดไม่เหลือแล้วก็ผ่านไปร่วมสองเดือน เค้าพูดคำเดียวว่า “เป็นไงล่ะ เข็ดหรือยัง” ด้วยน้ำเสียงสบายๆ แอบติดแขวะนิดๆ ไม่มีต่อว่า ไม่มีอาการสลด หรือหมดความมั่นใจในตัวเราให้เห็น มันเหมือนยกภูเขาออกจากอก มันสบายใจ มันมีกำลังใจ มันเหมือนกับมีคนบอกว่า ไม่เป็นไร เรามาช่วยกันใหม่

หลังจากวันนั้นผมรู้แล้วว่าในตลาดหุ้นไม่ใช่ที่ของเรา จะเป็นVI ก็เชื่อถือ balance sheet เชื่อข่าวไม่ได้ จะเป็นเทรดเดอร์นั่นก็เป็นการทำงานอีกอาชีพนึงเลย ต้องใช้เวลาไปกับมัน งั้นเราไปใช้เวลากับสิ่งที่เราเก่งดีกว่ามั้ย

ตั้งแต่นั้นผมก็เริ่มต้นเก็บเงินใหม่ฝากแบงค์ เดิน stement อย่างเป็นระบบ เพราะคิดว่า leverage ตัวเงินด้วยตลาดหุ้นไม่ได้ คงต้อง leverage กิจการด้วยแบงค์แทนแล้วกันวะ

….FUCK!!!! .... ระบบเหี้ยนี้แม่งวางแนวรุกแนวรับไว้หมดทุกทาง

โชคดีฉิบหาย 2 ปี ต่อมา รู้จักบิทคอยน์

ทุกวันนี้เงินที่หายไปวันนั้นอาจจะดูไม่เยอะเท่าเดิม แต่บทเรียนและความรู้สึกในวันนั้น มันเข้าไปอยู่ในใจ ยังใหญ่และเจ็บปวดเสมอที่นึกถึงมัน

ในทางกลับกัน ถ้าเราเป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์แล้วคงจะหวังให้ผู้รับฟังเข้าใจเราอย่างลึกซึ้งคงเป็นไปไม่ได้

คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่จะอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าการอกหักครั้งแรกมันหนักขนาดไหน จนกว่าเค้าจะเจอเอง

คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่จะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจความสุขและความทุกข์ของการมีลูก มันเยอะพอๆกัน จนกว่าเค้าจะมีลูกเอง

คงเป็นเรื่องที่เป็นไม่ฉลาดเลยที่คุณหวังว่าจะทำให้ใครเข้าใจบิทคอย จนกว่าเค้าจะเข้าใจบิทคอย

ประสบการณ์ชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน และต่อให้เป็นประสบการณ์เดียวกัน ก็ตกผลึกไม่เหมือนกันอีก

เราคงทำได้แต่เล่าว่าเราผ่านอะไรมาบ้างแค่นั้น

“จงเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่น แล้วคุณจะเข้าใจมันตอนคุณมีประสบการณ์ของคุณเอง”

#Siamstr

ขอบคุณที่มาแบ่งปันครับ ผมเข้าใจความรู้สึกของการสูญเสียเงินที่ตั้งใจจะเก็บออมให้ชีวิตมีคุณภาพที่ดีขึ้นมันหายวับไปกับตาเลยครับ เงินก้อนนั้นมันมีอะไรหลายๆอย่างที่เราตั้งใจอัดใส่ไว้ในนั้น ตอนเจอนี่อาการไม่ต่างจากพี่เลยครับ 55555 ผมก็ว่าผมฟังกูรูหลายๆคนมาดีแล้ว ศึกษามาดีแล้วแต่สุดท้ายก็พลาด ไม่โดนกับตัวเองนี่ไม่มีวันเข้าใจจริงๆ กว่าจะลุกได้ก็ใช้เวลานานอยู่ครับ ทุกวันนี้ยังไม่กล้าบอกคนในบ้านเลย ทำได้แค่บ่นเรื่อง Fiat ให้เขาฟัง และแอบ Stack sats ไป ตอนนี้ผมมองว่าดีด้วยซ้ำที่ผมพลาดตั้งแต่ตอนนั้น เพราะหากเงินก้อนที่ผมจะใส่ลงไปมันใหญ่กว่านี้ผมคงเจ็บหนักกว่านี้ พอคิดได้แล้วก็เอาว่ะ ชีวิตเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

Replying to Avatar Somnuke

สินค้าและบริการใดๆ ก็ตามที่บริหารโดยรัฐบาล มันจะแพง ต้นทุนสูง และคุณภาพสารเลว ต้องบังคับผูกขาด ไม่ให้เกิดการแข่งขัน เพราะเมื่อใดก็ตามที่กลไกตลาดทำงานมันจะ "พัง"

จากของราคาถูกกลายเป็นของแพง จากของดีเป็นของเหี้ย และทีเด็ดสุดบรมมหาโคตรอัจฉริยะที่มิอาจหาสิ่งใดเทียม คือ แม้ว่าราคาจะสูงเกินจริงไปไกลเจ็ดสิบห้าล้านตารางวา

ก็ยังสามารถทำให้มัน "ขาดทุน" ได้

.

ไม่ง่ายนะครับที่จะบริหารได้ยอดเยี่ยมจนมาออกตับนี้ได้ ขาดทุนแล้วจะทำไม? แค่เอาเงินประชาชนมาโปะก็จบ ยังไงกูก็ไม่เจ๊ง

.

โครงสร้างการทำธุรกิจของรัฐต้องทำให้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนและเข้าใจยากที่สุด ทำง่ายๆ แล้วมันจะตาย ทำง่ายๆ แล้วประชาชนจะเข้าใจอ่ะดิ เวลาโกงก็จะเขินน่ะสิ สรรหาต้นทุนยุบยับไปหมด และ 80% คือค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นซึ่งมีทำสวรรค์วินมานอะไรไม่รู้ จริงๆ รู้แหละ ต้นทุนค่าคัลทิลลินเอฟเฟ็กต์ไงล่ะ ปลิงตัวกลางคอยดักหักหัวคิวไปแปดร้อยสามสิบห้าชั้นกว่าจะถึงมือผู้บริโภค

.

เพราะการออกแบบระบบ มันไม่ได้ตั้งต้นจากผู้บริโภค แต่คือการตั้งใจออกแบบให้มันมีช่องโหว่เยอะที่สุด เพื่อที่จะเอากะละมังมารองตรงรูรั่ว แล้วเอาความซับซ้อนมาปกปิด

.

ผมคือทำของง่ายให้เป็นของยาก ทำของดีให้มันอัปปรีย์ ทำคนรวยให้เป็นคนจน ทำคนจนให้ไม่มีจะกิน

.

ไม่ใช่แค่สินค้า/บริการ แต่มันทุกเรื่อง

รวมถึงการบริหารประเทศด้วยน้ำมือรัฐก็เช่นกัน...

.

แค่ลายเซ็นโง่ๆ สั่วๆ มักง่ายของพวกคนเห็นแก่ได้ สร้างความชิบหายให้พวกเราไปมากมายเท่าไร แล้วเราก็ต้องก้มหน้ากำฮำยอมรับชะตากรรมไป

.

งานสบายรายได้ดีแบบนี้มีที่ไหน ไม่แปลกใจที่ใครๆ ก็ต่างยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่ง "อำนาจรัฐ"

เซ็นๆไป สร้างความชิบหายไป ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรแถมร่ำรวยสุดๆ ไปเลยนะครับ ยอดเยี่ยมจริงๆ สันขวาน

.

เพราะฉะนั้นอย่ามาอ้าตูดพูดสวยหรูว่าคุณกำลังทำเพื่อประชาชน สมนึกยกตีนให้กับสิ่งนี้

.

เมื่อวันที่มันล่มสลาย หวังว่าข้าพเจ้าจะรอดอย่างที่ตั้งใจไว้ สาธุ เจริญพรสักส่องแสง

.

ที่มาของอาการไบโพลาร์กำเริบ

https://fb.watch/noSQPhSpFh/?mibextid=SSW5Zl

#Siamstr #ThailandZapathon #Thainostrich

เขียนได้ดีสมนึกคุง

ช่วงนี้ยุ่งอยู่กับการทำโปรเจคและเตรียมสอบปลายภาคไม่ค่อยว่างมาอ่านพวกบทความหรือหนังสือที่ซื้อไว้เลยเลย พอมีเวลาว่างมาเล่น Nostr ก็อยากบ่นสักหน่อย ช่วงนี้ของกินในมอทยอยขึ้นราคามาเรื่อยๆจากปีที่แล้ว อย่างไก่ป๊อป 25 จากเมื่อก่อน 20 บาท, เห็ดทอด 30 จากเมื่อก่อน 25 บาท, ป๊อปคอร์น(ปัจจุบันไม่ได้กินนานแล้วคาร์บมันเยอะ555)30 จากเมื่อก่อน 25 บาท เห็นเพื่อนเล่าว่าปริมาณน้อยลงด้วย พอมานั่งคิดดูก็คิดได้ว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าเป็นผมสมัยก่อนผมคงไม่เคยใส่ใจมันด้วยซ้ำ มีแต่ Mindset ที่ว่าเงินเฟ้อแล้วไงวะ ของแพงแล้วไงวะ ขยันขึ้นสิ พัฒนาตัวเองเข้า แค่นี้ก็อยู่ได้แล้ว(ช่างไร้เดียงสาจริงๆ) หลังจากได้รู้จัก Bitcoin ผมก็ยังขยันเหมือนเดิม น่าจะมากกว่าเดิมด้วย555 แต่พอเราขยันแล้วก็ต้องรู้จักหาที่กักเก็บพลังงานและเวลาของเราไว้ไม่ให้มันระเหยด้วย ถ้าผมไม่รู้จัก Bitcoin ผมคงขยันให้เงินเฟ้อมันดูดคุณค่าในตัวผมออกไปเรื่อยๆ และใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งของรอบตัวที่ด้อยคุณค่าลงเรื่อยๆ จนรู้ตัวอีกทีผมอาจจะหัวหงอกแล้วก็ได้ แต่โชคดีจริงๆที่โลกนี้มี Bitcoin และผมในตอนนี้ได้รู้จักมันแล้ว

ปล.รูปนี้เป็นน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ซื้อไว้เมื่อปีที่แล้วกับที่พึ่งซื้อมาใหม่ในปีนี้ ถ้าไม่สังเกตนี่ไม่รู้เลยจริงๆ #siamstr

Replying to Avatar Panai Lawasut

Enter The Matrix

ก่อนจะออก ฉันเข้ามายังไงก่อน..?

ผมพยายามคิดเรื่อง exit the matrix ของ @tendou อยู่พักใหญ่แล้ว ก็ยังนึกไม่ออกว่าเรามีประสบการณ์อะไรที่มันชัดเจนจริงๆ

แต่กลายเป็นไปตกผลึกเรื่องอื่นๆอีกเยอะแยะเต็มไปหมด ขอบคุณ @tendou การชวนคนคิดมันได้อะไรมากกว้างกว่าเรื่องที่เราพยามหาคำตอบอยู่เสมอ

ก่อนนี้ที่บ้านผมขายขนมกันหน้าบ้าน เป็นร้านเล็กๆที่ยอดขายพอประมาณแต่ไม่เคยเสียภาษี

ทั้งภาษีบุคคล ภาษีร้านค้า ภาษีป้าย ไม่ต้องพูดถึงว่าจะจด vat

สิ่งที่ผมเจอคือ ผมไม่สามารถซื้อสินทรัพย์อะไรได้เลย กู้แบงค์ไม่ได้ ทำบัตรเครดิตไม่ได้ มันเหมือนเราไม่มีตัวตน

เพิ่งเข้าใจว่าทำไมเลขบัตรประชาชน เค้าถึงเรียกว่า เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ถ้าคุณไม่เสียภาษี คุณจะไม่มีตัวตน

ผมได้แต่คิดว่า ช่างมันวะ ซื้อสดมันให้หมด บ้านก็เช่าเอาแบบนี้แหละ แล้วเงินก้อนที่เราเก็บได้ก็ไว้ให้ลูกซื้อบ้านของเค้าเอง แล้วเค้าเองก็มีหน้าเก็บเงินเพื่อเป็นค่าบ้านของรุ่นหลานต่อไป

เงินเรา-ลูกใช้,เงินลูก-หลานใช้,เงินหลาน……ใช้ถ้าลูปเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เงินแบงค์ ขอแค่รุ่นแรกเสียสละ

(เรื่องนี้ใครก็คิดได้ แล้วคุณก็เริ่มเก็บเงิน เริ่มลงทุน เริ่มรู้จักเงินเฟ้อ…. แล้วก็พบความจริง บันเทิง!!! )

ตอนนั้นทุกคนยังซื้อขายของด้วยเงินสดเป็นหลัก ยังไม่มีการโอนเงินเยอะแยะแบบทุกวันนี้ ผมก็ยังคิดว่าเราอยู่แบบนี้ต่อไปก็ยังได้

เราขยายสาขาโดยที่ไม่ใช้เงินแบงค์แม้แต่บาทเดียว เราไม่เคยขอเครดิตซัพพลายเออร์ ซักพักสรรพากรเริ่มเพ่งเล็ง คุณพ่อผมเริ่มจ่ายภาษี เป็นแบบร้านค้า เหมาจ่าย ปีนึงหลักพัน และแน่นอนเราก็คาดหวังการเติบโตอยู่ตลอด

ถ้าคุณเป็นผู้ประกอบการ สุดท้ายไม่ว่ายังไง คุณจะมาชนกับกำแพงที่ระบบได้วางไว้ ถ้าคุณจะข้ามมัน คุณต้องเข้ามาในระบบ

-ลูกน้องเริ่มถามหาสวัสดีการ ประกันสังคม วันลาหยุด ลาป่วย เค้าควรได้หยุดโดยที่ร้านยังจ่ายเงินให้เค้า

-ลูกน้องเริ่มsufferเรื่องเดียวกับเรา ไม่มีตัวตน ทำบัตรเครดิตไม่ได้ จะซื้อรถเครื่องคันเล็กๆยังลำบากเลย ไม่ต้องพูดถึงมีบ้าน

-เงินโอนเยอะขึ้นทุกวัน (ประมาณ5ปีมานี้ สัดส่วนเงินโอนเพิ่มจาก5%เป็น70% และไม่มีทีท่าว่าจะหยุด)

-ที่สำคัญมันกวนใจ ทุกครั้งที่มีรถตู้จอดหน้าร้าน ถือเอกสารนู่นนี่ลงมา มันใจคอไม่ดี ร้านเราอยู่ใกล้สรรพากรชลบุรีด้วย

ผมเริ่มมองเห็นแล้วว่าอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ยั่งยืนแน่นอน เราทำทุกอย่างให้มันถูกต้องดีกว่า(ถูกต้องตามระบบเค้าอะเนอะ) อะไรต้องจ่ายก็จ่ายไป แล้วจะได้ตัดเรื่องกวนใจออกไปอีกเรื่อง มีสมาธิโฟกัสกับงานที่มันสำคัญดีกว่า

ผมจดบริษัท จดvat แล้วความบันเทิงก็บังเกิด!!!

แบบที่ @jingjo พูดในสมายาส้ม ep15 เลย

นี่มันระบบปัญญาอ่อนอะไรวะเนี๊ย ..!!!

- คุณมีหน้าที่รวบรวมรายรับและรายจ่ายเพื่อนำมาคำนวณภาษี และหลักฐานทุกอย่างต้องถูกต้องตามฟอร์มที่สรรพากรยอมรับ อันไหนผิดหรือไม่มี สรรพากรไม่คิดให้ WTF!!!! ผมเพิ่งเข้าใจว่าใบเสร็จคือเงินก็ตอนนั้นแหละ แล้วกระบวนการนี้ก็มีค่าใช้จ่าย!!แล้วก็ไม่น้อยด้วย (เหมือนเราบริการสรรพากรเพื่อที่จะได้จ่ายเงินให้สรรพากร ปัญญาอ่อนมั้ยล่ะ)

- ทันทีที่สินค้าคุณมีvat คุณจะเสียอำนาจการแข่งขันในตลาดทันที

- จะมีซัพพลายเออร์จำนวนนึงเลยที่ไม่อยากทำธุรกิจกับคุณ เค้ายังไม่อยากเค้าระบบ บางเจ้าจำกัดยอดการสั่ง บางเจ้าขอไม่ออกใบเสร็จให้ส่วนใหญ่ขอบวกvatเพิ่ม เราก็ต้องเลือกเจ้ามีvat เพียงเพราะได้ใบกำกับภาษี

ก็เพิ่งเค้าใจคำว่า”มีภาษีกว่า”

- ถ้าคุณจะทำโปรดักส์ที่มีคุณภาพ คุณจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ทำให้คุณเลือกซัพพลายเออร์ได้ไม่มาก ไม่ว่าเค้าจะขายราคาเท่าไหร่ ไม่มีvat ไม่ให้ใบเสร็จ คุณก็จำเป็นต้องซื้อเค้า แล้วก็รับภาระทางภาษีไปแทน (สินค้าเกษตรไม่มีvatนะ แล้วผมก็ใช้เป็นวัตถุดิบหลักซะด้วย)

- เช่นเดียวกับผู้ให้เช่าที่ดินและอาคารทั้งหลายแหล่ ทำเลสำคัญมาก ถ้าต้องตรงนี้คือต้องตรงนี้ ไม่ว่าเค้าจะไม่ยอมให้เราส่งเป็นรายจ่าย ให้เราเสียภาษีโรงเรือนให้ หรือให้เราเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายให้ เราก็ต้องเช่า (80%ของตลาดให้เช่าเป็นแบบนี้ ไม่แปลกใจที่ธุรกิจใหญ่หนีเข้าห้างหมด ความเลื่อมล้ำจะไม่เกิดได้ไง)

ผมว่าสิ่งหนึ่งที่สรรพากรเก่ง นอกจากการเรียกเก็บภาษีแล้ว คือการรวบรวมคนเข้าระบบ นอกจากคุณจะถูกบีบให้เค้าระบบแล้ว เค้าจะใช้คุณเป็นเครื่องมือในการบีบให้คนอื่นเข้าระบบด้วย

มีซัพพลายเออร์ผม2-3เจ้า ที่ยอมเข้าระบบ บางคนยอมจดบริษัทเลย เพื่อจะเป็นคู่ค้ากับเรา ยังไม่นับ เป๋าตัง พร้อมเพย์ โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ นับถือยุทธศาสตร์เลย

- ลูกน้องคุณเริ่มใช้สิทธิเต็มที่ มองว่าลาป่วย ลากิจ วันหยุดราชการ เป็นสิทธิที่ต้องใช้ให้เต็มที่เริ่มพยายามหาช่องโหว่ที่จะให้ได้รับสิทธิ์สูงสุดจริงๆ ผมไม่ได้มีปัญหานะ แค่จะชี้ให้เห็นว่าก่อนหน้านั้น ไม่เคยมีใครมีความคิดแบบนี้

- ยังไม่นับงานเอกสารที่มากมายมหาศาล ยิ่งเป็นบริษัทยิ่งมากกว่าบุคคลธรรมดาอีกหลายเท่า แต่ละเทศบาล แต่ละองค์กร เรียกเอกสารไม่เหมือนกัน บางทีทำเรื่องเดียวกันแต่ไปคนละโต๊ะ ขอเอกสารไม่เหมือนกันอีก ใบอนุญาตต่างๆที่บังคับให้มี ก็เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่มีการเรียกเก็บค่าอำนวยความสะดวกได้อีก มันจะกินเวลาและกวนใจคุณมาก สุดท้ายคุณต้องหาคนมาทำเรื่องนี้แทน ก็เป็นค่าใช้จ่ายอีก

แต่ก็ตามระบบครับ ทุกวันนี้พนักงานผมเกือบทุกคน มีมอเตอร์ไซค์ บัตรเครดิต บางคนมีบ้านเลย

ไม่รู้ที่ผมทำมาทั้งหมดถูกต้องไหม แต่บอกได้เลยว่า ตามเกมส์เค้าหมด

- กระตุ้นให้คนเป็นพวกบริโภคนิยม

- บีบให้คนต้องใช้เงินแบงค์

- บีบให้คนต้องทำงานในองค์กรที่อยู่ในระบบ

- บีบให้ผู้ประกอบการที่อยากโตต่อ ต้องเข้าระบบ เพื่อadvantageด้านความมั่นคงของลูกน้อง และต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง

- ให้ผู้ประกอบการบีบคู่ค้ากันเองให้เข้ามาในระบบ

ถ้าจะไม่อยู่ในระบบ ใช้เก็บเงินเอาก็ต้องสู้กับเงินเฟ้อ หรือจะเอาไปลงทุน ก็เท่ากับทำงานสองรอบ แถมต้องไปสร้างPOWด้านการลงทุนอีก จะต้องเจอบทเรียนราคาถูกแพงอีกเท่าไหร่ไม่รู้

มันเหมือนกับเราอยู่ในกระแสน้ำเชี่ยว ที่กำลังจะพาเรายังน้ำตกสูง เผอิญมีเรือลอยผ่านมา เราตัดสินใจขึ้นเรือแล้วพบว่า เรือแม่งเสือกมีรูรั่วอยู่ อย่างใหญ่ เราคงไม่มีทางเลือกมากนัก ต้องทั้งรีบพายหนีกระแสน้ำ แล้วอีกมือก็ต้องรีบวิดน้ำออก อย่างเก่งคือเรืออยู่กับที่แล้วก็ไม่จม จนกว่าเราจะหมดแรง

คือรู้แหละว่าถูกหลอกอยู่ แต่มันหนีไม่ได้

จนกระทั่งวันนึงมีผู้ชายใส่แว่นเสียงหน้าฟัง บอกเราว่ามันมีกล่องเครื่องมืออยู่ในเรือนะมันเรียกว่าบิทคอย เอาไปซ่อมเรือได้ แต่แม้คุณจะซ่อมเรือได้แล้วคุณยังต้องพยามพายต่อไปนะ

เราเองก็ไม่รู้หรอกว่าจะเร็วพอไปถึงฝั่งมั้ย ก็ได้แต่หวังว่า จะมีแรงพอที่จะพายไปเรื่อยๆจนความแรงน้ำมันจะหมดไปหรือไม่ก็จนกว่าน้ำจะแห้งไปเอง

ขอบคุณที่บนเรือมีyoutube 55555

#Matrix #EscapeTheMatrix #ExitTheMatrix

#ThaiNostrich #Siamstr

พึ่งได้มีเวลาว่างมาอ่าน นับถือพี่จริงๆ ครับ ผมก็ฝันอยากทำธุรกิจอยู่เหมือนกันแต่สิ่งที่มันมาขวางในความคิดผมอยู่เสมอเลย คือ กฎหมายกับภาษีต่างๆ ยังไม่นับภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่างๆ นาๆ ในตัวธุรกิจ กลายเป็นบางครั้งแค่คิดในหัวผมก็ท้อแล้วครับ แต่ถึงท้อผมก็ยังฝันอยากทำมันอยู่บ่อยๆ อ่านบทความพี่แล้วได้กำลังใจขึ้นมาเลยครับ ขอบคุณพี่จริงๆครับ

ขึ้นชื่อว่าโจรจะเป็นโจรจริงๆ หรืออ้างตัวว่าเป็นโจรคุณธรรมที่ทำทุกอย่างทำไปเพื่อประชาชน สุดท้ายยังไงมันก็คือโจร การกระทำของโจรพวกนี้ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง เนื่องจากความต้องการที่จะช่วยประชาชนของโจรเหล่าแท้จริงแล้วมาจากความต้องการของตัวเองไม่ใช่ประชาชน จะดีกว่ามั้ยหากประชาชนสามารถเลือกที่จะใช้ชีวิตได้ตามความต้องการของตัวเองไม่ใช่ความต้องการของโจร #Bitcoinfixthis

#FuckIMF #Siamstr #Bitcoin #Thainostrich #Thailandzapathon

East or West, Bitcoin is the best.

#Siamstr #ThailandZapathon #Thainostrich

ไม่รู้จะโพสอะไรดี ขออวด Sats ที่ได้เมื่อวานหน่อยละกัน 55555

#Siamstr #ThailandZapathon #Thainostrich

สอบถามหน่อยครับพอดีผมไป Log in เข้าใช้ Yakihonne เพื่อติดตาม Right Shift Curation แต่พอไปกดติดตามเสร็จละกลับมาใช้ Primal ปรากฏว่ายอด Following หายไปหมดเลย เหลือแต่ Right Shift Curation อย่างเดียว ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไรหรอครับ #ThaiNostrich #Siamstr