Avatar
Nataphol
c23b872883073cc5295004405541c7b60ef4052b6e94fc6a849b0c5d55b2d0fb
😅
Replying to Avatar Somnuke

อัตราเงินเฟ้ออย่างน้อยๆ มันต้อง 5-10% ต่อปี และตั้งแต่ช่วงโควิดจนถึงวันนี้ อาจจะแตะ 2 หลักมาตลอดก็เป็นได้

แต่เราไม่มีวันรู้ความจริง...

เงินเฟ้อ ที่ฟังดูน่ารักมุ้งมิ้ง เหมือนท้องอืดท้องเฟ้อนี้ควรถูกเรียกใหม่ว่า "เงินเสื่อมค่า" เพราะมันคือภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุด ตัวแปรหลักที่นำพามนุษยชาติถอยหลังลงคลอง

ราว 50-60 ปีก่อน แม่ผมเข้ารับราชการที่บ้านนอก รับเงินเดือนครั้งแรก 1300 บาท ข้าวจานละบาท ยังพอหากินได้ มันซื้อได้เป็นพันจาน มันกินเองเหลือๆ

รับราชการในยุคนี้ วุฒิ ป. ตรี เงินเดือน 15,000.- ข้าวจานละ 40 บาท เริ่มหายากแล้วและกินก็ไม่อิ่ม ไม่ก็อิ่มเพราะได้ข้าวเยอะ กับข้าวแทบไม่มี และที่สำคัญเอาเงินทั้งเดือนไปซื้อข้าวได้แค่ 300 กว่าจาน รวมค่าใช้จ่ายทุกส่วนแล้ว ผลคือ มันไม่พอ!

ความสามารถในการเลี้ยงดูตัวเองจากเงินเดือนเริ่มต้น ของคนยุคนี้มันต่ำกว่าคนยุคก่อนมากมายหลายเท่า ไม่แปลกเลยที่คนทำงานประจำโดยทั่วไปจะมีชีวิตที่ลำบากมาก เก็บออมไม่ได้ สร้างทรัพย์สินไม่ได้ และดูท่าจะค่อยๆ แย่ลงด้วยซ้ำเพราะรายได้มันโตไม่ทันราคาข้าวของที่แพงขึ้น

ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากพ่อแม่ แทนที่จะให้เขาพึ่งพาเรา พ่อแม่ใครทำไว้ดีก็รอดไป ส่วนใครที่บ้านมีฐานะยากจนเป็นทุนเดิม ชีวิตคุณจะยากลำบากกว่าหลายเท่าตัว

คนเริ่มทำงานยุคนี้ คุณต้องมีเงินเดือนเริ่มต้น 6-70,000.- คุณถึงจะมึกำลังซื้อเท่ากับคนยุคก่อน

ไหวเหรอ? โลกมันผิดเพี้ยนไปกันใหญ่

เอาแบบหลักการหน่อย CPI หรือดัชนีราคาผู้บริโภค คือตะกร้ารวมสินค้าที่รัฐเอามาคำนวณเงินเฟ้อ มันใช้การไม่ได้ ไม้บรรทัดที่ใช้วัดมันยืดหดได้ มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อะไรแพงเอาออก อะไรกระจอกเอาเข้า มันจึงไม่เคยสะท้อนภาระต้นทุนที่แท้จริงที่ประชาชนต้องแบกรับเพิ่มเลย สรุปง่ายๆ คือมีไว้ทำเหี้ยอะไรไม่รู้

โดยที่ให้เหตุผลเราว่า "สินค้าเหล่านี้มันควบคุมไม่ได้" ว๊อทเดอะ....! ทั้งๆ ที่สินค้าที่คุณเอาออกมันคือสินค้าจำเป็นที่เราไม่ซื้อก็ต้องซื้อ ไม่อยากใช้ก็ต้องใช้ คือต้นทุนชีวิตหลักของผู้คน เช่น เนื้อสัตว์และพลังงาน เนื้อวัว หมูแพง ก็เอาปลามาใส่แทน น้ำมันราคาพุ่งสูงไปไกลก็เอาตากตะกร้าคำนวณไปเลย

ถ้าหลักการเป็นแบบนี้ แล้ว CPI มันจะสะท้อนเงินเฟ้อได้อย่างไร?

รัฐและธปท. จะหาสูตรคำนวณทุกวิถีทางให้ตัวเลขมันต่ำที่สุด เพื่อความสบายใจของประชาชน ตัวเลขสูงๆ แล้วผู้คนจะใจสั่นกินไม่ได้นอนไม่หลับ ประชาชนไม่รู้ความจริงเลยว่า ชีวิตเขากำลังจะเผชิญกับอะไรที่รออยู่ข้างหน้า

แม้ว่าหายนะของเงินเสื่อมค่านี้ คือตัวแปรที่ทำร้ายทำลายชีวิตของผู้คนอย่างแสนสาหัสที่สุดแล้ว

มันขโมย เวลา หยาดเหงื่อแรงกาย ความพยายามทุ่มเท ของผู้คนที่ขยันหมั่นเพียรตั้งใจทำมาหากินออกไปหนักขึ้นทุกวัน

หลายคนใช้เวลาทำงานทั้งชีวิตเพื่อบ้านเล็กๆ แค่ 1 หลัง ที่มันจะปลอดหนี้และได้สิทธิ์ความเป็นเจ้าของแค่ไม่กี่ปีในช่วงบั้นปลายของชีวิต และหลายคนไม่มีสิทธิ์ที่จะมีที่ซุกหัวนอนเป็นของตัวเองไปจนวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยซ้ำ

ในวันนี้รู้ตัวอีกที คนส่วนใหญ่ก็อยู่ในสถานะไม่เหลือ "อนาคต" อีกต่อไป

เรื่องที่สำคัญกับชีวิตประชาชนขนาดนี้คุณยังโกหก แล้วเราที่เป็นประชาชนธรรมดา จะหวังพึ่งพาเหี้ยอะไรจากพวกมึงได้ พวกกูชีวิตถูกทำลายขณะที่มึงนอนเกาไข่บงการชีวิตผู้คนในอ่างจากุชชี่

#Siamstr

ใช่ครับ เราถูกสะกดจิตให้ต้องพึ่งพารัฐ ทั้งที่ในความเป็นจริง รัฐต่างหากต้องพึ่งพาเรา

เราควรตั้งเป้าหมายในการพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด แล้วรัฐจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

ผมเชื่อว่าถ้าเรายืนได้ด้วยลำแข้งตัวเองแล้ว กลไกตลาดจะบีบให้รัฐต้องลดบทบาทตัวเองให้ลีนมากขึ้น

ลงทุนเพื่อสร้างกำไร ❌

ลงทุนเพื่อสร้างคุณค่า ✅

gm #siamstr

most skincare product is shitcoin.

the most effective way to improve skin is from inside.

ดอกเบี้ยทบต้น ใครๆก็รู้จัก

แต่จะมีสักกี่คนเคยคำนวณ เงินเฟ้อทบต้นบ้าง? nostr:note1aaexln5hgvnnshyr3h7farjy53a46e4k86tmg27fjhr20gte73zsp3ka8w

หากเราศึกษาและทดลองปรับปรุงสุขภาพตัวเอง ถึงจุดหนึ่ง เราจะพบว่า หมอบางคนก็ไม่ใช่พระเจ้าที่เก่งมากไปกว่าเรานักเท่าไหร่ และโรงพยาบาลก็ไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ถ้าไม่มีคนไข้

#siamstr

เราคือซอมบี้หิวกระหายความช่วยเหลือ เพราะได้รับการอุ้มชูจนเคยชิน เราหิวแสง หิวความสนใจ หิวเวลาเอาใจใส่จากคนอื่น

เราลืมไปแล้วว่าเมื่อนานมาแล้วเราเคยเป็นมนุษย์ที่มีความคิดเป็นของตัวเอง พึ่งพาตนเอง รับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

ทุกวันนี้เราคือเด็กหย่านมแม่(ที่ไม่เคยแม้แต่สัมผัสรสนมแม่จริงๆ) ที่อยู่ในร่างผู้ใหญ่ เราต้องการให้ทุกสิ่งอย่างอำนวยความสะดวกแก่ร่างกายและจิตใจที่บอบบางลงเรื่อยๆอยู่ตลอดเวลา

เวลาทำอะไรพลาด เราจำเป็นต้องมีข้ออ้างให้ตัวเองเสมอเพื่อปกปิดความอ่อนแอในจิตใจ

เราจะไม่ยอมรับผลของการกระทำตัวเองจนกว่าจะได้เจอสถานการณ์ที่บีบบังคับให้ต้องรับผิดชอบ

เราหวังพึ่งทุกคน ทุกสิ่ง ฟ้า อากาศ หมา แมว พ่อ แม่ ญาติ มิตร ศัตรู ให้มาช่วยเติมเต็มชีวิตเราโดยที่เราจะไม่ไขว่ขว้าอะไรไปมากกว่ารีโมตทีวีเพื่อกระดิกนิ้วหาซีรีย์เพ้อฝันตอนต่อไป

ตื่นจากฝันได้แล้วครับ

ถ้าคุณไม่ดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยตัวเอง ชีวิตนี้คุณก็จะเป็นได้แค่ปลิงของใครสักคน

รอวันที่เค้าจะสลัดคุณทิ้งเมื่อหมดประโยชน์แล้ว ก็แค่นั้นเอง

รสชาติของความเป็นทาสก็เหมือนกับน้ำตาล มันสดชื่นในตอนแรก แต่มันเสพติดจนคุณไม่อยากได้อย่างอื่นอีกแล้ว และถ้ามีใครมาพรากมันไปจากคุณ คุณก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ “ความเป็นทาส”กลับคืนมา

ถ้าคุณไม่ตระหนักด้วยตัวเอง คุณจะตายไปแบบไม่มีอิสรภาพ

ถ้าคุณรู้สึกว่าเริ่มสมองงอกแล้ว ก็รีบศึกษาหาวิธีปลดความเป็นทาสนี้ออกจากตัวให้เร็วที่สุด

แต่ถ้าคุณยังอยากใช้ชีวิตแบบสะดวกสบายต่อไปเรื่อยๆ มายไลฟ์อิสฟัคกิ้งวอนเดอฟูลล์ บลาๆๆ...ผมก็ขอให้คุณ โ ช ค ดี!

no one is coming to save you.

#siamstr

proof of work has to be earned, not create.

since etf launched , $1 bn inflow equate to around 21bn of marketcap. so $1 trillion inflow will be 21 trn marketcap which make price around 1 mil per coin.

and there's roughly 6 trillion of money market fund, waiting in the pipe..

damn! they are seriously coming to get your #bitcoin .

hodl your key very very tight!

https://youtu.be/48r0VO9m1yc?si=Wsawyey6_wOes_t-

#siamstr

one of the best quote on tshirt.

การใช้เงินกับการใช้พลังงานในร่างกาย

เงิน คือ พลังงานรูปแบบหนึ่ง

เราไม่สามารถมีชีวิตได้โดยไม่มีสภาพคล่อง(เงินสดหรือเครดิตที่พร้อมใช้งาน) เช่นเดียวกัน ร่างกายเราก็อยู่ไม่ได้หากขาดพลังงาน(น้ำตาลและไขมัน)

เราสามารถเรียนรู้วิธีการบริหารสภาพคล่อง ได้ด้วยการทำความเข้าใจกระบวนการใช้พลังงานของร่างกาย ดังนี้ครับ

ในช่วงแรกหลังจากทานอาหารเข้าไป ร่างกายได้พลังงานจากอาหาร ในรูปแบบน้ำตาล และ หากมีปริมาณน้ำตาลที่มากเกิน มันจะถูกเก็บในตับและกล้ามเนื้อส่วนหนึ่ง เกินจากนี้น้ำตาลจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันและเก็บไว้ตามจุดต่างๆของร่างกาย

หลังจากหยุดกินไปสักพัก ร่างกายจะเริ่มดึงน้ำตาลที่ตับมาใช้เป็นพลังงานหลักก่อน หลังจากนั้น ถ้าร่างกายต้องการใช้พลังงานมากขึ้น และยังไม่มีอาหารเข้ามาในระบบ ร่างกายจะเริ่มดึงไขมันที่เก็บสะสมออกมาใช้เป็นพลังงาน

อวัยวะส่วนใหญ่สามารถใช้ไขมันเป็นพลังงานได้ และอวัยวะบางส่วนที่จำเป็นต้องใช้น้ำตาล ร่างกายก็สามารถแปลงไขมันเป็นน้ำตาลมาใช้ได้

ธรรมชาติออกแบบกลไกการทำงานของร่างกายที่สมดุลในตัวมันเองอยู่แล้ว ผมเชื่อว่าเราสามารถนำกลไกนี้มาประยุกต์ใช้ได้กับการทำงานภายนอกร่างกาย โดยเฉพาะเรื่องการใช้เงิน

เราจะเห็นว่าร่างกายมีการจัดการพลังงานเป็นลักษณะเหมือนถังสำรองหลายๆถัง มีถังเก็บน้ำตาลซึ่งสภาพคล่องสูงและหมดเร็ว และ ถังเก็บไขมันที่มีสภาพคล่องต่ำกว่าและเก็บได้เยอะกว่า

ลำดับการบริหารสภาพคล่องที่ควรจะเป็นคือ ใช้เงินหรือเครดิตก่อน เมื่อหมดค่อยดึงเงินสำรองฉุกเฉินมาใช้

ในคนที่มีสุขภาพดีโดยมีระบบเผาผลาญที่ยืดหยุ่น สามารถใช้ทั้งน้ำตาลและไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เหมือนกับคนที่สามารถบริหารสภาพคล่องได้ลื่นไหลไม่ติดขัด แม้จะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นก็สามารถอุดช่องโหว่เหล่านั้นได้ มีเงินสำรองฉุกเฉินที่เพียงพอ คนเหล่านี้มักเป็นคนที่รู้ตัวเองว่าจะมีรายรับรายจ่ายเท่าไหร่ในแต่ละเดือน,ปี มีการฝึกฝนการทำบัญชี วางแผนล่วงหน้า และตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน และสำคัญที่สุดคือ มีวินัย

การที่หลายคนมีปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง กดบัตรเครดิตเต็มวงเงิน มีเงินสำรองฉุกเฉินไม่เพียงพอ ต้องติดหนี้วนเป็นงูกินหาง คนเหล่านี้ก็เปรียบเหมือนกับ คนที่มีปัญหาระบบเผาผลาญที่แม้จะมีไขมันสะสมในร่างกายอยู่มาก แต่ก็ไม่สามารถดึงออกมาใช้ได้ เพราะร่างกายชินกับการใช้น้ำตาลมากกว่า และ ต้องคอยกินอาหารที่มีน้ำตาลสูงอยู่ตลอด เพื่อให้รู้สึกสดชื่น

วิธีแก้ปัญหาระบบเผาผลาญ คือ ปรับเปลี่ยนการกิน เลือกประเภทอาหาร เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ เน้นสารอาหารมากกว่าพลังงาน เน้นธรรมชาติมากกว่าแปรรูป เน้นกินมื้อน้อยอิ่มนาน มากกว่ามื้อเยอะหิวไว

เช่นเดียวกัน ปัญหาสภาพคล่อง แก้ไขได้ด้วยการ ยอมรับว่าตัวเองใช้เงินไม่มีวินัย หรือไม่ก็วางแผนไม่ดีพอ มีบางอย่างที่เราคาดไม่ถึง เริ่มทำบัญชีรายรับรายจ่าย แยกให้ออกระหว่างสิ่งจำเป็นกับสิ่งที่อยากได้เฉยๆ ใช้ให้น้อยกว่าหามาได้ เริ่มเก็บออม เก็บเงินสำรองฉุกเฉินให้เพียงพอ อุดช่องโหว่ด้วยผลิตภัณ์การเงินหลายรูปแบบตามเป้าหมายชีวิต

เมื่อศึกษาและฝึกฝนวินัยการบริหารสภาพคล่องได้แล้ว จึงค่อยเริ่มศึกษาการสะสมความมั่งคั่ง(Wealth) ซึ่งเป็นสิ่งที่จะทำให้เราไม่จนลงในอนาคตครับ

ข้อมูลอ้างอิง

5 stages IF

https://www.youtube.com/live/FNoU-Cc0pmk?si=hRJ1y-4Y2QhgSByT

How to NOT be poor

https://www.youtube.com/live/pU1HSLhwhig?si=cDVOvUkzOrClX3YN

#siamstr

1st phase : retail > store of value

2nd phase : institution > medium of exchange

3rd phase : country > unit of account

how hard money battle weak one.

แง่ว ไปกันใหญ่แล้ว คุณนกพิราบขาว

ความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นฟีเจอร์

ผมเก่ง ผมควรได้ค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผล

ผมห่วย ผมต้องยอมรับค่าตอบแทนที่น้อยกว่า

ต้นทุนทุกคนไม่เท่ากันเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว

แค่ในระบบเฟียต บางคนมันมีอำนาจผลิตเงินมากกว่าคนอื่น เลยดูดทรัพยากรมาได้มากกว่า ความเหลื่อมล้ำจึงดูเป็นปัญหา ซึ่งจริงๆแล้ว มันเป็นผลของปัญหาต่างหาก

การที่เงินผลิตได้ยาก มันจึงบังคับให้คนต้องทำงานเพื่อสร้างคุณค่าจริงๆ ทุกคนต้องมีการลองผิดลองถูกอยู่ตลอดเวลา คนรวยก็อาจไม่ได้รวยขึ้น คนจนก็อาจไม่ได้จนลงเสมอไป

แต่ยังไง ความเหลื่อมล้ำก็ยังไม่หายไปไหน มันเป็นกลไกตามธรรมชาติเพื่อคัดสรรผู้แข็งแกร่งอยู่แล้ว

#siamstr

https://www.facebook.com/share/bsjmDGdPSwTjAobe/?mibextid=qi2Omg

เพจนี้ครับ แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้ลงโพสใหม่เท่าไร กำลังตั้งใจเขียนบทความใหม่ สรุปเรื่องสมาธิอย่างเข้าใจง่าย รอติดตามได้ครับ จะพยายามเข็นออกมาให้เร็วที่สุด

ขอบคุณครัฟฟ

หลายคนอาจจะพอรู้ว่า mindfulness หรือสมาธิเนี่ยถ้าเราฝึกอยากสม่ำเสมอนอกจากทำให้มีสมาธิ มีสติ ทำอะไรรอบคอบขึ้นแล้ว ยังช่วยลดความเครียดได้ด้วย

สำหรับคนที่ไม่เคยฝึกสมาธิที่สงสัยว่าการฝึกสมาธิมันช่วยเรื่องลดความเครียดได้ยังไง จะอธิบายกลไกคร่าวๆ ดังนี้:

ก่อนอื่นขอพูดถึงเทคนิคนั่งสมาธิที่เราใช้ก่อน

As breath turns from down to up, and again as breath curves up to down – through both these turns, realize.

ข้อความนี้ก็อปมาจาก Vigyan Bhairav Tantra หรือ 112 เทคนิคสมาธิ วิธีที่สอง

วิธีนี้จะคล้ายๆ กับของพุทธต่างกันนิดหน่อยตรงที่ไม่ใช่การกำหนดลมหายใจเข้า-ออก แต่เป็นการจับจังหวะตอนที่เราเปลี่ยนจากหายใจเข้าเป็นหายใจออก ในทางปฏิบัติการทำวิธีนี้มันบังคับให้เราต้องสังเกตลมหายใจของเราตั้งแต่ต้นจนจบครบลูปแล้วขึ้นลูปใหม่ แล้วก็สังเกตไปเรื่อยๆ ข้อดีของเทคนิคนี้ในความรู้สึกเราคือ การจับจังหวะเปลี่ยนระหว่างลมหายใจมันจับยากมาก ทำให้เราต้องตั้งสมาธิกับมันสุดๆ จนเราเลิกสนใจอย่างอื่นและสนใจแต่ลมหายใจอย่างเดียวได้ง่าย ซึ่งสำหรับคนอื่นจะได้ผลเหมือนกันมั้ยก็ต้องลองดู เพราะแต่ละคนอาจชอบไม่เหมือนกัน (ถ้าใครอยากได้เทคนิคอื่นก็ถามกันมาได้)

โอเค จากที่อธิบายไป น่าจะเห็นภาพว่าเวลานั่งสมาธิเราควรทำอะไร ทีนี้สิ่งที่เราทำมันช่วยให้เราหายเครียดได้ยังไง?

เพราะในขณะที่เราสนใจแค่ลมหายใจ จังหวะการสูดลมเข้าและพ่นลมออก ความคิดเรื่องต่างๆ จะค่อยๆ หายไป เหลือแค่เรากับลมหายใจ เมื่อเราฝึกไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มตระหนักว่า เออ ไอ้ที่เราคิดเรื่องอะไรอยู่ก็ไม่รู้เนี่ย มันไม่ต้องคิดก็ได้นี่หว่า ไม่ต้องคิดตอนนี้ก็ไม่เป็นไร หรือถึงเราไม่คิดถึงมันยังไงความคิดเรื่องนี้ก็จะวนกลับมาหาเราอยู่ดี

การทำสมาธิทำให้เราอยู่กับปัจจุบัน เราได้ตระหนักว่า นอกจากปัจจุบันแล้วเราไปอยู่ที่อื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะอดีตหรืออนาคต อย่างเดียวที่เรามีคือปัจจุบันและทำให้เราลำดับความสำคัญได้ดีขึ้นด้วยว่าเรื่องอะไรเราควรคิดตอนไหน เพราะแม้ว่าเราอยู่กับปัจจุบันก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่สนใจว่าสิ่งที่เราทำตอนนี้จะส่งผลกระทบต่ออนาคตยังไง กลับกันเมื่อเรามีสติกับตัวอย่างเต็มที่ เราจะทำสิ่งตรงหน้าได้ดีขึ้น ตั้งใจขึ้น ซึ่งเมื่อเราตั้งใจขึ้นก็เท่ากับผลลัพธ์ในอนาคตย่อมดีขึ้น

อีกอย่างนึงที่เป็นการตีความของเราเองว่าทำไมทำสมาธิ มีสติแล้วทำให้เราสงบลง เครียดน้อยลง คือ เพราะการอยู่กับปัจจุบันทำให้เราตระหนักว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับทุกชีวิตคือการไม่ตายนี่หว่า ถ้าเรายังไม่ตายทุกอย่างย่อมดีแล้ว ส่วนเรื่องหลังจากนี้ก็ค่อยว่ากันอีกที การที่เราไม่ตายและยังได้ชมความงามของธรรมชาติอยู่ แค่นี้ก็ดีแล้ว

ปล. อันนี้เป็นทดความคิดเรื่องสมาธิก่อนที่ผมจะเอาไปลงเพจ ถ้าเขียนบทความเต็มแล้วจะเอามาแบ่งปันอีกรอบนะครับ

#Siamstr

โห มีประโยชน์มากเลยครับ มีลิ้งเพจมั้ยครับ ขอวาร์บหน่อย

Replying to Avatar Panai Lawasut

ออกตัวก่อน : โน้ตนี้ไม่น่าจะให้ value กับใครทั้งสิ้นในทุ่งม่วงนี้ ฉันบ่นถึงคนรอบตัวฉันบน social กระแสหลักล้วนๆ ข้ามได้ข้าม ถ้าข้ามไม่ได้ เราหัวอกเดียวกัน 😘

ฉันทำ if มานานแล้ว ตั้งกะยังไม่รู้จักบิทคอย ตั้งกะหมอป๊อปยังไม่เริ่มทำช่องเลยด้วยซ้ำ แค่นับเฉพาะที่ทานวันละมื้อก็ 6-7 ปีแล้ว

ช่วงแรกที่เริ่มเข้าใจไอเดียของการดูแลสุขภาพมันเปิดโลกมากเลย มันเหมือนตอนเริ่มเข้าใจบิทคอยเลย

ฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนบนโลกควรรู้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนรอบตัวที่ฉันรัก ฉันกระหน่ำดูคลิปพวกนี้เป็น 1,000 ชม. ทั้งไทยและเทศ เพราะเพื่อจะได้เข้าใจมันจริงๆแล้วเอาไปเล่าต่อได้ โดยเฉพาะช่วงที่หมอป๊อปเริ่มทำคลิป ความรู้ความเข้าใจมันเพิ่มขึ้นเยอะมาก แถมมีคลิปป้ายยาส่งต่อให้คนอื่นดูได้อีกเพียบ

ช่วงนั้นมันเหมือนมีคำว่า if อยู่บนหน้าพากฉัน คุยอะไรกับใครก็จะคอยพาบทสนทนามาเข้าเรื่องนี้ตลอด ก็ฉันคิดว่าเรื่องนี้มันสำคัญจริงๆนิ

แต่ก็ไม่ต่างจากการป้ายยาส้มเลย พูดเรื่องการเงินทุกคนเข้าใจว่าสำคัญ พอเล่าไปถึง solution คนส่วนใหญ่กลับส่ายหน้า เรื่องสุขภาพฉันให้ความสำคัญมากกว่าเรื่องการเงินอีก พอเล่าถึงวิธีการปรับพฤติกรรมเพื่อสุขภาพ คนส่วนใหญ่กลับยอมแพ้

มันเป็นเรื่องเข้าใจได้ แล้วฉันก็ไม่คิดจะไปตัดสินวิธีคิดของคนอื่น เราอยู่ในเกมส์ที่ถูกสื่อกระแสหลักหล่อหลอมมาให้เป็นแบบนี้อยู่แล้ว

แต่พอหนักเข้าเรื่อยๆ ฉันเองแหละที่เริ่มยอมแพ้ที่จะเล่าเรื่องพวกนี้ให้ใครฟัง เพราะสุดท้ายมันกลับให้ผลตรงกันข้ามกับความตั้งใจของเรา

หลายๆคนกลับกลายมาเป็นห่วงเราแทน หลายๆคนมองเราว่าถูกลัทธิอะไรซักอย่างล้างสมอง หลายครั้งเราถูกเอาไปเป็นโจ๊คในวงสนทนา

ฉันเลิกพูดถึงเรื่องการดูแลสุขภาพไปนานละ แม้กระทั่งเวลามีคนมาบ่นเรื่องสุขภาพให้เราฟัง แล้วเราก็รู้วิธีการแก้ไขด้วย ฉันยังไม่พยามจะเล่าให้ฟังเลย

และมันทำให้ฉันอยู่ของฉันได้อย่างสงบมานานแล้ว

แต่วันนี้มันจะอะไรกันหนักกันหนา..!!!

ฉันลบ FB ไปพักใหญ่แล้ว จะมีดราม่าอะไรกันก็ไม่รู้เรื่องเลย (แต่นี่คือเหตุที่ลบมันไม่ใช่รึ) กลับมีคนรอบตัวแคปโพสไม่ก็เซฟรูปงานวิจัยที่รายงานโดย AHA ส่งมากันเต็มไปหมด (จริงๆก็ไม่เยอะหรอก แต่มากกว่า 2 ก็ดูผิดวิสัยละ)

จริงๆฉันก็ไม่สนใจหรอก คิดว่าก็ไม่น่ามีอะไรต่างจาก narrative เดิมๆ แต่พอเริ่มมีคนที่3 ส่งมานี่ฉันเริ่มหงุดหงิดละ ถึงกะต้องตามไปดู

แล้วก็พบว่า เอ๊า..มันก็ไม่มีอะไรนิ !! งานวิจัยก็ไม่ใช่ตัวเต็ม เอาแค่เรื่องกลุ่มตัวอย่างคนทำ if 20,000 คนนี่ ฉันก็ตกใจละ มึงไปหามากจากไหนวะ fat adapted กันหมดแล้วมั้ย คงไม่ใช่ไปบังคับเอาคนมางดอาหาร 16ชม. จนเครียด แล้วตรวจเจอคอติซอลเต็มเลือดไปหมดแล้วบอกว่าเสี่ยงหัวใจนะ ถ้างั้นพระพุทธศาสนาคงไม่อายุ 2 พันกว่าปีได้หรอกมั้ง พระสงฆ์คงอาพาธกันหมดแล้ว

ทุกคนที่พยามถามกันมาหลังไมค์ด้วยความเป็นห่วง ขอบคุณมากที่เป็นห่วงกัน แต่เอาจริงๆ รู้มั้ยฉันคิดอะไรอยู่

พวกเอ็งมันอ่อนไง..!!!! เป็นพวก Loser ไง..!!!

พวกเอ็งก็แค่พยามหาความชอบธรรมให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น พวกเอ็งมันวินัยต่ำ เอาชนะความต้องการของตัวเองไม่ได้ เลือกแต่อะไรที่มันง่ายกว่าก่อน เข้าใจอยู่ว่าสื่อสังคมมันสอนเรามาอีกแบบแต่พวกเอ็งก็ไม่เปิดใจรับฟัง เพราะมันง่ายกว่าที่จะเชื่อแบบเก่า ทำเหมือนที่คนอื่นเค้าทำกันมันเพลย์เซฟ

ถ้าแค่ใจตัวเองยังเอาชนะไม่ได้ พวกเอ็งอย่าหวังเอาชนะเรื่องอื่นบนโลกเฟียตๆนี้เลย ไม่ต้องเลยเถิดไปคุยกันเรื่อง POW หรอก พวกเอ็งทำมันไม่ได้แน่

แล้วไม่ต้องพยามใช้คนอื่นเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองรู้สึกผิดน้อยลง ฉันมองข้ามเรื่องนี้ไปนานแล้ว ฉันมองพวกเอ็งด้วยความสงสารด้วยซ้ำ

แม่งเอ๊ย..พูดแล้วขึ้น!!

สบายใจละ..ขอบคุณพื้นที่ทุ่งม่วง ฉันคงไม่กล้าไปบ่นบนโลกโซเชียลกระแสหลัก ไม่รู้ไอ้เรื่องนี้มันไวรัลขนาดนี้ได้ไง แต่ดูแล้วร้านขนมเฟียตของฉันคงอยู่ไปอีกนานแน่นอน 5555555 🤭🤭🤭

พ่อค้ายาบ่นพ่อค้ายาด้วยกัน

เห็นหมอบ่น อยากบ่นมั่ง

#ToffeecakeCartel

#siamstr

ใช่เลยครับ พวก loser มีพลังสมองคิดได้แค่การเชื่อโดยไม่ทำความเข้าใจ

พูดด้วยแล้วเหนื่อยเปล่า คนพวกนี้มีไม่จำกัด เสียพลังงานมากเลย

ปล่อยให้เฉาไปตามธรรมชาติอย่างมีความสุขกันทุกฝ่ายน่าจะสบายใจดีครับ