อ้าว.............
หลังจากศาลได้สั่งให้เปิดเผยข้อมูลไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ปรากฎว่าหลังตรวจสอบข้อมูล พบว่าป้องกันได้ไม่ถึง 1% เป็นที่มาของการฟ้องในรอบนี้
https://mgronline.com/around/detail/9660000107912

สนใจข้อมูล เกี่ยวกับ covid และ Product แบบ Fiat ได้ที่ https://rumble.com/v3wvy3o--fiat-18-ep8.html
.
#fastingfatdentist
#หมอบ่นfiat
#healthstr
#health
#IFF
#nutrition
#fiat
#siamstr
#siamstrOG
#bitcoin
#siamesebitcoiners
เลวจริงๆ
ปิดนาฬิกาปลุกก่อนเป็นอันดับแรก55
Bitazza ก็ดีนะใช้อยู่
คอขวดแรกที่เถ่าแก่ผ่านกันไม่ค่อยได้คือ การมีลูกจ้าง
สำหรับผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นที่รู้กันดีว่าปัญหาหนักใจที่สุดในการดำเนินธุรกิจ ที่มีอยู่ตลอดและจะคงอยู่ต่อไปไม่ว่าขนาดไซส์ของกิจการคุณจะใหญ่แค่ไหน มันคือปัญหาเรื่อง”คน”
ในวันที่คุณสร้าง POW อะไรซักอย่างมามากพอจนกลายเป็น product และมีคนเริ่มให้ค่ากับมันแล้ว คุณรู้ดีว่าคุณสามารถสร้างรายได้ได้แต่คุณไม่สามารถทำมันคนเดียวได้ คุณก็เลยเริ่มจ้างคนมาช่วยคุณทำงาน
จากนั้นความวุ่ยวาย 108 ก็เกิดขึ้น พนักงานที่คุณเริ่มรับสมัครเข้ามา โดยส่วนใหญ่จะไม่กลับมาทำในวันที่สอง ที่กลับมาก็จะอยู่ได้ไม่เกินอาทิตย์ และที่เหลือทั้งหมดจะออกหลังจากรับเงินเดือน เดือนแรก
คุณจะไม่สามารถคาดเดากำลังผลิตของคุณได้เลย เพราะเดี๋ยวก็มีคนช่วยเดี๋ยวก็ไม่มี
หลังจากมีคนเข้าออกผ่านไปนับสิบ อาจจะมีซักคนที่พอจะทำงานกับเราได้ เราเริ่มสอนงานเค้ามากขึ้น เริ่มแบ่งเบางานได้มากขึ้น เริ่มกลายเป็นคนสำคัญขององค์กร แล้ววันนึงเค้าก็ลาออก…
ออกไปเปิดเอง ได้ผัวรวย ถูกหวย พ่อไม่สบาย ต้องดูแลแม่ ปัญหาหาของพนักงานทั้งหมดแม่งกลายเป็นปัญหาของคุณทันที คนในครอบครัวพนักงานแทบจะกลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกับคุณ ที่คุณต้องปวดหัวไปกับเค้าด้วย
แล้วคุณก็ต้องเริ่มต้นนับ 1 กับกระบวนการหาพนักงานคนใหม่อีกครั้ง
ยังไม่รวมปัญหาจุกจิกกวนใจ ประเภทพนักงานไม่ชอบหน้ากัน แอบจีบกัน กินแรงเพื่อน แอบอู้ ลักขโมย ไปจนถึงฉ้อโกงองค์กร
ทั้งหมดมันไม่เกี่ยวกับโปรดักส์หรือบริการที่มาจาก POW ของคุณเลย แต่คุณต้องเอาเวลาและพลังงานมาจัดการกับเรื่องพวกนี้ มันชะลอ productivity ของคุณมาก
เถ่าแก่ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ อาจจะเพราะเคยผ่านกระบวนการนี้มาหรือเคยได้ยินคนอื่นๆเล่าให้ฟังจนขยาดกับการมีพนักงาน บางคนไม่แม้กระทั่งเริ่มมีลูกจ้างคนแรกด้วยซ้ำ
แม่ผมเริ่มทำขนมที่บ้านตั้งแต่ปี 40 โดยมีคุณพ่อเป็นลูกมือ ทำกันอยู่ 2 คนเป็นเวลาหลายปีมาก งานขนมเป็นงานที่หนัก ยิ่งช่วงปีใหม่นี่หนักมาก พ่อผมจำเป็นต้องนอนตี 2 ตื่นตี 4 แล้วทำขนมต่อไปจนถึงตี 2 อีกวันนึ ทำแบบนี้วนๆไปหลายวันในช่วงนั้น แล้วที่โหดร้ายก็คือ กำลังผลิตของ 2 คนที่ทำทั้งวันทั้งคืน ไม่สามารถสร้างรายได้พอเลี้ยงครอบครัวได้
ผมเคยถามอยู่บ่อยๆว่าทำไมไม่หาลูกจ้าง คำตอบก็จะวนๆไปแบบที่เราเคยได้ยินกัน “วุ่นวาย ไว้ใจไม่ได้ เดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออก เราจ้างไม่ไหวหรอก ของเรามันก็แค่ขนม มันไม่ใหญ่โตอะไรขนาดนั้นได้หรอก”
สุดท้ายพ่อก็ยอมหาคนมาช่วยนะ แต่ตลอด 10 กว่าปีที่ทำกันมา ไม่เคยมีพนักงานเกิน 1 คน
และไม่เคยมีคนไหนอยู่ 3 เดือน
ทางออกส่วนใหญ่ของเถ่าแก่คือ เอาคนในครอบครัวมาทำ เพราะคิดว่าควบคุมได้ ไว้ใจได้
หารู้ไม่ ปัญหาหนักกว่าเดิมอีก พนักงานยังไล่ออกได้ แต่พ่อลูกเลิกเป็นไม่ได้
ยิ่งถ้าใช้ระบบกงสีแล้ว สุดท้ายพังในไม่เกินรุ่นที่ 3 ยิ่งคนในกงสีเริ่มเยอะ แทนที่จะมีคนช่วยกันสร้าง productivity กลับกลายมีแต่คนช่วยกันใช้เงิน ไม่นานรายได้ของกงสีก็เลี้ยงคนทั้งหมดไม่ไหว
อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิด จริงๆแล้วธุรกิจครอบครัวรวมถึงระบบกงสีเป็นระบบที่ผมซื้อไอเดียนี้มาก ความผิดพลาดไม่ได้อยู่ที่ตัวระบบ แต่อยู่ที่ผู้นำที่บริหารจัดการ
ระบบนี้ควรจะดี เพราะมันเป็นไปได้มากกว่าที่คนในตระกูลจะมีความเชื่อร่วมกัน ช่วยกันพัฒนากิจการ มากกว่าที่จะต้องพึ่งพาคนนอก
แต่ไม่ต่างจากการบริหารประเทศเลย ผู้นำส่วนใหญ่เลือกที่จะรวบรวมอำนาจเบ็ดเสร็จและผลประโยชน์ไว้กับตนเองแต่ฝ่ายเดียว มันมีทางเลือกไม่มากนักสำหรับคนที่เหลือในองค์กร จะเลือกเดินตามผู้นำแบบจำยอม ทั้งในมิติเรื่องรายได้ แนวความคิด การเติบโต หรือจะเลือกแยกตัวออกไปรับความเสี่ยงเองทั้งหมด
ที่บ้านผมเองก็ไม่ต่างกันนัก หลังจากช่วยกันทำงานมา 4-5 ปี ครอบครัวผมเองเริ่มขยาย ลูกสาวผมเริ่มโตขึ้น ผมกำลังจะมีลูกคนที่สอง ต้องการค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น และกังวลเรื่องความมั่นคงของครอบครัวในอนาคต
ผมพยามคุยไอเดียการเติบโตของร้านและการแบ่งสรรค่าใช้จ่ายให้กับคนในครอบครัวกับพ่อ และมันทำให้เราทะเลาะกันบ่อยมากกกก สุดท้ายก็คงเหมือนๆกับบ้านอื่น ผมต้องออกมาทำร้านของผมเองแบบและก็ออกมาไม่สวยเท่าไหร่นัก
ปัญหาหลักของผู้นำครอบครัวรวมถึงองค์กรต่างๆก็คือไม่เข้าใจ game theory ไม่สร้าง skin in game ให้กับคนที่เข้ามาช่วยกันทำงาน
จริงอยู่ว่า POW ที่พวกท่านสร้างมามันสร้าง value ให้กลับตลาดได้แล้ว แต่โดยวิธีคิดของเถ่าแก่ส่วนใหญ่ ไม่เปิดโอกาสให้คนรุ่นต่อไปเอา POW ของพวกเค้ามาต่อหาง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีสายของ POW ที่ยาวขึ้น และสุดท้ายมันจะแพ้ให้องค์กรที่มีสาย POW ที่ยาวกว่า
ผมโชคดีผ่านเรื่องนี้ไปได้เพราะได้พิสูจน์อะไรหลายๆอย่างให้ที่บ้านเห็น พร้อมๆกับพยามขายไอเดียเรื่องความเป็น unity อยู่ตลอดเวลา
สิ่งที่แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ของผมได้คือบริหารธุรกิจครอบครัวแบบบริษัท คือจดบริษัทกันจริงๆเลย ทุกคนมีสัดส่วนหุ้นที่ชัดเจน จัดส่งรายได้และเสียภาษีถูกต้องทั้งหมด ตัดเรื่องที่พี่น้องต้องมาทำงานกันด้วยความเชื่อใจออกไปได้เกือบหมด
ผมสร้างระบบการจ่ายรายได้แก่พนักงานเป็นแบบปันผล ทำให้ทุกๆตำแหน่งต้องมี skin in the game กับงานที่ตัวเองรับผิดชอบ มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกัน ปัญหาเรื่องคนที่ผมเล่ามาข้างต้นหายไปเกือบหมด(ไม่หมดหรอก แต่ดีขึ้นเยอะมาก) turn over ของพนักงานน้อยลงไปมาก ผมเหลือเวลาไปสร้าง POW ของผมได้อีกมากมาย
ทำแบบนี้มันกำไรน้อยมาก แต่ยั่งยืนกว่า สบายใจกว่า
“time preferences ของคุณต่ำแค่ไหนล่ะ”
หวังว่าใครที่อยู่ใน position เดียวกับผม หรือกำลังเจอปัญหาคล้ายๆกับที่ผมเจอคงจะได้ไอเดียบ้าง
อยากได้ละเอียดๆเจอกัน #east101 ผมเล่าได้ทุกเรื่อง ถามได้แบบไม่ต้องเกรงใจ
GN
Countdown
432 blocks left until #east101
#Siamstr

---
Wherostr | https://wherostr.social/g/w4r9xvxjv
Duck Duck Go Maps | https://w3.do/Yia0wmO5
Google Maps | https://w3.do/ddcAvJxk
GN

Sawasdee krub awesome people 🙏🏻☀️ #siamstr
วันนี้อยากจะมาแชร์ประสบการณ์ท่องโลกกว้างชิทคอยน์มา2-3ปีครับ 555
ย้อนกลับไป2-3ปีก่อน สมัยยุคคริปโตกำลังบูม (ยุคdefi nft layer2 sidechain บลาๆ)
เพื่อนๆผมแชร์กันเต็มฟีด ว่าได้กำไรกันหลายเด้ง ง่ายๆ ไอ้เราก็ขี้สงสัย scam ป่ะวะ เออก็ scam จริง 55555 เพราะ business model มันไม่มีอะไรเลย นอกจากสร้างความ hyped ให้ราคาพุ่งพรวดๆแล้วหาจังหวะให้ vc ทำกำไรเป็นรอบๆไป หรือ exit หนี
แต่! ผมมองเห็นโอกาสทำเงินได้อยู่,
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้แปปนุง ผมเคยเทรดอยู่ แต่ไม่เคยชนะตลาดเลย เลยถอนทุนออกมาดีกว่า แล้วทำยังไงถึงจะได้เงินมั่งละ?
ผมศึกษาวิธีที่เขาทำการตลาด ว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง ทั้ง project ที่มี vc หนุนหลัง หรือไม่มี แล้วสามารถระดมทุนเอาเงินมาได้เยอะ พอศึกศาก็แตกเป็นปัจจัยต่างๆออกมา จากนั้นก็ลอกเลยครับ555 ดูว่าอะไรที่เราพอทำได้บ้าง
สุดท้ายก็มาจบที่ทำ nft art โดยลอกปัจจัยต่างๆของโปรเจคที่ประสบความสำเร็จมาปรับใช้ แต่ว่าอยู่ได้ไม่นาน พอกระแสเริ่มซา เลยว่าจะไปเทรด nft แต่ก็เบรคไว้ก่อน คิดว่ายังไงก็ไม่น่าชนะตลาด ขอศึกษาหน่อยละกัน ว่าทำไมราคามันถึงเหวี่ยงแรงขนาดนี้ (ซื้อหลักพัน แล้วขายหลักหมื่นหลักแสนใน 5 นาที แล้วขายออกด้วยนะ) โอ้โห ความต้องการไม่ธรรมดาเลย ได้ข้อสรุปออกมาคร่าวๆ ก็หาจุดที่ทำเงินได้อีกรอบ
คืองี้ครับ project พวกนี้เนี่ย เวลาทำการตลาด จะจัดงานประกวดผ่าน social media platform ต่างๆ เพื่อเอายอด reach ก็จะให้ผู้เข้าร่วมประกวด ลงผลงานตัวเอง พร้อมใส่ tag+ hashtag อะไรก็ว่าไป ส่วนใหญ่ก็จะเป็นประกวดงาน art นี่แหละครับ รางวัลก็จะเป็นเงินบ้าง nft บ้าง และ “whitelist”
That’s where I shine, ผมที่พอทำงาน art ได้บ้างก็ส่งประกวดอย่างบ้าคลั่งครับ555 ส่วนใหญ่ก็ได้รางวัล บอกไว้ก่อนว่าไม่ได้เก่งมากนะครับ แต่อย่างที่บอกไป เค้าจัดประกวดเพื่อเอายอด reach รางวัลก็จะมีหลายรางวัลมากๆครับ และการประกวดก็จัดขึ้นบ่อยจากหลายๆproject เช่นกันครับ เพราะช่วงกระแสกำลังมาน่ะแหละ
จากนั้นก็ใช้ประโยชน์จาก whitelist + realtime ui transaction ของ nft market ในการทำเงิน พูดได้ว่า ถ้าได้ whitelist แล้ว โอกาสทำกำไรแทบจะ 100% ครับ ผมไม่อธิบายในนี้ละกัน เพราะถ้าอธิบาย อีกหลายย่อหน้าแน่ๆ (ไม่ได้ขายคอร์สอะไรนะครับ555)
พอกระแสเริ่มซาลง proof of work ที่ผมได้มาก็คือ
- ทักษะงาน art ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากๆ เพราะการแข่งขันสูงมากครับ แม้จะมีหลายรางวัลก็ตาม แต่พอมูลค่าของรางวัลมากขึ้น ก็จะดึงดูดคนเก่งๆเข้ามาเช่นกัน ผมก็ต้องพัฒนาตัวเองตาม
- ผมทำ branding/ สร้างตัวตนไปพร้อมๆกัน ทำให้ตอนนี้มีรายได้เสริมเพิ่มเข้ามา (งานประจำ+เป็น freelance ทำงาน art ครับ) ทั้งฝั่งโลกชิทคอยน์ และ fiat ทำให้มีเงินมา stack sats มากขึ้น 555 หรืออาจจะได้ย้ายสายงาน ไปทำงานในฝัน ตามแพลนที่วางไว้ครับ
- มีเงินเก็บก้อนใหญ่ครับ แต่เอา key โยนทิ้งน้ำไปแล้ว หว่าย แย่จัง
ตอนนี้ก็ยังวนเวียนอยู่ในโลกชิทคอยน์อันเน่าเหม็นอยู่ครับ เพราะเงิน/ชม.ที่หาได้ คุ้มค่ามากๆเมื่อเทียบกับพลังงานที่เสียไป นอกจากนี้ยังมีกัลยาณมิตร ดีๆเป็นศิลปินงาน art ที่ทำงาน art จริงๆที่คอย support กัน🙏🏻
สุดท้ายแล้วผมว่าสำคัญที่สุดคือการศึกษาหาความรู้ครับ อย่าโยนเงินที่เราเสียไม่ได้ลงไปเล่นๆ ถ้าเราไม่รู้จักมันมากพอ
ผมถือ bitcoin เพราะเงินที่อยู่ในกระเป๋าของเรา เป็นของเราจริงๆและfunctionของมัน ส่วนเรื่องการ earn money ถ้าผมรับ consequences ได้ +คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป ผมเอาหมด
stay humble and stack sats ครับพี่น้อง 🤘🏻
Harsh comments are acceptable; please feel free to express your thoughts in your own way.🙏🏻
https://nostrcheck.me/media/public/nostrcheck.me_2459495473860026921700978634.webp
🧠 การใช้ "ยาลดกรด" มีความสัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อม
.
นักวิจัยที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนและมหาวิทยาลัย Aarhus ประเทศเดนมาร์กได้ทำการศึกษาดำเนินการในกลุ่มประชากรเดนมาร์กทั่วประเทศจำนวน 1,983,785 คน ที่มีอายุระหว่าง 60 ถึง 75 ปี ระหว่างปี 2000 ถึง 2018 และรวมเฉพาะบุคคลที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมมาก่อนหรือได้รับการรักษาด้วยยารักษาโรคสมองเสื่อมโดยเฉพาะ พบว่ามีความสัมพันธ์ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างสารยับยั้งโปรตอนปั๊ม (PPIs) ซึ่งเป็นยาลดกรดที่ใช้กันทั่วไปเพื่อระงับการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม
.
😱ในระหว่างการศึกษา พบว่ามีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม 99,384 ราย และใช้ 469,920 รายเป็นกลุ่มควบคุม พบว่า การใช้ PPIs มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะสมองเสื่อมจากทุกสาเหตุ
.
งานวิจัยดังกล่าว
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/37795826/
.
🤔 หมออ้วน : ในยากลุ่ม PPIs นั้น จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขัดขวางการสร้าง Nitric Oxide ของเชื้อดีในร่างกาย ซึ่งการขาด NO ส่งผลต่อเรื่องสมองเสื่อมและความผิดปกติอื่นๆได้
.
เรียนรู้เพิ่มเติม
.
เรื่อง ภาวะกรดไหลย้อน ซึ่งต้องมีการใช้ยากลุ่ม PPIs
เรื่อง nitric oxide ซึ่งส่งผลต่อ ภาวะสมองเสื่อมได้
#fastingfatdentist
#หมอบ่นfiat
#healthstr
#health
#IFF
#nutrition
#fiat
#siamstr
#bitcoin
#siamesebitcoiners
ผมเป็นคน1ที่หยุดกินยาลดกรดไม่ได้ แนะนำหน่อยครับหมอ
GN
GM #ทีมตรู่ จัดหนักๆ กับบทเรียนเบสิคออสเตรียน วิเคราะห์ปรากฏการณ์ Long-form content ของชาว #Siamstr ในตอนนี้ สิ่งนี้เกิดขึ้นตามกลไกตลาดเสรี หรือตามกฎธรรมชาติจริงหรือไม่? นักเรียนพร้อมกันหรือยัง!?
อ่านสวยๆ ที่ Yakihonne| https://w3.do/PUD7Ci4c หรือจะอ่านง่ายๆ สบายตาที่ Habla | https://w3.do/PVcxZ-K1
nostr:naddr1qq2kz72c2ddrg7ps29zk57rjt9hkwwthvfyyvq3qmqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43qxpqqqp65w8450sq
ผมไม่ได้เขียนบทความแบบทางการมานานมากแล้ว บทความนี้จะไม่เหมือนบทความไหนๆ ของผมที่พวกเราเคยอ่านกัน ผมปรับสไตล์เล็กน้อยให้เข้ากับวิชาการมากยิ่งขึ้น พยายามสอดแทรกเศรษฐศาสตร์คลาสสิก และออสเตรียนเข้าไปด้วย เผื่อจะอ่านแล้วสมองงอกกันอะนะ

ที่สำคัญมันคือบทเรียนย่อมๆ ใช่.. มันต้องยาวมากๆ แน่นอน


