Avatar
Suk13
c74c04053376577cf8cd4ff81d712345b967552b05e5f048f56bc570429e6824
Replying to Avatar teemie ⚡

คนเราไม่จำเป็นจะต้องเก่งไปเสียทุกอย่างก็ได้ เพราะแค่ทำในสิ่งที่เชียวชาญ สร้างคุณค่าในตัวเองจนมีรายได้ ใช้จ่ายให้น้อยกว่ารายได้ เหลือเก็บก็นำมา stack sats เรามีเทคโนโลยีที่สามารถรักษาเงินออมได้ดี ไม่เสื่อมค่าตามกาลเวลา

bitcoin ทำให้มีความหวัง พวกเราไม่ได้หวังจะรวยเร็ว เราไม่ใช่ shitcoiner ที่หวังว่าจะซื้อตอนราคาต่ำเพื่อไปขายทิ้งตอนราคาสูงในเวลาสั้นๆ แต่ bitcoiner จะเก็บออม bitcoin ในระยะยาว ซื้อ bitcoin ได้ทุกราคา เราเก็บไว้เพื่อเป็นทุนในอนาคต

การทำแบบนี้ไม่ใช่พวกเราไม่หวังให้ราคามันขึ้นหรอก แต่เราเข้าใจ ด้วยกลไกการทำงานของ bitcoin และสภาพเศรษฐกิจต่างๆ มันควรทำให้ bitcoin มีราคาที่สูงขึ้นตามกาลเวลาที่ผ่านไป มันทำให้เราเก็บเงินได้ มีความหวังว่าสักวันนึงเราจะสามารถออกจากงานเฟียต งานที่ไม่มีความชอบ หรืองานที่ไม่มีความหมายในชีวิต และเมื่อมีทุนมากพอจึงนำทุนเหล่านั้นมาทำในสิ่งที่ยั่งยืนกับชีวิตของเรามากกว่า

แค่จะบ่นไปเรื่อย สัปดาห์ที่ผ่านมาเหนื่อยเกินไป GM ทุกคนครับ และแม้ตอนนี้ราคา bitcoin จะสูงที่สุดของปี แต่เราไม่สนใจราคา ทำในสิ่งที่ถนัดคือไปทำงานและ stack sats ครับ

#satsdays #siamstr

Replying to Avatar siamstr.com

"ปืนไม่ใช่หมา มันไม่รู้จักเจ้าของ"

นึกถึงตอนฝึกขึ้นมาเลย เรามักจะต้องท่องกฏเหล็กการมีอาวุธอยู่ในมือหลายข้อ เช่น

1. จงปฏิบัติประหนึ่งว่าเหมือนปืนทุกกระบอกมีกระสุนบรรจุอยู่

2. จงหันปากกระบอกปืนไปในทิศทางที่ปลอดภัยเสมอ

3. จงเอานิ้วออกจากไกปืนและเข้าห้ามไกเอาไว้เสมอ

4. อย่าหยอกล้อกันด้วยอาวุธปืน

5. จงฝึกหัดบรรจุกระสุนและเอากระสุนออกกับปืนกระบอกใหม่ในสถานที่ปลอดภัย

6. ไม่เผลอเรอทิ้งปืนเอาไว้ไม่ว่าจะมีกระสุนบรรจุอยู่หรือไม่

7. เก็บปืนและกระสุนแยกจากกันและให้ห่างจากมือเด็ก

8. หมั่นดูแลรักษาปืนอย่างสม่ำเสมอ

9. ใช้กระสุนให้ถูกต้องและเหมาะสมกับอาวุธปืน

10. สวมเครื่องป้องกันหูและแว่นป้องกันทุกครั้งที่ยิงปืน

11. จงอย่าผสมเหล้าเข้ากับดินปืน

12. ให้คำแนะนำแก่นักยิงปืนมือใหม่ที่ยังไม่เข้าใจในกฎความปลอดภัย

เห็นแล้วอยากไป #east101 #siamstr

ไว้โอกาสหน้านะ.....

nostr:nevent1qqsdusdg92axdv24ppwcrussgq8xsge5wjyz2fzm49h8ydw9kncayjqpz3mhxue69uhhyetvv9ujuerpd46hxtnfdupzp9m7k58qcxt8wmaj02gzwrkygkdhszkz0c57krgaxd2msxwvjw8nqvzqqqqqqyhte0q4

Replying to Avatar Panai Lawasut

คอขวดแรกที่เถ่าแก่ผ่านกันไม่ค่อยได้คือ การมีลูกจ้าง

สำหรับผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นที่รู้กันดีว่าปัญหาหนักใจที่สุดในการดำเนินธุรกิจ ที่มีอยู่ตลอดและจะคงอยู่ต่อไปไม่ว่าขนาดไซส์ของกิจการคุณจะใหญ่แค่ไหน มันคือปัญหาเรื่อง”คน”

ในวันที่คุณสร้าง POW อะไรซักอย่างมามากพอจนกลายเป็น product และมีคนเริ่มให้ค่ากับมันแล้ว คุณรู้ดีว่าคุณสามารถสร้างรายได้ได้แต่คุณไม่สามารถทำมันคนเดียวได้ คุณก็เลยเริ่มจ้างคนมาช่วยคุณทำงาน

จากนั้นความวุ่ยวาย 108 ก็เกิดขึ้น พนักงานที่คุณเริ่มรับสมัครเข้ามา โดยส่วนใหญ่จะไม่กลับมาทำในวันที่สอง ที่กลับมาก็จะอยู่ได้ไม่เกินอาทิตย์ และที่เหลือทั้งหมดจะออกหลังจากรับเงินเดือน เดือนแรก

คุณจะไม่สามารถคาดเดากำลังผลิตของคุณได้เลย เพราะเดี๋ยวก็มีคนช่วยเดี๋ยวก็ไม่มี

หลังจากมีคนเข้าออกผ่านไปนับสิบ อาจจะมีซักคนที่พอจะทำงานกับเราได้ เราเริ่มสอนงานเค้ามากขึ้น เริ่มแบ่งเบางานได้มากขึ้น เริ่มกลายเป็นคนสำคัญขององค์กร แล้ววันนึงเค้าก็ลาออก…

ออกไปเปิดเอง ได้ผัวรวย ถูกหวย พ่อไม่สบาย ต้องดูแลแม่ ปัญหาหาของพนักงานทั้งหมดแม่งกลายเป็นปัญหาของคุณทันที คนในครอบครัวพนักงานแทบจะกลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกับคุณ ที่คุณต้องปวดหัวไปกับเค้าด้วย

แล้วคุณก็ต้องเริ่มต้นนับ 1 กับกระบวนการหาพนักงานคนใหม่อีกครั้ง

ยังไม่รวมปัญหาจุกจิกกวนใจ ประเภทพนักงานไม่ชอบหน้ากัน แอบจีบกัน กินแรงเพื่อน แอบอู้ ลักขโมย ไปจนถึงฉ้อโกงองค์กร

ทั้งหมดมันไม่เกี่ยวกับโปรดักส์หรือบริการที่มาจาก POW ของคุณเลย แต่คุณต้องเอาเวลาและพลังงานมาจัดการกับเรื่องพวกนี้ มันชะลอ productivity ของคุณมาก

เถ่าแก่ส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้ อาจจะเพราะเคยผ่านกระบวนการนี้มาหรือเคยได้ยินคนอื่นๆเล่าให้ฟังจนขยาดกับการมีพนักงาน บางคนไม่แม้กระทั่งเริ่มมีลูกจ้างคนแรกด้วยซ้ำ

แม่ผมเริ่มทำขนมที่บ้านตั้งแต่ปี 40 โดยมีคุณพ่อเป็นลูกมือ ทำกันอยู่ 2 คนเป็นเวลาหลายปีมาก งานขนมเป็นงานที่หนัก ยิ่งช่วงปีใหม่นี่หนักมาก พ่อผมจำเป็นต้องนอนตี 2 ตื่นตี 4 แล้วทำขนมต่อไปจนถึงตี 2 อีกวันนึ ทำแบบนี้วนๆไปหลายวันในช่วงนั้น แล้วที่โหดร้ายก็คือ กำลังผลิตของ 2 คนที่ทำทั้งวันทั้งคืน ไม่สามารถสร้างรายได้พอเลี้ยงครอบครัวได้

ผมเคยถามอยู่บ่อยๆว่าทำไมไม่หาลูกจ้าง คำตอบก็จะวนๆไปแบบที่เราเคยได้ยินกัน “วุ่นวาย ไว้ใจไม่ได้ เดี๋ยวเข้าเดี๋ยวออก เราจ้างไม่ไหวหรอก ของเรามันก็แค่ขนม มันไม่ใหญ่โตอะไรขนาดนั้นได้หรอก”

สุดท้ายพ่อก็ยอมหาคนมาช่วยนะ แต่ตลอด 10 กว่าปีที่ทำกันมา ไม่เคยมีพนักงานเกิน 1 คน

และไม่เคยมีคนไหนอยู่ 3 เดือน

ทางออกส่วนใหญ่ของเถ่าแก่คือ เอาคนในครอบครัวมาทำ เพราะคิดว่าควบคุมได้ ไว้ใจได้

หารู้ไม่ ปัญหาหนักกว่าเดิมอีก พนักงานยังไล่ออกได้ แต่พ่อลูกเลิกเป็นไม่ได้

ยิ่งถ้าใช้ระบบกงสีแล้ว สุดท้ายพังในไม่เกินรุ่นที่ 3 ยิ่งคนในกงสีเริ่มเยอะ แทนที่จะมีคนช่วยกันสร้าง productivity กลับกลายมีแต่คนช่วยกันใช้เงิน ไม่นานรายได้ของกงสีก็เลี้ยงคนทั้งหมดไม่ไหว

อย่าเพิ่งเข้าใจผมผิด จริงๆแล้วธุรกิจครอบครัวรวมถึงระบบกงสีเป็นระบบที่ผมซื้อไอเดียนี้มาก ความผิดพลาดไม่ได้อยู่ที่ตัวระบบ แต่อยู่ที่ผู้นำที่บริหารจัดการ

ระบบนี้ควรจะดี เพราะมันเป็นไปได้มากกว่าที่คนในตระกูลจะมีความเชื่อร่วมกัน ช่วยกันพัฒนากิจการ มากกว่าที่จะต้องพึ่งพาคนนอก

แต่ไม่ต่างจากการบริหารประเทศเลย ผู้นำส่วนใหญ่เลือกที่จะรวบรวมอำนาจเบ็ดเสร็จและผลประโยชน์ไว้กับตนเองแต่ฝ่ายเดียว มันมีทางเลือกไม่มากนักสำหรับคนที่เหลือในองค์กร จะเลือกเดินตามผู้นำแบบจำยอม ทั้งในมิติเรื่องรายได้ แนวความคิด การเติบโต หรือจะเลือกแยกตัวออกไปรับความเสี่ยงเองทั้งหมด

ที่บ้านผมเองก็ไม่ต่างกันนัก หลังจากช่วยกันทำงานมา 4-5 ปี ครอบครัวผมเองเริ่มขยาย ลูกสาวผมเริ่มโตขึ้น ผมกำลังจะมีลูกคนที่สอง ต้องการค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น และกังวลเรื่องความมั่นคงของครอบครัวในอนาคต

ผมพยามคุยไอเดียการเติบโตของร้านและการแบ่งสรรค่าใช้จ่ายให้กับคนในครอบครัวกับพ่อ และมันทำให้เราทะเลาะกันบ่อยมากกกก สุดท้ายก็คงเหมือนๆกับบ้านอื่น ผมต้องออกมาทำร้านของผมเองแบบและก็ออกมาไม่สวยเท่าไหร่นัก

ปัญหาหลักของผู้นำครอบครัวรวมถึงองค์กรต่างๆก็คือไม่เข้าใจ game theory ไม่สร้าง skin in game ให้กับคนที่เข้ามาช่วยกันทำงาน

จริงอยู่ว่า POW ที่พวกท่านสร้างมามันสร้าง value ให้กลับตลาดได้แล้ว แต่โดยวิธีคิดของเถ่าแก่ส่วนใหญ่ ไม่เปิดโอกาสให้คนรุ่นต่อไปเอา POW ของพวกเค้ามาต่อหาง มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีสายของ POW ที่ยาวขึ้น และสุดท้ายมันจะแพ้ให้องค์กรที่มีสาย POW ที่ยาวกว่า

ผมโชคดีผ่านเรื่องนี้ไปได้เพราะได้พิสูจน์อะไรหลายๆอย่างให้ที่บ้านเห็น พร้อมๆกับพยามขายไอเดียเรื่องความเป็น unity อยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ของผมได้คือบริหารธุรกิจครอบครัวแบบบริษัท คือจดบริษัทกันจริงๆเลย ทุกคนมีสัดส่วนหุ้นที่ชัดเจน จัดส่งรายได้และเสียภาษีถูกต้องทั้งหมด ตัดเรื่องที่พี่น้องต้องมาทำงานกันด้วยความเชื่อใจออกไปได้เกือบหมด

ผมสร้างระบบการจ่ายรายได้แก่พนักงานเป็นแบบปันผล ทำให้ทุกๆตำแหน่งต้องมี skin in the game กับงานที่ตัวเองรับผิดชอบ มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกัน ปัญหาเรื่องคนที่ผมเล่ามาข้างต้นหายไปเกือบหมด(ไม่หมดหรอก แต่ดีขึ้นเยอะมาก) turn over ของพนักงานน้อยลงไปมาก ผมเหลือเวลาไปสร้าง POW ของผมได้อีกมากมาย

ทำแบบนี้มันกำไรน้อยมาก แต่ยั่งยืนกว่า สบายใจกว่า

“time preferences ของคุณต่ำแค่ไหนล่ะ”

หวังว่าใครที่อยู่ใน position เดียวกับผม หรือกำลังเจอปัญหาคล้ายๆกับที่ผมเจอคงจะได้ไอเดียบ้าง

อยากได้ละเอียดๆเจอกัน #east101 ผมเล่าได้ทุกเรื่อง ถามได้แบบไม่ต้องเกรงใจ

GN

Countdown

432 blocks left until #east101

#Siamstr

---

Wherostr | https://wherostr.social/g/w4r9xvxjv

Duck Duck Go Maps | https://w3.do/Yia0wmO5

Google Maps | https://w3.do/ddcAvJxk

Replying to Avatar Somnuke

เมื่อตลาดคริปโตราคาขึ้น ฤดูกาลแห่งความโลภจะกลับมา คนที่โหยหาความร่ำรวยทางลัดจะแห่กันเข้าไป แต่ไม่เข้าใจว่ากำลังเล่นกับอะไรอยู่ เพราะบิตคอยน์มันขึ้นช้า มันแพงไปแล้ว Alt coin สิ บล็อกเชนสิน่าเย้ายวน ไม่เห็นราคามันขึ้นเหรอ ? ถือบิตคอยน์ก็ได้แค่นิดเดียว ชาติไหนจะรวย

ความโลภจะบังตา เคลิบเคลิ้มไปกับคำโม้โอ้อวดของบรรดาเจ้าของโปรเจกต์ Shitcoin (Altcoin) และเชื่อว่ามันคืออนาคต ซึ่งเจ้าพวกนี้อาศัยความโลภของเราช่วยผลักราคาให้ขึ้นไปไกล และเอาเหรียญในมือมาเทขายสร้างความร่ำรวยให้ตนเองและพวกพ้อง ถ้าซื้อที่ต้นทางและชิงขายก่อนตลาดวายก็รวยได้จริงแหละ แต่เราจะไม่ขายเพราะกลัวขายหมู เดี๋ยวมันขึ้นอีก รู้ตัวอีกที เอ้า กลับมาขาดทุน

โดยมีพวกเราเหล่าคนโลภนี่แหละที่เอาเงินไปประเคนให้เขา และลงเอยด้วยการขาดทุน เมื่อฝุ่นควันแห่งความโลภจางหาย เราจะเริ่มรู้ตัวว่าเหรียญที่เราเอาเงินที่หามาอย่างยากลำบากไปแลกมาโดยคาดหวังความร่ำรวย มันคือ "ขยะ" ดีๆ นี่เอง

สิ่งที่ล้ำค่าและเป็นอนาคตที่จะช่วยปลดแอกโลก คือ "บิตคอยน์" เท่านั้น ไม่ใช่ "คริปโต" โปรดอย่าเข้าใจผิด ไม่งั้นเราจะกลายเป็นเหยื่อให้เขาเชือด กว่าจะคิดได้เงินเก็บทั้งชีวิตอาจจะหายไปหมดแล้ว

การลงทุนมันเป็นเรื่องเรียบง่ายก็จริง แต่ทำจริงยากมาก อาจจะมีเพียงคน 5% เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวย แต่เราจะรู้ว่าคำพูดนี้เป็นจริงก็ต่อเมื่อเราได้เสียหายไปเรียบร้อยแล้ว

หลายเรื่องในชีวิตคนมักจะมีลักษณะ รู้ทั้งรู้ เข้าใจดีทุกอย่าง แต่เมื่อถึงเวลาก็ทำไม่ได้ ตามสุภาษิตที่คนไอเดียบรรเจิดชื่อ "เค้า" ว่าไว้อย่าง ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา เสียน้อยเสียมากเสียยากเสียง่ายอะไรทำนองนี้

และต้นตอคือการไม่มี Skin in the game

คือยังไม่มีส่วนได้เสีย ยังไม่พบเจอกับผลกระทบดั่งไม้หน้าสามฟาดหน้าแหก เรายังไม่เจ็บ ยังไม่ปวด ยังไม่เจ๊ง ไม่ได้ฉิบหายอะไรนี่

เพราะฉะนั้นเราจะยังไม่รู้สึกจนกว่าเราจะเจอดี เราถึงจะได้ลิ้มรสความอร่อยเหาะนั้น และจุดนี้ก็มักเป็นจุดที่ มันสายไปเสียแล้ว แก้ไขอะไรไม่ทัน ย้อนเวลากลับไปไม่ได้ เราทำได้อย่างเดียวคือทำใจ เลียแผลและคิดว่าจะเดินหน้าต่อในชีวิตยังไง

บางคนล้มแล้วลุก ปลอบใจ ให้กำลังใจตัวเองแล้วเลือกเดินหน้าต่อ ช่างแม่งมันปะไร เริ่มต้นใหม่ เก็บไว้เป็นบทเรียนว่ากูจะไม่พลาดซ้ำสอง และทำมันได้จริงๆ คนแบบนี้ถือว่าสุดยอด

บางคนก็เลือกเอาแต่โทษตัวเอง สมน้ำหน้าตัวเอง มัวแต่คิดว่าถ้ารู้งี้กูอย่างงั้น รู้งี้วันนั้นน่าจะทำแบบโน้น ล้มแล้วล้มเลย ลุกไม่ขึ้น หรือบางคนก็อาจจะอยากลุกแต่ทำไม่ได้ ความผิดพลาดมันสร้างความเสียหายร้ายแรงเกินไป เอาตัวเองไปเสี่ยงในจุดใหญ่เกินตัวกว่าแปดล้านกิโลกรัม แต่จริงๆ มันก็ลุกได้ ใช้ชีวิตตามสภาพเพียงแต่อาจจะไม่สามารถกลับมาอยู่จุดเดิมได้อีก

บางคนติด "ลูปนรก" แม้ความฉิบหายที่เกิดขึ้นจะร้ายแรงมากขนาดไหน แต่มันก็ยังไม่มากพอ บทเรียนที่ได้มันไม่ทำให้เข็ดหลาบ จำไปจนตาย เกิดอาการล้มแล้วลุก ล้มใหม่แล้วลุกใหม่ ล้มอีกลุกอีกไม่รู้จบ

ตอนมันล่มสลาย ก็บอกตัวเองว่ากูรู้ซึ้งดีแล้วว่ามันหนักหนายังไง เจ็บปวดแสนสาหัสแค่ไหน จนตั้งปณิธานกับตัวเองว่า กูจะไม่มีวันทำอีก แต่พอเวลาผ่านไป ก็เริ่มเข้าวงจรเดิม เพิ่มความเสี่ยง มากขึ้นและมากขึ้น ไม่มีระเบียบวินัย ไม่รู้จักพอ ได้คืบจะเอาศอก

ค่อยๆ พาตัวเองกลับไปอยู่ในจุดเดิม พอยืนบนขอบเหวเหมือนเดิมก็เพิ่งรู้สึกตัวว่า "ไอเวรเอ้ยกูเอาอีกแล้ว กูจะเจอกับหายนะอีกแล้วเหรอวะเนี่ย อย่าเลย ไม่เกิดได้มั้ย ครั้งก่อนกูโดนหนักมามากพอแล้ว"

เริ่มได้สติตอนนี้มันสายเกินไปอีกแล้ว แก้ไขอะไรไม่ทัน และสุดท้ายมันก็พังจริงๆ ตามนั้น เพราะเราไม่สามารถจะมาเสกผลลัพธ์ที่เราต้องการได้ในบทสรุปหรือฉากสุดท้ายของเรื่อง

ทั้งหมดทั้งมวลมาจากไอ้วายรายตัวเดียว

ที่เรียกว่า "ความโลภ"

ทุกคนรู้จักมันดีว่าจะสร้างความหายนะยังไง มันเข้าใจง่ายและไม่ซับซ้อน แต่การควบคุมและเอาชนะมันโคตรยากสุดๆ ให้ตาย

สิ่งหนึ่งที่ต้องระวัง โดยเฉพาะเรื่อง "การลงทุน"

คือ ลูปนรกไม่รู้จบ เพราะปัญหาคือ เรื่องที่ใหญ่มากพอของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน บางคนขาดทุน 50% ก็เกินพอ บางคนลบ 80% พอ บางคนล่อฟิวเจอร์โดนล้างจนเหลือ 0 เออกูพอ

เมื่อเราโดนความโลภครอบงำ เราจะควบคุมความเสี่ยงไม่ได้ และเราจะขยายความเสี่ยงมากขึ้นไปเรื่อยๆ ได้แสนจะเอาห้าแสน จะเอาล้านจะเอาสิบล้าน ขาดทุนก็เช่นกัน เราไม่กล้าคัทลอสเพราะไม่ขายไม่ขาดทุน คัทเท่ากับเสียเงินจริง คัทแล้วมันเด้งใส่หน้าทำไง

จากการเริ่มด้วยเงินเล็กน้อย เดี๋ยวซื้อเดี๋ยวขายด้วยเงินไม่มาก เราจะใส่สุดปลอก เราเอาเงินทั้งหมดในชีวิตมาทุ่มกับมัน เพราะอยากได้เงินเยอะๆ อยากรวยเร็วๆ อยากพลิกชีวิต อยากให้ผู้คนแซ่ซ้องว่าท่านสุลต่าน

บางคนพี้กยิ่งกว่านั้น คือทุ่มเกินตัว นอกจากจะทุ่มทั้งหมดที่มีแล้วยังไปกู้ไปหยิบยืมเอาเงินคนรอบข้างมาอัด โดยคิดตื้นๆ ว่า ขอเอามาทำทุนก่อน เดี๋ยวกูก็รวย คืนเงินกลับได้สบายๆ พร้อมผลกำไรเบิกบาน แต่ความจริงกับสิ่งเพ้อฝันมันคนละเรื่อง เมื่อไรที่เราติดลูปนี้แล้ว ยังไงๆ เราก็จะลงเอยด้วยการเจ๊งแน่นอน 100%

เจ๊งแล้ว ก็หาเงินมาใหม่ กู้ หยิบยืมมาใหม่ แล้วก็เจ๊งอีกไปเรื่อยๆ นอกจากตัวเองจะล้มละลายแล้ว ยังพาคนรอบข้างเดือดร้อน ฉิบหายไปด้วย

บางทีบทเรียนครั้งใหญ่ก็อาจจะยังไม่พอ ถ้าเราไม่รู้ว่าจะแก้ไขมันยังไงในรอบหน้า หัวใจสำคัญคือต้องควบคุมความโลภให้ได้ ทุกอย่างมันมีที่มาที่ไป

ปลูกแบบไหนก็ได้อย่างนั้น ถ้าเราดูแลต้นไม้อย่างดี รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย ไล่แมลง ถอนวัชพืช มันก็จะเติบโตผลิดอกออกผลอย่างที่เราต้องการ แต่ถ้าเราไม่ได้ดูแลมันอย่างเหมาะสมถูกต้อง ปล่อยปละละเลย เมื่อวันที่มันจะเหี่ยวเฉาตาย เราจะมานั่งบอกว่า อย่าตายเลยนะ เนี่ยเรารดน้ำใส่ปุ๋ยไล่แมลงให้แล้ว มันก็ไม่ทันแล้วเพื่อนเอ้ย

การลงทุนให้ประสบความสำเร็จมันเข้าใจง่ายแต่ทำยากมาก ตลาดมันจะบี้คุณจนร้องขอชีวิต คนจำนวนมากรู้เทคนิคทฤษฎีวิธีการทุกอย่างในการเทรด แต่ก็ขาดทุน เพราะระบบบอกให้ซื้อไม่ซื้อ บอกให้ขายไม่ขาย ดื้อออออ greed and fear ในสันดานเราสั่งให้ทำแบบนั้น

แทนที่น้ำพักน้ำแรงมันจะงอกเงย หรืออย่างน้อยมันคงที่ สร้างความมั่งคั่งให้ชีวิตและครอบครัว ยกระดับคุณภาพชีวิตขึ้นไปเรื่อยๆ เรากลับเอามันไปทิ้งและเริ่มใหม่ ทิ้ง เริ่มใหม่ ไม่รู้จบ! ใช้เวลาทั้งชีวิตติดกับดักอยู่ในหลุมบ่อขี้ ทำท่าจะปีนขึ้นไปได้ก็ตกลงไปใหม่

สุดท้ายนี้ ถ้าเราไม่สามารถควบคุมความโลภตัวเองได้อยู่หมัด ไม่รู้ว่ากำไรที่เพียงพอคือจุดไหน ไม่รู้ว่าขาดทุนเท่าไรถึงยอมแพ้ ไม่นานเราจะโกงตัวเราเอง เราจะบิดพริ้ว อิดออดไม่ยอมทำตามสิ่งที่เราตั้งใจไว้เพราะความอยากได้และความเสียดาย และเราจะเสียหายในที่สุด และผมก็เองก็ไม่รอดเช่นกัน

ดังนั้นสำหรับคนที่ยังเอาชนะความโลภตัวเองไม่ได้ การออม การ Stack Sat น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว เราค่อยๆ สะสมความอดทน ไม่ดื้อไม่ซน และมันจะไปออกผลในระยะยาว

Stay Humble & Stack Sats

#Siamstr #SiamesBicoiners

เพราะไปดูcdcตอนเก่าๆมั้ง เลยเห็นความเปลี่ยนแปลง ผอมลง ดูดีครับ 💪💪

Sawasdee krub awesome people 🙏🏻☀️ #siamstr

วันนี้อยากจะมาแชร์ประสบการณ์ท่องโลกกว้างชิทคอยน์มา2-3ปีครับ 555

ย้อนกลับไป2-3ปีก่อน สมัยยุคคริปโตกำลังบูม (ยุคdefi nft layer2 sidechain บลาๆ)

เพื่อนๆผมแชร์กันเต็มฟีด ว่าได้กำไรกันหลายเด้ง ง่ายๆ ไอ้เราก็ขี้สงสัย scam ป่ะวะ เออก็ scam จริง 55555 เพราะ business model มันไม่มีอะไรเลย นอกจากสร้างความ hyped ให้ราคาพุ่งพรวดๆแล้วหาจังหวะให้ vc ทำกำไรเป็นรอบๆไป หรือ exit หนี

แต่! ผมมองเห็นโอกาสทำเงินได้อยู่,

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้แปปนุง ผมเคยเทรดอยู่ แต่ไม่เคยชนะตลาดเลย เลยถอนทุนออกมาดีกว่า แล้วทำยังไงถึงจะได้เงินมั่งละ?

ผมศึกษาวิธีที่เขาทำการตลาด ว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง ทั้ง project ที่มี vc หนุนหลัง หรือไม่มี แล้วสามารถระดมทุนเอาเงินมาได้เยอะ พอศึกศาก็แตกเป็นปัจจัยต่างๆออกมา จากนั้นก็ลอกเลยครับ555 ดูว่าอะไรที่เราพอทำได้บ้าง

สุดท้ายก็มาจบที่ทำ nft art โดยลอกปัจจัยต่างๆของโปรเจคที่ประสบความสำเร็จมาปรับใช้ แต่ว่าอยู่ได้ไม่นาน พอกระแสเริ่มซา เลยว่าจะไปเทรด nft แต่ก็เบรคไว้ก่อน คิดว่ายังไงก็ไม่น่าชนะตลาด ขอศึกษาหน่อยละกัน ว่าทำไมราคามันถึงเหวี่ยงแรงขนาดนี้ (ซื้อหลักพัน แล้วขายหลักหมื่นหลักแสนใน 5 นาที แล้วขายออกด้วยนะ) โอ้โห ความต้องการไม่ธรรมดาเลย ได้ข้อสรุปออกมาคร่าวๆ ก็หาจุดที่ทำเงินได้อีกรอบ

คืองี้ครับ project พวกนี้เนี่ย เวลาทำการตลาด จะจัดงานประกวดผ่าน social media platform ต่างๆ เพื่อเอายอด reach ก็จะให้ผู้เข้าร่วมประกวด ลงผลงานตัวเอง พร้อมใส่ tag+ hashtag อะไรก็ว่าไป ส่วนใหญ่ก็จะเป็นประกวดงาน art นี่แหละครับ รางวัลก็จะเป็นเงินบ้าง nft บ้าง และ “whitelist”

That’s where I shine, ผมที่พอทำงาน art ได้บ้างก็ส่งประกวดอย่างบ้าคลั่งครับ555 ส่วนใหญ่ก็ได้รางวัล บอกไว้ก่อนว่าไม่ได้เก่งมากนะครับ แต่อย่างที่บอกไป เค้าจัดประกวดเพื่อเอายอด reach รางวัลก็จะมีหลายรางวัลมากๆครับ และการประกวดก็จัดขึ้นบ่อยจากหลายๆproject เช่นกันครับ เพราะช่วงกระแสกำลังมาน่ะแหละ

จากนั้นก็ใช้ประโยชน์จาก whitelist + realtime ui transaction ของ nft market ในการทำเงิน พูดได้ว่า ถ้าได้ whitelist แล้ว โอกาสทำกำไรแทบจะ 100% ครับ ผมไม่อธิบายในนี้ละกัน เพราะถ้าอธิบาย อีกหลายย่อหน้าแน่ๆ (ไม่ได้ขายคอร์สอะไรนะครับ555)

พอกระแสเริ่มซาลง proof of work ที่ผมได้มาก็คือ

- ทักษะงาน art ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากๆ เพราะการแข่งขันสูงมากครับ แม้จะมีหลายรางวัลก็ตาม แต่พอมูลค่าของรางวัลมากขึ้น ก็จะดึงดูดคนเก่งๆเข้ามาเช่นกัน ผมก็ต้องพัฒนาตัวเองตาม

- ผมทำ branding/ สร้างตัวตนไปพร้อมๆกัน ทำให้ตอนนี้มีรายได้เสริมเพิ่มเข้ามา (งานประจำ+เป็น freelance ทำงาน art ครับ) ทั้งฝั่งโลกชิทคอยน์ และ fiat ทำให้มีเงินมา stack sats มากขึ้น 555 หรืออาจจะได้ย้ายสายงาน ไปทำงานในฝัน ตามแพลนที่วางไว้ครับ

- มีเงินเก็บก้อนใหญ่ครับ แต่เอา key โยนทิ้งน้ำไปแล้ว หว่าย แย่จัง

ตอนนี้ก็ยังวนเวียนอยู่ในโลกชิทคอยน์อันเน่าเหม็นอยู่ครับ เพราะเงิน/ชม.ที่หาได้ คุ้มค่ามากๆเมื่อเทียบกับพลังงานที่เสียไป นอกจากนี้ยังมีกัลยาณมิตร ดีๆเป็นศิลปินงาน art ที่ทำงาน art จริงๆที่คอย support กัน🙏🏻

สุดท้ายแล้วผมว่าสำคัญที่สุดคือการศึกษาหาความรู้ครับ อย่าโยนเงินที่เราเสียไม่ได้ลงไปเล่นๆ ถ้าเราไม่รู้จักมันมากพอ

ผมถือ bitcoin เพราะเงินที่อยู่ในกระเป๋าของเรา เป็นของเราจริงๆและfunctionของมัน ส่วนเรื่องการ earn money ถ้าผมรับ consequences ได้ +คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป ผมเอาหมด

stay humble and stack sats ครับพี่น้อง 🤘🏻

Harsh comments are acceptable; please feel free to express your thoughts in your own way.🙏🏻

https://nostrcheck.me/media/public/nostrcheck.me_2459495473860026921700978634.webp

Replying to Avatar Xsara8

## เศรษฐกิจไทยตกต่ำ เพราะพวกเรายังไม่เห็นแก่ตัวมากพอ.. ##

ประโยคดังกล่าว เป็นการสรุปเรื่องราวทั้งหมดที่ผมได้พบเจอบนแพลตฟอร์ม Mian stream ทั้งท่อแดง ท่อฟ้า เอาไว้ทั้งหมด ทำไมล่ะ มันเกิดอะไรขึ้น?

"ประเทศไทยเศรษฐกิจตกต่ำ" "ประเทศล้าหลัง" "คนอื่นเค้าไปถึงไหนกันแล้ว" นี่คือคำบ่นกร่นด่าของชาวไทยมรตลอดหลายปีถึงการดูถูกเหยียดหยามประเทศตัวเองซึ่งใช่ครับ มันเป็นความจริงในหลายๆแง่มุม รวมทั้งสาเหตุของปัญหาที่ชาวบิตคอยน์เนอร์ทราบกันดี นั่นคือการแทรกแซงของรัฐ และระบบทุนนิยมอุปถัมภ์ซึ่งเหล่านายทุนเข้าหาอำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ของตน แต่สำหรับใครหลายคนตามแพลตฟอร์มสื่อกระแสหลักนั้น พวกเขาไม่ได้เข้าใจแบบนั้น

"ถ้าการเมืองดี..." "รัฐต้องช่วย..." รัฐต้องดูแล..." รัฐต้องสนับสนุน" "รัฐต้อง..." "รัฐต้อง..." "รัฐ...รัฐ" ทำไมการแก้ปัญหาสุดท้าย กลายเป็นทุกคนงอมืองอเท้าอ้าปากบอกให้ "รัฐ" เข้ามาแก้ไขในทุกปัญหาที่เกิดขึ้นได้ล่ะ? ทำไมความอยู่รอดของเขาเหล่านั้น ครอบครัว ธุรกิจ บริษัทของพวกเขาหลายล้านคน ถึงขึ้นอยู่กับปากและปากกาของคนไม่กี่พันคนนั้นหล่ะ โลกนี้มันผิดเพี้ยนมากแค่ไหน ถึงทำให้คนๆหนึ่ง สามารถไว้ใจผู้อื่นได้มากกว่าตนเองกัน

## Fiat = บัญชา อาญาสิทธิ์ ##

เมื่อเรามองย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของมันจะพบว่า นี่เป็นระยะเวลากว่า 110 ปีมาแล้ว ที่มนุษย์เราเริ่มการทดลองครั้งยิ่งใหญ่ระดับมนุษยชาติ โดยการทดลองประดิษฐ์ "นโยบายการเงิน" โดยมนุษย์ขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศตั้งองค์กร "Fed" ซึ่งเป็นธนาคารกลางสหรัฐซึ่งทำหน้าที่เป็น "แหล่งทุนกู้ยืมแหล่งสุดท้าย(Lender of last resort)" ให้กับบรรดาธนาคารพานิชย์ในสหรัฐฯ

ใช่ครับ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มนุษย์ทดลองสร้าง "เงินเฟียต" ขึ้นมา ตั้งแต่เงินกระดาษของจีน เหรียญลีร่า เหรียญกิลเดอร์ ตั๋วแลกทอง พดด้วง และอีกมากมายทั่วโลก แต่การทดลองนี้มันจะพิเศษกว่าครั้งไหนๆ ด้วยการมาของ "เคนส์" และแนวคิดแบบ "เคนส์เซี่ยน"

การมาถึงของเคนส์ได้สั่นสะเทือนแนวคิดทางเศรษฐกิจ ทฤษฎีของเขาคือ "ขงเบ้ง" ที่รัฐตามหา อาศัยวิกฤตปี 1929 ซึ่งซึ่งแท้จริงแล้วเกิดจากการ Leverage สร้างเงินในรูปแบบของหนี้ขึ้นมาจากอากาศในช่วง 1920 หรือที่เรียกว่า The Roaring 20s วิกฤต The Great Depression กลายเป็นผู้ร้าย และรัฐบาลในสมัยถัดมาอย่าง Franklin D. Roosevelt และนโยบายของเขา "New Deal" กลายเป็นอัศวินขี่ม้าขาวในสายตาคนอเมริกัน

หลังจากนั้น 10กว่าปี ในปี 1944 โลกก็ได้พบกับมาตรฐานทางการเงินใหม่ ซึ่งก็คือระบบ "Dollar Standard" เมื่อกว่า 44 ประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร มารวมตัวเพื่อหารือกัน อีกทั้งในที่ประชุมแห่งนี้เองก็ได้ให้กำเนิดขุนพลพยัคฆ์อย่าง IMF และ IBRD ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารโลกในเวลาต่อมา

Dollar Standard กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก ณ เวลานั้น แต่นั้นก็เพราะเขาให้สัญญาว่าจะสามารถแลกคืนดอลล่าร์เหล่านี้เป็น "ทองคำ" ได้ ถึงแม้ผู้คนภายในประเทศจะถูกริบ และห้ามครอบครองทองคำมาแล้วกว่า 10 ปีนับแต่การออก Executive Order 6102 ของประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt มาจนถึงช่วงข้อตกลง Bretton Wood ในปี 1944

ถึงอย่างนั้น Dollar เองก็ได้พัฒนาไปอีกขั้น ไปสู่จุดซึ่งไม่มีมนุษย์ผู้ใดเคยไปถึง นวัตกรรมใหม่แกะกล่องที่ยังไม่เคยมีใครได้ลิ้มลองคือการสกุลเงินซึ่ง "ไม่มีสิ่งใดแบ็คหลัง" หรือเป็น "อากาศธาตุ" เมื่อประธานาธิบดี Richard Nixon ประกาศ Nixon's Shock ยกเลิกการรับแลกดอลล่าร์เป็นทองคำ และปล่อยค่าเงินของแต่ละประเทศลอยตัว แลกเปลี่ยนกันอย่าง "เสรี" ภายใต้การควบคุมของธนาคารกลางแต่ละประเทศ

จนถึงตอนนี้นับเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว ที่การทดลองขั้นสุดท้ายได้ถูกปล่อยสู่มนุษยชาติ และมันก็เป็นระยะเวลากว่า 50ปีเช่นกัน ที่เราได้ให้ความเชื่อใจทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น ค่าอาหาร ค่าน้ำมันรถ ค่าผ่อนบ้าน ค่าเรียนลูก ค่าต่างๆนานา รวมไปถึงมูลค่าของ"เงิน" ที่เราใช้เวลาของเราไปแลกมันมา ฝากใจไว้กับกลุ่มคนใด ใครคนหนึ่ง

## ปัจเจกชน ปลดแอก ##

หลังจากประชาชนประสบกับการเป็นทาสมากว่าครึ่งศตวรรษ ทางออกของเป็นนี้ย่อมไม่ใช่การขอร้องอ้อนวอนให้หัวหน้าทาสปฏิบัติกับเราอย่างไร หากแต่เป็นการลุกขึ้นยืนหยัดต่อกรกับมันด้วยตนเองต่างหาก

การต่อสู้ ทำสงคราม หาใช่การรบราฆ่าฟัน อาศัยกำลังเข้าปะทะกันเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยทั้งกลุยทธ์ กลอุบาย หลักการบริหารคน บริหารทรัพยากร และทุน เมื่อโอกาส เวลา และสถานที่มาถึง สงครามนั้นเราจึงได้รับชัย

สำหรับปัจเจกชนอย่างเราๆ ท่านๆ เราไร้ซึ่งอาวุธยุทโธปกรณ์ กองทุนหนุนหลัง ภาษีประชาชน และ กฎหมายซึ่งบังคับกลับคืน แต่สิ่งที่เรามีคือ "เวลา" และ "เจตจำนงค์เสรี" ซึ่งทั้งสองนั้นคืออาวุธซึ่งจะทำให้เราได้รับชัยชนะ เมื่อเจตจำนงค์เสรี นำมาซึ่งความสนใจเฉพาะด้าน(Self-interest) พัฒนาความสามารถนั้น(Specialization) และนำความสามารถดังกล่าวมาแลกเปลี่ยนกันในตลาดเสรี(Free market) และคุณค่าที่คุณมอบให้กับผู้อื่นได้รับกลับมาเหลือเป็นกำไร เก็บไว้ในเงินที่ไม่เสื่อมค่า (Hard Money) เงินซึ่งเป็นมาตรวัดทางเศรษฐกิจที่เที่ยงตรง คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม้บรรทัดทางเศรษฐกิจที่มีความยาวเท่าเดิมตลอดไป การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากชนชั้นรากหญ้าหาใช่การปฏิวัติยึดอำนาจพิฆาตนายทุนอย่างที่ Marx หลอกลวง แต่เป็นการหวนคืนสู่ธรรมชาติของมนุษย์ สู่ระเบียบตามธรรมชาติ สู่เศรษฐศาสตร์ สู่การสื่อสารทางคุณค่า อย่างที่มันควรจะเป็น

Fix the money, Fix the world

เมื่อเราเริ่มเก็บออมได้ เราก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว...

GM #siamstr

🧠 การใช้ "ยาลดกรด" มีความสัมพันธ์กับภาวะสมองเสื่อม

.

นักวิจัยที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนและมหาวิทยาลัย Aarhus ประเทศเดนมาร์กได้ทำการศึกษาดำเนินการในกลุ่มประชากรเดนมาร์กทั่วประเทศจำนวน 1,983,785 คน ที่มีอายุระหว่าง 60 ถึง 75 ปี ระหว่างปี 2000 ถึง 2018 และรวมเฉพาะบุคคลที่ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อมมาก่อนหรือได้รับการรักษาด้วยยารักษาโรคสมองเสื่อมโดยเฉพาะ พบว่ามีความสัมพันธ์ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างสารยับยั้งโปรตอนปั๊ม (PPIs) ซึ่งเป็นยาลดกรดที่ใช้กันทั่วไปเพื่อระงับการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร และเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม

.

😱ในระหว่างการศึกษา พบว่ามีผู้ป่วยภาวะสมองเสื่อม 99,384 ราย และใช้ 469,920 รายเป็นกลุ่มควบคุม พบว่า การใช้ PPIs มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะสมองเสื่อมจากทุกสาเหตุ

.

งานวิจัยดังกล่าว

https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/37795826/

.

🤔 หมออ้วน : ในยากลุ่ม PPIs นั้น จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขัดขวางการสร้าง Nitric Oxide ของเชื้อดีในร่างกาย ซึ่งการขาด NO ส่งผลต่อเรื่องสมองเสื่อมและความผิดปกติอื่นๆได้

.

เรียนรู้เพิ่มเติม

.

เรื่อง ภาวะกรดไหลย้อน ซึ่งต้องมีการใช้ยากลุ่ม PPIs

https://youtu.be/PeT7sSAZgBg

เรื่อง nitric oxide ซึ่งส่งผลต่อ ภาวะสมองเสื่อมได้

https://youtu.be/cGS1x6efuO0

#fastingfatdentist

#หมอบ่นfiat

#healthstr

#health

#IFF

#nutrition

#fiat

#siamstr

#bitcoin

#siamesebitcoiners

ผมเป็นคน1ที่หยุดกินยาลดกรดไม่ได้ แนะนำหน่อยครับหมอ

Replying to Avatar Xsara8

GM ครับ #siamstr #siamstrog

“คนจน อยู่อย่างรวย มันยิ่งจน

คนรวย อยู่อย่างจน มันยิ่งรวย”

เป็นคติสอนใจที่ได้รับจากคุณยายท่านหนึ่งซึ่งเป็นแฟนรายการวิทยุ ซึ่งเมื่อลองพิจารณาคตินี้ดูแล้ว

## 1.) เราพิจารณาความจน กับความรวยจากอะไรกันนะ ##

ไม่มีอาชีพไหน งานใด ที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าเราจนรวย หากแต่วัดกันที่หลักการง่าย คือรายรับและรายจ่าย เมื่อรายรับของคุณมากกว่ารายจ่าย คุณกำลัง “รวยขึ้น” จากเหลือเงินไว้เก็บออมเป็นทุนในอนาคต เมื่อคุณมีรายรับเท่ากับรายจ่าย คุณกำลัง “เท่าทุน” แต่เมื่อคุณมีรายรับน้อยกว่ารายจ่ายเมื่อไหร่ คุณกำลังกัดกินทรัพย์สิน กัดกินเงินเก็บออมของตัวเอง เมื่อนั้นคุณกำลัง “จนลง” แล้วพวกเค้าเอาเงินจากไหนมาใช้จ่ายขนาดนี้?

คำตอบคือระบบหนี้แบบเฟียตๆนั่นเอง เริ่มจะการทำลายความคิดดั้งเดิมซึ่งการกู้หนี้ มันคือการขี่หลังเสือ คุณต้องได้รับความเสี่ยงมากกว่าปกติเพราะเงินนั้นไม่ใช่ของคุณ แลกมากับการโอกาสในการลงทุนเพื่อคว้าโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งอาจเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาล เป็น risk : reward ที่ต้องใช้การคิด วิเคราะห์ แยกแยะอย่างที่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจ

แต่ในปัจจุบันนี้ การกู้หนี้กลายเป็นเหมือนกิจวัตรประจำวัน หลายคนทำโดยไม่รู้สึกอะไร เหมือนเป็นสิ่งที่ต้องใช้ ความต้องการระยะสั้นที่สูงปรี๊ด ของมันต้องมี, โปรผ่อนดอกเบี้ยฟรี 10 เดือน, ดาวน์วันนี้ จองวันนี้ได้รับสิทธิพิเศษอีกมากมาย ไปกับสิทธิอะไรที่จำเป็นกับตัวคุณมั้ยก็ไม่ การแข่งขันกันออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินอีกมากมายทั้ง บัตรเครดิตสินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสด ซึ่งจุดหมายปลายทางของใครหลายคนคือ “สูญเสียแหล่งเก็บออมของตนไป” เงินและเวลาที่เก็บออมมาแสนนาน บ้างก็ส่งต่อมาจากรุ่นก่อน ถูกบังคับขาย ถูกอายัดไปเป็นของคนอื่น ชีวิตที่ไม่เหลืออะไร จะมีก็แต่เพียงอาการเสพติด และความหิวกระหายในการยอมรับจากสังคม โปรโมชั่นเลขเบิ้ล(1.1, 10.10) กลายเป็นหมุดหมายของชีวิตในแต่ละเดือน, ซีรี่ย์ออกใหม่กลายเป็นความสุขสุดท้ายก่อนหลับนอน, เช้าวันใหม่คือฝันร้ายที่ไม่อยากตื่น, วันจันทร์กลายเป็นวันอันขมขื่นของสัปดาห์, วันหยุดกลายเป็นสิ่งที่คอยเฝ้าหา, และสัปดาห์สุดท้ายของเดือนคือสิ่งหล่อเลี้ยงชีวิต ชีวิตที่มนุษย์มีความหวังแบบเดือนต่อเดือน บ้างก็ 15 วันครั้ง มันช่างน่าเศร้าที่เค้าเหล่านั้นไม่สามารถมองอะไรได้ไกลยิ่งกว่าระบบฟาร์มเฟียตที่กำลังสูบเอาพลังชีวิตของเค้าอยู่

แต่ Bitcoiner ไม่ใช่แบบนั้น เรากำลัง “รวยขึ้น” เพราะเราทำตัว “จน” จนเรามีเงินเหลือเก็บออม เราอดมื้อกินมื้อ บางคนกิน 2 บ้างก็กินแค่ 1 มื้อต่อวัน, จากที่เฝ้ารอวันหยุด หลายคนกลับอยากทำงาน ทำงาน ทำงาน เพื่อนำเงินที่ได้ไปเก็บออม, เราเห็นคุณค่าในเวลาของเรามากขึ้น, เรามีเป้าหมายที่ยาวไกลกว่า 15 วัน, 1 เดือน หรือ 1 ปี เราคาดหวังจะทำให้โลกนี้ดีขึ้นได้ด้วยการมีเงิน มีแหล่งเก็บมูลค่าที่ไม่เสื่อมค่า ทำลายระบบฟาร์มแล้วกลับคืนสู่ทุ่งหญ้า ทุ่งแห่งอิสรภาพซึ่งมนุษย์ผู้หนึ่งจะดำเนินชีวิตภายใต้กฎของธรรมชาติ กฎแห่งกรรมอีกครั้ง

Stay humble and Stack sats

อยู่อย่างจน แล้วจะยิ่งรวย

ขอให้มีความสุขกับการเก็บเงินที่ไม่เสื่อมค่าครับ :)

Replying to Avatar Jakk Goodday

GM #ทีมตรู่ จัดหนักๆ กับบทเรียนเบสิคออสเตรียน วิเคราะห์ปรากฏการณ์ Long-form content ของชาว #Siamstr ในตอนนี้ สิ่งนี้เกิดขึ้นตามกลไกตลาดเสรี หรือตามกฎธรรมชาติจริงหรือไม่? นักเรียนพร้อมกันหรือยัง!?

อ่านสวยๆ ที่ Yakihonne| https://w3.do/PUD7Ci4c หรือจะอ่านง่ายๆ สบายตาที่ Habla | https://w3.do/PVcxZ-K1

nostr:naddr1qq2kz72c2ddrg7ps29zk57rjt9hkwwthvfyyvq3qmqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43qxpqqqp65w8450sq

ผมไม่ได้เขียนบทความแบบทางการมานานมากแล้ว บทความนี้จะไม่เหมือนบทความไหนๆ ของผมที่พวกเราเคยอ่านกัน ผมปรับสไตล์เล็กน้อยให้เข้ากับวิชาการมากยิ่งขึ้น พยายามสอดแทรกเศรษฐศาสตร์คลาสสิก และออสเตรียนเข้าไปด้วย เผื่อจะอ่านแล้วสมองงอกกันอะนะ

ที่สำคัญมันคือบทเรียนย่อมๆ ใช่.. มันต้องยาวมากๆ แน่นอน