Avatar
Thita@98⚡️
cc2783215f21a578e492ac0cf31e5038be7a9f7b8b8d696ac753c48bcd6074a5
Replying to Avatar maiakee

‼️วิจิกิจฉาแก้อย่างไร ถ้าเจอตัวอย่างสงฆ์ที่ไม่ดี⁉️

1. เข้าใจว่าวิจิกิจฉาคืออะไร

วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสังโยชน์เบื้องต่ำที่ขวางกั้นการบรรลุโสดาบัน

แต่การสงสัยในตัวบุคคล หรือพระสงฆ์บางรูปที่ประพฤติไม่ดี ไม่ใช่วิจิกิจฉาในทางธรรม

• พระพุทธองค์ตรัสว่า “ธรรมวินัยนี้ เป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย” (ทีฆนิกาย มหาวรรค)

• หมายความว่า แม้สงฆ์บางรูปจะประพฤติไม่ดี แต่พระธรรมและวินัยของพระพุทธเจ้ายังบริสุทธิ์อยู่

2. แยกแยะระหว่างพระสงฆ์กับพระธรรม

• พระสงฆ์เป็นบุคคล ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี

• พระธรรมเป็นกฎธรรมชาติ ใครปฏิบัติตามก็พ้นทุกข์ได้

พระพุทธพจน์เกี่ยวกับเรื่องนี้:

• “ภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้ใดก็ตาม แม้ยังเป็นปุถุชน ถ้าเป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีศีลเป็นที่รัก มีศีลเป็นที่พอใจ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นโอรสในพระศาสดา” (องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๑๐๖)

• “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายพึงตั้งตนไว้ในพระธรรม อย่าเอาอย่างบุคคลผู้ประพฤติผิด” (มหาปรินิพพานสูตร)

3. ศึกษาพระธรรมด้วยตนเอง

• อย่าให้ศรัทธาขึ้นอยู่กับบุคคล แต่ให้ตั้งอยู่ในพระธรรมและวินัย

• อ่านพระไตรปิฎก ฟังธรรมจากพระแท้ที่สอนตามพุทธพจน์

ตัวอย่างการปฏิบัติ:

• ถ้าพบพระที่ประพฤติไม่ดี อย่าปล่อยให้ใจไหลไปกับอารมณ์ขุ่นมัว

• ให้ระลึกว่า “เราศึกษาธรรมะเพื่อพ้นทุกข์ ไม่ใช่เพื่อจับผิดผู้อื่น”

• คิดว่า “แม้มีพระไม่ดี แต่ยังมีพระอริยสงฆ์แท้ ๆ ที่ปฏิบัติดีอยู่”

4. คบหากัลยาณมิตร

• หาพระแท้ที่ดำเนินตามธรรมวินัยเป็นที่พึ่ง

• คบหาคนดี มีศีล มีปัญญา เพื่อให้กำลังใจในการปฏิบัติ

พระพุทธพจน์เกี่ยวกับกัลยาณมิตร:

• “กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์” (สํ.นิ.๑๖/๕๔)

5. ปฏิบัติธรรมให้เห็นผลด้วยตนเอง

• ถ้าต้องการศรัทธาที่มั่นคง ต้องพิสูจน์ธรรมะด้วยการปฏิบัติเอง

• เมื่อเห็นความสงบของจิตจากการเจริญสติ สมาธิ ปัญญา วิจิกิจฉาจะค่อย ๆ หายไปเอง

สรุป

• อย่าให้ศรัทธาขึ้นอยู่กับบุคคล ให้ตั้งมั่นในพระธรรม

• แยกแยะระหว่างพระสงฆ์ผู้ประพฤติไม่ดี กับพระรัตนตรัยที่แท้จริง

• ศึกษาพุทธวจนะเอง และทดลองปฏิบัติ

• เลือกคบหากัลยาณมิตร เพื่อไม่ให้หลงผิด

• ปฏิบัติธรรมเองจนเห็นผล แล้วความลังเลสงสัยจะหมดไปเอง

แม้โลกจะมีพระที่ประพฤติไม่ดีอยู่บ้าง แต่ทางสายเอกของพระพุทธองค์ยังบริสุทธิ์เสมอ

‼️ศีล 5 โดยละเอียด: ความหมาย ขอบเขต และตัวอย่างที่ควรเข้าใจ

ศีล 5 เป็นศีลพื้นฐานที่ปุถุชนควรรักษาเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และเป็นรากฐานของสมาธิและปัญญา พระพุทธองค์ตรัสว่า “ศีลเป็นที่ตั้งแห่งสุข เป็นมูลเหตุแห่งสมาธิ เป็นทางสู่พระนิพพาน” (องฺ.ทุก. ๒๐/๖๓)

ศีลข้อที่ 1: เว้นจากการฆ่าสัตว์ (ปาณาติปาตา เวรมณี)

ความหมาย

ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนชีวิตของผู้อื่น

ขอบเขตของศีลข้อที่ 1

• ฆ่าสัตว์โดยตรง เช่น ฆ่าสัตว์เอง

• สั่งให้ฆ่า เช่น จ้างคนไปฆ่า

• ยินดีในการฆ่า เช่น ดีใจเมื่อเห็นคนที่ไม่ชอบตาย

พุทธพจน์:

• “ผู้ใดเบียดเบียนสัตว์อื่นเพื่อความสุขของตน ผู้นั้นชื่อว่าไม่มีเมตตา ย่อมไม่สามารถเข้าถึงธรรมได้” (สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย)

ตัวอย่างที่น่าสงสัย

❓ ฆ่าแมลง ผิดศีลไหม?

✅ ถ้าจงใจฆ่า ผิดศีล 100%

✅ ถ้าฆ่าโดยไม่ได้ตั้งใจ (เช่น เดินเหยียบมด) ไม่ผิดศีล เพราะไม่มีเจตนา

❓ ปล่อยสัตว์เลี้ยงไปให้ตายเอง ผิดไหม?

✅ ผิด ถ้ารู้ว่าสัตว์นั้นจะตายแน่ ๆ

ศีลข้อที่ 2: เว้นจากการลักทรัพย์ (อทินนาทานา เวรมณี)

ความหมาย

ไม่เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่อนุญาต

ขอบเขตของศีลข้อที่ 2

• ลักขโมยโดยตรง

• ยักยอก ฉ้อโกง ปลอมแปลง

• ใช้กลอุบายเพื่อให้ได้ของที่ไม่ควรได้

พุทธพจน์:

• “บุคคลใดลักทรัพย์ของผู้อื่นไป ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติผิดทางกาย ย่อมมีกรรมเป็นเหตุให้เดือดร้อนในภพหน้า” (องฺ.ปญฺจก. ๒๒/๑๑๑)

ตัวอย่างที่น่าสงสัย

❓ โหลดหนังเถื่อน ผิดศีลไหม?

✅ ผิด เพราะเป็นการเอาสิ่งที่เจ้าของไม่อนุญาต

❓ ขโมยของจากบริษัทที่เราทำงานอยู่ ผิดไหม?

✅ ผิด 100%

ศีลข้อที่ 3: เว้นจากการประพฤติผิดในกาม (กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี)

ความหมาย

ไม่ล่วงละเมิดทางเพศกับบุคคลที่ไม่สมควร

ขอบเขตของศีลข้อที่ 3

• มีเพศสัมพันธ์กับคู่ของผู้อื่น

• ล่อลวง ข่มขืน บังคับขู่เข็ญทางเพศ

• ยุ่งเกี่ยวกับคนที่พ่อแม่ ผู้ปกครองหวงห้าม

พุทธพจน์:

• “ผู้ใดประพฤติผิดในกาม ผู้นั้นย่อมก่อเวร ก่อทุกข์แก่ตนเองและผู้อื่น” (องฺ.ทุก. ๒๐/๙๘)

ตัวอย่างที่น่าสงสัย

❓ แอบคุยกับแฟนคนอื่น ผิดศีลไหม?

✅ ถ้าคุยเชิงชู้สาว ผิดศีล เพราะเป็นการเบียดเบียนจิตใจของอีกฝ่าย

❓ โสดาบันยังเสพกามได้ไหม?

✅ ได้ แต่ไม่ผิดศีล (เว้นแต่เป็นการผิดประเพณี)

ศีลข้อที่ 4: เว้นจากการพูดเท็จ (มุสาวาทา เวรมณี)

ความหมาย

ไม่พูดโกหก ไม่กล่าวคำที่ไม่จริง

ขอบเขตของศีลข้อที่ 4

• พูดโกหกให้คนอื่นเข้าใจผิด

• พูดให้ร้าย กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีมูล

• ให้ข้อมูลผิด ๆ เพื่อหลอกลวง

พุทธพจน์:

• “บุคคลใดกล่าวคำเท็จ ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติผิดด้วยวาจา ย่อมสร้างเวรให้ตนเอง” (ขุ.ธ. ๒๕/๕๕)

ตัวอย่างที่น่าสงสัย

❓ พูดส่อเสียด ผิดศีลไหม?

✅ ผิด เพราะเป็นคำพูดที่ทำให้คนแตกแยก

❓ พูดเพ้อเจ้อ ผิดศีลไหม?

✅ ถ้าเป็นคำพูดไร้สาระที่ไม่ก่อประโยชน์ ไม่ผิดศีลโดยตรง แต่ขัดกับมรรคมีองค์แปด

ศีลข้อที่ 5: เว้นจากการดื่มน้ำเมา (สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี)

ความหมาย

ไม่ดื่มสุรา ไม่เสพสิ่งเสพติดที่ทำให้ขาดสติ

ขอบเขตของศีลข้อที่ 5

• ดื่มสุรา เครื่องดองของเมา

• เสพยาเสพติดทุกชนิด

พุทธพจน์:

• “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุราและเมรัยเป็นเหตุให้เกิดความประมาท ย่อมนำไปสู่กรรมชั่วอื่น ๆ” (องฺ.ฉกฺก. ๒๒/๖๕)

ตัวอย่างที่น่าสงสัย

❓ จิบสุรา 1 อึกผิดศีลไหม?

✅ ผิด เพราะเป็นการดื่มแม้เพียงเล็กน้อย

❓ ดื่มไวน์เพื่อสุขภาพ ผิดศีลไหม?

✅ ผิด ถ้าเป็นไวน์ที่มีแอลกอฮอล์

สรุป: ศีล 5 คือรากฐานของจิตที่สงบและปัญญาที่เจริญ

1. ศีลข้อที่ 1: เว้นจากการฆ่าสัตว์ → เมตตา

2. ศีลข้อที่ 2: เว้นจากการลักทรัพย์ → ซื่อสัตย์

3. ศีลข้อที่ 3: เว้นจากการประพฤติผิดในกาม → เคารพในคู่ครองของตนและผู้อื่น

4. ศีลข้อที่ 4: เว้นจากการพูดเท็จ → วาจาสัตย์

5. ศีลข้อที่ 5: เว้นจากน้ำเมา → สติสัมปชัญญะ

พระพุทธองค์ตรัสว่า “ศีลเป็นที่ตั้งแห่งสุข ผู้มีศีลแล้วย่อมมีจิตตั้งมั่น ย่อมเข้าถึงสมาธิได้โดยง่าย” (ขุ.ธ. ๒๕/๑๐๘)

ดังนั้น หากต้องการเจริญสมาธิให้ดี ต้องทำศีลให้บริบูรณ์ก่อน เพราะศีลที่บริสุทธิ์ทำให้จิตสงบ และจิตสงบย่อมเกิดปัญญาเห็นแจ้ง

#Siamstr #พุทธวจนะ #พุทธวจน #nostr #ธรรมะ

GM😊🙏☕️🌞

สวัสดีเช้าวันจันทร์กับกาแฟอุ่นๆ🌞😊☕️🌱

Replying to Avatar maiakee

“Bitcoin, พระเจ้า และพุทธะ: เมื่อผู้สร้างหายไป แต่ระบบยังดำเนินต่อไป”

พุทธปรัชญากับแนวคิดเรื่องสาเหตุ 4 ประการของอริสโตเติล: ทำไมจึงไม่มีพระเจ้าผู้สร้าง?

ในปรัชญาของอริสโตเติล สรรพสิ่งเกิดขึ้นจาก สาเหตุ 4 ประการ ซึ่งหมุนเวียนกันเป็นวัฏจักร ได้แก่

1. Material Cause – วัสดุที่ก่อให้เกิดสิ่งนั้น

2. Efficient Cause – ตัวกระทำที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

3. Formative Cause – รูปแบบหรือโครงสร้างที่ทำให้เป็นสิ่งนั้น

4. Final Cause – เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของสิ่งนั้น

แนวคิดของพระเจ้ากับ Efficient Cause

ในศาสนาเทวนิยม (เช่น ศาสนาคริสต์ อิสลาม) พระเจ้าถูกอธิบายว่าเป็น Efficient Cause สูงสุด หรือ ผู้กระทำให้ทุกสิ่งเกิดขึ้น เช่น

• พระเจ้าสร้างจักรวาล → พระเจ้าคือ Efficient Cause ของจักรวาล

• พระเจ้าสร้างมนุษย์ → พระเจ้าคือ Efficient Cause ของมนุษย์

แต่ในพุทธศาสนา ไม่มีพระเจ้าผู้สร้าง เพราะจักรวาลไม่ได้เกิดจาก Efficient Cause เดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของ วัฏจักรแห่งเหตุปัจจัย (อิทัปปัจจยตา) ที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด

“เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ”

(สังยุตตนิกาย นิทานวรรค พระไตรปิฎก เล่ม 12)

การสร้างตึก: ตัวอย่างของวัฏจักรแห่งเหตุปัจจัย

ลองพิจารณาการสร้างตึกโดยใช้หลัก 4 สาเหตุ

1. Material Cause → อิฐ ไม้ ปูน ทราย เหล็ก ฯลฯ

2. Efficient Cause → ช่างก่อสร้าง สถาปนิก ผู้ควบคุมงาน

3. Formative Cause → แบบแปลนก่อสร้างที่กำหนดให้เป็น “ตึก” ไม่ใช่สะพาน

4. Final Cause → จุดประสงค์ เช่น เป็นที่อยู่อาศัย หรือสำนักงาน

Bitcoin: ตัวอย่างของระบบที่ไม่มี “ผู้สร้างสูงสุด”

Bitcoin ถูกสร้างขึ้นโดย Satoshi Nakamoto ซึ่งเป็น Efficient Cause ของระบบนี้ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ Satoshi หายตัวไป และไม่ได้ควบคุม Bitcoin อีกต่อไป ระบบนี้ยังคงดำเนินต่อไปได้ด้วยเหตุปัจจัยอื่นๆ

1. Material Cause → พลังงานไฟฟ้า, ฮาร์ดแวร์, เครือข่ายอินเทอร์เน็ต

2. Efficient Cause → นักพัฒนา, ผู้ขุด (miners), ผู้ใช้ Bitcoin

3. Formative Cause → โค้ดของ Bitcoin, กฎของระบบ Proof of Work

4. Final Cause → ระบบเงินที่กระจายอำนาจ ไม่ต้องพึ่งธนาคาร

Bitcoin กับพุทธปรัชญา

• Bitcoin ไม่มีศูนย์กลาง → เช่นเดียวกับพุทธศาสนาที่ไม่มี “พระเจ้า” Bitcoin ไม่มี “ผู้ควบคุมสูงสุด” หลังจากที่ Satoshi หายตัวไป

• Bitcoin พึ่งพาเครือข่ายและเหตุปัจจัย → คล้ายกับพุทธศาสนาที่มองว่าทุกอย่างเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายอย่าง ไม่มีสิ่งใดเป็น “ผู้สร้าง” เดี่ยวๆ

• Bitcoin พัฒนาไปเองตามกฎธรรมชาติของเศรษฐศาสตร์ → เช่นเดียวกับพุทธศาสนาที่กล่าวว่า “ธรรม” เป็นไปตามกฎของมันเอง

แนวคิดเรื่อง “เหตุแรกสุด” กับพุทธปรัชญา

ศาสนาเทวนิยมมักอ้างว่า

“พระเจ้าเป็นเหตุแรกสุดของทุกสิ่ง”

แต่พุทธศาสนาปฏิเสธแนวคิดนี้ เพราะ

1. หาเบื้องต้นของวัฏจักรไม่ได้

• จักรวาลหมุนเวียนเป็นวัฏจักร เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แล้วเกิดใหม่ (เหมือน Big Bang - Big Crunch)

• พระพุทธองค์ตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย! เรากล่าวว่าสังสารวัฏไม่มีเบื้องต้นอันใครๆ จะพึงทราบได้”

(สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พระไตรปิฎก เล่ม 16)

2. ไม่มีตัวตนถาวรที่ควบคุมทุกสิ่ง

• พระพุทธองค์ปฏิเสธแนวคิด “อัตตา” (self) หรือ “ผู้สร้าง”

• ทุกสิ่งเป็น อนัตตา (Anatta) หรือสิ่งที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยโดยไม่มีผู้ควบคุม

3. ความทุกข์ไม่ได้เกิดจากพระเจ้า แต่เกิดจากเหตุปัจจัย

• ถ้าพระเจ้าสร้างทุกสิ่งจริง พระเจ้าก็ควรเป็นผู้สร้างความทุกข์ด้วย

• แต่พุทธศาสนาสอนว่า ทุกข์เกิดจากตัณหา (ความอยาก) ไม่ใช่พระเจ้า

“เพราะตัณหามีอยู่ ทุกข์จึงมี”

(สังยุตตนิกาย นิทานวรรค พระไตรปิฎก เล่ม 12)

สรุป: เหตุใดพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้าผู้สร้าง?

1. ไม่มีจุดเริ่มต้นที่แน่นอน → วัฏจักรของสรรพสิ่งเป็นไปตามเหตุปัจจัย หา “จุดเริ่มต้น” ไม่ได้

2. ทุกสิ่งเป็นอนัตตา → ไม่มี “ผู้ควบคุม” หรือ “ตัวตน” ที่กำหนดทุกสิ่ง

3. ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นจากศูนย์ → จักรวาลไม่ได้เกิดจากพระเจ้า แต่เกิดจากวัฏจักรของกฎธรรมชาติ

4. Efficient Cause ไม่ใช่จุดสุดท้าย → พระเจ้าหากมีจริงก็เป็นเพียง Efficient Cause ซึ่งยังต้องอาศัยปัจจัยอื่น

Bitcoin เป็นตัวอย่างของระบบที่ไม่ต้องมี “ผู้สร้างสูงสุด”

• Bitcoin ไม่มีจุดเริ่มต้นที่ชัดเจน → Satoshi ออกแบบระบบ แต่ไม่มี “ผู้ควบคุม”

• Bitcoin ดำเนินไปตามกฎของมันเอง → คล้ายกับกฎธรรมชาติที่พระพุทธเจ้าสอน

• Bitcoin เกิดจากเหตุปัจจัยที่ซับซ้อน → เศรษฐศาสตร์, เทคโนโลยี, ความต้องการของมนุษย์

“สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”

(ขุททกนิกาย ธัมมปทัฏฐกถา พระไตรปิฎก เล่ม 26)

ข้อสรุปสุดท้าย

หากพระเจ้ามีจริง พระเจ้าก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยอื่น จึงไม่สามารถเป็น สาเหตุแรกสุด ได้ เช่นเดียวกับที่ Satoshi Nakamoto สร้าง Bitcoin แต่ไม่ได้ควบคุมมัน ระบบนี้ดำเนินไปตามกฎของมันเอง เช่นเดียวกับที่จักรวาลดำเนินไปตามกฎของธรรมชาติ

ดังนั้น “พระเจ้าผู้สร้างทุกสิ่ง” จึงไม่จำเป็นในพุทธศาสนา เพราะทุกสิ่งล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย และหมุนเวียนเป็นวัฏจักรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เช่นเดียวกับ Bitcoin ที่ดำรงอยู่โดยไม่ต้องมี “ผู้สร้าง” ควบคุมตลอดไป

#Siamstr #พุทธวจนะ #พุทธวจน #nostr #ธรรมะ #พุทธศาสนา #bitcoin #BTC

🙏😊

Replying to Avatar maiakee

อาสวะ คือ กิเลสที่หมักดองอยู่ในจิตใจ ทำให้เกิดทุกข์และเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุมรรค ผล นิพพาน คำว่า “อาสวะ” มาจากรากศัพท์ภาษาบาลี แปลว่า “สิ่งที่ไหลซึมออกมา” เปรียบเสมือนของเสียที่หมักหมมอยู่ในจิตและค่อยๆ ไหลออกมาทำให้จิตเศร้าหมอง

พระพุทธองค์ตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ! เรากล่าวว่าความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ย่อมนำไปสู่การบรรลุวิชชาและวิมุตติ”

(อาสวักขยญาณสูตร, พระไตรปิฎก เล่ม 14 สังยุตตนิกาย)

อาสวะมี 4 ประเภท

1. กามาสวะ (อาสวะแห่งกาม)

• ความติดข้องในกามคุณทั้ง 5 (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)

• ทำให้จิตใจหมกมุ่นกับความพอใจทางโลก

• ต้องละด้วย วิปัสสนาปัญญา เห็นความไม่เที่ยงของกาม

2. ภวาสวะ (อาสวะแห่งภพ)

• ความอยากมีอยากเป็น เช่น อยากเกิดในภพภูมิที่ดี

• เป็นเชื้อแห่งการเวียนว่ายตายเกิด

• ต้องละด้วย อริยมรรค (มรรคมีองค์ 8)

3. ทิฏฐาสวะ (อาสวะแห่งทิฏฐิ)

• ความยึดมั่นในความเห็นผิด เช่น สัสสตทิฏฐิ (เห็นว่ามีตัวตนเที่ยงแท้) หรือ อุจเฉททิฏฐิ (เห็นว่าตายแล้วสูญ)

• ต้องละด้วย สัมมาทิฏฐิ คือการเห็นอริยสัจ 4

4. อวิชชาสวะ (อาสวะแห่งอวิชชา)

• ความไม่รู้แจ้งในอริยสัจ 4

• ทำให้ตกอยู่ในวัฏสงสาร

• ต้องละด้วย ปัญญาอันเกิดจากสมาธิและวิปัสสนา

อาสวะหมดสิ้นไปได้อย่างไร?

พระพุทธองค์ตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อบุคคลละอาสวะได้ ย่อมพ้นจากทุกข์โดยสิ้นเชิง”

(อาสวักขยญาณสูตร, พระไตรปิฎก เล่ม 14 สังยุตตนิกาย)

วิธีละอาสวะ ได้แก่

1. เจริญสติปัฏฐาน 4 (สติในกาย เวทนา จิต ธรรม)

2. เจริญโพชฌงค์ 7 (ธรรมที่นำไปสู่วิมุตติ)

3. ปฏิบัติตามอริยมรรค 8 (เส้นทางแห่งการหลุดพ้น)

4. พิจารณาไตรลักษณ์ (เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาในสังขารทั้งปวง)

เมื่ออาสวะหมดสิ้นลง บุคคลนั้นจะบรรลุ อรหัตผล และไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

GM🙏☕️😊🌱🌞

#อุ่นแท้เจตสิกสุขลอยมาตามลม ☕️ GM☕️