Avatar
Thita@98⚡️
cc2783215f21a578e492ac0cf31e5038be7a9f7b8b8d696ac753c48bcd6074a5
Replying to Avatar maiakee

จักรวาลควอนตัม: ถ้าจิตไม่ได้ไปรับรู้ สิ่งอื่นยังมีอยู่จริงหรือไม่?

นี่เป็นหนึ่งในปัญหาทางปรัชญาที่ลึกซึ้งที่สุดของกลศาสตร์ควอนตัม และมีความเชื่อมโยงกับแนวคิดทางพุทธปรัชญาอย่างน่าสนใจ

1. ฟิสิกส์ควอนตัม: ความจริงขึ้นอยู่กับการสังเกตหรือไม่?

ปัญหาการสังเกต (Observer Effect) และ Schrödinger’s Cat

• กลศาสตร์ควอนตัมระบุว่า อนุภาคควอนตัมไม่มีสถานะที่แน่นอนจนกว่าจะถูกสังเกต

• นี่คือสิ่งที่เรียกว่า wave function collapse—สถานะของอนุภาคที่อยู่ใน superposition (หลายสถานะพร้อมกัน) จะ “เลือก” สถานะหนึ่งเมื่อมีการสังเกต

ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ “แมวของชเรอดิงเงอร์” (Schrödinger’s Cat Thought Experiment) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก่อนการสังเกต แมวสามารถอยู่ในสถานะ “เป็นทั้งตายและมีชีวิต” พร้อมกัน

ปัญหาคือ:

• ถ้าไม่มีใครไปสังเกตหรือวัดจักรวาล ควอนตัม จักรวาลจะยังมีอยู่จริงหรือไม่?

• หรือความเป็นจริงเกิดขึ้นเพราะการสังเกตของจิตสำนึก?

2. การตีความควอนตัม: จิตต้องมีอยู่เพื่อให้จักรวาลมีอยู่หรือไม่?

นักฟิสิกส์และนักปรัชญาตีความกลศาสตร์ควอนตัมไว้หลายแบบ

(1) การตีความโคเปนเฮเกน (Copenhagen Interpretation)

• Niels Bohr และ Werner Heisenberg เสนอว่าความเป็นจริงของอนุภาคเกิดขึ้นเมื่อมีการสังเกต

• หากไม่มีการสังเกต อนุภาคจะไม่มีสถานะที่แน่นอน

• การสังเกตจึงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดความเป็นจริง

(2) การตีความของ John von Neumann และ Eugene Wigner

• จิตสำนึกอาจเป็นสิ่งที่ทำให้ wave function collapse

• หากไม่มีจิตสำนึก สิ่งต่าง ๆ อาจไม่มีอยู่จริงในลักษณะที่เรารู้จัก

(3) การตีความ Many-Worlds (Hugh Everett’s Interpretation)

• ทุกความเป็นไปได้ในควอนตัมเกิดขึ้นจริงในจักรวาลคู่ขนาน

• ไม่จำเป็นต้องมีจิตสำนึกเพื่อทำให้ความเป็นจริงมีอยู่

3. พุทธปรัชญา: ถ้าจิตไม่ได้ไปรับรู้ สิ่งอื่นยังมีอยู่จริงหรือไม่?

พุทธศาสนามีคำสอนที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้โดยตรง โดยเฉพาะในเรื่องของ “อนัตตา” (ไม่มีตัวตน) และ “สุญญตา” (ความว่างเปล่า)

(1) ปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination) และ Quantum Entanglement

• ตามหลักปฏิจจสมุปบาท ทุกสิ่งมีอยู่เพราะอาศัยปัจจัยอื่น ๆ

• ไม่มีสิ่งใดมีตัวตนที่แท้จริงโดยลำพัง (Self-Existence)

• นี่คล้ายกับ Quantum Entanglement ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอนุภาคไม่มีตัวตนที่แยกขาด แต่มีสถานะที่ขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น

คำถาม: ถ้าไม่มีจิตมารับรู้ สิ่งอื่นยังคงมีอยู่จริงหรือไม่?

• พุทธปรัชญาตอบว่า สิ่งต่าง ๆ มีอยู่ในแง่ของความสัมพันธ์กัน ไม่ใช่มีตัวตนที่แท้จริง

(2) สุญญตา (Śūnyatā) กับ Quantum Superposition

• นิกายมหายาน เช่น มาธยมิกะของนาคารชุนะกล่าวว่า “ทุกสิ่งว่างเปล่า” ในแง่ที่ว่าไม่มีตัวตนที่แน่นอน

• อะไรก็ตามที่เราเห็นว่ามีตัวตน แท้จริงแล้วเป็นเพียงสิ่งที่เรารับรู้ (perception)

• สิ่งนี้คล้ายกับ superposition ในควอนตัม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอนุภาคไม่มีสถานะที่ชัดเจนจนกว่าจะถูกสังเกต

คำถาม: ถ้าไม่มีใครสังเกต อนุภาคควอนตัมมีสถานะหรือไม่?

• ในแง่พุทธปรัชญา คำตอบคือ “ไม่มี” ในแง่ของตัวตนแท้จริง แต่มีอยู่ในแง่ของปฏิสัมพันธ์”

(3) จิตสร้างโลก: Mind-Only Buddhism (Yogācāra)

• ปรัชญาโยคาจาระ (วิญญาณวาท) กล่าวว่า “จิตเป็นตัวสร้างโลก”

• สิ่งที่เราเห็นว่าเป็นโลกภายนอก แท้จริงแล้วเป็นการสร้างขึ้นของจิต

• นี่คล้ายกับแนวคิดของ John Wheeler ที่กล่าวว่า “It from Bit”—ความเป็นจริงเกิดจากข้อมูลและการสังเกต

บทสรุป: ถ้าจิตไม่ได้รับรู้ สิ่งอื่นมีอยู่จริงหรือไม่?

• ในมุมมองของ กลศาสตร์ควอนตัม หากไม่มีการสังเกต อนุภาคจะไม่มีสถานะที่แน่นอน (Copenhagen Interpretation) หรืออาจมีอยู่ในรูปแบบของคลื่นความน่าจะเป็น

• ในมุมมองของ พุทธปรัชญา ไม่มีสิ่งใดมีตัวตนที่แท้จริงโดยลำพัง ทุกอย่างมีอยู่เพราะความสัมพันธ์ (ปฏิจจสมุปบาท) และเป็นเพียงภาพมายา (สุญญตา)

• ทั้งสองแนวคิดสอดคล้องกันในแง่ที่ว่า “ความเป็นจริง” ไม่ได้เป็นสิ่งตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกและการรับรู้ของจิต

ดังนั้น ถ้าถามว่า “จักรวาลมีอยู่จริงไหมถ้าจิตไม่ได้รับรู้?”

• คำตอบเชิงควอนตัม: อาจไม่มีสถานะที่แน่นอน จนกว่าจะมีการสังเกต

• คำตอบเชิงพุทธปรัชญา: จักรวาลเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏขึ้นจากเงื่อนไขต่าง ๆ และไม่มีตัวตนที่แท้จริง

สุดท้ายแล้ว ทั้งฟิสิกส์ควอนตัมและพุทธปรัชญาอาจกำลังบอกเราในสิ่งเดียวกันว่า “สิ่งที่เราคิดว่าเป็นจริง อาจเป็นเพียงภาพลวงตาของการรับรู้”

#Siamstr #science #Quantum #biology #nostr #ธรรมะ #พุทธศาสนา

😊

Replying to Avatar maiakee

🪐ทฤษฎีจิตนานุภาพแห่งสรรพสิ่ง(Panpsychism) ที่อ้างว่าจิตสำนึกมีอยู่ตั้งแต่ในโมเลกุล ถึงระดับดวงดาว ✨

สรุปบทความ: Panpsychism และ Astro-Panpsychism จาก Metaphysics สู่ Observational Science

บทความนี้สำรวจแนวคิด Panpsychism ซึ่งเชื่อว่าจิตสำนึก (consciousness) เป็นสมบัติพื้นฐานของทุกสิ่งในจักรวาล ตั้งแต่ระดับโมเลกุลจนถึงระดับดวงดาว และแนวคิดที่เกี่ยวข้องอย่าง Astro-Panpsychism ซึ่งตั้งสมมติฐานว่าดวงดาวอาจมีจิตสำนึกในลักษณะเฉพาะของมันเอง โดยบทความได้กล่าวถึงการพัฒนาแนวคิด การทดลองสมมติฐาน และความเป็นไปได้ในการพัฒนา Panpsychism ให้กลายเป็นศาสตร์ที่เป็นวิทยาศาสตร์

1. แนวคิดพื้นฐาน: Integrated Information Theory (IIT)

Giulio Tononi (2012a, 2012b) เสนอว่า จิตสำนึกเป็นสมบัติภายในของระบบทางกายภาพใด ๆ โดยระดับจิตสำนึกของระบบขึ้นอยู่กับ “จำนวนของการเชื่อมโยงที่ทำให้ข้อมูลสามารถรวมกันได้” ตัวอย่างเช่น:

• สมองมนุษย์ ที่มีเครือข่ายนิวรอนนับพันล้าน มีจิตสำนึกที่สูงมาก

• โมเลกุลเล็ก มีจำนวนการเชื่อมโยงน้อย จึงมีจิตสำนึกที่ต่ำกว่า

Matloff (2012, 2015, 2016, 2017) นำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับดาวฤกษ์ โดยตั้งสมมติฐานว่า “โมเลกุลที่เสถียรในหรือเหนือชั้นบรรยากาศของดาวฤกษ์อาจมีระดับจิตสำนึกสูงมาก” เพราะจำนวนโมเลกุลมหาศาลในดวงดาวสามารถสร้างพฤติกรรมแบบรวมกลุ่ม (flocking behavior) ที่ซับซ้อน

2. Astro-Panpsychism: ดวงดาวมีจิตสำนึกหรือไม่?

แนวคิด Astro-Panpsychism สำรวจว่า ดวงดาวหรือระบบดาราศาสตร์อื่น ๆ อาจมีจิตสำนึกในแบบที่ต่างจากสิ่งมีชีวิตบนโลก โดยมีหลักฐานและสมมติฐานสนับสนุน เช่น:

• การเคลื่อนที่ของดวงดาว:

Matloff สังเกตความผิดปกติในความเร็วการโคจรของดวงดาวที่เรียกว่า Parenago’s Discontinuity ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ดวงดาวมวลน้อย (เช่น ดวงอาทิตย์) เคลื่อนที่เร็วกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับดวงดาวมวลมากในระยะใกล้ศูนย์กลางกาแล็กซี เขาตั้งสมมติฐานว่า “การเคลื่อนที่นี้อาจเกิดจากการตัดสินใจของดวงดาวเอง”

• ความพยายามในการสื่อสารกับดวงดาว:

Rupert Sheldrake (2018) เสนอว่าวิธีที่อาจใช้สื่อสารกับดวงอาทิตย์คือ “การใช้มนต์และเสียงเพลงที่เกี่ยวข้องกับดวงอาทิตย์ เช่น การสวดมนต์ในศาสนาฮินดู” เพื่อกระตุ้นการตอบสนอง เช่น การเปลี่ยนแปลงรูปแบบจุดบนดวงอาทิตย์

• Van de Bogart (2017) เสนอว่าดวงดาวอาจสื่อสารผ่าน “รูปแบบที่ละเอียดอ่อนในเอาต์พุตแม่เหล็กไฟฟ้าของมัน”

3. เกณฑ์ที่ทำให้ Panpsychism เป็นวิทยาศาสตร์

Matloff ชี้ว่า Panpsychism สามารถพัฒนาเป็นวิทยาศาสตร์ได้หากผ่านเกณฑ์ 7 ข้อต่อไปนี้:

เกณฑ์ 1: พัฒนาสมมติฐานที่เกี่ยวข้องกับ Astro-Panpsychism

• Matloff (2012) ตั้งสมมติฐานว่า “การเคลื่อนที่บางส่วนของดวงดาวอาจเกิดจากจิตสำนึก” โดยเขาสังเกตว่าความเร็วการโคจรของดวงดาวเปลี่ยนแปลงเมื่อมีโมเลกุลปรากฏในสเปกตรัมของดวงดาว

เกณฑ์ 2: การทดสอบสมมติฐานด้วยการทดลองหรือการสังเกต

• สมมติฐานทางกลไก (mechanistic hypothesis) ที่เรียกว่า Spiral Arms Density Waves เสนอว่า “เนบิวลาขนาดใหญ่ทำให้ดวงดาวมวลน้อยเคลื่อนที่เร็วขึ้น” แต่ข้อมูลจากโครงการ Gaia พบว่า Parenago’s Discontinuity ขยายตัวไปยังระยะที่ใหญ่กว่าเนบิวลา 30 Doradus ซึ่งขัดแย้งกับสมมติฐานนี้

เกณฑ์ 3: การคาดการณ์ผลการสังเกตในอนาคต

• ข้อมูลจาก Gaia ยืนยันว่า Parenago’s Discontinuity ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ในท้องถิ่น (non-local phenomenon) และดวงดาวมีแนวโน้มเร่งความเร็วตามอายุ

เกณฑ์ 4: การพัฒนากระบวนการเชิงปริมาณ

• Tononi (2012a, 2012b) เสนอการวัดระดับจิตสำนึกด้วยตัวชี้วัด “PHI” ซึ่งช่วยให้ Panpsychism มีกรอบการวิเคราะห์ที่ชัดเจน

เกณฑ์ 5: การดึงดูดผู้เชี่ยวชาญมาสนับสนุน

• งานวิจัยที่เกี่ยวข้องของ Maller (2007), Murdzek และ Iftimie (2008), Sheldrake (2018), และ Vidal (2014, 2016) แสดงถึงการสนใจในวงกว้าง

เกณฑ์ 6: ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด

• ผลการศึกษาพบว่า “ดวงดาวใน Main Sequence เร่งความเร็วเมื่อมีอายุมากขึ้น” ซึ่งอาจบ่งบอกถึงกาแล็กซีที่มีจิตสำนึกหรือถูกออกแบบทางวิศวกรรม

เกณฑ์ 7: อิทธิพลต่อวัฒนธรรมวงกว้าง

• แนวคิดนี้ได้ถูกนำเสนอในนิยายวิทยาศาสตร์ เช่น Bowl of Heaven และ Connect ซึ่งช่วยสื่อสารแนวคิด Panpsychism ให้แก่ผู้อ่านทั่วไป

4. อนาคตของ Panpsychism

บทความสรุปว่า Panpsychism กำลังพัฒนาเป็นศาสตร์ใหม่ที่มีหลักฐานและกระบวนการเชิงปริมาณสนับสนุน อย่างไรก็ตาม ยังมีแนวคิดคู่แข่ง เช่น Idealism (Chopra และ Kafatos, 2017) ที่เสนอว่าจิตสำนึกไม่เพียงแค่มีอยู่ทุกที่ แต่ยังเป็นสิ่งสำคัญเหนือกว่าสสารและพลังงาน

Panpsychism และ Astro-Panpsychism เป็นแนวคิดที่นำเสนอจิตสำนึกในระดับจักรวาล โดยใช้หลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์และการวิเคราะห์เชิงปริมาณ แนวคิดนี้ไม่เพียงท้าทายกรอบความคิดทางวิทยาศาสตร์แบบเดิม แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ในการทำความเข้าใจจักรวาล

ที่มา: https://academicworks.cuny.edu/cgi/viewcontent.cgi?article=1654&context=ny_pubs&t&utm_source=perplexity

#Siamstr #science #quantum #biology #nostr

ขอ ln

ฟ้าไม่มีแมฆ🌞สบายดี😊คุณณัฐกร