และอันที่เชื่อกันผิดๆนี่ไม่เกี่ยวกับสารเคมีจากแม่ไก่สู่ไข่นะครับ เขาเชื่อกันเรื่อง คอลเลสเตอรอล กับ ไข่มัน
ในไข่ไม่น่าจะมีสารเคมีนะครับ แต่ในแม่ไก่อันนี้น่าจะใช่
Crisco จุดเริ่มต้นของน้ำมัน(จากเมล็ด)พืช

บทความต้น https://mariamindbodyhealth.com/how-crisco-started/...
..
หนึ่งศตวรรษก่อน น้ำมันหมูอยู่ในตู้กับข้าวและหม้อทอดของชาวอเมริกันทุกที่ แต่ทุกวันนี้น้ำมันหมูเป็นเรื่องแย่
.
คำว่าน้ำมันหมูกลายเป็นคำที่เลวร้ายที่เกี่ยวข้องกับไขมันและคอเลสเตอรอล
.
เรื่องราวการเริ่มต้นของ Crisco เริ่มต้นก่อนสงครามกลางเมืองในอเมริกา เมื่อนักเคมีชาวเยอรมัน E. C. Kayser พัฒนาศาสตร์แห่งไฮโดรจิเนชันโดยการเติมอะตอมไฮโดรเจนลงในสายโซ่กรดไขมัน (โดยมีนิกเกิลออกไซด์เป็นตัวช่วย)...หรืออีกนัยหนึ่งคือ เขานำน้ำมันจากเมล็ดฝ้าย ( ซึ่งเป็นน้ำมันที่เหม็นหืนอยู่แล้วและมีสารอนุมูลอิสระเต็มไปหมด) แล้วเติมโลหะเข้าไปด้วย
.
กระบวนการนี้เปลี่ยนน้ำมันจากเมล็ดฝ้ายเหลวให้เป็นของแข็งที่มีลักษณะคล้ายน้ำมันหมู (เติมสีย้อมเข้มข้นเพื่อกำจัดสีเทาที่น่าเกลียด…ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนมากำจัดออกด้วยสารฟอกขาวแล้ว!) สารนี้ถูกซื้อโดย Proctor and Gamble (P&G)เพื่อใช้ทำสบู่และเทียน….มันไม่ได้ตั้งใจทำเพื่อบริโภค!
.
แต่ช่วงเวลานั้นช่างยากลำบาก Proctor และ Gamble ต้องการที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์นี้ "วางขายได้" มากขึ้น ดังนั้นเนื่องจากมันดูเหมือนน้ำมันหมู ทำไมไม่ขายมันเป็นทางเลือกที่ "ดีต่อสุขภาพ" และราคาของน้ำมันหมูก็เริ่มแพงขึ้น
.
Crisco ได้รับการแนะนำเป็นสารอาหารในปี พ.ศ. 2454 ช่วงเวลาที่ภรรยาอยู่บ้านและปรุงด้วยเนยและน้ำมันหมูปริมาณมาก Crisco ต้องการโน้มน้าวแม่บ้านเกี่ยวกับคุณธรรมของสิ่งที่เรียกว่า "อาหาร" แคมเปญโฆษณาแรกของ P&G แนะนำว่าเป็น "ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าการปรุงอาหารด้วยไขมันสัตว์ - - และประหยัดกว่าเนย” ด้วยประโยคเดียว P&G สามารถเอาชนะคู่แข่งที่ใกล้เคียงที่สุดสองราย ได้แก่ น้ำมันหมูและเนย Crisco ถูกวางตลาดว่าสะอาดกว่า มีสุขภาพดีกว่า ย่อยง่ายกว่า ราคาไม่แพงกว่า และ "ทันสมัย" มากกว่าน้ำมันหมู นิตยสารต่างๆ แสดงให้เห็นว่าแม่บ้านที่ใช้ Crisco นั้นเป็นภรรยาและแม่ที่ดีกว่า บ้านของพวกเขาไม่มีกลิ่นฉุนในการทำอาหาร และลูกๆ ของพวกเขาก็จะประพฤติตัวดีขึ้น
.
เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของตนวางตลาดได้มากขึ้น พวกเขาจึงตีพิมพ์และแจกตำราอาหาร มีทุกอย่างตั้งแต่ขนมปังและซุปไปจนถึงของหวาน และทุกสูตรอาหารก็มี Crisco ด้วย ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขาเริ่มกำหนดเป้าหมายไปที่แม่บ้านชาวยิว เนื่องจากในทางเทคนิคแล้วมันเป็นอาหาร "โคเชอร์"(อาหารที่มีการทำและปรุงแต่งตามหลักชาวยิว) แต่ยังปรุงเหมือนเนยและสามารถใช้กับเนื้อสัตว์ได้ สิ่งนี้ดึงดูดความสนใจของชาวยิวและพวกเขาก็กระโดดเข้าสู่การโฆษณาอย่างรวดเร็ว
.
เพื่อให้เห็นอกเห็นใจ ไม่มีใครรู้ถึงผลที่ตามมาที่เป็นอันตรายของ Crisco ซึ่งเป็นน้ำมันที่เติมไฮโดรเจนบางส่วน…หรือที่เรียกกันว่ากรดไขมันทรานส์นั้น ส่งผลเสียต่อเรา P&G ก็ไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกัน ไม่ใช่ในตอนแรก แต่เมื่อปัญหาเช่นมะเร็งที่เพิ่มขึ้น โรคหัวใจ ภาวะมีบุตรยาก การเจริญเติบโตและปัญหาการเรียนรู้เริ่มปรากฏขึ้น P&G ก็ทำงานเบื้องหลังเพื่อปกปิดปัญหาเหล่านั้น ดร. Fred Mattson ทำงานให้กับ P&G และอาจถูกตำหนิสำหรับความเชื่อผิด ๆ ที่ว่าไขมันสัตว์ทำให้เกิดโรคหัวใจ อิทธิพลของเขาแข็งแกร่งมากจนเขาชักชวน สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา ( American Heart Association : AHA ) ให้ประกาศข่าวเท็จเรื่องสมมติฐานไขมัน นี่คือวิดีโอสั้น ๆ เพื่อช่วยอธิบายสิ่งต่าง ๆ เพิ่มเติม: BIG FAT LIES! (https://www.youtube.com/watch?v=v8WA5wcaHp4)
.
ก็ไม่รู้สินะ แต่ฉันคิดว่าเนยมีรสชาติดีกว่าอยู่ดี!
.
live ที่เกี่ยวข้อง IFF Talk #82 : Healthy Cooking Oil มีจริงหรือ
.....................................................................
ข้อมูลสุขภาพดีๆที่ไม่มีค่าใช้จ่าย
https://www.youtube.com/@fastingfatdentist (แบบปกติ)
https://rumble.com/c/AntiFiatDent (แบบ uncen )
.
หากสนใจวิธีการดูแลสุขภาพตามแบบ IFF ต้องการปรึกษาส่วนตัว inbox มาสอบถามนัดหมายที่เพจได้เลยครับ
.
#ความน่ากลัวในการดูแลสุขภาพคือการที่เชื่อโดยไม่มีความรู้ .
.
ช่องทางต่างๆในการติดตามและติดต่อหมออ้วน https://linktr.ee/fastingfatdentist
#fastingfatdentist
#หมอบ่นfiat
#healthstr
#health
#IFF
#nutrition
#fiat
#siamstrOG
#siamstr
#bitcoin
#siamesebitcoiners
หมอเอกกกลับมาแล้ว..
อตฺโถ อตฺถสฺส นกฺขตฺตํ กึ กริสฺสนฺติ ตารกา.
[คำอ่าน : อัด-โถ, อัด-ถัด-สะ, นัก-ขัด-ตัง, กิง, กะ-ริด-สัน-ติ, ตา-ระ-กา]
“ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง ดวงดาวจักทำอะไรได้”
(ขุ.ชา.เอก. 27/16)

ผมตีความได้ว่า
กริสฺสนฺติ ตารกา. พระพุทธเจ้าได้ท้าทายความเชื่อเรื่องดวงดาวหรือโหราศาสตร์ ซึ่งยุคนั้นศาสนาที่เชื่อเรื่องพระเจ้า, เทพ,ดวงดาว ต่างๆ ได้แก่ ศาสนาพรหม ฮินดู หลักคิดของฮินดูจะคล้ายๆกับแนวคิดของกรีกโบราณที่มีความเชื่อว่า เราเป็นแค่ฝุ่นที่ลอยเกาะอยู่บนผิวของดวงดาวที่ยิ่งใหญ่กว่าเราในจักรวาล ดังนั้นการโคจรของดวงดาวย่อมมีผลต่อชีวิตเรา เช่น ทุกคนเกิดมาวันที่นี้ เวลานี้ ตรงกับแพทเทิลรูปแบบดวงดาวนี้ จะเป็นคนมีลักษณะนิสัยแบบนั้นแบบนี้ อีกไม่กี่วิหรือกี่นาทีต่อ มาถ้าคนเกิดพร้อมกันก็จะมีนิสัยต่างกันยกตัวอย่างเช่น แฝด หน้าตาเหมือนกันแต่นิสัยไม่เหมือนกัน
แน่นอนว่าพระพุทธเจ้า ก็เป็นหนึ่งคนที่ถูกทำนายด้วยเช่นกันของศาสตร์นี้ แต่พระพุทธเจ้าไม่เชื่อ
จึงท้าทายและมีทัศนคติ ว่าทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ดวงดาวแต่ขึ้นอยู่กับตัวเรา
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าคุณอยากมีความรู้ก็ต้องหาความรู้ ไม่มีใครนั่งเทียนอยู่เฉยๆแล้วก็มีความรู้ขึ้นมาเลย เป็นต้น
แต่เอาจริงๆแนวคิดพึงพาตนเป็นหลักนี้ตามความคิดผม ผมองว่ามีผลในกรอบเวลาเล็กๆ แต่ในกรอบเวลาใหญ่ๆนั้นไม่มีผล ถ้าอยู่ๆมีดาวจากไหนไม่รู้พุ่งมาชนโลกนี่ผมว่าเราก็ทำอะไม่ได้นะ หรือ สมมุติว่าอยู่ๆพระอาทิตย์หายหรือดับไปเลยอันนี้ก็ยังมีผลต่อเรานะ
ดังนั้น ถ้าวิเคราะห์จริงๆ โหราศาสตร์กับแนวคิดของพระพุทธเจ้าผมมองว่าไม่ได้ขัดแย้งกัน
แต่ใช้ในกรอบเวลาหรือวัตถุสิ่งของที่แตกต่างกัน
แต่ถ้าวันหนึ่งมนุษย์พัฒนาตัวเองจนถึงขั้นจับดาวมาชนกันได้ หรือ เปลี่ยนวิถีวงโคจรของดาวใหญ่ๆได้
อันนี้ก็น่าคิดเหมือนกันว่าแท้จริงแล้ว เราอาจมีศักยภาพเหนือดวงดาวตามที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้
#GM ครับ #Siamstr
Ref. : https://www.jaisangma.com/buddhist-proverb-24/
Credit งานวาด FB : Om โอมรัชเวทย์ Style
อตฺโถ อตฺถสฺส นกฺขตฺตํ กึ กริสฺสนฺติ ตารกา.
[คำอ่าน : อัด-โถ, อัด-ถัด-สะ, นัก-ขัด-ตัง, กิง, กะ-ริด-สัน-ติ, ตา-ระ-กา]
“ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง ดวงดาวจักทำอะไรได้”
(ขุ.ชา.เอก. 27/16)
ผมตีความได้ว่า
กริสฺสนฺติ ตารกา. พระพุทธเจ้าได้ท้าทายความเชื่อเรื่องดวงดาวหรือโหราศาสตร์ ซึ่งยุคนั้นศาสนาที่เชื่อเรื่องพระเจ้า, เทพ,ดวงดาว ต่างๆ ได้แก่ ศาสนาพรหม ฮินดู หลักคิดของฮินดูจะคล้ายๆกับแนวคิดของกรีกโบราณที่มีความเชื่อว่า เราเป็นแค่ฝุ่นที่ลอยเกาะอยู่บนผิวของดวงดาวที่ยิ่งใหญ่กว่าเราในจักรวาล ดังนั้นการโคจรของดวงดาวย่อมมีผลต่อชีวิตเรา เช่น ทุกคนเกิดมาวันที่นี้ เวลานี้ ตรงกับแพทเทิลรูปแบบดวงดาวนี้ จะเป็นคนมีลักษณะนิสัยแบบนั้นแบบนี้ อีกไม่กี่วิหรือกี่นาทีต่อ มาถ้าคนเกิดพร้อมกันก็จะมีนิสัยต่างกันยกตัวอย่างเช่น แฝด หน้าตาเหมือนกันแต่นิสัยไม่เหมือนกัน
แน่นอนว่าพระพุทธเจ้า ก็เป็นหนึ่งคนที่ถูกทำนายด้วยเช่นกันของศาสตร์นี้ แต่พระพุทธเจ้าไม่เชื่อ
จึงท้าทายและมีทัศนคติ ว่าทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ดวงดาวแต่ขึ้นอยู่กับตัวเรา
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าคุณอยากมีความรู้ก็ต้องหาความรู้ ไม่มีใครนั่งเทียนอยู่เฉยๆแล้วก็มีความรู้ขึ้นมาเลย เป็นต้น
แต่เอาจริงๆแนวคิดพึงพาตนเป็นหลักนี้ตามความคิดผม ผมองว่ามีผลในกรอบเวลาเล็กๆ แต่ในกรอบเวลาใหญ่ๆนั้นไม่มีผล ถ้าอยู่ๆมีดาวจากไหนไม่รู้พุ่งมาชนโลกนี่ผมว่าเราก็ทำอะไม่ได้นะ หรือ สมมุติว่าอยู่ๆพระอาทิตย์หายหรือดับไปเลยอันนี้ก็ยังมีผลต่อเรานะ
ดังนั้น ถ้าวิเคราะห์จริงๆ โหราศาสตร์กับแนวคิดของพระพุทธเจ้าผมมองว่าไม่ได้ขัดแย้งกัน
แต่ใช้ในกรอบเวลาหรือวัตถุสิ่งของที่แตกต่างกัน
แต่ถ้าวันหนึ่งมนุษย์พัฒนาตัวเองจนถึงขั้นจับดาวมาชนกันได้ หรือ เปลี่ยนวิถีวงโคจรของดาวใหญ่ๆได้
อันนี้ก็น่าคิดเหมือนกันว่าแท้จริงแล้ว เราอาจมีศักยภาพเหนือดวงดาวตามที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้
อตฺโถ อตฺถสฺส นกฺขตฺตํ กึ กริสฺสนฺติ ตารกา.
[คำอ่าน : อัด-โถ, อัด-ถัด-สะ, นัก-ขัด-ตัง, กิง, กะ-ริด-สัน-ติ, ตา-ระ-กา]
“ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง ดวงดาวจักทำอะไรได้”
(ขุ.ชา.เอก. 27/16)

ผมตีความได้ว่า
กริสฺสนฺติ ตารกา. พระพุทธเจ้าได้ท้าทายความเชื่อเรื่องดวงดาวหรือโหราศาสตร์ ซึ่งยุคนั้นศาสนาที่เชื่อเรื่องพระเจ้า, เทพ,ดวงดาว ต่างๆ ได้แก่ ศาสนาพรหม ฮินดู หลักคิดของฮินดูจะคล้ายๆกับแนวคิดของกรีกโบราณที่มีความเชื่อว่า เราเป็นแค่ฝุ่นที่ลอยเกาะอยู่บนผิวของดวงดาวที่ยิ่งใหญ่กว่าเราในจักรวาล ดังนั้นการโคจรของดวงดาวย่อมมีผลต่อชีวิตเรา เช่น ทุกคนเกิดมาวันที่นี้ เวลานี้ ตรงกับแพทเทิลรูปแบบดวงดาวนี้ จะเป็นคนมีลักษณะนิสัยแบบนั้นแบบนี้ อีกไม่กี่วิหรือกี่นาทีต่อ มาถ้าคนเกิดพร้อมกันก็จะมีนิสัยต่างกันยกตัวอย่างเช่น แฝด หน้าตาเหมือนกันแต่นิสัยไม่เหมือนกัน
แน่นอนว่าพระพุทธเจ้า ก็เป็นหนึ่งคนที่ถูกทำนายด้วยเช่นกันของศาสตร์นี้ แต่พระพุทธเจ้าไม่เชื่อ
จึงท้าทายและมีทัศนคติ ว่าทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ดวงดาวแต่ขึ้นอยู่กับตัวเรา
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าคุณอยากมีความรู้ก็ต้องหาความรู้ ไม่มีใครนั่งเทียนอยู่เฉยๆแล้วก็มีความรู้ขึ้นมาเลย เป็นต้น
แต่เอาจริงๆแนวคิดพึงพาตนเป็นหลักนี้ตามความคิดผม ผมองว่ามีผลในกรอบเวลาเล็กๆ แต่ในกรอบเวลาใหญ่ๆนั้นไม่มีผล ถ้าอยู่ๆมีดาวจากไหนไม่รู้พุ่งมาชนโลกนี่ผมว่าเราก็ทำอะไม่ได้นะ หรือ สมมุติว่าอยู่ๆพระอาทิตย์หายหรือดับไปเลยอันนี้ก็ยังมีผลต่อเรานะ
ดังนั้น ถ้าวิเคราะห์จริงๆ โหราศาสตร์กับแนวคิดของพระพุทธเจ้าผมมองว่าไม่ได้ขัดแย้งกัน
แต่ใช้ในกรอบเวลาหรือวัตถุสิ่งของที่แตกต่างกัน
แต่ถ้าวันหนึ่งมนุษย์พัฒนาตัวเองจนถึงขั้นจับดาวมาชนกันได้ หรือ เปลี่ยนวิถีวงโคจรของดาวใหญ่ๆได้
อันนี้ก็น่าคิดเหมือนกันว่าแท้จริงแล้ว เราอาจมีศักยภาพเหนือดวงดาวตามที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้
#GM ครับ #Siamstr
Ref. : https://www.jaisangma.com/buddhist-proverb-24/
Credit งานวาด FB : Om โอมรัชเวทย์ Style
ซวยละรูปไม่ขึ้น 555
หายไวๆครับ
อตฺโถ อตฺถสฺส นกฺขตฺตํ กึ กริสฺสนฺติ ตารกา.
[คำอ่าน : อัด-โถ, อัด-ถัด-สะ, นัก-ขัด-ตัง, กิง, กะ-ริด-สัน-ติ, ตา-ระ-กา]
“ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง ดวงดาวจักทำอะไรได้”
(ขุ.ชา.เอก. 27/16)

ผมตีความได้ว่า
กริสฺสนฺติ ตารกา. พระพุทธเจ้าได้ท้าทายความเชื่อเรื่องดวงดาวหรือโหราศาสตร์ ซึ่งยุคนั้นศาสนาที่เชื่อเรื่องพระเจ้า, เทพ,ดวงดาว ต่างๆ ได้แก่ ศาสนาพรหม ฮินดู หลักคิดของฮินดูจะคล้ายๆกับแนวคิดของกรีกโบราณที่มีความเชื่อว่า เราเป็นแค่ฝุ่นที่ลอยเกาะอยู่บนผิวของดวงดาวที่ยิ่งใหญ่กว่าเราในจักรวาล ดังนั้นการโคจรของดวงดาวย่อมมีผลต่อชีวิตเรา เช่น ทุกคนเกิดมาวันที่นี้ เวลานี้ ตรงกับแพทเทิลรูปแบบดวงดาวนี้ จะเป็นคนมีลักษณะนิสัยแบบนั้นแบบนี้ อีกไม่กี่วิหรือกี่นาทีต่อ มาถ้าคนเกิดพร้อมกันก็จะมีนิสัยต่างกันยกตัวอย่างเช่น แฝด หน้าตาเหมือนกันแต่นิสัยไม่เหมือนกัน
แน่นอนว่าพระพุทธเจ้า ก็เป็นหนึ่งคนที่ถูกทำนายด้วยเช่นกันของศาสตร์นี้ แต่พระพุทธเจ้าไม่เชื่อ
จึงท้าทายและมีทัศนคติ ว่าทุกอย่างไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ดวงดาวแต่ขึ้นอยู่กับตัวเรา
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าคุณอยากมีความรู้ก็ต้องหาความรู้ ไม่มีใครนั่งเทียนอยู่เฉยๆแล้วก็มีความรู้ขึ้นมาเลย เป็นต้น
แต่เอาจริงๆแนวคิดพึงพาตนเป็นหลักนี้ตามความคิดผม ผมองว่ามีผลในกรอบเวลาเล็กๆ แต่ในกรอบเวลาใหญ่ๆนั้นไม่มีผล ถ้าอยู่ๆมีดาวจากไหนไม่รู้พุ่งมาชนโลกนี่ผมว่าเราก็ทำอะไม่ได้นะ หรือ สมมุติว่าอยู่ๆพระอาทิตย์หายหรือดับไปเลยอันนี้ก็ยังมีผลต่อเรานะ
ดังนั้น ถ้าวิเคราะห์จริงๆ โหราศาสตร์กับแนวคิดของพระพุทธเจ้าผมมองว่าไม่ได้ขัดแย้งกัน
แต่ใช้ในกรอบเวลาหรือวัตถุสิ่งของที่แตกต่างกัน
แต่ถ้าวันหนึ่งมนุษย์พัฒนาตัวเองจนถึงขั้นจับดาวมาชนกันได้ หรือ เปลี่ยนวิถีวงโคจรของดาวใหญ่ๆได้
อันนี้ก็น่าคิดเหมือนกันว่าแท้จริงแล้ว เราอาจมีศักยภาพเหนือดวงดาวตามที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้
#GM ครับ #Siamstr
Ref. : https://www.jaisangma.com/buddhist-proverb-24/
Credit งานวาด FB : Om โอมรัชเวทย์ Style
ขอ 1 โพสละผมจะไม่เอาหน้าแก่มาแปะทุ่งม่วงอีกสัญญา 555
เห็นมีคนบอกว่า บางคนรู้จัก Bitcoin แล้วอยู่ๆก็มีความรู้นูนนี่นั่นมากขึ้นนี่ ผมเข้าใจว่าคนเขามีการศึกษามีการพัฒนาตัวเองนะครับ อันนี้ไม่แปลก
มนุษย์เราไม่จำเป็นต้องโง่ตลอดเวลานะครับ
มันก็ต้องพัฒนาตัวเองอะถูกแล้ว
อันนี้ผมให้ดูตัวอย่างว่า คนไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับ Bitcoin เลย ก็วิจารณ์ Lightning Networkได้
มาด่ามันด้วยนะครับ อย่าแซะแต่พวกเดียวกันนะ. จุฟๆ ❤️ #Siamstr

ฟังไปแล้วเพลินมาก เหมือนหมอป๊อปไปฟาร์ม ตีบวกของมาเต็มที่ อธิบายได้แบบติดคลิติคอลทุกประเด็น
https://www.youtube.com/live/lQQOYfCCVCM?si=DzczgmDWq06Rocp-
#siamstr
วิธีดูแลสุขภาพที่ดีที่สุด คือวิธีที่คนไข้ปฎิบัติตามแล้วได้ประโยชน์สูงสุด คนอื่นว่าไงผมไม่รู้แต่ ณ เวลานี้ข้อมูลของหมอป็อบด้านสุขภาพผมถือว่าแก่ให้ประโยชน์ที่สุดละครับ
ใช่คับ ผมเทียบ fee ค่าถอนทุก Exchange ประมาณเดือน มีนา Okx ราคาดีสุดละครับ
เพิ่มเติม
5 April 1975 คือวันเกิดที่
Satoshi Nagamoto ระบุลงหรือสมัครไว้ที่
P2P Foundation ครับ เห็น อ. ต๊ำ พูดในรายการนี้เลยคิดขึ้นได้ครับ https://www.youtube.com/live/XPeMD7nqc2o?si=dCV47QIOh2ZMXZBl
ผมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำเลยครับ
แต่นับถือในทางที่เขาเลือกเช่นกันครับ





