Avatar
Lina Engword ⚡
d360efec41c120fe993b3d984863fd05ff41314fe6783191019cf7eb14907b5f
ทำอะไรจริงจังจริงใจ ให้มากกว่าขอ คิดเยอะแต่ไม่คิดมาก ไม่พูดมากแต่พูดเก่ง เมตตาแต่ไม่ปราณี Creative Commons license Show the source - not for commercial use - not modified. (cc-by-nc-nd) Height : 158 cm Weight : 55 kg Bloodtype : O Eyesight : less than -4.8 Shoe size : 23.5 cm Size 38 Clothing size : S-M Occupation : Luthier and Musician Source of inspiration : Enlightened person Hobbies : Cook Likes : Eat Hates : roach and harm Pets : a Cat Favourite Bands : Metallica, X-JAPAN, Within Temptation, Xandria, after school, In Flames, Drying Fetus, L Arc N Ciel, Luna Sea, Apocalyptica, Versailles, Evanescence, Nile, Alexi laiho Cigarettes : Nonsmoker Brands : n/a Manga : DEATH NOTE, Bleach Movie : Underworld Idol : Milla Jovovich and Kate Beckinsale Drinks : Arabica Coffee Latte and Amecano, Juice, Soybean milk, Milk

คุณยายวัย 79 ประกาศขาย Mazda RX-7 มือเดียวของเธอ ล่าสุด มีข่าวว่า Mazda Japan ขอซื้อคืน

เชื่อว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนน่าจะผ่านตาภาพคุณยายท่านหนึ่ง ยืนโพสต์คู่กับ Mazda RX-7 สีเทา ทะเบียนญี่ปุ่นเลข 7 ตัวเดียว สภาพเนียนกริ๊บ พร้อมคำบรรยายภาพว่านั่นคือรถยนต์ของเธอเอง และคุณยายกำลังจะตัดใจขายให้กับผู้ที่สนใจ ล่าสุด วันนี้มีรายงานว่าคุณยายเลือกเจ้าของคนถัดไปได้แล้ว ซึ่งก็คือ Mazda ประเทศญี่ปุ่น แต่ก่อนจะเฉลยว่าเหตุไฉนถึงลงเอยเช่นนี้ เราขอพาย้อนกลับไปทำความรู้จักกับคุณยายสุดเฟี้ยวท่านนี้ก่อน

ชื่อของคุณยายคือ Naoko Nishimoto แม่บ้านวัย 79 ปี จากเมือง Nagasaki เจ้าของ Mazda RX-7 คันในภาพ โดยคุณยายเหล่าว่าเธอชอบรถยนต์มานานแล้ว เพราะชื่นชอบในความเร็ว และซื้อรถยนต์คันแรกของตัวเองตอนอายุ 21 ปี ด้วยเงินโบนัสของเธอเอง ส่วนรถยนต์ที่เธอเลือกในตอนนั้นคือ Toyota Publica และคุณยายภาคภูมิใจมาก เนื่องจากคนมักจะมองตามเวลาเธอขับรถผ่าน เพราะในยุคนั้นไม่ค่อยมีผู้หญิงขับรถเท่าใดนัก

ต่อมา คุณยาย Naoko แต่งงานในวัย 23 ปี และเมื่อมีลูก จึงต้องเปลี่ยนเป็นรถครอบครัวทำให้มี Toyota Corona และ Corona Coupe ผ่านเข้ามา วันเวลาผ่านไปจนถึงปี 2000 ที่วันหนึ่งลูกชายคนเล็กของเธอดูการ์ตูนเรื่อง Initial D อยู่ที่บ้าน และเมื่อเธอเห็น Mazda RX-7 ในการ์ตูน สัญชาตญาณบอกเธอว่านี่คือสิ่งที่เธอต้องการ เธอเลยถามลูกว่านั่นรถอะไร พอได้คำตอบแล้ว เธอตรงดิ่งไปโชว์รูม Mazda พร้อมสั่งซื้อ RX-7 สีเทาคันในภาพทันที แม้จะมีเสียงค้านจากคนรอบตัวบ้างว่าจะดีเหรอ เพราะ RX-7 ไม่ใช่รถที่ขับง่ายเลย

ตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณยาย Naoko ใช้ Mazda RX-7 เป็นรถยนต์ในชีวิตประจำวัน รวมถึงขับไปเที่ยวด้วย ทั้งยังชื่นชอบความรู้สึกเวลาขับขึ้นทางด่วน ที่เธอเป็นหนึ่งเดียวกับรถ ไหนจะเรื่องคนมองตามและต้องแปลกใจที่เห็นเธอเป็นคนขับ จนปัจจุบัน คุณยายใช้รถยนต์คันนี้ไปราว 75,000 กิโลเมตร และเธอตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่เธอต้องหยุดขับรถ ก่อนจะเกิดอุบัติเหตุ โดยเธอวางแผนที่จะคืนใบขับขี่ในเดือนธันวาคมนี้ ซึ่งเธอจะมีอายุครบ 80 ปี

เมื่อคุณยาย Naoko ตัดสินใจและทำใจได้แล้ว เธอจึงประกาศหาผู้ที่จะมาดูแล Mazda RX-7 ของเธอต่อ ทำให้เกิดเป็นข่าวใหญ่ไม่ใช่แค่ในท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังบานปลายไปยังประเทศอื่นด้วย ล่าสุด มีรายงานว่าคุณยายได้รับ e-mail ขอจีบ Mazda RX-7 ไม่ต่ำกว่า 400 ฉบับ และเธอพบว่าหนึ่งในนั้นคือ Mazda ประเทศญี่ปุ่น ที่ขอซื้อรถยนต์คันนี้ไปทำเป็นรถยนต์เพื่อการประชาสัมพันธ์ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน ผ่านเรื่องราวของรถยนต์คันนี้

ในจดหมายจาก Mazda ระบุว่าถ้าบริษัทได้รับโอกาส Mazda จะให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญดูแล Mazda RX-7 ของเธอเป็นอย่างดี เพื่อให้ใช้งานได้ไปตลอดกาล ซึ่งนั่นทำให้คุณยาย Naoko ตัดสินใจให้ Mazda ประเทศญี่ปุ่น รับ RX-7 ของเธอไปดูแลต่อ โดย Hideaki Tanaka ตำแหน่ง Product PR ของ Mazda ระบุว่ารถยนต์เพื่อการ PR จะถูกนำไปใช้ถ่ายทำภาพยนตร์ รวมถึงออกวิ่งในกิจกรรมพิเศษอีกด้วย แถมเมื่อ 5 ปีก่อน บริษัทเคยขอซื้อ Mazda Roadster รุ่นแรกจากสตรีเจ้าของเก่าวัย 90 ปีมาแล้ว ทั้งหมดนี้เพื่อนำไปถ่ายทอดความสุขที่ได้รับจากรถยนต์ ไปพร้อมกับการบอกเล่าประวัติของรถยนต์แต่ละคันด้วย

ที่มา: nagasaki-np

姜太公在此 百无禁忌

เกียงไท้กงต่อชื่อ แป๊ะบ่อกิ้มกี๋

"เกียงไท้กงอยู่ที่นี่ ไม่มีข้อห้ามอัปมงคลทั้งสิ้น”

รายงานของ World of Statistics วันที่ 13 กันยายน 2024 ได้ทำการจัดอันดับประเทศที่มีแนวโน้มจำนวนเศรษฐีจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในช่วงปี 2023-2028 โดยรายงานว่า ไต้หวัน ครองตำแหน่งผู้นำในการเติบโตของจำนวนเศรษฐีสูงถึง 47% และมีการคาดการณ์โดย UBS ว่าภายในปี 2028 จำนวนเศรษฐีในไต้หวันจะทะลุ 1 ล้านคน สะท้อนถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียก็มีอัตราการเติบโตของจำนวนเศรษฐีที่น่าจับตามองเช่นกัน

อันดับที่ 2 ตุรกี : มีอัตราการเติบโตของจำนวนเศรษฐีอยู่ที่ 43%

อันดับที่ 3 คาซัคสถาน : มีอัตราการเติบโตของจำนวนเศรษฐีอยู่ที่ 37%

อันดับที่ 4 อินโดนีเซีย : มีอัตราการเติบโตของจำนวนเศรษฐีอยู่ที่ 32%

อันดับที่ 5 ญี่ปุ่น : มีอัตราการเติบโตของจำนวนเศรษฐีอยู่ที่ 28%

อันดับที่ 6 เกาหลีใต้ : มีอัตราการเติบโตของจำนวนเศรษฐีอยู่ที่ 27%

อันดับที่ 7 อิสราเอล : มีอัตราการเติบโตของจำนวนเศรษฐีอยู่ที่ 26%

อันดับที่ 8 เม็กซิโก : มีอัตราการเติบโตของจำนวนเศรษฐีอยู่ที่ 24%

อันดับที่ 9 ไทย: มีอัตราการเติบโตของจำนวนเศรษฐีอยู่ที่ 24%

อันดับที่ 10 สวีเดน : มีอัตราการเติบโตของจำนวนเศรษฐีอยู่ที่ 22%

อันดับที่ 11 อินเดีย : มีอัตราการเติบโตของจำนวนเศรษฐีอยู่ที่ 22%

อันดับที่ 12 บราซิล: มีอัตราการเติบโตของจำนวนเศรษฐีอยู่ที่ 22%

จะเห็นได้ว่า ไต้หวัน นำโด่งในการเติบโตของจำนวนเศรษฐีสูงถึง 47% ภายในปี 2028 โดยบริษัท UBS คาดการณ์ว่าจำนวนเศรษฐีในไต้หวันจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและการเติบโตอย่างต่อเนื่องของประเทศ ขณะที่ ไทย ติดอันดับ 9 ด้วยอัตราการเติบโต 24% เทียบเท่ากับเม็กซิโก แม้ว่าจะเป็นอัตราที่เติบโตดี แต่ก็ยังตามหลังไต้หวันอยู่พอสมควร

วากาชิ ( 和菓子)😋🍡🇯🇵😋

“ขนมญี่ปุ่น” หรือที่เรียกกันในภาษาญี่ปุ่นว่า “วากาชิ” มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานตั้งแต่ในสมัยอดีตกว่า 2,000 ปี และได้รับการพัฒนาเรื่อยมาตามยุคสมัยโดยผ่านการแลกเปลี่ยนกับประเทศต่างๆ “วากาชิ” ไม่เพียงแต่มีรสชาติอร่อย แต่ยังคำนึงถึงรสชาติตามธรรมชาติของวัตถุดิบที่ใช้ อีกทั้งรูปลักษณ์ของขนมยังสะท้อนถึงฤดูกาลทั้ง 4 และความงดงามของประเทศญี่ปุ่น เรามาทำความรู้จักกับวากาชิ หรือ ขนมญี่ปุ่นกันให้มากขึ้นจากโพสนี้

🍡ราคุกัง : มีต้นกำเนิดในยุคมุโรมาจิ (พ.ศ. 1879 -2116) ราคุกังทำจากน้ำตาล แป้ง และน้ำเชื่อม เติมสีสันต่างๆให้สดใส จากนั้นอัดลงในแม่พิมพ์ไม้ให้มีรูปทรงต่างๆ ราคุกังได้รับการยกย่องอย่างสูงในฐานะขนมที่สะท้อนถึงความปราณีตพิถีพิถันของวากาชิ ซึ่งใช้เฉลิมฉลองในโอกาสต่างๆ รวมถึงพิธีชงชา ซึ่งนำไปสู่ความเพลิดเพลินของสุนทรียภาพความงดงามของวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น

🍡เนริคิริ : ขนมที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจากพิธีชงชา โดยทั่วไปทำจากถั่วขาวและแป้งนวดให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว ปั้นแต่งเป็นรูปทรงต่างๆด้วยความปราณีต เนริคิริ เป็นขนมอีกหนึ่งชนิดที่สะท้อนถึงความพิถีพิถันและความงามของวากาชิ อีกทั้งยังแฝงเสน่ห์ที่งดงามของฤดูกาลต่างๆของญี่ปุ่นไว้ได้อย่างสมบูรณ์

🍡วาราบิโมจิ : ขนมที่ทำจากแป้งของต้นวาราบิ ผสมกับน้ำและน้ำตาลนวดให้เข้ากันจนเป็นก้อน วาราบิโมจิ มีลักษณะโปร่งใส รสสัมผัสเหนียวหนึบคล้ายกับเจลลี่ รับประทานโดยนำมาคลุกเคล้ากับคินาโกะ (ผงถั่วเหลืองคั่วป่น) ราดด้วยน้ำเชื่อมที่ทำจากน้ำตาลทรายแดง วาราบิโมจิเป็นของหวานประจำฤดูร้อน ที่นอกจากรสชาติจะหวานอร่อยแล้วยังช่วยดับร้อนจากอากาศอันอบอ้าวได้เป็นอย่างดี

🍡คมเปโตะ : นำเข้ามาโดยชาวโปรตุเกสในช่วงปลายศตวรรษที่ 16 “คมเปโตะ” ทำจากน้ำตาล ลักษณะคล้ายกับลูกอม มีสีสันสดใส เนื่องจากในสมัยโบราณ น้ำตาลเป็นของมีค่า ขนมชนิดนี้จึงยังใช้เฉลิมฉลองในประเพณีต่างๆ เช่น เทศกาลฮินามัทสึริ และ เทศกาลทานาบาตะ เป็นต้น

🍡ไดฟุกุ : วากาชิที่ชาวไทยรู้จักและนิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทำจากแป้งโมจิ ถั่วแดง น้ำตาล ในปัจจุบันมีการพัฒนาให้มีรสชาติหลากหลายมากขึ้น ทั้งการใส่ลูกสตรอเบอรี ทำให้เป็นขนมที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทุกเพศทุกวัย และชื่อของขนม “ไดฟุกุ” แปลว่า “โชคดีมาก” จึงถือเป็นขนมมงคลที่นิยมมอบให้กันในโอกาสต่างๆ

🍡โมนากะ : ขนมที่เปลือกด้านนอกทำจากแป้งอบกรอบ ด้านในใส่ไส้ถั่วแดง บางร้านยังใส่แป้งโมจิเข้าไปเพื่อช่วยเพิ่มรสสัมผัสให้มากยิ่งขึ้น เปลือกด้านนอกของขนมโมนากะมีรูปทรงและลวดลายต่างๆทั้งแบบกลมและแบบเหลี่ยม ถึงแม้จะเป็นขนมแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นแต่ด้วยรสชาติที่มีความเป็นสากล จึงนิยมรับประทานในชีวิตประจำวัน และยังมอบเป็นของขวัญให้กันในโอกาสต่างๆ

สำหรับ “วากาชิ” ยังมีอีกหลากหลายชนิดที่มีทั้งหน้าตาน่ารับประทานและรสชาติอร่อย แต่สำหรับในครั้งนี้ ผู้เขียนท้องร้องแล้ว จึงขออนุญาตจบการแนะนำวากาชิไว้แต่เพียงเท่านี้ แล้วจะพบกันใหม่ในโอกาสหน้า

GPS มันบอกให้เราลงไปในคลอง ดีนะคะ เราไหวตัวทันไม่ขับตามมัน

รายกายเราย่อยอาหารใช้เวลาต่างกัน

ผัก 1 ชั่วโมง

เนื้อไก่ 2 ชั่วโมง

เนื้อปลา 1.5 -2 ชั่วโมง

เนื้อวัว 3 ชั่วโมง

เนื้อหมู 5 ชั่วโมง

ข้าว 5 ชั่วโมง

ในเอเชียตะวันออกจริงแน่น ข้าว หมู ผัก มันอิ่มนาน ยิ่งมีไขมันมากยิ่งใช้เวลาย่อยนาน อาหารจีนจึงไขมันเยอะ เน้นอิ่มนานอร่อย

ยุคก่อนสงครามโลกคนไม่ค่อยกินเนื้อสัตว์มากเท่าปัจจุบัน เพราะ ฟาร์มไม่เพียงพอ หรือบางประเทศไม่มีฟาร์ม ปีนึงทานเนื้อสัตว์วัว หมูตามเทศกาลเท่านั้น

เนื้อสัตว์ที่ส่วนจะเป็นปลาเล็ก เต็มที่ก็ไก่ ไข่ นอกเสียจากเป็นเศรษฐี ขุนนาง ถึงจะได้ทานหมู วัว ทุกวันค่ะ

กินข้าวเยอะ น้ำตาลขึ้น

กินหมูเยอะไขมันขึ้น

แต่อิ่มนานดีนะคะ

เนื้อวัวก็ไขมันขึ้น แต่มันย่อยง่าย จากอดิตมีสื่อที่พยามให้เชื่อว่าย่อยยากกว่าหมู เนื้อวัวแทบจะย่อยในปากแบบละลาย เนื้อหมูไก่ เป็นเช่นนั้น

สรุป ไม่ทานข้าวเลยอิ่มยาวกว่า และไม่หิวรุนแรง ทานเนื้อ เยอะกว่าผัก แม้เป็นเนื้อไก่ และปลา เพราะไขมัน นั้นเองค่ะ

คำแนะนำจาก Peter Brandt ถึงคนรุ่นใหม่

.

- ตั้งใจเรียนมัธยมให้ดี

- สอบเข้ามหาวิทยาลัยรัฐให้ได้ในสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาด

- ทำให้ตัวเองเป็นคนที่ขาดไม่ได้ในที่ทำงาน

- อยู่อย่างประหยัด

- เก็บเงินเป็นประจำทุกเดือน

- ซื้อบ้านให้ได้เมื่อผ่อนไหว

- ทยอยซื้อ SPY และ BTC ในอัตรา 8 : 2 และถือมันไปอย่างน้อย 20 - 30 ปี

- ห้ามฝันจะเป็นนักเทรดเด็ดขาด

- ตั้งตารอช่วงตลาดขาลงเพื่อที่จะได้เก็บของเพิ่ม

- เกษียณเมื่ออายุ 55 และคุณจะได้อยู่ใน Top 1% ของสังคม

“มนุษย์ผู้ใช้ชีวิตอันประกอบด้วยกระบวนการอันเรียบง่ายไม่กี่อย่าง มักไร้โอกาสทำความเข้าใจหรือพยายามคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่ไม่เคยเกิดขึ้น เมื่อคุณไม่คิด คุณจึงสูญเสียอุปนิสัยในการใช้ความคิด และจะกลายเป็นคนโง่เง่าที่สุดที่มนุษย์จะโง่เง่าได้”

เข็มนาทีมันจะบางกว่าด้วยค่ะ บอกถึง ขนาด ระยะ ช่วง ของเวลา มันเดินเร็วกว่า

เข็มสั้นหรือเข็มชั่วโมงมันเดินสั่นกว่า

เข็มวินาที ยาวและบางสุด มันเดินเร็วสุด

ยาว = เร็ว

เบา = ไว

หนา = นาน

สั่น = ช้า

คนออกแบบนาฬิกายุคแรก อ้างอิงจากนาฬิกาแดดค่ะ

เหตุผล ต้องการสื่อกับผู้ใช้ให้จำได้ง่าย ของความแตกต่างของเข็ม ดั่งแสงที่ตกกระทบของนาฬิกาแดดค่ะ — This is a comment on: https://yakihonne.com/flash-news/nevent1qqs2xjsg4rsd2hy6vaxgntuea2kg53vxv8gwaaf9vylkwe3j29festszyzksme5wkesfm85j8wdu8x3l4udeys0yh575y9sda2uv0dey47yuqqcyqqqqqqggtltds

ช่วงนี้ไม่โพสต์อะไร เล่นแต่เกมส์ และเทรด ไปวันๆหนะค่ะ

ภาพการรวมตัวของพ่อค้าชาในตลาดที่วาดขึ้นในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง ราชวงศ์ชิง นั้น เป็นภาพที่วาดขึ้นโดยมีภาพ “แข่งชงชา” (斗浆图) สมัยซ่งใต้เป็นภาพต้นฉบับ ภาพต้นฉบับนี้ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ประจำมณฑลเฮยหลงเจียง

ธรรมเนียมการวาดก๊อปปี้ภาพโบราณที่มีชื่อเสียงนี้เป็นสิ่งที่ทำกันในวัฒนธรรมจีน ทำนองเป็นการยกย่องภาพต้นฉบับ อย่างภาพ “สีสันสองฝั่งน้ำในช่วงเทศกาลเชงเม้ง” (清明上河圖) มีเป็นสิบเวอร์ชั่น ทั้งที่วาดในสมัยหมิงและสมัยชิง กู้กงไต้หวันเคยเอาออกมาจัดแสดงพร้อมกันเป็นสิบภาพ ปีนั้นไปไต้หวันพอดีเลยได้เห็นของจริงละลานตามากครับ

การชงชาสมัยซ่งนั้นเป็นการชงชาผงในถ้วยชาขนาดใหญ่ ไซส์ประมาณถ้วยข้าวของคนจีน ใช้แปรงไม้ไผ่ตีผงชากับน้ำร้อน แบบเดียวกับการชงชาผงของญี่ปุ่นที่รับไปจากจีนในสมัยซ่ง ต่างกันที่ชาผงที่ชงสมัยซ่งจะนิยมน้ำชาสีขาว ไม่ใช่สีเขียวเหมือนชาผงญี่ปุ่นในปัจจุบัน เมื่อน้ำชาเป็นสีขาวเพื่อให้เห็นสีและฟองที่เกิดจากการตีได้ชัดเจน ถ้วยชาที่นิยมในสมัยซ่งจึงเป็นถ้วยชาสีเข้ม เช่น เคลือบเจี้ยน หรือ เทียนมู่ (สีดำ-น้ำตาล) เคลือบจี้โจว (สีดำ-น้ำตาล) นอกจากนี้เคลือบสีอื่นสมัยซ่งก็มีทำเป็นถ้วยชาเหมือนกัน เช่น เคลือบติ้ง (สีขาวครีม) เคลือบชิงไบ๋ (สีเขียวฟ้า) เคลือบเหยาโจว (สีเขียวมะกอก) เคลือบเกอ (สีเขียวมีรอยแตกรานของน้ำเคลือบสีดำ) เคลือบหลงฉวน (สีเขียว) ตรงนี้จะสังเกตว่าภาพในเวอร์ชั่นสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงถ้วยชาจะเป็นเคลือบที่ไม่มีในสมัยซ่ง เช่น ลายคราม (เกิดในสมัยราชวงศ์หยวน) เคลือบสีน้ำเงิน (เกิดสมัยหมิง) เคลือบสีเขียวอ่อน เคลือบสีชมพู (เกิดสมัยชิง)

ลักษณะเด่นอีกอย่างของภาชนะต้มน้ำชงชาสมัยซ่งคือจะมีพวยยาวปลายเรียวเล็ก เพื่อให้น้ำที่เทออกมามีแรงดันสูงช่วยให้ผงชาผสมกับน้ำได้ง่ายขึ้น จากนั้นจึงใช้แปรงไม้ไผ่ตีชาให้เข้ากันจนเป็นฟองเนียนละเอียด ความนิยมอีกอย่างที่เกิดขึ้นจากการตีชาคือแข่งกันว่าฟองชาที่ได้จากการตีของใครจะเนียนละเอียดและอยู่ได้นานกว่ากัน

เรื่องการชงชาสมัยซ่งนี้ท่านประธานหมีได้พูดหลายครั้งแล้ว รูปภาพเกี่ยวกับการชงชาสมัยซ่งและรายละเอียดต่างๆ ก็เคยเอามาแชร์ในเพจไว้จะขุดขึ้นมาให้ดูอีกรอบครับ

ตามที่คุณ Chonnakan Chompun ได้ให้ข้อมูลว่าด้วยความที่การชงชาผงยุ่งยาก คนทั่วไปเข้าไม่ถึงจึงมีพ่อค้าแบกอุปกรณ์ชงชาเดินเร่ขายชาตอบสนองลูกค้ากลุ่มนี้ด้วย

และด้วยความที่การชงชาผงยุ่งยากทั้งกระบวนการทำชา การบดชาให้เป็นผง ต้องร่อนชาต้องกรอง ชงก็ยาก จักรพรรดิหมิงไท่จู จักรพรรดิองค์แรกของราชวงศ์หมิงจึงมีพระบรมราชโองการให้ยกเลิกชาผง เปลี่ยนมาชงชาใบ จากนั้นชาผงก็เสื่อมความนิยมลง แต่ในญี่ปุ่นไม่มีใครห้ามเลยยังชงชาผงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันครับ

ภาพการรวมตัวพ่อค้าชา วาดสมัยจักรพรรดิเฉียนหลง ราชวงศ์ชิง

ทำไมคนเวียดนามส่วนใหญ่ มีนามสกุล ‘เหงียน’

ถ้าพูดถึงคนที่มีนามสกุลเหงียน (Nguyễn) เชื่อว่า คุณจะต้องคิดถึงคนเวียดนามหรือคนที่มีเชื้อสายเวียดนาม เพราะนามสกุลเหงียน เป็นนามสกุลที่เรียกได้ว่ายอดนิยมมากที่สุดของเวียดนาม

ปัจจุบันเวียดนามมีประชากรที่มีนามสกุลเหงียนมากถึง 40% และถ้านับทั่วโลก ก็จะมีประชากรนามสกุลเหงียนเกือบ 40 ล้านคน

ว่าแต่นามสกุลเหงียนมีความเป็นมา และเป็นที่นิยมของคนเวียดนามได้อย่างไร

จุดเริ่มต้นต้องย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 5 ถึง 10 ในตอนนั้นเป็นช่วงที่จีนเกิดสงครามภายใน ทำให้มีชาวจีนจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวจีนในแถบตอนใต้ อพยพมายังเวียดนามเพื่อหนีภัยสงคราม

โดยชาวจีนที่อพยพมานี้ ก็มีชาวจีนกลุ่มที่พูดภาษาจีนสำเนียงกวางตุ้ง ที่มีนามสกุลหรือแซ่หร่วน (Ruan 阮 เป็นชื่อเครื่องดนตรีของจีนแบบหนึ่ง)

แซ่หร่วนเมื่ออ่านแบบเวียดนาม ก็จะกลายเป็นคำว่าเหงียน หรือถ้าเป็นคำที่คนไทยคุ้นเคย มันก็คือคำว่า 'ญวน' นั่นเอง และนี่แหละก็คือที่มาของนามสกุลเหงียนของเวียดนาม

แล้วนามสกุลเหงียนเป็นที่นิยมของเวียดนามได้ไง อย่างที่เราทราบ ในอดีตเวียดนามเคยถูกปกครองโดยราชวงศ์ต่าง ๆ ที่ผลัดเปลี่ยนไปมา

ประเด็นน่าสนใจคือ ในเวียดนามนั้น เมื่อใดก็ตามที่ราชวงศ์ใหม่สามารถโค่นล้มราชวงศ์เก่าได้ ราชวงศ์ใหม่ก็จะบังคับให้คนของราชวงศ์เก่า เปลี่ยนมาใช้นามสกุลเหงียน

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อราชวงศ์เจิ่น (Trần) ครองอำนาจในปี 1232 ราชวงศ์เจิ่นก็บังคับให้คนตระกูลลี๊ (Lý) ซึ่งเป็นราชวงศ์เดิม เปลี่ยนมาใช้นามสกุลเหงียนให้หมด

ส่วนสาเหตุที่ว่า ทำไมต้องเปลี่ยนเป็นนามสกุลเหงียน เอาเข้าจริง ๆ ก็ยังไม่สามารถหาเหตุผลได้ชัดเจน แต่ที่มั่นใจก็คือ ที่ต้องเปลี่ยนนามสกุลนั้น ก็เพราะเป็นหนึ่งในวิธีป้องกันไม่ให้คนจากราชวงศ์ก่อนกลับมาแก้แค้นได้

และเมื่อถึงช่วงศตวรรษที่ 19 เมื่อราชวงศ์เหงียนของคนตระกูลเหงียนครองอำนาจในเวียดนาม คนที่มีส่วนต่อการก่อตั้งราชวงศ์เหงียน ก็จะได้รับพระราชทานนามสกุล และนามสกุลเหงียนก็เป็นนามสกุลยอดนิยมที่ผู้คนอยากจะใช้

เพราะกฎหมายในสมัยนั้น ผู้ที่มีนามสกุลเหงียนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางสังคมมากมาย รวมถึงยังใช้หลีกเลี่ยงการถูกจับกุมจากการกระทำความผิดได้ด้วย

และเมื่อถึงยุคที่เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เมื่อฝรั่งเศสทำการสำรวจประชากร ก็พบว่ายังมีคนเวียดนามอีกจำนวนมากที่ยังไม่มีนามสกุล ดังนั้นนามสกุลที่คนกลุ่มนี้จะได้ใช้ ก็หนีไม่พ้นนามสกุลเหงียน กลายเป็นว่ายิ่งทำให้คนเวียดนามมีนามสกุลเหงียนเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นนามสกุลหลักของคนเวียดนามจนถึงปัจจุบัน

https://creator.kapook.com/view271476.html

เพลง Donna Donna ของ Joan Baez

เพลงนี้มีการวิจารณ์โดยฝรั่งต่างชาติว่า ถูกประพันธ์ขึ้นเป็นภาษาฮิบรู ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทหารนาซีกำลังรุกไล่เข่นฆ่าชาวยิว โดยความหมายของ Calf ลูกวัว ก็คือชาวยิว, Wind สายลม ก็คือทหารนาซี, Calves are easily bound and slaughtered แปลว่าลูกวัวหลายตัวถูกมัดและสังหารหมู่อย่างง่ายดาย

page ความหมายในบทเพลงจากกาลเวลา

โดย อ.โอ๋ เคยเขียนถึงที่มาลงในเพจ ขออนุญาตคัดลอกมาให้อ่านกัน ที่มาดังนี้

เพลง Donna Donna ของ Joan Baez

"ความโหดร้าย... ที่ซ่อนอยู่ในความหวานของเสียงเพลง"

ฟังเพลง https://youtu.be/dQrsSvms8Kw

เวอร์ชั่น Wee Gee https://youtu.be/wA_R84LtUvE

เพลง Donna Donna นี้ ผู้แปลเชื่อว่าทุกท่านที่เป็น Baby Boom หรือ Generation ที่เกิดภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่มีใครไม่รู้จัก หรือได้ยินเพลงๆ นี้ เพราะเพลงนี้เป็นเพลงที่มีผู้นำไปร้อง และเล่นกันมากที่สุดเพลงหนึ่ง เนื่องจากเป็นเพลงที่มีความไพเราะ และเล่นด้วยกีต้าร์ตัวเดียว สามารถใช้ร้องจีบสาว หรือเป็นเพลงกล่อมเด็กได้ด้วย อีกทั้งเป็นเพลงที่ใช้เป็นบทเรียนของนักกีต้าร์หัดใหม่ในหลายๆ ตำรา

โดยทั่วไปแทบทุกคนจะคิดว่าเพลงนี้เป็นเพลงแนวรัก หรือเพลงที่เล่าเรื่องรัก เศร้าๆ ของสาวที่ชื่อ Donna เพราะทำนอง และเสียงร้องของ Joan Baez นั้นช่างแสนหวาน และเย็นเสียเหลือเกิน ฟังแล้วชวนให้รู้สึกผ่อนคลายสบายจิต ชวนฝันเสียจริงๆ แต่จริงๆ แล้วความหมายของเพลงนี้กลับตรงกันข้ามกับความหวานของเสียงเพลงครับ เพราะเป็นเพลงที่กล่าวถึงความโหดร้าย และการฆ่าผู้ที่ไม่มีทางสู้อย่างโหดร้าย

เพลงนี้ดั้งเดิมเป็นเพลงประกอบละครร้อง เรื่อง Esterke ในปี ค.ศ.1939 ของชาวยิวที่อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนี แต่งทำนองโดย Shalom Sekunda และแต่งโดย Aaron Zeitlin เป็นภาษายิดดิช (ภาษายิวด้งเดิม) โดยเนื้อร้องท่อนสร้อยของเพลง ที่เป็นชื่อเพลงด้วยคือ Donna Donna แผลงมาจาก Dana อันเป็นฉายาหนึ่งของพระเจ้า (Adonai) ในศาสนายูดาย เนื้อเพลงเล่าเรื่องของลูกวัวที่จะถูกนำไปขายเพื่อ "เชือด" เป็นอาหารที่ตลาดนัด โดยมีความนัยแฝงและเสียดสีถึงความโหดร้ายที่ชาวยิว ถูกทหารนาซี ในยุคนั้นฆ่าตายโดยไม่มีความผิด และเหตุผล เสมือนกับลูกวัวตาดำๆ น่าสงสาร ที่ต้องถูกส่งไปฆ่าเพื่อเป็นอาหาร ผิดเพราะเกิดมาเป็นวัว ไม่ได้เกิดเป็นนกที่มีปีกบินได้ และในเนื่้อเพลงยังเปรียบเทียบกับความเสรีกลางฟากฟ้าของนกนางแอ่นที่บินไปอย่างสง่างาม โดยไม่มีพันธนาการใดๆ เสมือนชนชาติเยอรมันในสังคมยุคนั้น เมื่อเปรียบกับสภาพของชาวยิวเยอรมันในยุคนาซีครองอำนาจ ที่ต้องอยู่อย่างต่างกับชนชาติอื่นๆ ในโลก และมีความผิดเพราะพวกเขา "เกิดเป็นยิว" จึงต้องถูก "ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" โดยพวกเขาไม่มีสิทธิต่อสู้ในโชคชะตานี้เลย

คำว่า Donna Donna ในสร้อยเพลงนี้ เปรียบเป็นการร้องขอความเมตตา หรือขอความเป็นธรรมจากพระเป็นเจ้าของพวกเขา ได้โปรดเมตตาต่อผู้ที่ไม่มีโอกาสที่จะต่อสู้ขัดขืนความตายที่กำลังจะถูกหยิบยื่นมาให้แบบไม่เป็นธรรมเลย

ต่อมาตอนต้นทศวรรษที่ 50 Shalom Sekunda ได้แปลเพลงนี้จากภาษายิดดิชเป็นอังกฤษ แต่ปรากฏว่าไม่ฮิต และไม่เป็นที่นิยมไม่ติดหูคนฟังเลย จนถึงกลางทศวรรษที่ 50 Arthur Kevess และ Teddi Schwartz จึงนำเนื้อเพลงมาดัดแปลง แต่งเติมใหม่เล็กน้อยและนำมาร้องใหม่ คราวนี้เริ่มได้รับความนิยมบ้างแต่ก็ถือว่ายังไม่มากนัก

จนกระทั่งปี 1960 Joan Baez นักร้องสาวชาวมะริกัน ได้นำมาบันทึกเสียงใน Solo Album แผ่นแรกของเธอ จึงทำให้เพลงนี้ แพร่หลายโด่งดังไปทั่วโลก กลายเป็นเพลง Folk song อมตะ คลาสสิค ตลอดกาล สร้างชื่อเสียงให้ Joan Baez อย่างสุดสุดเพลงหนึ่ง และต่อมาก็มีนักร้องศิลปินหลายยุคต่อมา นำมาร้อง Cover กันมากมายหลายเวอร์ชั่นมาก

พอทราบความหมายของเพลงนี้ ที่ไม่ใช่เพลงรักหวาน แต่กลับเป็นเพลงที่เล่าเรื่องราวความเศร้า และความโหดร้ายแบบนี้แล้ว ผู้แปลนึกถึงสมัยที่เห็น "จิ๊กโก๋หนุ่ม" เล่นกีต้าร์ ร้องเพลงนี้จีบสาวในสมัยก่อน จึงทำให้แปลความหมายได้อย่างเดียวเท่านั้นว่า.....

สาวคนนั้นแหละ กำลังจะโดนเจ้าจิ๊กโก๋หนุ่มนั้น "เชือด" แน่นอน...

On a wagon bound for market

There's a calf with a mournful eye

High above him there's a swallow

Winging swiftly through the sky

บนเกวียนคันน้อยไปตลาดนัด

มีลูกวัวแววตาเศร้าหมอง แสนรันทด

เหนือขึ้นไปบนฟ้านั้น นกน้อยตัวหนึ่ง

กำลังขยับปีก โบกบิน ผ่านฟากฟ้าไป

How the winds are laughing

They laugh with all the their might

Laugh and laugh the whole day through

And half the summer's night

สายลม เจ้ายังจะหัวเราะได้อย่างไร ?

หัวเราะ..กับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้

หัวเราะ และหัวเราะ.. สายลมหัวเราะทั้งวัน..

กับอีกครึ่งคืนฤดูกาล อันร้อนรน

Donna Donna Donna Donna

Donna Donna Donna Don

Donna Donna Donna Donna

Donna Donna Donna Don

"Stop complaining", said the farmer

Who told you a calf to be

Why don't you have wings to fly with

Like the swallow so proud and free

”หยุดตัดพ้อรำพันเถิด..” ชาวนาบอก

ใครเล่าให้เจ้าเกิดมาเป็นเช่นนี้..

ใยไม่มีแม้ปีก ที่จะโบยบิน

เหมือนเช่น นกที่บิน อิสระเสรีและภาคภูมิ

How the winds are laughing

They laugh with all the their might

Laugh and laugh the whole day through

And half the summer's night

สายลม เจ้ายังจะหัวเราะได้อย่างไร ?

หัวเราะ..กับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้

หัวเราะ และหัวเราะ.. สายลมหัวเราะทั้งวัน..

กับอีกครึ่งคืนฤดูกาล อันร้อนรน

Donna Donna Donna Donna

Donna Donna Donna Don

Donna Donna Donna Donna

Donna Donna Donna Don

Calves are easily bound and slaughtered

Never knowing the reason why

But whoever treasures freedom

Like the swallow has learned to fly

ลูกวัวน้อยเอ๋ย .. เจ้าจะถูกฆ่าเมื่อไหร่ก็ได้

เจ้าไม่เคยรู้แม้แต่เหตุผลว่าทำไม

แต่ไม่ว่าใครต่างก็่ต้องการอิสรภาพ

เหมือนดั่งนกน้อยที่บินได้

อิสระและเสรีเหนือผู้ใด

How the winds are laughing

They laugh with all the their might

Laugh and laugh the whole day through

And half the summer's night

สายลม เจ้ายังจะหัวเราะได้อย่างไร ?

หัวเราะ..กับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้

หัวเราะ และหัวเราะ.. สายลมหัวเราะทั้งวัน..

กับอีกครึ่งคืนฤดูกาล อันร้อนรน

Donna Donna Donna Donna

Donna Donna Donna Don

Donna Donna Donna Donna

Donna Donna Donna Don

ทานโซบะกันค่ะ

จะทานละนะคะ

ดอยเลยเป็นไงหละคะ

ทานโจ๊กกันค่ะ

แน่ใจนะคะ นี้ชุดผู้ชาย

ข้าวเนื้อวัวเจ้าเก่า 200 ปี