Avatar
Jakk Goodday
d830ee7b7c30a364b1244b779afbb4f156733ffb8c87235086e26b0b4e61cd62
#Siamstr
Replying to Avatar Tungkukk🇹🇭

Austrians Economic ต่างจาก Classical Economic อย่างไร?

หลายๆ คนในห้อง #siamstr มักจะเอาไปปนกัน

ซึ่งต่างจากเหล่า Bitcoiner ต่างประเทศ ที่มีมุมมองต่อ Austrians Economic ที่ค่อนข้างแข็งแรง อันเนื่องด้วยมาจากบริบท ของฝัางตะวันตกที่มีที่มาคล้ายคลึงกัน เรื่องราวเหล่านั้นถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ย่อมๆ ของภูมิรัฐศาสตร์ ที่สภาพสังคมนั้นก้าวหน้าไปไกลกว่าเรา

วันนี้ผมมาชี้แจงคร่าวๆ ก็คือ หลักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสิกนั้นมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทุน ซึ่งพวกเค้ามิสามารถตอบคำถามหรืออธิบายความสามารถของมนุษย์ได้ดีซึ่งเนื้อหาจะเน้นไปเชิงโครงสร้างวิธีการในการพัฒนาทุน

ส่วนเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียนจะมุ่งเน้นไปที่คน และมองว่าการเจริญก้าวหน้าคือการแลกเปลี่ยนซึ่งทรัพยากรณ์ของกันและกัน

ในหลักคิดด้านเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสิกมุ่งเน้นให้ความสำคัญโดยตัวของปัจเจกบุกคล และองค์กรณ์นิยม ซึ่งมองว่าทุกอย่างยังถูกขับเคลื่อนด้วยความเป็นชาติ ซึ่งจะพาเราเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า “รัฐชาติ” สมัยใหม่ และการมองความยิ่งใหญ่ที่ส่วนต่างๆ

ทางด้านเศรษฐศาสตร์ออสเตรียนจะมุ่งเน้นเรื่องของตัวกลาง และวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ระดับมนุษย์

ซึ่งทั้งสองสำนักนั้นไม่ค่อยเน้นเนื้อหาไปที่ตัวเลขเสียส่วนใหญ่

ในทางกลับกัน สำนักเคนส์เชี่ยน และ สำนักชิคาโก้ จะมุ่งเน้น ในการวิเคราะห์ตัวเลขในการบริหารผ่านองค์กรณ์กลางเสียมากกว่า

เรื่องที่ต่างกันของสำนัก ออสเตรียน และ คลาสิกอีกเรื่องก็คือ Maginal Utility ซึ่งอธิบายเรื่องเงินได้เป็นอย่างดี

เขียนย่อยง่ายขึ้นเยอะ พยายามต่อไปจะย่อยง่ายกว่านี้ได้อีก 🎯

Replying to Avatar Kuli

วันนี้ว่าด้วยเรื่องกงสุล เอ้ย กงสี ..

ใช้แล้วระบบที่มาจากจีน อันเนื่องจากวันก่อนได้พูดเรื่อง ศาสตร์สถาปิกของจีนมาแล้ว พึ่งได้เชื่อมโยงวันนี้อีกเหมือนกันว่า จีน มีประวัติศาสตร์มานานกว่า 4000 ปี ไม่ได้ด้อยกว่าฝั่งบาบิโลนที่อวยโดยส่วนตัวว่าเป็นยุคที่น่าสนใจนะ

กงสี ตามคำนิยาม คือ ระบบการทำธุรกิจที่มีทรัพย์สินกองกลาง สำหรับใช้ร่วมกันในกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่ง ณ ที่นี้มักใช้เรียกแค่ ระบบที่ปกครองกับครอบครัว/ตระกูล

ตามความเข้าใจคือ ครอบครัว 1 ทีม มีหัว(สมุติ) คือ พ่อ ทุกคนในครอบครัวมีหน้าที่ที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่เงินไม่เข้าตัวเอง 100% เงินที่เราทำได้จะถูกโยกไปสู่กองกลางก่อน แล้วค่อยจัดสรรปันจ่ายตาม% ที่ตกลงหรือเห็นสมควรซึ่งก็จ่ายโดยพ่อนี่แหละ

ในสมัยก่อนการปกครองแบบนี้ก็ดูพอไปได้กระทั่งลูกหลาน แต่งงานกับคนนอก ความคิดทัศนคติที่เคยมีมักจะเริ่มขัดแย้งทำให้ระบบนี้อ่อนแอลง มีความวุ่นวายในองค์กรไม่ต่างจากระบบอื่น (จ้างคนอื่นทำก็วุ่นวาย พอมาจ้างครอบครัวทำแล้วทะเลาะกันนี่วุ่นวายกว่ามาก)

แต่สมัยนี้ระบบกงสีก็มีการปรับตัวปรับใหม่ให้สามารถอยู่ได้นะ มีระบบการจัดการ การเบิกจ่ายใช้เงิน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหัว แต่เน้นตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของทุกคนที่เป็นสมาชิก (จ้างครอบครัวเหมือนเดิม เพิ่มเติมไม่ให้ตังตามความสเน่หาละ มีบัญชี มีหลักฐานทุกอย่าง)

ทีแรกเข้าใจว่าระบบกงสีไม่ควรเอามาใช้กับครอบครัวที่สุด เพราะเราไม่ได้ผลประโยชน์ที่สมควรได้ เงินไปลงที่ครอบครัวก่อน ลองคิดถึงว่าเดือนนี้ไลฟ์ขายเสื้อผ้าที่พี่ออกแบบแล้วแม่ตัดเย็บ เราขายได้เป็นแสนๆ แต่เงินเก็บตัวเองแทบไม่มี บ้านไม่ต้องเช่า ข้าวไม่ต้องซื้อ ตังก็ได้แค่พอใช้ชีวิต ส่วนแม่กับพี่โตกว่า อยู่มานานกว่า ได้เงินปันผลใช้เยอะกว่า แถมธุรกิจก็โตมีนู่นนี่ที่ว่า ยังไม่มีอะไรเป็นชื่อเราสักอันด้วย

แต่ในอีกมุมที่กงสี

1.ตัวคนเดียว จะเจ๊งยังไงก็ได้ แต่ถ้าทำกงสี คุณไม่สามารถเจ๊งได้ ทำระบบนี้ดียังไงก็ต้องรอด เจ๊งก็ไปยกตระกูล

2.ตัวคนเดียว ไม่มีทางมีกองทุนสู้กงสีได้ สมมุติ ตัวเองหาเงินหักหมดเหลือ 5000 ต่อเดือนซื้อบิทคอยน์ มีวินัยก็ซื้อไม่มีก็ไม่ซื้อ กับ อยู่ในกงสี ทุกคนอนุมัติซื้อบิทคอยเดือนละ 15000 ก็คือจบนะ ตัวคนเดียวไม่มีทางตามทัน

3.มากคนมากความก็จริง แต่ในความมากนั่นแหละ มันทำให้เราเห็นหลายๆแง่มุม เพิ่มโอกาสในการแก้ไขปัญหาได้มากกว่า นั่งสูบบุหรี่แล้วคิดคนเดียว แต่ละคนเขาไม่ได้ช่วยแค่คิด บางคนเก่งใช้เงินก็เอาเงินช่วย บางคนเอาแรงกายช่วย มันก็เหมือนเป็นเบาะพักนะ

โดยสรุป ระบบกงสีเนี่ย มันดีและเหมาะกับบุคคลบางกลุ่มแหละ ใครทำได้ก็จะปัง เจริญรุ่งเรืองกว่าคนปกติ เพราะมันทำเป็นทีม

แต่โอกาสก็ไม่ได้มากที่เราจะเจอทีมที่เพอเฟกขนาดนั้น ส่วนใหญ่ที่เห็นไม่กี่เจนก็วงแตกก่อน คุณต้องใช้ทักษะอย่างมากเลยแหละที่จะสร้างทีมเหมาะสมที่ก่อปัญหาน้อยที่สุด

#siamstr

ความรู้อิ่มๆ 1 จุก 🚀

ทุ่งม่วงนี้อยู่ตรงไหน คนที่อยากให้เราเค้าก็เห็น แค่ชูป้ายเรียกพวกก็พอ 5555

เงียบกริบ Vs. เกรียวกราว

ก็แบบเดียวกับที่แนะนำน้องนิ่มนั่นแหละค่ะ 🥳

การก้าวข้ามแรงปรารถนาของตัวเองนั้นเป็นเรื่องยาก แต่การสนองความต้องการของตัวเองจนไม่ลืมหูลืมตาก็อาจสร้างปัญหาบางอย่างตามมาได้ จริงๆ แล้วปันปันคิดเรื่องนี้เองไม่ได้ในทันที แต่เพราะเค้าเคยได้บทเรียนทำนองนี้มากมากพอแล้ว เค้าก็ต้องเรียนรู้จากบทเรียนของตัวเองครับ

When your choices overcome your own desires, you have completed the prologue to leadership.

"หนูยอมตายเพื่อให้ได้สิ่งนี้!!"

ลูกชายวัย 11 ขวบ ประกาศกร้าวกับพ่อของเขาที่กำลังนั่งไถทุ่งม่วง..

"หนูจะตายด้วยวิธีไหนดีล่ะ?"

ผมก็ปากกร้าวมากพอที่จะลองเช็คภูมิเจ้าหนูปากไว

"เอ่อ..."

"แทนที่หนูจะรับปากคนอื่นไปทั่ว ไปสร้างคุณค่าอย่างอื่นมาแลกกับรางวัลนี้จะดีกว่านะ.."

เด็กน้อยหยุดนิ่งไปชั่วขณะ

โชคไม่ดีเท่าไหร่ที่ ปันปัน ดันมีพ่อแบบคนอย่างผม.. เจ้าหนูครุ่นคิดคำตอบที่หวังจะให้ผมยอมรับ เพราะเขานั้นรู้ดีว่า ถ้าตอบไม่คิดจะโดนผมสวนหน้าหงายเอาได้..

คุณอาจรู้สึกว่าผมโหดร้ายกับเด็กมากไปหน่อย แต่ผมก็ถูกฝึกมาแบบนี้ตั้งแต่เด็ก ลูกชายผมเองก็โดนด้วยไม่ต่างกัน นี่จึงเป็นเรื่องราวปกติของสมาชิกครอบครัวนี้

สุดท้าย ลูกชาย ก็ให้คำตอบกับผมได้สำเร็จ ซึ่งก็ไม่เกินความคาดหมายเท่าไหร่นัก เด็กวันนี้คงคิดอะไรได้ไม่ไกลกว่าสิ่งที่ตัวเองชอบ

"หนูจะเป็นที่ 1 ของเกมนี้ให้ได้"

"เป็นที่ 1 แล้วมันจะดียังไงเหรอ?"

"ได้ความอดทนและความไว"

อืม... มันเป็นเกมที่จะมีลูกศรชี้ซ้าย ชี้ขวา ชี้บน ชีล่าง ไหลลงมาเรื่อยๆ และเราต้องกดคีย์บอร์ดให้ตรงกับลูกครในจังหวะที่เหมาะสม แต่ละเพลงก็จะมีสปีดการไหลที่แตกต่างกัน สำหรับผมความไวระดับนั้นมันเกินปฏิกิริยาที่ผมจะตอบสนองได้

โอเค.. มันก็คงจะได้ความไว ส่วนความอดทนก็คงจะหมายถึง ความพยายามในการฝึกฝนอย่างยาวนานเพื่อให้เกิด Muscle memory

คุณอาจจะคาดหวังคำตอบในทำนอง "หนูจะแปรงฟันก่อนนอน.. หนูจะรีบทำการบ้าน.. หนูจะสอบให้ได้เท่านั้น เท่านี้.." บลา บลา บลา

ลูกชายผมไม่มีเรื่องพวกนี้อยู่ในหัวหรอกครับ และผมก็จะไม่ยัดอะไรแบบนั้นใส่เขาด้วย เขาจะเป็นอย่างที่เขาอยากเป็น ไม่ใช่แบบที่ผม ยากจะให้เป็น ตัวของเขาอาจต้องรับผิดชอบการกับเรียน แต่ใจของเขาอาจจะมีเป้าหมายบางอย่างกับสิ่งที่ชอบ..

"พ่อจะซื้อให้ทั้ง 2 แบบเลยดีมะ.. แต่หนูต้องแบ่งคนละตัวกับพี่ปิ่นนะ"

"หนูอยากได้ทั้งสองตัวเลยได้ไหม?"

"ไม่ได้หรอก.."

ถ้าวันหนึ่งมันมีเรื่องสำคัญที่หนูจะต้องเลือก มีช้อยส์เดียวให้ตัดสินใจไป วันนี้จะเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่หนูจะได้ฝึก Making the right decision"

"ทำไมพ่อต้องทำให้เรื่องนี้มันยากด้วยนะ?"

"โตไปจะมีเรื่องที่ยากกว่านี้ลูก.. ไปลองหาเหตุผลดูว่าหนูจะเลือกตัวไหน เพราะอะไร?"

"รู้แล้วก็ไม่ต้องมาบอกพ่อหรอก มันไม่เกี่ยวกับพ่อ.. มันเป็นปัญหาของหนู"

ทั้งหมดเป็นบทสนทนาที่เกิดขึ้นจริง.. หลังจากนั้นผมเห็นลูกชาย ไปนั่งเปิดรูปฟ่ตเทจทั้งหมดของตุ๊กตาปิรันย่าที่น้องนิ่มส่งมาให้ผม

เขาเล็งซ้าย เล็งขวา พิจารณาแล้ว พิจารณาอีกอยู่นานสองนาน..

"หนูจะให้พี่ปิ่นเป็นคนเลือกก่อนดีกว่า.. หนูจะเอาตัวที่พี่ปิ่นไม่เลือก.."

"ดีมากลูก"

#siamstr #siamstrog

หมายเหตุ: โน๊ตนี้ไม่มีเจตนาจะไทอิน เพราะตุ๊กตาขาย (เวอร์ชั่นนี้) ไปหมดแล้ว แต่เวอร์ชั่นปกติยังเหลือนะ 555

Replying to Avatar Ratthapoom WPD

คิดว่าเราทุกคน

น่าจะเก็บสะสมความมั่งคั่ง

ไว้ในชีวิตและทรัพย์สินของเรา

ซึ่งแน่นอนว่า

มันแลกมาด้วยเวลา แรงงาน

ความรู้สึกนึกคิด ค่าเสียโอกาส

มากมายมหาศาล

แม้ว่าวันนี้มันจะมากหรือน้อย

ก็ไม่สำคัญเท่าเราได้ทำมันเต็มที่

ในสถานการณ์ของเราอันเป็นปัจเจก

อย่างดีที่สุดแล้ว

.

แต่ก็อย่างที่เอเรนว่าไว้

โลกใบนี้นั้นโหดร้าย

โหดร้ายโดยจิตใจมนุษย์ด้วยกันเองนี่แหล่ะ

แน่นอนว่าไม่น่ามีใครอยากเป็นคนเลว

หรือไปช่วงชิงเวลา ชีวิต

และทรัพย์สินไปจากใคร

แต่คนเราเลือกเกิดไม่ได้

เลือกสังคมพ่อแม่ไม่ได้

ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาสังคม

สามารถบีบคั้นให้คน ๆ นึง

หรือหลายคนทำสิ่งที่เลวร้ายกับคนอื่นได้

.

การอยู่ในรัฐซึ่งประชาชนได้รับการปกป้อง

โดยรัฐนั้นเป็นสิ่งที่ดี ไทยแลนด์เป็นนิติรัฐ

เรามีระบบยุติธรรมที่คอยจัดการดูแล

พวกเราจากเรื่องที่ไม่เป็นธรรมต่าง ๆ

.

คำถามมีอยู่ข้อเดียว

คือ”เวลา”

เราได้รับการปกป้องจากรัฐ

ได้เร็วแค่ไหน หากภัยคุกคาม

เกิดขึ้นตรงหน้าระยะ 10 หลา

เราสามารถโทรหาเจ้าหน้าที่

แล้วเจ้าหน้าที่มาทันหรือไม่ ?

ผมบอกให้ก็ได้ว่าไม่ทัน

ผมเคยประสบเหตุมาแล้ว

โชคดีที่ไม่มีการปะทะให้เกิดความสูญเสีย

เพราะเราใช้วิธี หนี-ซ่อน-สู้

โชคดีที่จบที่ขั้นตอน ซ่อน

.

“God created men,

but Sam Colt made them equal.”

มนุษย์นั้นฉลาดแต่อ่อนแอ

เป็นสัตว์หนังบางขนาดกลาง

อาวุธมีเพียงร่างกายไร้เหลี่ยมมุมเท่านั้น

ดังนั้น คำกล่าวถึง

บิดาแห่งปืนลูกโม่ซิงเกิลแอ็คชั่นข้างต้น

จึงไม่เกินความเป็นจริง

คนตัวเล็กสามารถล้มคนตัวใหญ่ได้

ด้วยลูกกระสุนที่เล็ก

เท่าเม็ดมะม่วงหิมพานต์เท่านั้นเอง

เพียงเป้าหมายมีเนื้อมีหนัง

การโจมตีด้วย Physical Damage

ได้ผลเสมอ

การใช้อาวุธยิงหรือขว้าง

ต่างจากดาบที่ต้องใช้ทักษะมากกว่า

เอาอีโก้ชนอีโก้โดนตรง

ยากนักสำหรับคนที่ไม่ฝึกมาจะมีโอกาสรอด

“No Second Place Winner”

(Bill Jordan)

.

สาระสำคัญที่ผมกำลังจะบอกก็คือ

เรามีหน้าที่ปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน

ของเราจากภัยคุกคาม

การป้องกันและหนีคือทางเลือกแรกเสมอ

การสู้ขอให้เป็นทางสุดท้าย

และหากต้องสู้

ต้องสู้สุดใจ เด็ดขาด และรวดเร็วที่สุด

เพราะเราไม่รู้เลยว่าภัยคุกคาม

จะมุ่งเอาชีวิตเราวินาทีไหน

.

ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อสู้

หรืออาวุธใด ๆ

เพียงผ่านการอบรม

การใช้อาวุธปืนเชิงต่อสู้

และแข่งขันมาบ้างนิดหน่อย

ผมเป็นเพียงผู้ศึกษา

และสนใจในอาวุธและการหลบภัยเท่านั้น

จึงทำได้เพียงแบ่งปัน Mindset ให้ทราบ

และสามารถเล่าสู่กันฟังเกี่ยวกับการใช้

ได้บ้างเล็กน้อย

คือผมไม่อยากเห็นคนปกติ

ที่สร้าง Productivity ให้โลก

คนที่มีภาระเลี้ยงดูครอบครัว

ต้องไปพลาดท่าให้กับพวกทรชน

ก็เท่านั้น

พวกมันต้องไม่ได้ใจอีกต่อไป

เห็นว่าสุจริตชนยังไงก็ได้เหรอ ?

ไม่ครับ ไม่ได้ครับ

มันต้องรู้ก่อนว่าถ้าพร้อมจะเข้ามา

ช่วงชิงเวลาไปจากเรา

พวกมันจะต้องเจอกับอะไร

.

จงตระหนักไว้ว่า

โลกนี้มันโหดร้าย

If you want peace,

Prepare for war

.

แล้วพบกัน

.

#east101

#siamstr

nostr:npub1jalt2rsvr9nhd7e84yp8pmzytxmcptp8u20tp5wnx4dcr8xf8resze0yfp

อู้หูวววว ทีม east101 เพลินแน่ๆ ครับพี่เปรี้ยว

The Iceberg vs. The Purple field

Life after Purple

🟣 #Siamstr #SiamstrOG

เราต้องหันมาว่าตัวเอง ที่ไปสนใจคนพวกนี้ 555

เนื่องจากตัวผมนั้นเรียนรู้ ตระหนักรู้หลายสิ่งหลายอย่างด้วยตัวผมเองเป็นส่วนใหญ่ จากประสบการณ์ส่วนตัว จากความผิดพลาด ฯลฯ หากเป็น "เรื่องคน" ผมจึงให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า "Mentality" เป็นหลัก

ส่วนทักษะหรือความรู้นั้น มันเรียนทันกันได้ ฝึกกันได้ในภายหลัง ซึ่งนอกจากต้องใช้เวลาสักหน่อยแล้ว พวกเขาก็จะได้รับโอกาสในการแสดง POW ไปในตัวด้วย

ต่อให้ผมต้อง "นำ" ผมก็ไม่ชอบบังคับขู่เข็ญหรือออกคำสั่ง แสดงกล้ามดากกับใครพร่ำเพื่อ ต้นทุนที่ดีทางด้านความรู้สึกนึกคิดและจิตใจนั้น จะทำงานร่วมกับผมได้ง่าย หากเป็นภาษาฟุตบอล เราจะเรียกมันว่า "Team Chemistry"

ดังนั้น.. เมื่อมีโอกาสต้องคัดสรร คัดกรอง หรือเลือกเฟ้นผ่านการสัมภาษณ์หรือค้นหา ผมมักจะให้ความสำคัญกับการสำรวจ "Personality & Mindset" ของคนเป็นเรื่องหลัก สิ่งนี้เป็นพลังแฝงที่ส่งให้คนกลายเป็นพระเจ้าได้เลย (เวอร์ไปนิด)

ชุดความคิดและทัศนคติที่ดีจะช่วยพัฒนาคนกากให้เป็นคนเก่ง เปลี่ยนคนเจ็บให้สามารถฮีลตัวเองได้ นอกจากนี้พวกเขายังสร้างเครือข่ายพลังบวกกันขึ้นมาเองได้อีกด้วย เพราะต่างคนต่างก็ส่งต่อคุณค่าด้านดีไปสู่กันและกัน

เคมีที่แตกต่าง เพียงหนึ่งเดียว สามารถทำลายยอดเขาหิมาลัยได้ราวกับหิมะถล่ม เป็นม้าโทรจันที่ไม่ควรเปิดประตูเอาเข้าเมือง ซ้ำยังเติมภาระที่ไม่จำเป็นให้กับคนอื่น ๆ ในทีมด้วย บ่อนทำลายองค์กรจากภายใน

ซึ่งถ้ารู้แบบนั้นเราจะเลือกเขามาทำไม?

เมื่อตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่า "เคมี" เข้ากันกับทีมได้ (ผมไม่ได้กำลังหมายความแค่เพียง Right Shift นะครับ) เราก็เริ่มให้เวทีกับเขาได้แสดงศักยภาพของตัวเอง

ส่วนตัวผมมีวิธีที่จะรู้ว่าใครมีต้นทุนทักษะอะไรประมาณไหน ผมจะเสริมแค่บางอย่างเพื่อพาพวกเขาไปสู่เป้าหมาย หรือไม่ก็ทำตามไอเดียของคนที่มีศักยภาพสูงกว่าเรา คำว่าลงเรือลำเดียวกันและช่วยกันพายก็คงไม่เกินเลยนัก ใครถนัดตรงไหนก็ควรได้ทำหน้าที่นั้น

คนที่ทัศนคติดีและเคมีเข้ากัน พวกเขาเรียนรู้และสร้างวัฒนธรรมองค์กรได้ไม่ยาก และสิ่งนี้จะไม่เคยเป็นปัญหาเลยสำหรับเรา เพราะวัฒนธรรมองค์กรที่ดีควรมาจากผลรวมของแต่ละปัจเจก ผ่านการหารือแลกเปลี่ยน ไม่ใช่การกำหนดกฏเกณฑ์และทึกทักเอาเองของคนเป็นนาย

พวกเขาจะออกแบบมันร่วมกันเองเพื่อพาทั้งทีมไปสู่ความสำเร็จ เพื่อพาตัวเองให้อยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างผาสุก และเราต้องเข้าใจว่า Culture คือสิ่งที่วิวัฒน์ตัวเองได้ Cult ที่ดีไม่ควรถูกเรียกว่ามาจากพวกไดโนเสาร์

เราพานพบเพื่อลาจากกันในวันหนึ่ง..

เรื่องธรรมดาและเป็นสัจธรรมที่มักจะเกิดขึ้นกับทุกกิจการ มีคนเวียนเข้า-เวียนออกซึ่งถูกขับเคลื่อนจากเหตุและผลนานัปการ ไม่มีตำราเล่มไหนให้คำแนะนำกับเราได้ดีพอในเรื่องพวกนี้

เมือมันไม่มีเราจึงต้องเขียนขึ้นมาเอง..

ผมอาจโชคดีที่ทั้งชีวิตที่พบกับคนมาหลายประเภท หลากหลายวรรณะและอาชีพ ทั้งหมดนั้นยังไม่สำคัญกับการ "เข้าใจตัวเราเอง"

เราสามารถวิเคราะห์ตัวเองได้ว่า เราให้ Royalty กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมันเพราะอะไร เราเลือกจะเปลี่ยนอนาคตหรือฝากมันไว้กับองค์กรไหนสักแห่งมันเกิดจากอะไร เราจากลา ตัดพ้อ อยากหนี ภูมิใจ ฯลฯ มันเกิดขึ้นเพราะอะไร?

มนุษย์ถึงแม้นจะแตกต่างกัน แต่รากเหง้าของพวกเราก็แทบไม่ผิดแผกไปจากกันสักเท่าไหร่นัก

เมื่อผมเข้าใจแรงผลักดันและแรงจูงใจของคนในแต่ละด้าน มันช่วยให้ผมสามารถค่อย ๆ ออกแบบ "งานที่ใคร ๆ ก็อยากทำ" ขึ้นมาได้ มันไม่มีอะไรมากไปกว่าการหาตรงกลางระหว่างองค์กรและคตในทีม จุดที่ทุก ๆ คนจะมีผลประโยชน์และความสุขร่วมกัน

บางคนเรียกว่ามันว่า ทฤษฎีเกม แต่ผมจะไม่เรียกแบบนั้น ผมอยากตีกรอบมันให้กว้างออกไปอีก ผมจะขออธิบายมันใหม่ว่า มันมาจาก "Spontaneous order" ที่ส่งผลให้เกิด "Collective outcome" ที่ดันเข้ากันได้ดักับ "Self interest" ของแต่คน..

สัมพันธ์ภาพที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องพึ่งจิตวิทยาหรือสาลิกาลิ้นทอง มันพึ่งหัวใจและความสามารถในการฟังของเราเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม.. มันจะมีวันที่เราคงต้องพลัดพราก ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอะไร เราไม่ได้มีหน้าที่มานั่งจ่อมจมหรือคร่ำครวญในสิ่งที่เกิดขึ้น.. การเสียคนสำคัญไปอาจมีอาณุภาพทำลายองค์กรได้อย่างรุนแรง แต่เราต้องไม่ลืมว่าอาณุภาพของมันยังแรงได้ไม่ถึงครึ่งของ "Prepared mind"

ด้วยสิ่งที่ผมได้ทำการสาธยายไปแล้วทั้งหมด.. สิ่งหนึ่งที่เราจะได้รับค่อนข้างแน่คือ "ความรัก" ซึ่งเป็นสิ่งที่จะปกปักรักษาเราไว้จากความผิดหวัง ความรักที่คน ๆ หนึ่งมอบให้องค์กรนั้น มันทำให้เขายอมได้ที่จะส่งต่อคุณค่าในตัวเองไปสู่คน ๆ อื่น

แม้เขาจะรู้ว่าอนาคตของตัวเองมันอยู่ที่อื่น ไม่ใช่ที่เรา แต่เพราะความรัก มันจะทำให้เขา "ไม่อยากทำร้ายเรา" ไม่อยากให้การจากลาของตัวเขาเองมาสร้างปัญหาให้กับบ้านหลังเก่าของตัวเอง เขาจะทำทุกอย่าง เตรียมการไว้แต่เนิ่น ๆ เพื่อให้แน่ใจว่า ระบบจะ Decentralized เพียงพอและไม่มี Single point of failure

การฝึกฝนคนรุ่นใหม่ การส่งต่อทักษะและประสบการณ์ขะเกิดขึ้นเองโดยไม่จำเป็นต้องมีใครร้องขอ เพื่อให้แน่ใจว่า ต่อให้เฟืองหายไป 1 ชิ้น เครื่องยนต์จะยังขับเคลื่อนต่อไปได้ดี และแน่นอนว่า การจากลาแบบมี Testimonial คือสิ่งที่ใคร ๆ ต่างก็ปรารถนาจะสัมผัสมัน

เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น ถ้าผู้นำยังไม่เชี่ยวชาญในการ "คัดคนที่ใจ"

ผมทำอะไรไม่ได้ นอกจากยอมรับ และอวยพรส่งให้เพื่อนของเรามีอนาคตที่ดี คุณจะทำอะไรได้หากเขาส่งต่อ Legacy ทุกอย่างให้คนข้างหลังแล้ว คนดีจะไมอยากทิ้งขี้ไว้ให้คุณ

คุณจะไม่ถามผมว่า "คนดี" แยกแยะยังไง ถ้าคุณเข้าใจ Low time preference คุณมีเวลามากพอให้ตัวเองได้สำรวจใครสักคน จนกระทั่ง Verify เขาได้ว่าไม่น่าใช่ คนพาล

ผมพยายามเขียนในมุมที่พี่ปั้มไม่ได้เมนชั่นถึง เพื่อให้การส่งต่อคุณค่าในเรื่อง "Man management" ของโน๊ตนี้ได้มีอรรถรสมากขึ้น.. เรื่องนี้มักไม่ใช่สิ่งที่ผมมองว่ามันจะสร้างปัญหา กลับกัน.. ผมคิดว่ามันคือความท้าทาย

ผมเป็นพวกเบื่อง่าย หน่ายเร็ว และไม่ชอบอะไรที่จำเจ ความท้าทายทำให้ผมรู้สึกกระชุ่มกระชวย ผมรู้สึกดีเสมอเวลาที่เจอกับเรื่องพวกนี้ เพราะถ้าผมข้ามมันไปได้ มันไม่มีอะไรมากไปกว่าผมจะกลายเป็นคนที่ดีขึ้น

เพราะถ้าความท้าทายกำลังสร้างปัญหาให้กับคุณ คุณอาจไม่ใช่คนที่ผมจะสนใจตั้งแต่ต้นอยู่แล้วล่ะ..

ขอบคุณพี่ปั้มที่จุดประกายหัวข้อดีๆ ให้พวกเราได้แลกเปลี่ยนกัน ผมอยากเรียนรู้จากประสบการณ์และมุมมองของท่าน ๆ อื่น ๆ ใน #Siamstr #SiamstrOG เหมือนกันนะครับ