JAKK NEWS - สกู๊ปพิเศษ
วอชิงตัน วินาศกรรมทางการทูต
เมื่อเซเลนสกี “ดึงพรม” กลางห้องทำงานรูปไข่
"ทุกอย่างพังลงในเวลาไม่ถึงชั่วโมง และนั่นอาจเปลี่ยนชะตากรรมของยูเครนไปตลอดกาล"
https://nostr.download/f1793fb30d2889769d133b7c1a171153788b5a6786f604e60eed02c3fb46933f.webp
28 กุมภาพันธ์ 2025
วันเปลี่ยนโลกในทำเนียบขาว
เสียงฝีเท้าของโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ก้าวออกจากทำเนียบขาวอย่างหนักอึ้ง
เขาขึ้นรถโดยไม่มีการแถลงข่าว ไม่มีการจับมือ ไม่มีแม้แต่เอกสารที่เซ็นเรียบร้อยแล้วในมือ
นี่คือภาพสะท้อนของการเจรจาที่ยุติลง ไม่ใช่ด้วยข้อตกลง แต่ด้วยความขัดแย้ง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และทีมทำเนียบขาว ยืนมองอย่างเย็นชา ข้อตกลงแร่ธาตุหายากที่คิดว่าปิดดีลแล้ว ถูกพลิกกระดานในนาทีสุดท้าย
แต่ทำไม?
ทำไมเซเลนสกีที่เดินทางมาเพื่อ “ปิดดีล” ถึงกลายเป็นฝ่ายที่เดินจากไปมือเปล่า?
อะไรคือจุดแตกหักที่ทำให้วอชิงตันกลายเป็นเวทีแตกหักระหว่างพันธมิตรสองชาติ?
ย้อนกลับไปก่อนเกิดวิกฤติ มันมีดีลที่ทุกคนเชื่อว่ามัน “จบแล้ว”
หลายเดือนก่อนหน้าการเดินทางมาของเซเลนสกี ทีมเจรจาของเขาและ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้พูดคุยถึงโครงสร้างของข้อตกลงใหม่
สาระสำคัญของดีลมีดังนี้
- ยูเครนจะเปิดให้สหรัฐฯ เข้าถึงสิทธิการทำเหมืองแร่ธาตุหายาก ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของอุตสาหกรรมโลก
- สหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนทางทหารและเศรษฐกิจแก่ยูเครน แต่ไม่ใช่แบบ “เช็คเปล่า” อีกต่อไป ต้องมีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้
- เป้าหมายคือการทำให้สหรัฐฯ มี “ส่วนได้ส่วนเสีย” กับความมั่นคงของยูเครน โดยหวังว่าโมเดลนี้จะทำให้การสนับสนุนจากวอชิงตันมีเสถียรภาพ
ทรัมป์เชื่อว่า “ถ้าผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ถูกผูกไว้กับยูเครน ความมั่นคงของยูเครนก็จะได้รับการคุ้มครองโดยปริยาย”
ในทางกลับกัน เซเลนสกีต้องการมากกว่านั้น
เขาต้องการ “หลักประกันความมั่นคง” ที่เป็นรูปธรรม
แต่ทุกฝ่ายยังเชื่อว่า พวกเขาจะหาทางออกกันได้
จนกระทั่ง... ทุกอย่างพังลงในเวลาไม่ถึงชั่วโมง
วินาทีแตกหัก
เมื่อเซเลนสกี “พลิกโต๊ะ” กลางห้องทำงานรูปไข่
ในช่วงเช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2025 เซเลนสกีเดินเข้าทำเนียบขาวโดยมีตารางนัดหมายชัดเจน
พิธีลงนามข้อตกลงแร่ธาตุหายาก ถูกกำหนดไว้ในช่วงบ่าย
แต่เมื่อเขานั่งลงที่โต๊ะประชุม ทุกอย่างเปลี่ยนไป
เซเลนสกีเพิ่มเงื่อนไขใหม่
- เขาต้องการให้สหรัฐฯ ให้ “หลักประกันความมั่นคง” ที่เป็นลายลักษณ์อักษร
- เขาต้องการให้มีการส่งกำลังทหารอเมริกันเข้ามาในยูเครน (Boots on the ground) อย่างน้อยในรูปแบบ “ที่ปรึกษาทางทหาร”
- เขาประกาศว่า ยูเครนจะไม่ยอมรับข้อตกลงใด ๆ หากไม่มีข้อผูกพันที่เป็นทางการจากวอชิงตัน
รูบิโอและรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ มองหน้ากันอย่างงุนงง
นี่มันไม่ใช่ข้อตกลงที่เราตกลงกันไว้นี่หว่า..
จนกระทั่ง.. การเผชิญหน้าที่เดือดสุดขีด
ทรัมป์-เซเลนสกี ปะทะกลางห้องประชุม
ทรัมป์ (เสียงแข็ง): “ยูเครนอยากให้เราช่วย แต่พวกคุณยังอยากเพิ่มเงื่อนไขอีกเรื่อย ๆ ใช่ไหม?”
เซเลนสกี (กดดันกลับ): “ไม่มีข้อตกลงหยุดยิงใดปลอดภัย ถ้าไม่มีหลักประกันจากพันธมิตร”
แวนซ์ (ประชด): “คุณเคยพูดคำว่า ‘ขอบคุณ’ สักครั้งไหม ตั้งแต่มานั่งที่นี่?”
เซเลนสกี (หันไปที่แวนซ์): “คุณเคยไปยูเครนหรือเปล่าล่ะ?”
แวนซ์: “เคยไป”
เซเลนสกี: “แค่ครั้งเดียวน่ะเหรอ?”
นี่ไม่ใช่แค่การหารือ แต่มันกลายเป็น “ศึกปะทะ” ระหว่างผู้นำทั้งสองชาติ
ความตึงเครียดพุ่งขึ้นถึงขีดสุดเมื่อ ทรัมป์ เริ่มตัดบท
ทรัมป์ (เสียงแข็งขึ้น): “คุณกำลังเดิมพันด้วยชีวิตของประชาชนนับล้าน คุณกำลังเดิมพันกับสงครามโลกครั้งที่สาม!”
เซเลนสกี (ตอบกลับ): “เราต้องการยุติสงคราม แต่ต้องมีการรับประกัน”
ทรัมป์ : “คุณไม่มีไพ่ในมือเลย และถ้าไม่มีเรา คุณไม่มีทางชนะ”
เมื่อทุกอย่างพังทลาย ทรัมป์จึงประกาศ “ดีลล่ม”
- พิธีลงนามถูกยกเลิกทันที
- เซเลนสกีออกจากทำเนียบขาว โดยไม่มีข้อตกลงใด ๆ ติดมือ
- สื่อมวลชนถูกเชิญออกจากห้องประชุมก่อนกำหนด
- วอชิงตันกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งทางการทูตระหว่างสองประเทศ
ผลกระทบของเหตุการณ์นี้
อนาคตของยูเครนและสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไร?
สหรัฐฯ กำลังลดระดับการสนับสนุนยูเครน
ทรัมป์ออกจากทำเนียบขาวไปฟลอริดาพร้อมให้สัมภาษณ์ว่า “ถ้ายูเครนไม่ร่วมมือ พวกเขาอาจต้องสู้กันเองต่อไป”
ฝ่ายรีพับลิกันสายอนุรักษ์นิยมเช่น ลินด์ซีย์ เกรแฮม ระบุว่า “เซเลนสกีไม่ใช่พันธมิตรที่สหรัฐฯ ควรลงทุนด้วย”
ส่วนยูเครนอาจถูกบีบให้หันไปพึ่งพายุโรปมากขึ้น
สหภาพยุโรปต้องรับบทหนักขึ้นในแง่การสนับสนุนทางการเงินและอาวุธ
NATO อาจต้องเร่งหาทางออกที่ไม่พึ่งพาสหรัฐฯ
สงครามยังดำเนินต่อไป แต่ยูเครนต้องเผชิญอนาคตที่ไม่แน่นอน
หากวอชิงตันลดการสนับสนุน ยูเครนจะต้องต่อสู้โดยมีทรัพยากรที่จำกัดมากขึ้น
ปูตินอาจมองว่านี่เป็น “ช่องโหว่” ที่สามารถใช้กดดันยูเครนได้มากขึ้น
“นี่ไม่ใช่แค่ดีลที่ล้มเหลว”
แต่มันคือจุดเปลี่ยนของสงคราม
เมื่อเซเลนสกี “ดึงพรม” วอชิงตันก็ถอนมือออกจากเกม
..และตอนนี้ ยูเครนต้องเผชิญอนาคตที่ยากกว่าที่เคย
#JAKKNEWS
#Siamstr
https://nostr.download/08af1feccef87c63978686b9969669dcf8d8cebe74afd46672fd0c36ba552f83.webp
สกู๊ปพิเศษไปอีก..
หากมีใครที่รู้สึก “ถูกหักหลัง” มากที่สุดจากเหตุการณ์นี้ หนึ่งในนั้นต้องเป็นมาร์โก รูบิโอ
ในฐานะรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ รูบิโอเป็นตัวกลางของดีลนี้มาตั้งแต่แรก เขาเดินสายพูดคุยกับทั้งยูเครนและยุโรป พยายามสร้าง “ฉันทามติ” ที่สามารถโน้มน้าวทุกฝ่ายให้เห็นว่าข้อตกลงที่สหรัฐฯ เสนอ เป็นทางออกที่ดีที่สุดของสงคราม
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวอชิงตัน ทำให้รูบิโอหมดความอดทน
💬 รูบิโอ (ให้สัมภาษณ์กับ CNN หลังการประชุมล่ม):
“ผมคิดว่าเซเลนสกีทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมากกว่าที่ควรจะเป็น”
💬 “สิ่งที่เขาควรขอโทษคือการทำให้เรื่องนี้พังทลายลง”
รูบิโอรู้สึกว่าเซเลนสกี เล่นเกมการเมืองกลางเวทีโลก
และที่แย่ไปกว่านั้นคือ เขาพยายาม “รีเนก” (Renegotiate) ข้อตกลงกลางที่ประชุม
ในทางการทูต นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของความเห็นต่าง
แต่มันเป็น การกระทำที่ถูกมองว่า “ไม่จริงใจ” ในสายตาของวอชิงตัน
พรรครีพับลิกันเริ่มแข็งกร้าวขึ้นต่อยูเครน
วุฒิสมาชิก ลินด์ซีย์ เกรแฮม (พรรครีพับลิกัน) ถึงกับระบุว่า
“ถ้าเซเลนสกีคิดว่าเขาสามารถเล่นเกมนี้กับสหรัฐฯ ได้... เขาคิดผิดแล้ว”
รองประธานาธิบดีแวนซ์
“ผมคิดว่าเขาควรจะขอบคุณเรา มากกว่าที่จะมานั่งบ่นใส่เราในห้องทำงานรูปไข่”
มีเสียงเรียกร้องจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมสายแข็งให้ “ลดระดับความช่วยเหลือ” แก่ยูเครน
นี่คือจุดเปลี่ยนทางการทูตที่แท้จริง
ก่อนหน้านี้.. ยูเครนได้รับการสนับสนุนอย่างไม่มีเงื่อนไขจากสหรัฐฯ
หลังจากนี้.. วอชิงตันอาจไม่เต็มใจสนับสนุนยูเครนแบบ “เปิดเช็คเปล่า” อีกต่อไป
ในทางปฏิบัติ นี่หมายความว่า...
+ การช่วยเหลือทางทหารอาจถูกลดลง
+ การเงินสนับสนุนยูเครนอาจมาพร้อมเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้น
+ สหรัฐฯ อาจกดดันยูเครนให้เดินหน้า “การเจรจาสันติภาพ” มากกว่าที่เคย
และที่สำคัญ...
รูบิโออาจกลายเป็น “สายแข็ง” ที่กดดันยูเครนหนักขึ้นในอนาคต
อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป?
- เซเลนสกีจะพยายาม “กู้สถานการณ์” กับวอชิงตันหรือไม่?
- ทรัมป์จะใช้โอกาสนี้กดดันให้ยูเครนเข้าสู่โต๊ะเจรจากับรัสเซียหรือเปล่า?
- พันธมิตรยุโรปจะรับภาระมากขึ้น หรือพวกเขาจะพยายามกดดันสหรัฐฯ ให้กลับมาเป็นแนวหน้าของการสนับสนุน?
สิ่งเดียวที่แน่นอนในตอนนี้คือ...
ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกแล้วสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และยูเครน
เซเลนสกีอาจเดินจากไปโดยไม่มีข้อตกลงติดมือ
แต่สิ่งที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลังคือ ความไม่ไว้วางใจระหว่างพันธมิตรเดิม
วอชิงตันและเคียฟอาจยังเป็นพันธมิตร
แต่พวกเขา ไม่ใช่พันธมิตรที่ไม่มีเงื่อนไขอีกต่อไป
และสงครามยังไม่จบ... แต่มันได้เข้าสู่ “เฟสใหม่” อย่างเป็นทางการ
เหมือนบอกเป็นนัยว่า เซเลนสกีเปลี่ยนเงื่อนไขของข้อตกลงอย่างกะทันหัน (อาจโกหกหรือกลับคำ) ทำให้รูบิโอและฝ่ายทรัมป์ไม่พอใจ และนำไปสู่การที่เซเลนสกีถูกต่อว่าและขับออกจากทำเนียบขาว คนที่มองแค่ตอนจบอาจไม่เข้าใจว่าทำไมทรัมป์ถึงโกรธขนาดนั้น
คืนนี้คุยกัยพี่ต้นดีกว่า ☺️
ครับ ใช่เลย
AI เป็นแค่เครื่องมือ แต่ความฉลาดที่แท้จริงอยู่ที่เราใช้มันยังไง
ค้อนสร้างบ้านไม่ได้ แต่ช่างไม้สร้างได้
พู่กันไม่ได้สร้างงานศิลปะ แต่มือของศิลปินต่างหากที่ทำให้มันเกิดขึ้น
AI ไม่ได้แทนที่ศักยภาพของมนุษย์ แต่มันขยายศักยภาพนั้นให้กว้างขึ้น
คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ว่า AI จะเก่งแค่ไหน
แต่คือมนุษย์มีปัญญาในการใช้มันแค่ไหน?"
เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่เป็นกลางมาตลอด
แต่ เจตนา และ วิธีการใช้ ต่างหากที่กำหนดว่ามันจะมีคุณค่าหรือสร้างปัญหา
สุดท้ายแล้ว… AI ก็ยังเป็นเพียงเครื่องมือ
และทุกอย่างยังคงเป็น ปัญหาและความรับผิดชอบของมนุษย์อยู่ดี
AI อาจไม่ได้แทนมนุษย์ แต่มันกำลังขยายผลลัพธ์ของมนุษย์
AI ช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น เร็วขึ้น และในบางกรณี เราอาจได้เวลาชีวิตกลับคืนมา แต่สิ่งที่มันยังขาดคือความเข้าใจในแบบที่มนุษย์มี มันไม่มี noise ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความสงสัยแบบมนุษย์ ไม่มีความพลิกแพลงที่เกิดจากสัญชาตญาณและประสบการณ์ที่สั่งสมมา
และนี่แหละ ที่ทำให้ มนุษย์... ยังคงเป็นมนุษย์
ผมไม่ได้มีคำตอบตายตัวว่า AI เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี มันจะแทนที่มนุษย์หรือไม่ สุดท้ายแล้ว คุณค่าของมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัว AI เอง แต่อยู่ที่ว่าเราหรือใครใช้มันยังไง
ถ้าเรามีทักษะในการสื่อสาร คิดเป็นระบบ และรู้ว่าต้องการอะไรจากมัน เราจะใช้ AI ได้เป็นประโยชน์สูงสุด เหมือนกับที่คนที่รู้จักการบริหารคนจะสามารถใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
AI ไม่ได้มีค่าหรือไร้ค่าในตัวเอง มันเป็นแค่เครื่องมือ และคุณค่าของมันจะถูกกำหนดโดยความสามารถของผู้ใช้
สุดท้าย... AI ที่ทรงพลังที่สุด อาจไม่ใช่ AI ในคอมพิวเตอร์ แต่อาจเป็น AI ในสมองของเราเอง ที่เรียนรู้และปรับตัวได้ตลอดเวลาครับ
After Trump's disgraceful behavior at the White House today with President Zelensky major world players just came out to defend Ukraine and Zelensky:
- Polish Prime Minister Donald Tusk: “Dear Zelensky, dear Ukrainian friends, you are not alone.”
- President of Lithuania Gitanas Nausea: “Ukraine, you’ll never walk alone.”
- Denmark Prime Minister Mette Frederiksen: “Dear Zelensky, Denmark proudly stands with Ukraine and the Ukrainian people.”
- French President Emmanual Macron: “There is an aggressor: Russia. There is a people being aggressed: Ukraine. We were all right to help Ukraine and sanction Russia three years ago and to continue doing so. We, that’s the Americans, the Europeans, Canadians, Japanese, and many others. Thank you to all those who have helped and continue to do so. And respect to those who, from the beginning, have been fighting. Because they are fighting for their dignity, their independence, for their children, and for the security of Europe.”
- President of Moldova Maia Sandu: “The truth is simple. Russia invaded Ukraine. Russia is the aggressor. Ukraine defends its freedom—and ours. We stand with Ukraine.”
- Swedish Prime Minister Ulf Kristersson: “Sweden stands with Ukraine. You are not only fighting for your freedom but also for all of Europe’s. Slava Ukraini! ”
- Incoming German Chancellor Friedrich Mer: “Dear Volodymyr @zelenskyyua, we stand with #Ukraine in good and in testing times. We must never confuse aggressor and victim in this terrible war. (FM)”
- Croatia’s Prime Minister Andrej Plenković: “Croatia knows from its own experience that only a just peace can last. The Croatian Government stands firm in its belief that Ukraine needs such a peace - a peace that means sovereignty, territorial integrity, and a secure Europe.”
- Finland’s Prime Minister @PetteriOrpo: “Finland and the Finnish people stand firmly with Ukraine. We will continue our unwavering support and work towards a just and lasting peace.”
- Estonian Prime Minister Kristen Michal: “We stand united with @ZelenskyyUa and Ukraine in our fight for freedom. Always. Because it is right, not easy.”
- Ireland’s Deputy Prime Minister Simon Harris: “Ukraine is not to blame for this war brought about by Russia’s illegal invasion. We stand with Ukraine.“
- Latvia’s President Edgars Rinkevics: “Ukraine is a victim of the Russian aggression. It fights the war with the help from many friends and partners. We need to spare no effort for just and lasting peace. Diplomacy sometimes is the art of the impossible in difficult circumstances. Latvia stands with Ukraine”
- Prime Minister of the Netherlands Dick Schoof: ”The Netherlands supports Ukraine as firmly as ever. Now more than ever. We want a lasting peace and an end to the war of aggression started by Russia. For Ukraine and its people, and for Europe.”
- Prime Minister of Luxembourg Luc Friedsen: “Luxembourg stands with Ukraine. You are fighting for your freedom and a rules based international order. ”
I need you on Hivetalk for this. 😁
Putin is eating popcorn watching this 👀
https://nostr.download/a51858c54a75549bb08bc9474285a2d8990ae1bc6d521bea85e16f51d0968377.mp4
บรรยากาศในห้องประชุมที่ทำเนียบขาวร้อนแรงขึ้นทุกวินาที เสียงพูดคุยเบื้องต้นเริ่มกลายเป็น การปะทะทางอารมณ์ เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยอมใคร
เห็นได้ชัดว่า โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังฟัง โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ด้วยความไม่พอใจ แต่เมื่อได้ยินถ้อยคำของผู้นำยูเครน เขาก็เริ่มหมดความอดทน
Zelenskyy พยายามควบคุมน้ำเสียง แต่ยังหนักแน่น
"Mr. President, I appreciate everything the United States has done."
ท่านประธานาธิบดี ผมขอบคุณทุกสิ่งที่สหรัฐฯ ทำให้เรา
"But I cannot and will not apologize for fighting for my country."
แต่ผมไม่สามารถ และจะไม่มีวันขอโทษ สำหรับการต่อสู้เพื่อประเทศของผม
"And I will not pretend that my people are not suffering every single day, while we are sitting here in this room debating dollars and weapons!"
และผมจะไม่เสแสร้งทำเป็นว่า ประชาชนของผมไม่ได้ทุกข์ทรมานอยู่ทุกวัน ในขณะที่เรานั่งอยู่ในห้องนี้ เถียงกันเรื่องเงินและอาวุธ!
คำพูดของเขาทำให้ทรัมป์สะอึกไปเล็กน้อย.. ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด ดวงตาของเขาแข็งกร้าวขึ้น และก่อนที่เซเลนสกีจะพูดอะไรต่อ ทรัมป์ก็ฟาดคำพูดของเขาออกมาอย่างดุเดือด
Trump ขึ้นเสียง ขัดจังหวะเซเลนสกี
"Don't—don’t—don’t tell us what we’re going to feel!"
อย่า—อย่า—อย่ามาบอกว่าพวกเราต้องรู้สึกยังไง!
"We are trying to solve a problem! Don’t tell us what we’re going to feel!"
พวกเรากำลังพยายามแก้ปัญหา! อย่ามาสั่งสอนว่า พวกเราควรจะรู้สึกยังไง!
ทรัมป์โน้มตัวไปข้างหน้า สายตาเย็นเยียบจ้องตรงไปที่เซเลนสกี พายุแห่งความโกรธปะทุขึ้นแล้ว..
"You are in no position to dictate that!"
คุณไม่มีสิทธิ์ ที่จะมาบอกเราว่าเราควรทำอะไร!
"You are not in a good position right now, Zelenskyy! You don’t have the cards!"
คุณไม่ได้อยู่ในสถานะที่ดีตอนนี้นะ เซเลนสกี! คุณไม่มีไพ่ในมือ!
เสียงในห้องประชุมเงียบลงไปชั่วขณะ น้ำเสียงของทรัมป์เต็มไปด้วยความกดดัน เขากำลังไล่ต้อนเซเลนสกีให้จนมุม
"You are gambling with the lives of millions of people! You are gambling with World War III!"
คุณกำลังเล่นเกมพนันกับชีวิตของคนนับล้าน! คุณกำลังเดิมพันกับสงครามโลกครั้งที่สาม!
"And what you are doing is very disrespectful to this country!"
และสิ่งที่คุณทำอยู่นี้ เป็นการไม่ให้เกียรติประเทศนี้อย่างมาก!
เซเลนสกีนั่งตัวตรง ไม่กระพริบตา แต่สีหน้าของเขาสะท้อนให้เห็นถึงความโกรธเช่นกัน
Trump กดดันต่อ..
"This country has backed you far more than a lot of people said we should have!"
อเมริกาสนับสนุนคุณ มากกว่าที่หลายคนคิดว่าควรจะทำด้วยซ้ำ!
เสียงของทีมทรัมป์เสริมขึ้นมา..
"Have you said thank you once in this entire meeting? Have you said thank you?"
คุณพูดคำว่า "ขอบคุณ" ซักครั้งในที่ประชุมนี้หรือยัง? คุณพูดว่าขอบคุณบ้างไหม!?
"You went to Pennsylvania and campaigned for the opposition in October! Offer some words of appreciation for the United States of America and the president who's trying to save your country!"
คุณเดินทางไปเพนซิลเวเนีย แล้วไปหาเสียงให้ ฝ่ายตรงข้ามของผมในเดือนตุลาคม! อย่างน้อยก็แสดงความขอบคุณให้กับ สหรัฐอเมริกา และ ประธานาธิบดีที่พยายามช่วยเหลือประเทศของคุณบ้าง!
#Siamstr
Go go go hahaha
GA #Siamstr
ภาพนี้กำลังบอกอะไรกับเรา?

อ่าน...
nostr:naddr1qqgxyenrxyunqepcvvunxvfjxu6nyqglwaehxw309ahx7um5wgknqvewv3hhyctxv93hgmmj0yhx7un89upzpkpsaeahcv9rvjcjgjmhntamfu2kwvllhry8ydggdcntpd8xrntzqvzqqqr4guql2qrw
nostr:naddr1qq257m25ty64vk28fgmnjnz8wp4kz4m3fd2y2qgcwaehxw309aex2mrp0yhxumm5daeks6fwwa5kutczyrvrpmnm0sc2xe93y39h0xhmknc4vuellwxgwg6ssm3xkz6wv8xkyqcyqqq823cmvr758
"เราสื่อสารเพื่อให้คนเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อให้เขาเห็นด้วย"

เช้าวันนี้…
ผมเปิดแชทขึ้นมา แล้วเจอคำถามที่ทำให้ผมต้องหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง
มันไม่ใช่แค่เรื่องของ "การอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ"
แต่มันคือ "แก่นของการสื่อสาร" และ "ภาวะผู้นำ"
น้องคนหนึ่งถามผมว่า…
Anonymous:
"พี่ตั้มครับ.. KKK เองนะครับ"
"ผมมีคำถามว่า เราจะอธิบายสิ่งที่เราเข้าใจให้คนอื่นเข้าใจได้ มันมีอะไรที่เราควรฝึก หรือควรทำบ้างครับ?"
"
คือผมอธิบายแต่ไม่ค่อยรู้เรื่องน่ะครับ"
Jakk:
"หวัดดีคับ KKK ถามดีมากเลย.."
จริง ๆ แล้ว การทำให้คนเข้าใจบางสิ่ง
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราพูดเก่งแค่ไหน หรือมีข้อมูลเยอะแค่ไหน
แต่มันอยู่ที่…
เราสามารถพาเขาไปสัมผัสกับ "จุดเชื่อมโยง" ที่ทำให้เขารู้สึกว่า นี่มันเกี่ยวกับชีวิตเขาจริง ๆ หรือเปล่า?
ลองสังเกตดูนะ…
คนที่เราฟังแล้วเข้าใจง่าย ไม่ใช่คนที่พูดคำยาก ๆ หรือ ให้ข้อมูลเยอะ ๆ แต่มันคือ คนที่รู้วิธีทำให้เรื่องนั้น "จับต้องได้" กับชีวิตเรา
ถ้าเราอยากให้ใครเข้าใจอะไร ลองฟังเขาก่อน
- เขาคิดยังไงกับเรื่องนี้?
- เขามีมุมมองอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้ว?
- อะไรเป็นสิ่งที่เขายังไม่เห็น?
เราจะอธิบายให้คนเข้าใจได้ง่ายขึ้น… ถ้าเรารู้ว่าเขาติดอยู่ตรงไหน
เวลาจะอธิบายอะไร…
ลองนึกว่า "อะไรในชีวิตเขา" ที่คล้ายกับเรื่องที่เราจะพูดบ้าง
- ถ้าเป็นเรื่องยาก >> ยกตัวอย่างจากชีวิตประจำวัน
- ถ้าเป็นแนวคิดลึกซึ้ง >> พาเขาจินตนาการหรือใช้คำถามชวนคิด
- อย่าเพิ่งให้คำตอบทันที >> แต่พาเขาไปเห็นมันเอง
เพราะ… คนเข้าใจง่ายขึ้น ถ้าเราเล่าผ่าน "เรื่องราว" ไม่ใช่แค่ "ข้อมูล"
จุดสำคัญของการอธิบาย ไม่ใช่การทำให้คนเข้าใจว่า "เราคิดอะไร"
แต่มันคือ "การทำให้เขาตระหนักถึงบางอย่างที่เกี่ยวกับตัวเอง"
นายไม่ได้ต้อง รู้เยอะ ถึงจะอธิบายให้คนเข้าใจ
แต่แค่ต้อง เข้าใจเขาก่อน แล้วค่อยพาไปเห็นสิ่งที่เราอยากให้เขาเห็น"
"งงไหมนะ?"
Anonymous:
"เห็นภาพเลยครับ.. จริงอย่างที่พี่พูดเลย"
"เค้ารู้ว่าเรารู้ประมาณไหน แล้วเค้าก็อธิบายต่อยอดสิ่งที่เรารู้ หมายถึงคนที่อธิบายเก่ง ๆ"
Jakk:
"ใช่.. มันเริ่มจากความสัมพันธ์ มากพอที่เราจะเข้าใจเขาก่อน.."
"เราไม่ได้ต้องให้เขาเข้าใจเรา… แต่เราต้องช่วยให้เขาเข้าใจตัวเอง ผ่านสิ่งที่เราพูด"
และนี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มา…
บางที "การพูดให้คนเข้าใจ"
อาจไม่สำคัญเท่า "การทำให้คนรู้สึกว่ามันเกี่ยวกับเขาจริง ๆ"
การเป็น "นักอธิบาย" ที่ดี…
อาจไม่ใช่เรื่องของ "การพูดเก่ง"
แต่เป็นเรื่องของ "การฟังให้ลึก" และ "การเชื่อมโยงให้ถึงหัวใจ"
- - - - - - - - - -
จากนั้น... เขาก็ถามอีกคำถามที่ลึกขึ้น
// Part II - Ego
“Ego คือเงาที่เราหล่อหลอมขึ้นมา... และใช้เวลาทั้งชีวิตในการปกป้องมัน” — Ryan Holiday
Anonymous:
"พี่คิดเห็นยังไงกับ ego หรอครับ?"
"การที่มากไป น้อยไป น่ะครับ ผมรู้สึกว่าผมตอนนี้ ego ของผมมันน้อยไปรึเปล่าไรงี้ เอาจริงก็ยังไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเท่าไหร่ครับ"
Jakk:
"ทำความเข้าใจกับ ego ใหม่..."
ถ้าเรารู้สึกว่า ego ของตัวเองมากไปหรือน้อยไป
บางทีมันอาจเป็นเพราะเรากำลังมอง ego เหมือนเป็น "ตัวตน" ที่ต้องควบคุมให้พอดี
เหมือนกับการปรับเสียงวิทยุ ให้ไม่ดังเกินไป หรือเบาเกินไป
แต่จริง ๆ แล้ว…
Ego ไม่ใช่แค่เรื่องของมากหรือน้อย
แต่มันคือ "สิ่งที่เรายึดถือว่าเป็นตัวเรา"
"Ego ไม่ใช่แค่ความมั่นใจ และไม่ใช่แค่ความทะนงตน"
มันคือ ภาพของตัวเองที่เราสร้างขึ้นมา
และเราพยายามปกป้องมัน...
- บางคนมี ego สูง เพราะกลัวว่าจะ ไม่เป็นที่ยอมรับ
- บางคนมี ego ต่ำ เพราะกลัวว่า ตัวเองจะไม่ดีพอ
- บางคนลด ego ลงได้ เพราะเขารู้ว่า เขาไม่จำเป็นต้องปกป้องตัวเองจากโลกนี้เสมอไป
Ego ไม่ใช่ศัตรูของเรา...
มันมีไว้เพื่อให้เรารู้ว่า "เราเป็นใคร"
แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องเป็น นักโทษของมัน
มอง Ego ให้เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่กรงขัง
ลองนึกภาพ...
Ego เป็นเหมือน "ชุดเกราะ" ที่เราใส่เมื่อจำเป็น
แต่ เราไม่จำเป็นต้องใส่มันตลอดเวลา
- ถ้าเรารู้สึกว่า ego น้อยไป อาจเป็นเพราะเรา ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองมีคุณค่าอยู่แล้ว
- ถ้าเรารู้สึกว่า ego มากไป อาจเป็นเพราะเรากำลัง ปกป้องอะไรบางอย่างในใจ ที่เราอาจยังไม่อยากเผชิญ
ทางออก… ไม่ใช่ "กำจัด ego"
แต่คือ "การอยู่กับมันให้เป็น"
เราสามารถ ใช้ ego เวลาที่ต้องใช้
เช่น... ผลักดันตัวเอง หรือ สร้างพลังใจ
และเราสามารถ ถอดมันออกได้ เวลาที่ต้องฟังใครสักคน หรือยอมรับบางสิ่งที่เคยขวางเราไว้
สุดท้ายแล้ว...
เราไม่ได้ "เป็น" ego ของเรา
เราเป็น "เรา" ตั้งแต่ก่อนที่ ego จะถูกสร้างขึ้นมาเสียอีก
"Ego มีไว้ใช้ ไม่ได้มีไว้ยึดติด"
เมื่อเราปล่อยให้ ego เป็นแค่เครื่องมือ แทนที่จะเป็นกรงขัง
เราก็จะ ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระมากขึ้น"
Anonymous:
"อื้อหือ ผมไม่เคยคิดถึงมุมนี้เลยครับ"
"ผมคงต้องกลับไปสำรวจตัวเองก่อน ผมว่านะ"
Jakk:
"หรือจริง ๆ แล้ว... แกอยากจะลองอยู่เหนือ ego ดูสักครั้งมั๊ย?"
Anonymous:
"อันนี้ก็อยากลองอยู่ครับ"
Jakk:
"ขอให้โชคดี"
"เราสร้าง ego ขึ้นมาเพื่อให้มีที่ยืนในโลก แต่บางครั้ง ego กลับเป็นสิ่งที่ขังเราไว้ในที่เดิม"
#Ego #SelfAwareness #LifeShift
#การสื่อสาร #ฟังก่อนพูด #Siamstr
"ถ้าเราอยากได้เห็ด เราจะไม่ไล่หามันทีละดอก แต่เราจะสร้างป่าที่อุดมสมบูรณ์ แล้วเห็ดจะผุดขึ้นเอง ผุดเต็มไปหมด อย่างไม่มีวันจบ..."

"เครือข่ายที่แท้จริงไม่ได้ถูกบังคับให้เติบโต แต่มันเติบโตขึ้นเองเมื่อเงื่อนไขเหมาะสม เหมือนรากที่แตกขยายใต้ดิน รอวันส่งผลสะเทือนบนผิวโลก"
ผมจำได้ว่าเคยพูดประโยคนี้กับน้อง ๆ หลายคน และภาพที่ติดตาผมที่สุดคือสายตาของ นิว (นมสด) ลูกตาเบิกโพลง ราวกับว่าโลกที่เคยรู้มาก่อนหน้านี้กำลังถูกฉีกเปิดออกต่อหน้าเขา
ปฏิกิริยานั้นเต็มไปด้วยความปีติ ความตระหนักรู้ และบางอย่างที่ลึกซึ้งเกินจะอธิบาย
แต่นิวอาจยังไม่เคยรู้ ว่าแนวคิดนี้เริ่มต้นจากไหน
สำหรับผม... มันเกิดขึ้นหลายปีมาแล้ว ตั้งแต่วันที่ผมได้แปลบทความไมซีเลียม
และไมซีเลียม.. ก็เปลี่ยนวิธีคิดของผมไปตลอดกาล
"เครือข่ายที่แข็งแกร่งที่สุดไม่ใช่เครือข่ายที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นเครือข่ายที่สามารถเติบโต กระจายตัว และอยู่รอดได้โดยไม่มีศูนย์กลาง
ย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2022..
ผมได้มีโอกาสอ่านบทความเกี่ยวกับ "ไมซีเลียม" เป็นครั้งแรก
ตอนนั้น.. ผมยังไม่รู้เลยว่ามันจะเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของผมไปอย่างสิ้นเชิง
ไม่ใช่แค่ในเรื่องของเทคโนโลยีหรือเศรษฐศาสตร์ แต่รวมถึงวิธีที่ผมมองโลก การสร้างเครือข่าย และการทำให้สิ่งที่เราสร้างขึ้นมา "อยู่รอด" ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาจุดศูนย์กลาง
ไมซีเลียมเป็นเครือข่ายของเส้นใยเชื้อราที่เชื่อมโยงกันใต้พื้นดิน ทำหน้าที่เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนสารอาหารให้กับต้นไม้และพืชชนิดอื่น ๆ โดยไม่มีศูนย์กลางควบคุม
เครือข่ายนี้ไม่ได้มีโครงสร้างแบบแข็งตัว แต่เติบโต ปรับตัว และกระจายตัวได้เองตามสภาพแวดล้อม
เมื่อผมอ่านและแปลบทความนี้ร่วมกับน้อง ๆ ทีมงานอีกหลายคน มันทำให้ผมตระหนักถึงบางอย่าง บิตคอยน์นั้นมีธรรมชาติที่คล้ายกับไมซีเลียมอย่างน่าทึ่ง
ระบบเครือข่ายแบบกระจายศูนย์ที่แข็งแกร่ง ไม่สามารถถูกทำลายได้ง่าย ๆ และมีความสามารถในการขยายตัวผ่านกลไกที่เป็นธรรมชาติของมันเอง
และนี่คือสิ่งที่ผมเลือกนำมาเป็นแนวคิดรากฐาน เป็น Foundation ในการผลักดัน Right Shift ตั้งแต่ Day 1 หลังอ่านจบ..
Right Shift นั้นเริ่มต้นจากทีมเล็ก ๆ ที่มีเพียงไม่กี่คน
เรารู้ดีว่าหากเราต้องการสร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งและยั่งยืน เราไม่สามารถพึ่งพาทีมงานหลักเพียงสิบคนได้ตลอดไป
เพราะระบบที่พึ่งพา "ศูนย์กลาง" มากเกินไปนั้นเปราะบางเกินไป
ดังนั้น.. เราจึงเลือกสร้างระบบที่ "ไม่พึ่งพาตัวเราเอง" แต่ใช้แนวคิดเดียวกับไมซีเลียม
เรา "ไม่พยายาม" สร้างองค์กรที่ต้องมีทีมงานระดับผู้นำคอยกำกับทุกอย่าง แต่เราสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เครือข่ายสามารถเติบโตได้เอง
"ถ้าเราอยากได้เห็ด เราต้องสร้างป่า" แนวคิดนี้เป็นแกนหลักของทุกสิ่งที่เราทำ
แทนที่จะพยายามควบคุมทุกอย่าง เราเลือกที่จะ "สร้างโอกาส" ให้กับผู้อื่น
ให้พวกเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายและสามารถเติบโตได้โดยอิสระ
เพราะแท้จริงแล้ว.. การกระจายศูนย์ไม่ใช่เพียงแค่แนวคิดทางเทคโนโลยี มันคือปรัชญาชีวิตด้วย
สิ่งที่ไมซีเลียมสอนผม.. ไม่ใช่แค่เรื่องของบิตคอยน์ หรือแนวคิดของการกระจายศูนย์ทางเศรษฐกิจเท่านั้น
แต่มันสอนให้ผมเข้าใจวิธีสร้างสังคมที่ "ไม่ถูกครอบงำ"
เราเลือกสร้างสังคมที่ไม่มี "การควบคุมจากบนลงล่าง" ไม่มีลำดับชั้นที่ตายตัว แต่เป็นเครือข่ายที่คนแต่ละคนสามารถพึ่งพาและช่วยเหลือกันได้
ไม่ใช่ระบบที่ต้องการ "หัวหน้า" ที่กำหนดทุกอย่าง แต่เป็นระบบที่มี "ผู้ให้" และ "ผู้สร้าง" กระจายอยู่ทุกที่
สิ่งนี้สะท้อนถึงอีกมิติหนึ่งที่สำคัญของไมซีเลียม คือ การทำงานร่วมกันอย่างสมดุล
พืชพึ่งพาไมซีเลียมในการดูดซับสารอาหาร และไมซีเลียมก็ได้รับประโยชน์จากการอยู่ร่วมกับพืช
ไมซีเลียมไม่ได้เป็นเพียง "ตัวกลาง" แต่มันเป็นรากฐานของการเติบโตของทั้งระบบนิเวศ
Right Shift และเครือข่ายสังคมของเรา ก็ใช้หลักการเดียวกัน
แนวคิดนี้ยังนำไปสู่เรื่องของ "สังคมที่เฮลตี้" และ "การสื่อสารที่มอบพลังให้แก่กัน"
เราเห็นว่าคอมมูนิตี้ที่มีการปะทะกันอย่างรุนแรงหรือเต็มไปด้วยพลังงานลบ มักจะล่มสลายไปในที่สุด.. ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
แต่เครือข่ายที่เติบโตได้จริง ต้องเป็นเครือข่ายที่คนในนั้นมีพลังงานเชิงบวก
พร้อมสนับสนุนกัน ไม่ใช่เพียงแค่ในเชิงเทคนิค แต่รวมถึงในเชิงวัฒนธรรมการสื่อสารและแนวคิดด้วย
ดังนั้น.. เราจึงเลือกให้ Right Shift และคอมมูนิตี้ที่มีแนวทางของการเคารพซึ่งกันและกัน
ผมพยายามทำเป็นแบบอย่าง (แม้จะยังไม่สามารถทำได้ดี 100%)
เป็นการสร้างพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกันได้
การได้เรียนรู้เกี่ยวกับไมซีเลียม มันเปลี่ยนวิธีที่ผมใช้ชีวิต วิธีที่ผมสร้างทีม วิธีที่ผมเลือกจะสื่อสาร และวิธีที่ผมมองโลก
ทุกวันนี้ Right Shift ไม่ได้เป็นเพียงแค่ "ทีมงาน" เท่าที่เห็น แต่เป็นเครือข่ายของคนที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน และจะเติบโตเป็นหลักร้อยคน พันคน และอาจมากมายจนนับไม่ถ้วนในอนาคต
คนที่เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่มันเกี่ยวกับวิธีคิด วิธีสร้าง และวิธีที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับกันและกัน
ไมซีเลียม สำหรับผมจึงไม่ได้เป็นเพียง "เชื้อราใต้ดิน" แต่มันคือปรัชญาของการอยู่ร่วมกัน
"โลกไม่ได้ต้องการแค่คนที่สร้าง แต่มันต้องการคนที่สร้างเครือข่ายให้สร้างต่อไปได้ไม่มีวันจบ"
มันเปลี่ยนวิธีคิดของผมไปตลอดกาล
#LifeShift #Mycelium #Siamstr
ย้อนเวลากลับไปอ่านไมซีเลียม
ความจริงระกับอกาลิโก 😅
“ขนมปังมีค่าเสมอ แต่คุณค่าที่แท้จริงของมันจะถูกเปิดเผยก็ต่อเมื่ออยู่ในมือของผู้ที่ต้องการมันจริงๆ”

ขนมปังกับปลา (REVISED) ศาสตร์แห่งการส่งต่อที่แท้จริง
ผมได้เรียนรู้เรื่องราวนี้มานานมากแล้ว จากพี่ nostr:nprofile1qqszgxtge74tpd5jgj8zae9z6lgpmqqal8ga6eamuj9gxu4jnyz6nhsdtmwkp นานเสียจนจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมได้ฟังมันครั้งแรกเมื่อไหร่ แต่มันก็ติดอยู่ในใจของผมตลอดมา
มันไม่ใช่แค่เรื่องของขนมปังหรือปลา แต่มันคือหลักการที่ผมใช้เป็นแนวทางในการส่งต่อความรู้ ความคิด และโอกาสให้กับผู้คน
โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงสิ่งที่ผมเชื่อมั่นอย่างบิตคอยน์
มันคือบทเรียนที่ว่าด้วยเรื่องของ ‘เวลาและจังหวะ’ ในการให้และรับ ซึ่งมีความสำคัญพอๆ กับตัวเนื้อหาที่เราต้องการส่งต่อ
ขนมปัง >> สิ่งที่เราหยิบยื่นให้กัน
“ขนมปัง” ในที่นี้คือสัญลักษณ์ขององค์ความรู้ ทักษะ โอกาส หรือมุมมองชีวิตที่สามารถเปลี่ยนแปลงบางสิ่งในตัวใครสักคนได้
แต่ถึงแม้มันจะเป็นขนมปังที่ดีที่สุด อบจากแป้งที่ดีที่สุด หากผู้รับยังไม่พร้อมจะเปิดใจ ขนมปังนั้นก็เป็นเพียงก้อนแป้งธรรมดา ไม่มีพลัง ไม่มีความหมาย
เราอาจเคยพยายาม ‘ให้’ สิ่งดีๆ แก่ใครสักคน
เราพยายามบอกเขาว่าสิ่งนี้สำคัญ พยายามอธิบาย พยายามโน้มน้าวให้พวกเขาเห็นถึงประโยชน์
แต่สุดท้าย...
บางครั้งพวกเขากลับวางขนมปังลงโดยไม่แม้แต่จะลองกัดดูสักคำ
มันไม่ใช่ว่าขนมปังของเราด้อยค่า.. แต่เป็นเพราะเขายังไม่ได้รู้สึกถึงความหมายของมัน
ปลา >> ผู้รับที่แตกต่างกัน
หากขนมปังคือสิ่งที่เราส่งต่อ "ปลา" ก็คือผู้รับ
ปลาที่กำลังหิว จะเข้าใจคุณค่าของขนมปังตั้งแต่คำแรกที่กัดลงไป
ปลาที่ยังอิ่มอยู่ อาจจะมองขนมปังเฉยๆ หรือเขมือบกินแบบไม่ได้ใส่ใจ เพราะพวกเขายังไม่รู้สึกว่าต้องการมันจริงๆ
สิ่งสำคัญก็คือ..
“อย่าส่งขนมปังให้เพียงเพราะอยากให้ แต่จงให้กับผู้ที่พร้อมจะรับมัน”
ในการเผยแพร่แนวคิด การสอน หรือการแบ่งปันสิ่งดีๆ เรามักมีเจตนาดี แต่หากเราเลือกจังหวะไม่ถูกต้อง ความหวังดีนั้นอาจไม่บรรลุเป้าหมาย
เพราะบางครั้ง...
คนเราต้องเผชิญกับบางสิ่งในชีวิตก่อน ถึงจะเข้าใจคุณค่าของสิ่งที่เคยถูกส่งต่อให้
ทำไมเราต้องเลือกจังหวะที่เหมาะสม?
การส่งต่อสิ่งที่มีคุณค่าควรเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสม ไม่ใช่ทุกคนจะเปิดรับสิ่งใหม่ในเวลาเดียวกัน
เราทุกคนมีเวลา พลังงาน และทรัพยากรที่จำกัด เราไม่สามารถ ‘หว่านขนมปัง’ ให้ทุกคนบนโลกได้ และความจริงที่สำคัญกว่านั้นคือ..
ขนมปังที่ดีจะมีค่าที่สุด เมื่อมันไปถึงมือของคนที่พร้อมจะรับมัน
เราไม่ได้ปฏิเสธหรือมองว่าผู้ที่ยังไม่พร้อมเป็นสิ่งที่ผิด
เราเพียงแค่ตระหนักได้ว่า.. ความพร้อมของแต่ละคนไม่เท่ากัน และสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้คือรอคอยจังหวะที่เหมาะสม
หลักการส่งต่อ >> หย่อนขนมปังตามทาง
แทนที่จะพยายาม ‘ให้’ ขนมปังกับทุกคน เราแค่ต้องเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และค่อยๆ หย่อนขนมปังของเราไว้ตลอดเส้นทาง
คนที่พร้อมจะเปิดรับ จะหยิบมันขึ้นมาเอง
คนที่ต้องการมันจริงๆ จะก้มลงเก็บมันขึ้นมากินด้วยความซาบซึ้ง
คนที่เข้าใจคุณค่าของมัน จะเริ่ม ‘อบขนมปัง’ และส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป
และเมื่อวันนั้นมาถึง เราจะไม่ต้องเป็นคนเดียวที่แจกขนมปังอีกต่อไป
เพราะคนที่เคยได้รับมัน จะกลายเป็นผู้ส่งต่อคุณค่านั้นไปสู่ผู้อื่น
เอาล่ะ.. ขนมปังของเรามีค่ามากแค่ไหน?
หากเรามีบางสิ่งที่ดีพอจะแบ่งปัน.. แนวคิด ความรู้ โอกาส ทัศนคติ หรือสัจธรรมบางอย่าง จงเลือกมอบให้กับคนที่พร้อมจะรับมัน
อย่ากังวลว่าทุกคนจะต้องเข้าใจในทันที บางครั้งสิ่งที่เราส่งต่อวันนี้ อาจต้องใช้เวลาก่อนที่จะเผยคุณค่าของมัน
และที่สำคัญที่สุด…
จงเป็นทั้งผู้ให้ และเป็นผู้ที่เปิดใจรับสิ่งใหม่อยู่เสมอ
เพราะโลกนี้เต็มไปด้วยขนมปังแห่งปัญญาที่รอให้เราหยิบไปสร้างอนาคตของตัวเอง
#LifeShift #Siamstr




