"Neo Wealth Club - EP. พิเศษกับ Jakk" (Long take)
https://nostr.download/36de58f1d5c829b004c1eabd3f91fd4746fa86eb4dfd35cad28297f414e70c8a.webp
เสียงดนตรีธีมของ Neo Wealth Club ดังขึ้น เป็นการเปิดบทสนทนาที่อาจจะเปลี่ยนวิธีคิดของคุณไปตลอดกาล
พี่ช่า (ยิ้มกว้าง):
"คุณเคยคิดไหมคะว่า ผู้นำที่แท้จริง เป็นยังไง? เป็นคนที่มีตำแหน่งสูงสุด? เป็นคนที่มีอำนาจตัดสินใจ? หรือเป็นคนที่ใครๆ ต้องเดินตาม?
แต่แขกรับเชิญของเราในวันนี้อาจทำให้คุณต้องคิดใหม่ค่ะ!
เพราะเขาเป็นคนที่ไม่ได้เรียกตัวเองว่า ผู้นำ … แต่กลับเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนลุกขึ้นมาสร้างเส้นทางของตัวเอง"
กล้องเริ่มแพนไปที่ Jakk ที่นั่งอยู่ด้วยท่าทีสบายๆ มีรอยยิ้มของคนที่ผ่านอะไรมามาก และพร้อมจะแชร์ให้ทุกคนฟัง
พี่ช่า (เริ่มต้นด้วยคำถามที่แตกต่าง):
"ถ้าคุณต้องนิยามคำว่า ‘ผู้นำ’ แต่ ห้าม ใช้คำว่า ‘อำนาจ’ หรือ ‘ตำแหน่ง’ คุณจะให้นิยามมันว่าอะไรคะ Jakk?"
Jakk (หัวเราะเบาๆ ก่อนตอบ):
"โอ้โห.. คำถามนี้ดีมากเลยครับ... แต่ถ้าให้ผมตอบ ผมคิดว่าผู้นำคือ คนที่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าเขาสามารถลุกขึ้นมาเป็นผู้นำของตัวเองได้ ครับ"
พี่ช่า (ตาเป็นประกาย):
"หืมมม...นี่มันตรงกันข้ามกับนิยามแบบเดิมเลยนะคะ! งั้นเรามาลองเจาะลึกกันดีกว่า ว่าทำไมคุณถึงคิดแบบนี้ และมันเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณไปยังไง?"
//ภาวะผู้นำที่ไม่ต้องการให้ใครตาม
กล้องซูมไปที่ Jakk ที่เริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง
Jakk:
"ผมว่าเราถูกสอนกันมานานมากว่า.. ผู้นำคือคนที่ต้องมีคนตาม แต่ผมกลับคิดว่าผู้นำที่แท้จริงคือคนที่ทำให้คนอื่นไม่ต้องตาม แต่สามารถ เดินไปด้วยกัน ได้"
พี่ช่า (ขยายความ):
"หมายถึงการกระจายศูนย์อำนาจเหรอคะ? หรือการทำให้ทีมทำงานได้เอง?"
Jakk:
"ส่วตัวผมคิดว่ามันมากกว่านั้นครับ... ผมกำลังพูดถึง ภาวะผู้นำที่หายไปได้"
กล้องแพนไปที่พี่ช่าที่เริ่มจะขมวดคิ้วแบบสนใจสุดๆ
พี่ช่า:
"เดี๋ยวนะคะ ภาวะผู้นำที่ หายไปได้ หมายความว่าไง?"
Jakk (ยิ้ม):
"พี่ลองคิดถึงวงดนตรีที่เล่นกันเป็นทีมครับ ถ้าเราเป็นมือกีตาร์และเราต้องเล่นทุกโน้ตเองทั้งหมด วงนั้นจะไม่ไปไหนเลย เพราะทุกคนจะรอฟังเรานำ
แต่ถ้าเราเป็นมือกีตาร์ที่เล่นแค่บางจังหวะ แล้วปล่อยให้คนอื่นเข้ามาเล่นแทนกันเอง การเล่นของวงจะไหลลื่นขึ้น... และสุดท้าย ต่อให้เราออกไปจากเวที เพลงก็ยังดำเนินต่อไปได้"
พี่ช่า (พึมพำเบาๆ):
"เหมือนวงแจ๊ส..."
Jakk (พยักหน้า):
"ใช่ครับ!.. ผู้นำที่ดีไม่ใช่คนที่กำหนดทุกอย่าง แต่เป็นคนที่สร้างเงื่อนไขให้ทีมสามารถเดินหน้าได้แม้ไม่มีเขา"
//จุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมเลิก 'รอ' และเริ่ม 'สร้าง'
พี่ช่าหยิบประเด็นที่น่าสนใจขึ้นมาเล่นต่อ..
พี่ช่า:
"จากที่พี่เคยอ่านบทความของคุณมาเยอะมาก คุณพูดถึงช่วงเวลาที่คุณรู้สึกเหมือนกำลังรออะไรบางอย่างอยู่... จนถึงจุดหนึ่งที่คุณ 'เลิก' รอ แล้วลงมือสร้างเอง จุดเปลี่ยนนั้นคืออะไรคะ?"
Jakk (ยิ้มเล็กๆ ก่อนตอบ):
"ผมจำได้ดีเลยครับ วันนั้นผมนั่งอยู่คนเดียวในคาเฟ่แห่งหนึ่ง แล้วผมก็คิดขึ้นมาได้ว่า... ถ้าผมตายไปพรุ่งนี้ สิ่งที่ผมเคย 'ตั้งใจจะทำ' จะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง
ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังฝากชีวิตไว้กับความหวังลมๆ แล้งๆ ว่า 'เดี๋ยววันหนึ่งโอกาสจะมา' แต่ความจริงคือ ไม่มีอะไรจะมาเองถ้าผมไม่สร้างมันขึ้นมา"
พี่ช่า (เสียงเบาลง):
"แล้วคุณทำยังไงต่อ?"
Jakk:
"ผมกลับบ้าน เปิดคอมพิวเตอร์ แล้วพิมพ์บทความแรกของตัวเองขึ้นมาโดยที่ยังไม่มีคนอ่าน ผมเริ่มจัด Meetup แรกโดยแทบที่ไม่มีใครสนใจมาสมัคร ผมเริ่มสร้างเครือข่ายของตัวเอง โดยที่ตอนแรกไม่มีใครสนใจ"
กล้องจับไปที่พี่ช่าที่กำลังฟังอย่างตั้งใจสุดๆ
Jakk (ยิ้ม):
"แต่พอเวลาผ่านไป... ผมพบว่าคนที่กล้าลงมือทำก่อน จะเป็นคนที่โอกาสวิ่งเข้าหาเสมอ"
//คุณต้องสร้างเป้าหมายที่ใหญ่กว่าตัวคุณเอง
พี่ช่าต่อยอดไปยังเรื่องของแรงจูงใจ..
พี่ช่า: "แล้วคุณให้แรงจูงใจทีมของคุณยังไงคะ? ไม่ใช่ทุกวันที่เราจะมีพลังเต็มร้อย"
Jakk (นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น): "ผมว่า… เราเข้าใจผิดเรื่องแรงจูงใจกันเยอะมากครับ... เรามักคิดว่าต้อง 'หา' แรงจูงใจ แต่ที่จริง ๆ แล้วเราไม่ต้องหา เราต้อง 'สร้าง' เป้าหมายที่ใหญ่กว่าตัวเราเอง"
พี่ช่า (ตาโต): "ขยายความหน่อยค่ะ?"
Jakk: "ลองนึกดูนะครับ ถ้าเป้าหมายของเราคือแค่ 'หาเงิน' เราจะหมดแรงจูงใจเร็วมาก แต่ถ้าเป้าหมายของเราคือ 'เปลี่ยนชีวิตคน 1 ล้านคน' หรือ 'สร้างบางสิ่งที่คนรุ่นต่อไปจะใช้ได้' เราจะไม่มีวันหมดพลัง"
กล้องแพนไปที่พี่ช่าที่กำลังครุ่นคิด..
Jakk (ยิ้ม): "เพราะตอนนั้น... แรงจูงใจมันจะไม่ได้มาจากแค่ 'ตัวเรา' อีกต่อไป แต่มันมาจาก 'ผลกระทบ' ที่เราสร้างขึ้น"
// "อย่าถามว่าคุณต้องการอะไร ถามว่าคุณสามารถให้อะไรกับโลกใบนี้ได้บ้าง"
พี่ช่าถามคำถามต่อมา..
พี่ช่า: "ก่อนเราจะปิดเบรคแรกของรายการ พี่อยากให้คุณ Jakk ช่วยฝากอะไรสักอย่างให้กับคนที่กำลังฟังอยู่ คนที่อาจจะยังลังเล ไม่แน่ใจว่าจะลงมือทำอะไรดี คุณอยากจะบอกอะไรพวกเขาคะ?"
กล้องจับไปที่ Jakk ที่นั่งนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงซึ่งเต็มไปด้วยพลัง
Jakk:
"อย่าถามตัวเองว่า 'ฉันต้องการอะไรจากชีวิต?'
แต่ถามตัวเองว่า 'ฉันสามารถให้โลกใบนี้อะไรได้บ้าง?'
เพราะคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้... ไม่ใช่คนที่ได้ทุกอย่างที่เขาต้องการ แต่คือคนที่ให้ทุกอย่างที่เขามี"
เสียงเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่พี่ช่าจะปรบมือ พร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ
พี่ช่า (ยิ้ม): "สุดยอดค่ะ Jakk ขอบคุณนะคะที่มาแบ่งปันสิ่งดีๆ กับเรา ยังไม่จบนะคะ ยังมีอีก"
// "การสร้างทีมผ่าน ‘ความสนิทนอกงาน’ และจุดร่วมความสนใจ"
เสียงหัวเราะเบาๆ ลอยผ่านสตูดิโอเมื่อพี่ช่ายิงคำถามถัดไป
พี่ช่า: “Jakk คะ.. ฟังดูแล้วคุณเป็นคนที่เชื่อในการสร้างทีมแบบเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่การกำหนดโครงสร้างแข็งๆ แต่มันมีอะไรที่มากกว่านั้นไหม?
อย่างเรื่อง ‘ความสนิทนอกงาน’ ที่คุณพูดถึงหลายครั้ง มันสำคัญกับการเป็นผู้นำยังไง?”
Jakk (ยิ้มพร้อมพยักหน้า): “โห คำถามดีครับ..
ถ้าพูดตรงๆ ผมมองว่าการทำงานร่วมกันไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘หน้าที่’ แต่เป็นเรื่องของ ‘ความสัมพันธ์’ ด้วย ผมกับ อ.พิริยะ เป็นตัวอย่างหนึ่งเลย เราร่วมงานกันไม่ได้เพราะแค่มีเป้าหมายเดียวกัน แต่เพราะเราเริ่มสนิทกันมากในฐานะ ‘เพื่อน’ ก่อน”
// จาก ‘งาน’ สู่ ‘เพื่อนร่วมอุดมการณ์’
พี่ช่า (เลิกคิ้ว): “เพื่อนกันก่อนงาน? งั้นตอนแรกที่คุณสองคนเจอกัน คุยเรื่องอะไรคะ?”
Jakk (หัวเราะ): “ไม่ใช่เรื่องบิตคอยน์ครับ! เชื่อไหม? ตอนแรกสุดที่เราสองคนสนิทกัน เราคุยเรื่องเกม”
พี่ช่า (ตกใจเล็กน้อย): “เกม?! นี่คิดว่าจะเป็นเรื่องทฤษฎีเศรษฐศาสตร์อะไรซะอีก”
Jakk (หัวเราะ): “ใช่ครับ.. เกมนี่แหละ
มันเป็นภาษากลางที่เราทั้งคู่เชื่อมถึงกันได้ คือการจะสร้างทีมที่แข็งแรง ผมคิดว่ามันเริ่มจากการ ‘เข้าใจว่าอีกฝ่ายเป็นใคร’ และอะไรที่ทำให้เขาตื่นเต้น มันทำให้เกิดความไว้ใจกันแบบที่โครงสร้างองค์กรทั่วไปอาจไม่มี”
// พลังของความสัมพันธ์นอกกรอบงาน
พี่ช่า: “แสดงว่าคุณมองว่าการสร้างทีมที่ดีต้องออกไปนอก ‘กรอบงาน’ บ้าง?”
Jakk (พยักหน้า): “ถูกต้องเลยครับ.. ผู้นำที่ดีไม่ได้แค่กำหนดเป้าหมายให้ทีมทำตาม แต่ต้องเข้าใจ ‘คน’ ในทีมด้วย
คนเรามักจะเปิดใจกันตอนที่อยู่ในบรรยากาศที่ไม่เป็นทางการ เช่น ผมกับน้อง ๆ ทีมงาน บางทีเราเล่นเกมด้วยกัน เราไปกินข้าวกัน เราแชร์เรื่องชีวิตกัน นั่นแหละครับที่สร้าง ‘ความสนิทใจ’ ที่มากกว่าการทำงาน”
พี่ช่า: “ถ้าสนิทกันมากขนาดนั้น ไม่กลัวเสียสมดุลเหรอคะ? เพราะบางคนอาจจะรู้สึกว่า ถ้าผู้นำกับลูกทีมสนิทกันเกินไป อาจเกิดปัญหาด้านการตัดสินใจหรือความเป็นมืออาชีพ?”
Jakk (ยิ้ม): “เป็นคำถามที่ดีมากครับ..
ผมเองก็เคยคิดเรื่องนี้ ตอนแรกก็กังวลนะ แต่สุดท้ายผมพบว่า ‘ความสนิท’ ไม่ได้ทำให้เสียความเป็นมืออาชีพ
ตรงกันข้ามเลยครับ.. มันทำให้ ‘การสื่อสาร’ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทีมที่สนิทกันจริงๆ จะสามารถพูดตรงๆ กันได้ เวลามีปัญหา เราจะแก้ไขได้เร็วขึ้น เพราะเราไม่ได้กลัวว่าจะ ‘ทำให้ใครไม่พอใจ’ แต่เราคิดว่า ‘เราจะช่วยกันแก้ปัญหาได้ยังไง’ มากกว่า”
// แนวคิด "Value for Value" และการสร้างเครือข่ายผู้นำ
พี่ช่า: “พี่เคยได้ยินคุณพูดถึงคำว่า Value for Value มันเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไง?”
Jakk (ตาวาวขึ้น): “โอ้! นี่เป็นแนวคิดที่สำคัญมากครับ Value for Value คือการที่เราสร้างคุณค่าให้คนอื่นก่อน โดยไม่ต้องคาดหวังว่าผลตอบแทนจะมาในรูปแบบไหน ผมมองว่าการสร้างทีมก็ต้องใช้แนวคิดนี้”
พี่ช่า (พยักหน้า): “ขยายความหน่อยค่ะ?”
Jakk: “สมมติว่าเราอยากให้ทีมมีความสามัคคี เราต้อง ‘ให้’ ก่อน เช่น ให้ความรู้ ให้โอกาส ให้การสนับสนุน แล้ววันหนึ่ง ทีมจะ ‘ให้กลับ’ เองโดยธรรมชาติ
เช่นกันกับการสร้างความสัมพันธ์ ถ้าเราอยากให้ทีมเชื่อใจเรา เราก็ต้องเป็นคนที่เชื่อใจพวกเขาก่อน เราต้องลงทุนในความสัมพันธ์แบบระยะยาว ไม่ใช่แค่หวังผลลัพธ์ระยะสั้น”
พี่ช่า: “แล้วผลลัพธ์ที่คุณเห็นจากแนวคิดนี้ล่ะคะ?”
Jakk: “ผมเห็นว่าคนในทีมของผมลุกขึ้นมารับผิดชอบมากขึ้น กล้าที่จะเป็นผู้นำในแบบของตัวเอง เพราะพวกเขารู้สึกว่า ‘นี่เป็นทีมของเขาด้วย’ ไม่ใช่แค่ ‘ทำงานให้ Jakk ทำงานให้ อ.พิริยะ’ แต่เป็น ‘สร้างสิ่งที่เขาเชื่อไปพร้อมกับ Right Shift’”
// จากทีมงานสู่เครือข่ายที่ยั่งยืน (Decentralized Leadership)
พี่ช่า: “แล้วสุดท้ายคุณทำให้แนวคิดนี้กลายเป็น ‘ระบบ’ ที่อยู่ได้โดยไม่ต้องมีคุณได้ยังไง?”
Jakk: “ผมพยายามกระจายอำนาจครับ ผมเชื่อว่า.. ผู้นำที่แท้จริงไม่ใช่คนที่ ‘ต้องมีอำนาจตลอดเวลา’ แต่คือคนที่สามารถสร้างระบบที่อยู่รอดได้แม้ตัวเองจะไม่อยู่ ผมเรียกมันว่า Decentralized Leadership”
พี่ช่า (ยิ้มกว้าง): “นี่มัน Spontaneous Order Leadership ที่คุณพูดถึงก่อนหน้านี้ใช่ไหม?”
Jakk (พยักหน้า): “ใช่เลยครับ ผู้นำไม่ควรเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง ถ้าระบบต้องพึ่งพาผู้นำคนเดียว มันไม่มีวันยั่งยืน ผมเชื่อในการสร้างเครือข่ายที่ ‘กระจายศูนย์’ ไม่ใช่การสร้างองค์กรที่พึ่งพาผู้นำคนเดียว นั่นแหละคือเป้าหมายของผม”
// ผู้นำที่แท้จริงสร้าง ‘พื้นที่’ มากกว่าสร้าง ‘อำนาจ’
พี่ช่า (ยิ้ม): “สรุปแล้ว ฟังดูเหมือนว่าการเป็นผู้นำที่ดีไม่ใช่แค่การ ‘ทำให้คนอื่นทำตาม’ แต่เป็นการ ‘สร้างพื้นที่ให้คนอื่นลุกขึ้นมาเป็นผู้นำได้เอง’”
Jakk (ยิ้มตอบ): “ถูกต้องเลยครับ ผู้นำที่แท้จริงไม่ใช่คนที่มีตำแหน่งสูงสุด แต่เป็นคนที่ทำให้คนรอบตัวมีโอกาสเติบโตขึ้นมาเป็นผู้นำในแบบของตัวเอง”
พี่ช่า (ยิ้มกว้าง): “วันนี้เราได้เห็นมุมมองของ Jakk ด้านภาวะผู้นำ ขอบคุณ Jakk มากๆ สำหรับบทสนทนา
จะเห็นได้เลยว่าคุณ Jakk ไม่ได้มองภาวะผู้นำเป็นเรื่องของอำนาจหรือการควบคุม แต่เป็นเรื่องของการสร้าง ‘สภาพแวดล้อม’ ให้ผู้อื่นเติบโต ผู้นำที่แท้จริงต้องสามารถปล่อยมือ และให้คนอื่นลุกขึ้นมาเป็นผู้นำได้เอง นี่คือหลักการที่ทำให้เขาสามารถสร้างชุมชนและเครือข่ายที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง”
// การสร้างวัฒนธรรมองค์กร และการให้แรงจูงใจในทีม
บรรยากาศในสตูดิโอเริ่มเข้มข้นขึ้น เมื่อพี่ช่าเดินหน้าขยี้ประเด็นสำคัญเรื่องภาวะผู้นำในมิติของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรและการให้แรงจูงใจแก่ทีม
พี่ช่า (เอนตัวไปข้างหน้า สนใจสุดๆ): “Jakk คะ ฟังดูเหมือนว่าคุณไม่ได้มองผู้นำเป็นแค่คนที่ ‘ตัดสินใจ’ แต่เป็นคนที่สร้าง ‘วัฒนธรรม’ ให้ทีมเดินไปด้วยกัน วัฒนธรรมองค์กรที่ดีในมุมมองของคุณคืออะไรคะ?”
Jakk (ยิ้มก่อนตอบ): “โอ้.. นี่เป็นประเด็นที่ผมให้ความสำคัญมากเลยครับ
ผมมองว่าวัฒนธรรมองค์กรไม่ใช่แค่ ‘กฎระเบียบ’ หรือ ‘ค่านิยมที่ติดอยู่บนผนัง’ แต่มันคือ ‘พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันของทีม’ ถ้าอยากให้ทีมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นำต้องสร้าง ‘สภาพแวดล้อม’ ที่เอื้อให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้นเอง”
พี่ช่า (พยักหน้า): “แล้วคุณสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีขึ้นมาได้ยังไง?”
Jakk: “มี 3 อย่างที่ผมให้ความสำคัญครับ คือ ‘Trust, Ownership, และ Growth’”
Trust คือ ความไว้วางใจที่มาก่อนทุกอย่าง
Jakk: “ความไว้วางใจเป็นพื้นฐานของทุกทีมครับ ถ้าคนในองค์กรไม่เชื่อใจกัน ไม่กล้าพูด ไม่กล้าทำ ทีมจะเดินไปข้างหน้าไม่ได้เลย
ผมเลยตั้งหลักไว้ว่าทุกคนในทีมต้องกล้าพูด กล้าถกเถียงกันแบบตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องกลัวว่าความเห็นของตัวเองจะถูกมองว่า ‘โง่’ หรือ ‘ไม่เข้าท่า’ เพราะบางทีไอเดียที่ดูแปลกที่สุดตอนแรก อาจกลายเป็นสิ่งที่เปลี่ยนเกมได้”
พี่ช่า: “แต่ความไว้วางใจไม่ได้เกิดขึ้นเอง คุณทำยังไงให้ทีมรู้สึกว่าพวกเขาสามารถไว้ใจคุณได้?”
Jakk (ยิ้ม): “ผู้นำต้อง ‘ทำให้ดู’ ก่อนครับ ถ้าผู้นำยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้ ไม่พยายามซ่อนหรือกลัวเสียหน้า คนในทีมก็จะกล้าพูด กล้ารับผิด กล้าปรับปรุงตัวเอง
ผมเชื่อว่าคำว่า ‘ผมไม่รู้’ หรือ ‘ผมผิด’ จากปากผู้นำเป็นสิ่งที่สร้างความไว้วางใจได้ดีที่สุด”
// Ownership คือ การทำให้ทีมรู้สึกเป็นเจ้าของเป้าหมาย
พี่ช่า: “ข้อนี้น่าสนใจ! ทำยังไงให้คนในทีมรู้สึกว่า ‘นี่เป็นของฉัน’ ไม่ใช่แค่ ‘งานของบริษัท’?”
Jakk (เน้นเสียง): “เราต้องให้เขามี ‘สิทธิ์ในการตัดสินใจ’ ครับ
ผมเคยเห็นทีมที่ทำงานไปวันๆ เพราะพวกเขารู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขาทำ ‘ไม่ใช่ของตัวเอง’ คือแค่ทำตามคำสั่ง พอหมดเวลางานก็จบกันไป
แต่ถ้าเราให้พวกเขาตัดสินใจเอง ให้พวกเขารู้สึกว่า ‘นี่เป็นโปรเจกต์ของเรา’ คนจะเริ่มใส่ใจและรู้สึกเป็นเจ้าของงานของตัวเอง”
พี่ช่า (เสริม): “หมายถึงให้พวกเขามีอิสระในการคิดและเลือกเส้นทางเอง?”
Jakk (พยักหน้า): “ใช่เลยครับ! ถ้าทำได้ คนจะเริ่มมี Intrinsic Motivation หรือแรงจูงใจที่มาจากภายใน ไม่ต้องมีเจ้านายมาคอยบอกให้ทำ พวกเขาจะทำเอง เพราะเขาเชื่อในสิ่งที่ทำจริงๆ”
// Growth คือ การพัฒนาทั้งทีม ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ระยะสั้น
พี่ช่า: “สุดท้ายแล้วคุณต้องการให้ทีมของคุณ ‘เติบโต’ ยังไง?”
Jakk: “ผมมีหลักคิดง่ายๆ ครับ คือ ‘ทุกคนในทีมต้องเก่งขึ้นกว่าปีที่แล้ว’
ถ้าผู้นำแค่เน้นเป้าหมายขององค์กรอย่างเดียว แต่ไม่สนใจว่าแต่ละคนจะเติบโตขึ้นหรือไม่ มันไม่ใช่ภาวะผู้นำที่แท้จริง
ทีมที่ดีต้องเป็นทีมที่คนในนั้น ‘กลายเป็นคนที่เก่งขึ้น’ ไม่ใช่แค่ทำงานได้ดีขึ้น”
พี่ช่า: “แสดงว่าคุณให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของคนในทีม มากกว่าการได้เป้าหมายระยะสั้น?”
Jakk: “ใช่ครับ! ผมสนับสนุนให้คนในทีมเรียนรู้ตลอดเวลา บางครั้งการให้คนหยุดทำงานสักพักเพื่อไปศึกษาอะไรใหม่ๆ อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการเร่งให้ทำงานตลอดเวลาด้วยซ้ำ”
// การให้แรงจูงใจและแรงบันดาลใจในทีม
พี่ช่า (หัวเราะ): “พูดถึงแรงจูงใจ ทีนี้อยากรู้ว่าคุณ ‘ปลุกพลัง’ คนในทีมยังไง? ไม่ใช่ทุกวันที่ทุกคนจะมีแรงฮึดขึ้นมาทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่นะคะ”
Jakk (ยิ้ม): “ใช่เลยครับ ผมคิดว่าแรงจูงใจมีสองแบบ คือ External Motivation (แรงจูงใจภายนอก) กับ Intrinsic Motivation (แรงจูงใจภายใน) เราต้องรู้ว่าแต่ละคนตอบสนองกับอะไร”
พี่ช่า (พยักหน้า): “ขยายความหน่อยค่ะ?”
Jakk: “External Motivation ก็คือพวกโบนัส การยกย่อง การเลื่อนตำแหน่ง อะไรแบบนี้ ซึ่งมันจำเป็นนะครับ แต่ถ้าองค์กรพึ่งแรงจูงใจภายนอกอย่างเดียว คนจะทำเพราะ ‘อยากได้รางวัล’ ไม่ใช่เพราะ ‘รักในสิ่งที่ทำ’
ผมเลยให้ความสำคัญกับ Intrinsic Motivation มากกว่า นั่นคือการทำให้คน ‘อิน’ กับสิ่งที่เขาทำอยู่”
// เปลี่ยน "งาน" ให้กลายเป็น "ภารกิจ" ที่มีความหมาย
พี่ช่า: “แล้วทำยังไงให้คน ‘อิน’ กับสิ่งที่เขาทำหรอคะ?”
Jakk: “เราต้องทำให้พวกเขาเห็นว่า ‘งานที่พวกเขาทำมันส่งผลกระทบต่อสังคมหรือโลกยังไง’ ผมเชื่อว่าคนเราไม่ได้ต้องการแค่เงินเดือนสูงๆ แต่เราต้องการรู้ว่าสิ่งที่เราทำมันมีความหมาย”
พี่ช่า (ตาวาว): “โห! นี่มันเป็นเรื่องของ Purpose-driven Leadership แล้วนะคะ!”
Jakk (หัวเราะ): “ใช่เลยครับ ผมพยายามเปลี่ยน ‘งาน’ ให้กลายเป็น ‘ภารกิจ’
ผมบอกทีมเสมอว่า ‘เราไม่ได้แค่ทำคอนเทนต์ เรากำลังเปลี่ยนความคิดคน เรากำลังสร้างสิ่งที่โลกต้องการ’ ถ้าคุณทำให้คนรู้สึกว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แรงจูงใจของพวกเขาจะมาจากข้างในโดยอัตโนมัติ”
>> สร้างเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แล้วให้ทีมรู้สึกว่าพวกเขามีบทบาทสำคัญ
เสียงดนตรีเบาๆ คลออยู่เบื้องหลัง พี่ช่าหยุดนิ่งสักครู่ ก่อนจะหันมามอง Jakk ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตั้งใจ
พี่ช่า: “Jakk วันนี้เราได้คุยกันเยอะมาก เรื่องภาวะผู้นำ การสร้างวัฒนธรรมองค์กร การสร้างแรงบันดาลใจให้ทีม…
พี่เชื่อว่าหลายคนที่ดูอยู่ คงกำลังคิดว่าจะเอาแนวคิดเหล่านี้ไปใช้ยังไงในชีวิตของตัวเอง งั้นก่อนปิดรายการ… คุณอยากฝากอะไรให้กับคนที่กำลังสร้างอนาคตของตัวเอง?”
กล้องซูมไปที่ Jakk เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะสูดหายใจลึก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นแต่เต็มไปด้วยพลัง…
// "ไม่มีใครจะมาเปลี่ยนชีวิตคุณได้ นอกจากตัวคุณเอง"
Jakk:
"ผมอยากให้ทุกคนที่ฟังอยู่ตอนนี้… ลองหลับตาสัก 10 วินาที แล้วคิดถึงตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้า
ตัวคุณที่ประสบความสำเร็จ ตัวคุณที่ทำในสิ่งที่คุณอยากทำ ตัวคุณที่มีชีวิตที่คุณใฝ่ฝันมาตลอด
คุณเห็นภาพนั้นชัดเจนแค่ไหน? คุณรู้สึกยังไงกับตัวเองในวันนั้น?
ตอนนี้ลืมตา… แล้วถามตัวเองว่า
'ถ้าผมไม่ทำอะไรเลยในวันนี้ ภาพนั้นมันจะเกิดขึ้นจริงได้ยังไง?'
โลกนี้ไม่มีใครจะมามอบอนาคตให้คุณ ไม่มีใครจะมาลากคุณขึ้นจากจุดที่คุณอยู่ตอนนี้ มีแต่ตัวคุณเองที่จะต้อง ลุกขึ้นมา และ เดินไปหามันเอง
อย่ารอให้โอกาสมาถึง เพราะโอกาสไม่ได้มีไว้ให้รอ มันมีไว้ให้สร้าง
อย่ารอให้ใครอนุญาต เพราะคุณไม่ต้องการการอนุญาตจากใครเพื่อเริ่มต้นทำในสิ่งที่คุณอยากทำ
อย่ารอให้คุณพร้อม เพราะความพร้อมไม่มีวันมาถึง คนที่รอให้ตัวเองพร้อมคือคนที่ไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลย
คุณอาจจะกลัว… ทุกคนกลัวเวลาต้องเริ่มต้นใหม่ แต่ความกลัวไม่ใช่สัญญาณให้คุณถอยหลัง มันคือสัญญาณบอกว่าคุณกำลังก้าวเข้าสู่บางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คุณเคยเป็น
ถ้าคุณอยากเป็นผู้นำ เริ่มจากการเป็นผู้นำของตัวเอง
ถ้าคุณอยากเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง
ถ้าคุณอยากเห็นโลกที่ดีกว่า เริ่มจากการทำให้ตัวเองเป็นคนที่ดีขึ้น
ทุกความสำเร็จที่คุณเห็นในวันนี้… มันไม่ได้เกิดจากคนที่นั่งรอ แต่มันเกิดจากคนที่ลุกขึ้นมา สร้าง
และสุดท้าย…
ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ไม่ว่าคุณจะมาจากไหน คุณสามารถสร้างอนาคตของคุณเองได้เสมอ
คุณแค่ต้อง เลือก ว่าคุณจะเป็นคนที่ ‘ทำ’ หรือเป็นแค่คนที่ ‘ฝัน’"
เสียงในห้องส่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่พี่ช่าจะปรบมือเบาๆ ตามมาด้วยทีมงานและผู้ชมที่อยู่ในสตูดิโอ
พี่ช่า (ตาเป็นประกาย): “นี่แหละค่ะ! นี่คือคำพูดของคนที่ลงมือทำจริง! Jakk ขอบคุณมากสำหรับวันนี้นะคะ พี่ไม่ต้องขมวดเองแล้ว 555”
Jakk (ยิ้ม): “ขอบคุณพี่ช่า และขอบคุณทุกคนที่ฟังด้วยครับ ขอให้ทุกคนกล้าที่จะลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง”
เสียงดนตรีธีมของ Neo Wealth Club ดังขึ้นเบาๆ เป็นสัญญาณปิดรายการ
พี่ช่าหันมามองกล้อง พร้อมส่งข้อความสุดท้ายให้ผู้ชม
พี่ช่า:
“นี่อาจไม่ใช่แค่บทสนทนา แต่นี่คือคำท้าทายให้คุณลุกขึ้นมาสร้างชีวิตที่คุณอยากมี
คุณไม่ต้องเป็นคนที่ฉลาดที่สุด คุณไม่ต้องรอให้ใครมาให้โอกาสคุณ แต่คุณต้องเป็นคนที่ ลงมือทำ
เพราะไม่มีใครจะมาเปลี่ยนชีวิตคุณได้.. นอกจากตัวคุณเอง
นี่คือ Neo Wealth Club และเราจะเจอกันใหม่ในเอพีหน้า สวัสดีค่ะ!”
จอค่อยๆ มืดลง พร้อมเสียงปรบมือจากทีมงานและแขกรับเชิญ เป็นการปิดฉากอีพีของ Neo Wealth Club
#NeoWealthClub #leadership #Siamtr
รวมบทความเดือนกุมภาพันธ์ 2025
Leadership Mindsets (Jakk's way)
1. Self-Ownership Leadership - นำตัวเองให้ได้ก่อนนำคนอื่น
2. Spontaneous Order Leadership - ผู้นำที่สร้างnostr:nevent1qqsqqqqzdff33adtnvpuhmrz2jrw6jdrv9zd2kjkuy877g5ak8398jcprpmhxue69uhhyetvv9ujumn0w3hhx6rf9emkjm30qgsdsv8w0d7rpgmykyjykau6lw60z4nn8laceper2zrwy6ctfesu6csrqsqqqqqpzs75kx
3. Entrepreneurial Leadership - ผู้นำที่แท้จริงคือผู้สร้าง (The Builder)
4. Skin in the Game - ผู้นำที่แท้จริงต้องลงทุนลงแรงเอง
5. Anti-Fragile Leadership - ยิ่งโดน ยิ่งแกร่ง ยิ่งเติบโต
6. Narrative Leadership (ทุ่งม่วง Only)
============================================
Writing Like Jakk - เขียนแบบ Jakk
1. Narrative Flow Technique
https://www.facebook.com/share/p/18aKZ2z8eo/
============================================
วิทยาศาสตร์ ปรัชญาและชีวิต
1. Hawking Radiation - แม้ติดอยู่ในหลุมดำ… คุณก็ยังเปล่งแสงได้
2. Quantum Entanglement - สายใยพัวพัน
3. Entropy อะไร ๆ ก็ได้ หรือเราจัดการมันได้?
============================================
Life Shift Toward the Right Shift เปลี่ยนวิธีที่เรามองโลกและตัวเอง
1. จงใส่หินลงโหลความคิด ก่อนท่องแดนเวลา (การบริหารจัดการเวลาและความคิด)
2. สร้างพิรามิด ด้วยการวางอิฐทีละก้อน
3. ชีวิตเปรียบดั่งเรือเดินสมุทร
4. แก่นของการให้เกียรติ
5. Already always listening (การฟังผ่านเลนส์เดิม ๆ ที่มักถูกกรองจากความเชื่อเก่าและประสบการณ์เดิม)
6. การเชื่อมต่อและแบ่งปัน หัวใจของคอมมูนิตี้
7.Life Shift Toward the Right Shift (การเปลี่ยนแปลงชีวิตพาเราไปในทิศทางที่ใช่)
8. ฟัง แยกแยะ เสียงในหัว
9. เติบโตดั่ง "ฟองน้ำ" (เทนโด้)
10. Exit จาก The Matrix ทางความคิด
11. สิ่งที่เราไม่รู้ ว่าเราไม่รู้ (Unknown Unknowns)
12. การละทิ้ง "ตัวตน"
13. พลังแห่งความรัก (Valentine's day)
14. ศิลปะแห่งการเลือก
15. เหนือกว่า.. แต่ไม่ชนะ (ชนะไปทำไม? ชนะใคร?)
16. ปริศนาธรรมไฟแช็ค
17. กรอบที่มองไม่เห็น
18. เปล่งเสียงจากภายในใจ
19. Take a deep breath
20. ขอบคุณ / ขอโทษ มันพูดยาก
21. Man's Search for Meaning
22. ชี้นิ้วออก vs. ชี้นิ้วเข้า
#LifeShift #Leadership #Siamstr #Jakkstr
**Entropy** (เอนโทรปี) คือ แนวคิดทางอุณหพลศาสตร์ที่บอกว่า "ทุกระบบมีแนวโน้มจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ความไร้ระเบียบมากขึ้น" โดยธรรมชาติ สิ่งต่างๆ มักเคลื่อนไปสู่ความยุ่งเหยิงหรือการกระจายตัว เว้นแต่จะมีพลังงานเข้ามาควบคุมและจัดระเบียบมัน
ตัวอย่างง่ายๆ
ก้อนน้ำแข็งที่ละลายในน้ำ >> โมเลกุลที่เคยจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบจะกระจายตัว
ห้องที่ไม่ได้ทำความสะอาด >> จะรกขึ้นเรื่อยๆ ถ้าไม่มีใครจัดระเบียบ
แบตเตอรี่ที่ใช้งานไปเรื่อยๆ >> พลังงานจะกระจายออกไป จนหมดประจุ
ในแง่ของชีวิต Entropy บอกเราว่า "ถ้าไม่ทำอะไรเลย ทุกอย่างจะค่อยๆ เสื่อมลง" ดังนั้น หากเราอยากให้ชีวิตมีระเบียบ เราต้องใส่พลังงานเพื่อจัดการมันตลอดเวลา
"Entropy" - "อะไรๆ ก็พังได้… และมันจะพังแน่นอน"

เมื่อทุกอย่างมีแนวโน้มสู่ความโกลาหล แล้วเราจะใช้ชีวิตอย่างไร?
นี่อาจฟังดูเป็นคำพูดในแง่ร้าย แต่มันคือกฎของจักรวาล
ทุกอย่างตั้งแต่ดาวฤกษ์ กาแล็กซี ไปจนถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ ล้วนแต่มีแนวโน้มจะเคลื่อนไปสู่ความยุ่งเหยิงมากขึ้น
ในทางฟิสิกส์ เราเรียกสิ่งนี้ว่า "Entropy" (เอนโทรปี)
ถ้าไม่มีอะไรเข้ามาจัดการ ทุกระบบจะเข้าสู่ "ความวุ่นวาย" ตามธรรมชาติ
- โต๊ะทำงานของคุณจะรกขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคุณไม่จัดมัน
- บ้านจะทรุดโทรมลง ถ้าไม่มีใครซ่อมแซม
- ความสัมพันธ์จะค่อยๆ ห่างเหิน ถ้าไม่มีใครใส่ใจดูแล
เอนโทรปีจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว มันคือหลักการที่อธิบาย "ชีวิต" ของเราด้วย
Entropy ในชีวิตจริง ทำไมอะไรๆ ก็ดูเหมือนแย่ลง?
ลองนึกถึงกองไพ่ที่สับกันอย่างเป็นระเบียบ
ถ้าคุณโยนไพ่ใบนั้นขึ้นฟ้าแล้วปล่อยให้มันตกลงพื้น โอกาสที่ไพ่จะเรียงกลับไปเป็นระเบียบเหมือนเดิมนั้น.. แทบจะเป็นศูนย์
สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่า คือ ไพ่จะกระจัดกระจายไปทั่ว นี่คือเอนโทรปีที่เพิ่มขึ้น
สิ่งนี้อธิบายว่าทำไม…
- ถ้าคุณไม่ดูแลร่างกาย มันจะเสื่อมลง
- ถ้าคุณไม่จัดการงานที่ค้างอยู่ มันจะสะสมและซับซ้อนขึ้น
- ถ้าคุณปล่อยให้ปัญหาสะสม มันจะไม่หายไปเอง แต่มักจะหนักขึ้นกว่าเดิม
เอนโทรปีบอกเราว่า ทุกสิ่งจะไม่คงอยู่ในสภาพเดิมตลอดไป
แล้วทำไมเอกภพถึงไม่พังไปแล้ว?
แม้เอนโทรปีจะบอกว่าทุกอย่างมีแนวโน้มจะยุ่งเหยิงขึ้นเรื่อยๆ
แต่ลองสังเกตดูรอบตัว...
- ทำไมดวงดาวยังคงก่อตัวเป็นกาแล็กซี?
- ทำไมโลกยังมีระบบนิเวศที่ซับซ้อนและสมดุล?
- ทำไมมนุษย์ยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้?
คำตอบคือ "พลังงานและความตั้งใจ"
- จักรวาลยังคงมีโครงสร้าง เพราะแรงโน้มถ่วงช่วยดึงสสารให้ก่อตัวเป็นระบบ
- ชีวิตยังดำเนินต่อไปได้ เพราะมีพลังงานจากดวงอาทิตย์มาสนับสนุน
- และ.. มนุษย์สามารถต่อต้านเอนโทรปีในชีวิตตัวเองได้ เพราะเรามี "การเลือก"
เราจะต่อสู้กับเอนโทรปีของชีวิตได้อย่างไร?
ลองคิดถึงชีวิตของตัวเองเหมือนบ้านหลังหนึ่ง
ถ้าคุณปล่อยไว้เฉยๆ โดยไม่ดูแล มันจะเสื่อมโทรมลงแน่นอน
แต่ถ้าคุณใส่ใจ ทาสีใหม่ เปลี่ยนหลังคา ซ่อมแซมกำแพง บ้านก็จะยังคงแข็งแรงแม้เวลาจะผ่านไป
ชีวิตก็เช่นกัน..
- ถ้าคุณปล่อยให้ตัวเองขี้เกียจ เอนโทรปีของความขี้เกียจจะครอบงำ
- ถ้าคุณไม่พัฒนาความสัมพันธ์ คนที่คุณรักจะห่างออกไปเรื่อยๆ
- ถ้าคุณไม่ตั้งเป้าหมาย ชีวิตคุณจะไร้ทิศทางและเต็มไปด้วยความวุ่นวาย
เราอาจควบคุมเอนโทรปีทั้งหมดไม่ได้… แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องปล่อยให้ทุกอย่างพัง
และความสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
มันคือผลลัพธ์ของ "พลังงาน" ที่คุณใส่เข้าไปเพื่อต่อต้านเอนโทรปี
สุขภาพที่ดีไม่ได้เกิดขึ้นเอง..
แต่มันเกิดจากการเลือกกินดี ออกกำลังกาย และดูแลตัวเอง
ความสัมพันธ์ที่แข็งแรงไม่ได้คงอยู่ตลอดไปโดยไม่ต้องทำอะไร
แต่มันต้องการความพยายาม ความเข้าใจ และความใส่ใจ
เอนโทรปีบอกเราว่า...
ถ้าคุณไม่จัดการกับชีวิตของตัวเอง มันจะกลายเป็นความยุ่งเหยิงแน่นอน
แล้วเราจะอยู่กับเอนโทรปีอย่างไรกันดี?
แทนที่จะกลัวเอนโทรปี ให้มองว่ามันคือ "กฎของจักรวาล" ที่เราสามารถใช้ให้เป็นประโยชน์
👉 โฟกัสกับสิ่งที่ควบคุมได้
คุณอาจควบคุมเอนโทรปีของจักรวาลไม่ได้ แต่คุณควบคุม ตัวเอง ได้
คุณเลือกได้ว่าจะจัดการกับเรื่องไหนในชีวิตก่อน
👉 สร้างระเบียบเล็กๆ ในความโกลาหล
โลกจะวุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ แต่คุณสามารถสร้าง "จุดสมดุล" ให้ตัวเองได้
เริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ เช่น การทำตารางเวลา การมีนิสัยที่ดี การตัดสินใจอย่างมีเป้าหมาย
👉 เข้าใจว่าเอนโทรปีคือส่วนหนึ่งของชีวิต
บางสิ่งพังเพื่อให้บางสิ่งใหม่เกิดขึ้น
อดีตอาจเลือนหายไป แต่คุณสามารถสร้างอนาคตขึ้นมาใหม่ได้
เอนโทรปีทำให้ทุกอย่างไม่จีรัง... แต่นั่นก็คือความงดงามของชีวิต
จักรวาลนี้เคลื่อนไปสู่ความยุ่งเหยิงเสมอ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราต้องปล่อยให้ชีวิตเป็นแบบนั้น
เราเลือกที่จะสร้าง "ระเบียบ" ได้
เราเลือกที่จะให้ความหมายกับชีวิตได้
เพราะสุดท้ายแล้ว...
เอนโทรปีอาจเป็นกฎของจักรวาล แต่มันไม่ได้เป็นกฎของหัวใจเรา
#LifeShift #Siamstr
[1] รู้จักกับ "Quantum Mechanics" เมื่อโลกใบนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด
ถ้าคุณเดินอยู่ในห้องที่เงียบสงัด..
ลองมองไปรอบๆ ทุกอย่างดูมั่นคง สิ่งของต่างๆ ดูแน่นอน ไม่มีอะไรหายไปหรือเปลี่ยนแปลง
แต่ถ้าคุณซูมเข้าไปจนถึงระดับอนุภาค คุณจะพบว่า… "ไม่มีอะไรมั่นคงเลย"
โลกของกลศาสตร์ดั้งเดิม (Classical Physics) ที่เราคุ้นเคย อธิบายว่าสิ่งต่างๆ มีตำแหน่งแน่นอน มีเหตุและผลที่ตายตัว
แต่ Quantum Mechanics (กลศาสตร์ควอนตัม) บอกเราว่า โลกไม่ได้ทำงานแบบนั้นเลย
นี่คือโลกที่อนุภาคสามารถอยู่ได้สองที่ในเวลาเดียวกัน!
โลกที่ผลลัพธ์ของเหตุการณ์จะไม่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า
และโลกที่ทุกสิ่งอาจเชื่อมโยงกันในระดับที่เราไม่เคยคาดคิด
ฟังดูราวกับเวทมนตร์ใช่ไหมครับ?
แต่นี่คือสิ่งที่ฟิสิกส์บอกว่าจักรวาลของเราเป็นจริงๆ
- - - - - - - - - - -
1. Schrödinger’s Cat - เมื่อแมวมีชีวิตและตายในเวลาเดียวกัน
หนึ่งในแนวคิดที่โด่งดังที่สุดของกลศาสตร์ควอนตัมคือ Superposition (การทับซ้อนสถานะ)
ลองจินตนาการว่าคุณมี แมวหนึ่งตัวในกล่อง พร้อมกับกลไกสุ่มที่สามารถปล่อยก๊าซพิษออกมาได้โดยอิงจากพฤติกรรมของอนุภาคควอนตัม
ตามหลักกลศาสตร์ควอนตัม จนกว่าคุณจะเปิดกล่องขึ้นมา แมวไม่ได้อยู่ในสถานะ “มีชีวิต” หรือ “ตาย” เพียงอย่างเดียว
แต่มันอยู่ใน สองสถานะพร้อมกัน
แต่ทันทีที่คุณเปิดกล่อง..
ระบบจะ “เลือก” สถานะใดสถานะหนึ่ง (Collapse of the Wavefunction)
นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า.. การสังเกตมีผลต่อความเป็นจริง
แต่ก็ต้องระวัง!
แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าแมวจริงๆ จะมีชีวิตและตายพร้อม ๆ กัน!
แต่มันเป็นการจำลองว่าระบบควอนตัมสามารถอยู่ในหลายสถานะพร้อมกันได้ จนกว่าจะมีการสังเกตครับ (ก็เข้าใจยากนิดนึงแหละ)
[2] 2. Quantum Entanglement - เมื่ออนุภาคสองตัวเชื่อมโยงกันโดยไม่มีข้อจำกัดของระยะทาง
"Quantum Entanglement" หรือ "การพัวพันเชิงควอนตัม" คือหนึ่งในปรากฏการณ์ลึกลับที่สุดในฟิสิกส์
ลองนึกถึง "ถุงเท้าคู่หนึ่ง" ที่คุณซื้อมา
คุณหยิบถุงเท้าข้างหนึ่งไปใส่กระเป๋า แล้วส่งอีกข้างหนึ่งไปให้เพื่อนที่อยู่อีกทวีป
คุณไม่ได้เปิดดูว่าถุงเท้าข้างที่คุณถืออยู่เป็นข้างซ้ายหรือข้างขวา แต่ทันทีที่คุณหยิบขึ้นมาดูและพบว่ามันเป็นข้างซ้าย
คุณก็สามารถรู้ได้ทันทีว่า ถุงเท้าของเพื่อนคุณที่อยู่อีกฟากโลกต้องเป็นข้างขวา
แม้ว่าคุณจะไม่ได้เดินทางไปดูมันด้วยตัวเอง!
แต่ Quantum Entanglement ล้ำไปกว่านั้น...
ต่างจากถุงเท้า ที่สถานะของมันถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้น
ในระดับควอนตัม อนุภาคที่พัวพันกันจะไม่มีสถานะที่แน่นอนจนกว่าจะมีการสังเกต
หมายความว่า... ก่อนที่คุณจะดูถุงเท้าของคุณ มันอาจจะเป็นข้างซ้ายหรือข้างขวาพร้อมกัน
และทันทีที่คุณเห็นมันเป็นข้างซ้าย ถุงเท้าของเพื่อนคุณจะ "ถูกกำหนด" ให้เป็นข้างขวาทันที
แม้ว่าจะอยู่ไกลกันเพียงใด
แต่เราต้องระวังความเข้าใจผิด!
แม้ว่า Entanglement จะเชื่อมโยงสองอนุภาค แต่ เราไม่สามารถใช้มันส่งข้อมูลให้เร็วกว่าแสงได้
นั่นหมายความว่า Quantum Entanglement ไม่สามารถใช้เป็น “ช่องทางสื่อสารทันที” เหมือนโทรจิตได้นะครับ
[3] 3. Quantum Mechanics กับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลก
แม้ว่า Quantum Mechanics จะฟังดูเป็นเรื่องล้ำยุค แต่เทคโนโลยีหลายอย่างที่เราใช้ทุกวัน ก็ล้วนเกิดจากกฎควอนตัม
ทรานซิสเตอร์และคอมพิวเตอร์ ใช้หลักการของ Quantum Tunneling
เลเซอร์และไฟเบอร์ออปติก อาศัยพฤติกรรมของโฟตอนในระดับควอนตัม
MRI (เครื่องสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็ก) ใช้หลักการ Spin ของอิเล็กตรอน
และที่สำคัญ Quantum Computing กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เรายังไม่สามารถจินตนาการได้ว่ามันจะเปลี่ยนโลกเราไปอย่างไร..
---
[4] 4. Quantum Entanglement กับชีวิตมนุษย์
Quantum Entanglement เป็นหลักการฟิสิกส์ที่ใช้กับอนุภาคเท่านั้น
แต่ลองคิดในเชิงเปรียบเทียบดู...
คุณเคยคิดถึงใครบางคน แล้วพวกเขาติดต่อมาหาคุณพอดีไหม?
คุณเคยรู้สึกว่า บางคนยัง "อยู่" กับคุณ แม้ว่าพวกเขาจะจากไปแล้วหรือเปล่า?
แน่นอนว่า ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ที่บ่งบอกว่า "Quantum Entanglement ของมนุษย์" มีอยู่จริง
แต่สิ่งที่เรารู้ก็คือ… มนุษย์ไม่ได้อยู่เพียงลำพังในจักรวาลนี้
ความคิด ความทรงจำ และพลังงานทางอารมณ์ที่เราเคยแลกเปลี่ยนกัน อาจยังส่งผลถึงเรา แม้เวลาจะผ่านไป
บางที...
สิ่งที่พัวพันเราไว้ อาจไม่ใช่กฎควอนตัม
แต่มันคือ ประสบการณ์ ความสัมพันธ์ และสิ่งที่เราเคยมอบให้กันต่างหากล่ะ
[5] 5. เราไม่ได้เข้าใจจักรวาลทั้งหมด... และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มันน่าหลงใหล
Quantum Mechanics บอกเราว่า จักรวาลไม่ได้เป็นไปตามสิ่งที่เราคิดเสมอไป
มันเป็นโลกที่เต็มไปด้วยความเป็นไปได้ และความไม่แน่นอน
อาจมีบางสิ่งที่เชื่อมโยงกันในระดับที่เรายังไม่สามารถเข้าใจได้
อาจมีพลังงานบางอย่างที่ส่งผลต่อกันโดยที่เรายังไม่มีสมการอธิบาย
แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือ...
จักรวาลนี้เต็มไปด้วยความลึกลับ
และบางที... นั่นอาจเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดของมัน
---
คุณล่ะ?
คุณเคยรู้สึกไหมว่า… มีบางสิ่งที่เชื่อมโยงคุณกับคนบางคน แม้ว่าจะไม่มีเหตุผลที่อธิบายได้?
บางที… นั่นอาจไม่ใช่ Quantum Entanglement จริงๆ
แต่เป็นหลักฐานว่า… มนุษย์เราไม่ได้อยู่เพียงลำพังในจักรวาลนี้
🔥 Quantum Mechanics คือกฎที่สร้างจักรวาล
แต่บางที… ความสัมพันธ์ของมนุษย์ อาจเป็นกฎที่สร้างความหมายให้ชีวิตเรา
บางคนที่จากไป อาจไม่เคยจากไปจริงๆ ..ความพัวพันของชีวิตกับสายใยที่มองไม่เห็น

เคยไหมครับ... ที่ใครบางคนจากไป แต่คุณยังรู้สึกว่าพวกเขายังอยู่?
คุณเดินผ่านร้านกาแฟที่เคยนั่งกับเขา แล้วความทรงจำพลันย้อนกลับมาเหมือนฉากในหนัง
คุณฟังเพลงเก่า แล้วภาพใบหน้าเขาผุดขึ้นมาในหัว
หรือบางครั้ง คุณคิดถึงใครสักคนอย่างไม่มีเหตุผล...
แล้ววันต่อมา เขากลับส่งข้อความหาคุณ
มันเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ หรือมี "แรงพัวพัน" อะไรบางอย่างที่ยังเชื่อมคุณกับเขาอยู่?
ในโลกของฟิสิกส์ มีปรากฏการณ์หนึ่งที่เรียกกันว่า Quantum Entanglement หรือ "การพัวพันเชิงควอนตัม"
มันเป็นหลักการที่บอกเราว่า... หากอนุภาคเคยมีความเกี่ยวข้องกัน ไม่ว่าพวกมันจะถูกแยกไปไกลแค่ไหน
สิ่งที่เกิดขึ้นกับอนุภาคหนึ่งจะส่งผลต่ออีกอนุภาคหนึ่ง ในทันที
มันอาจไม่ใช่สิ่งที่อธิบายความรู้สึกของมนุษย์ได้โดยตรง
แต่ลองคิดดู...
บางสายสัมพันธ์ในชีวิต ก็เหมือนมีเส้นสายล่องหนบางอย่างเชื่อมโยงกัน แม้เราจะไม่ได้เห็นมันก็ตาม
ความพัวพันเชิงควอนตัม หรือ อนุภาคที่ไม่เคยลืมกัน (ขอยกไปอธิบายทฤษฎีแบบละเอียดในคอมเม้นท์แทนนะครับ)
ถ้าจะอธิบายง่ายๆ ลองนึกถึงเหรียญสองเหรียญที่เคยถูกสร้างขึ้นมาคู่กัน
จากนั้นคุณแยกพวกมันออกไป..
เหรียญหนึ่งอยู่ที่กรุงเทพฯ และอีกเหรียญถูกส่งไปที่นิวยอร์ก
แต่สิ่งที่แปลกประหลาดก็เกิดขึ้น
หากคุณพลิกเหรียญที่กรุงเทพฯ ให้เป็นหัว เหรียญที่นิวยอร์กจะกลายเป็นก้อยทันที แม้ว่ามันจะอยู่ไกลกันเป็นพันกิโลเมตร! 😱
สิ่งนี้เกิดขึ้นจริงในระดับอนุภาค..
เมื่ออนุภาคสองตัวเคยมีปฏิสัมพันธ์กัน พวกมันจะ “เชื่อมโยง” กันโดยไม่สนใจระยะทาง
ไอน์สไตน์ถึงกับเรียกสิ่งนี้ว่า..
"Spooky Action at a Distance" หรือ "การกระทำที่น่าขนลุกจากระยะไกล"
มันขัดกับสามัญสำนึกของเราโดยสิ้นเชิง
แต่การทดลองก็ยืนยันว่ามันเป็นเรื่องจริง
ซึ่งหากอนุภาคเชื่อมโยงกันได้... แล้วมนุษย์ล่ะ?
แน่นอนว่าความพัวพันเชิงควอนตัมเกิดขึ้นในระดับอนุภาค ไม่ใช่ความคิดหรืออารมณ์ของมนุษย์
แต่ลองคิดดู...
ทำไมบางครั้งเรารับรู้ถึงบางสิ่งก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริง?
ทำไมเราถึงคิดถึงใครบางคน แล้วพวกเขาก็ปรากฏตัวขึ้น?
ทำไมบางคนที่จากไปนานแล้ว ยังมีอิทธิพลกับชีวิตเราเสมอ?
บางที...
มันอาจเป็นเรื่องของ ความทรงจำที่เรามีร่วมกัน
ประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง
หรือ พลังงานบางอย่างที่เรามอบให้กันเมื่อครั้งหนึ่งเราเคยอยู่ด้วยกัน
มันอาจไม่ใช่ Quantum Entanglement ตามนิยามทางฟิสิกส์
แต่ในเชิงอารมณ์... เราต่างมีสายใยที่มองไม่เห็น ที่ยังเชื่อมโยงเรากับใครบางคน
// "เขายังอยู่… แม้เขาจะจากไปแล้ว"
ลองคิดถึงใครบางคนที่เคยส่งผลกระทบกับชีวิตคุณ
ครูที่เคยเปลี่ยนมุมมองคุณ
เพื่อนที่เคยอยู่ข้างคุณในวันที่แย่ที่สุด
คนรักเก่าที่เคยทำให้คุณรู้จัก "การรักใครสักคน"
แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี คำพูดของพวกเขาอาจยังสะท้อนอยู่ในหัวคุณ
สิ่งที่พวกเขาทำ อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวคุณ
บางครั้ง พวกเขาไม่ได้อยู่กับเราในเชิงกายภาพอีกต่อไป... แต่พวกเขาไม่เคยหายไปจากเราเลย
// การพัวพันที่ดี และการพัวพันที่ควรปล่อยไป
ไม่ใช่ทุกความพัวพันที่เป็นสิ่งดี
บางคนยัง "ติดอยู่" กับอดีต เพราะไม่สามารถปล่อยบางสิ่งไปได้
บางคนยังถูกผูกมัดด้วยความรู้สึกผิด ทั้งที่มันควรเป็นเรื่องของวันวาน
Quantum Entanglement ไม่สามารถถูกตัดขาดได้ง่ายๆ ในทางฟิสิกส์
แต่ในชีวิตจริง... เราสามารถเลือกได้ว่าเราจะพัวพันกับสิ่งไหน
หากใครบางคนเคยให้แรงบันดาลใจคุณ... ให้พลังงานของเขาผลักดันคุณไปข้างหน้า
หากใครบางคนเคยทำร้ายคุณ... บางครั้ง "ปล่อย" อาจเป็นทางเดียวที่ทำให้คุณเป็นอิสระ
เพราะถึงแม้อนุภาคจะพัวพันกัน... มันสามารถถูกคลายตัวได้ หากมีปัจจัยที่เหมาะสม
และในชีวิตจริง... เราก็เลือกได้เช่นกัน
// เราไม่เคย "อยู่คนเดียว" จริงๆ หรอก
ในจักรวาลของกลศาสตร์ควอนตัม ไม่มีสิ่งใดอยู่อย่างโดดเดี่ยว
อนุภาคเคลื่อนไหวไปมาด้วยแรงที่เรามองไม่เห็น
ทุกอย่างส่งผลถึงกัน
ในชีวิต...
บางครั้ง คนที่จากไป อาจไม่เคยจากไปจริงๆ
พวกเขายังอยู่ใน ความคิดของเรา
ใน สิ่งที่เราเลือกทำ
ใน วิธีที่เราใช้ชีวิตต่อไป
และบางครั้ง…
แม้เราจะไม่ได้พบใครบางคนอีกเลยในชีวิตนี้
พวกเขาก็ยัง "อยู่" กับเราเสมอ
เพราะบางสายใย... ไม่เคยขาดออกจากกันจริงๆ
แล้วคุณล่ะ?
คุณมีใครบางคนที่ยังอยู่ในใจเสมอไหม?
คุณเคยรู้สึกว่าบางสิ่งในชีวิตยังเชื่อมโยงกับคุณ แม้ว่ามันจะผ่านไปแล้วหรือเปล่า?
บางที... จักรวาลนี้อาจไม่ได้แยกเราจากกันจริงๆ
บางที... เราอาจจะยังพัวพันกันอยู่ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
และบางที... นั่นอาจเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดของชีวิต
---------------------------
แต่จริง ๆ แล้ว ไฮไลท์ของบทความคือเนื้อหานับจากนี้ต่างหากล่ะครับ..
เมื่อความทรงจำย้อนกลับมา… เราจะเลือกให้มันเป็นพลัง หรือพันธนาการ?
บางคนที่จากไป.. อาจยังอยู่กับเราในรูปของความทรงจำ เสียงหัวเราะ เรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นร่วมกัน แต่สิ่งสำคัญคือ เราจะให้ความหมายกับมันอย่างไร
อดีตมีอำนาจเหนือเรา ก็ต่อเมื่อเรายึดติดกับมัน
- หากความทรงจำทำให้คุณยิ้ม ก็ให้มันเป็นพลังใจ
- หากมันทำให้คุณเจ็บ ก็ให้มันเป็นบทเรียน ไม่ใช่โซ่ตรวน
ถามตัวเองว่า...
ฉันสามารถขอบคุณช่วงเวลานั้นได้ไหม โดยไม่ต้องจมอยู่กับมัน?
ฉันสามารถนำสิ่งที่เคยได้รับมาใช้เพื่อก้าวต่อไปได้อย่างไร?
เพราะสุดท้ายแล้ว เราเลือกได้เสมอ และไม่ว่าคุณจะเลือกอะไร...
คุณคือคนที่กำหนดความหมายของมันเอง
#Siamstr #LifeShift
Did you guys already wrote an amazing #art piece on the Thai Nostr community about nostr:npub14lqzjhfvdc9psgxzznq8xys8pfq8p4fqsvtr6llyzraq90u9m8fqevhssu !?
Love her work. nostr:npub1prya33fnqerq0fljwjtp77ehtu7jlsjt5ydhwveuwmqdsdm6k8esk42xcv nostr:npub1a8wreeghu0j8g4zqgzex53sq38gjwjdp5czxnu3rfydnz8n8yu2spqkavy #siamstr nostr:npub1mqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43q7rnz85 nostr:note17tsvm8jsmwdw43a38q6r97jacndjda030udgrrw8js2ad6cw2klqrc7uyl
Let do it 😁
A Brief History of Time https://a.co/d/9XHeXk7
ทฤษฎี "Hawking Radiation" เมื่อแม้แต่หลุมดำก็ไม่ได้ดำสนิท
หลุมดำเคยถูกเข้าใจว่าเป็น “นักล่า” ที่ไม่เคยปล่อยเหยื่อออกมา
แต่แล้ว… สตีเฟน ฮอว์กิ้ง (Stephen Hawking) ก็ทำให้ทั้งโลกต้องอ้าปากค้าง
เขาพิสูจน์ว่า "หลุมดำสามารถระเหยและหายไปได้เอง"
สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นจุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง กลับกลายเป็น “ปรากฏการณ์ที่มีชีวิต”
และทั้งหมดนี้… เกิดจาก "กลศาสตร์ควอนตัม"
หลุมดำ คือ อสูรแห่งแรงโน้มถ่วง
ก่อนจะไปถึง Hawking Radiation ลองทำความเข้าใจก่อนว่า หลุมดำคืออะไร?
ถ้าคุณโยนก้อนหินขึ้นไปบนท้องฟ้า มันจะตกลงมาเพราะแรงโน้มถ่วง
ถ้าคุณยิงกระสุนขึ้นไปแรงมากพอ มันจะไปไกลขึ้น
ถ้าคุณส่งจรวดขึ้นไปด้วยความเร็วที่มากพอ มันจะหนีแรงโน้มถ่วงของโลกออกไปได้
แต่ถ้าแรงโน้มถ่วงของวัตถุหนึ่ง มากเกินไป จนไม่มีอะไรสามารถหนีออกมาได้เลย ไม่ว่าคุณจะยิงอะไรออกไปแรงแค่ไหน…
แม้แต่แสง ก็ไม่สามารถหนีออกมาได้..
นั่นแหละคือ "หลุมดำ"
มันเป็นวัตถุที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมากจนกระทั่ง ไม่มีอะไรสามารถหลุดพ้นจากมันได้
ถ้าคุณตกลงไปข้างใน ไม่มีวันออกมาได้อีก
นั่นคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อ…
ฮอว์กิ้ง คือ ชายผู้ตั้งคำถามกับหลุมดำ
ในช่วงปี 1970 สตีเฟน ฮอว์กิ้งเริ่มตั้งคำถามว่า..
“ถ้าหลุมดำดึงดูดทุกอย่างเข้าไป แล้วมันจะมีวันไหนที่มัน (หลุมดำ) จะหายไปไหม?”
คำตอบที่ทุกคนเคยคิดคือ "ไม่"
เพราะถ้าไม่มีอะไรออกมาจากมันได้ มันก็ควรจะอยู่ตลอดไป
แต่ฮอว์คิงกลับมองลึกลงไปกว่านั้น...
มันเกี่ยวกับ "กลศาสตร์ควอนตัม" พลังที่ซ่อนอยู่ข้างขอบของหลุมดำ
โลกของฟิสิกส์มีอยูาด้วยกันสองอาณาจักร..
- ฟิสิกส์ดั้งเดิม (Classical Physics) กฎที่ควบคุมสิ่งใหญ่ๆ เช่น ดาวเคราะห์ แรงโน้มถ่วง
- กลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) กฎที่ควบคุมสิ่งเล็กจิ๋ว เช่น อิเล็กตรอน โฟตอน
ฮอว์กิ้งนำสองสิ่งนี้มารวมกัน และค้นพบอะไรบางอย่างที่อาจ "เปลี่ยนเกม"
มันคือ "อนุภาคเสมือน" คู่หูที่เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า
ในโลกควอนตัม มีบางอย่างที่ ไม่สมเหตุสมผลเลยในสายตาของฟิสิกส์ปกติ
- อนุภาคสามารถปรากฏขึ้นมาและหายไปเองได้- - - พลังงานสามารถผุดขึ้นมาจากที่ว่างเปล่า แล้วหายไปทันที
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "คู่อนุภาคเสมือน" (Virtual Particle Pairs)
ลองนึกภาพว่าคุณเดินอยู่ข้างถนน แล้วอยู่ๆ ก็มีคนสองคนโผล่มาจากอากาศอันบางเบา
จากนั้นพวกเขาก็จับมือกัน แล้ว หายไป ทันที
ฟังดูเป็นไปไม่ได้?
แต่ในระดับควอนตัม… นี่คือเรื่องปกติ
อนุภาคพวกนี้เกิดขึ้นและทำลายกันเองตลอดเวลา ทั่วทั้งจักรวาล
แต่ปกติแล้ว… มันจะอยู่ได้ไม่นาน และจะทำลายตัวเองเสมอ
ยกเว้น…
ณ ขอบฟ้าเหตุการณ์ (Event Horizon) พื้นที่ที่เล่นเกมตามกฎของตัวเอง
ขอบฟ้าเหตุการณ์ (Event Horizon) ของหลุมดำคือ “เส้นแบ่งระหว่างโลกภายนอก กับ ความลึกลับของหลุมดำ”
คิดซะว่าเป็น “เขตแดนสุดท้าย”
ทุกอย่างที่ข้ามเส้นนี้ไป จะไม่มีวันกลับมาได้อีก
แต่สิ่งที่ฮอว์กิ้งค้นพบก็คือ…
ถ้าคู่อนุภาคเสมือนเกิดขึ้น ที่ขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำ
มันจะไม่สามารถทำลายกันเองได้
- อนุภาคตัวหนึ่งจะถูกดูดเข้าไปในหลุมดำ
- แต่อีกตัวหนึ่งจะถูกปล่อยออกไปข้างนอก
และเมื่ออนุภาคที่ถูกปล่อยออกไปนี้ เดินทางออกไปไกลจากหลุมดำ
เราจะเห็นมันเป็น "รังสีที่เปล่งออกมาจากหลุมดำ"
นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า "Hawking Radiation"
แต่.. หลุมดำไม่ได้ดำเสมอไป มันสามารถ “ระเหย” ได้
เมื่อหลุมดำค่อยๆ ปล่อยพลังงานออกมา
มันจะสูญเสียมวลไปเรื่อยๆ
และเมื่อเวลาผ่านไป นับพันล้านปี
หลุมดำก็จะระเหยหายไปจนหมด
จากวัตถุที่เคยถูกมองว่า "ไม่มีวันปล่อยอะไรออกมา"
กลายเป็นสิ่งที่ “สามารถหายไปเองได้”
นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงวงการฟิสิกส์ไปตลอดกาล
สิ่งที่เราสามารถเรียนรู้จาก Hawking Radiation
1. ไม่มีอะไรคงอยู่ตลอดไป (Impermanence)
แม้แต่สิ่งที่เราคิดว่า “ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง” สักวันหนึ่งก็จะเปลี่ยนไป
แม้แต่หลุมดำที่เคยเชื่อว่า "อมทุกอย่างเข้าไป" ก็ยังมีวันจางหาย
2. บางครั้ง ทางรอดก็ไม่ได้มาจากตรงกลาง แต่มาจาก “ขอบเขต”
เหมือนกับที่ Hawking Radiation เกิดขึ้นที่ขอบฟ้าเหตุการณ์
บางครั้ง "ทางออก" ไม่ได้อยู่ที่การพยายามพุ่งเข้าชนปัญหาตรงๆ
แต่มันอาจเกิดขึ้นที่ "มุมมองใหม่" ที่เรายังไม่ได้พิจารณา
3. พลังของสิ่งเล็กๆ ที่สะสมไปเรื่อยๆ
Hawking Radiation ไม่ได้เกิดขึ้นทีเดียวแล้วทำให้หลุมดำหายไปในพริบตา
มันเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา นับพันล้านปี
เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงในชีวิต
การพัฒนาเล็กๆ น้อยๆ ทุกวัน อาจดูเหมือนไม่มีผลอะไร
แต่วันหนึ่ง… มันอาจเป็นสิ่งที่ทำให้คุณเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
หลุมดำ และ คุณ
หลุมดำเคยถูกมองว่าเป็น "จุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง"
แต่ Hawking Radiation พิสูจน์ว่า "แม้แต่หลุมดำก็ยังสามารถปล่อยพลังงานออกมาได้"
ดังนั้น ถ้าคุณรู้สึกเหมือนชีวิตกำลังดูดกลืนทุกอย่างเข้าไป
เหมือนติดอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีทางออก
อย่าลืมว่า…
แม้แต่หลุมดำ ก็ยังสามารถ "ปล่อยบางสิ่งออกมา" ได้
และบางที…
สิ่งที่คุณกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ อาจเป็นแค่.. "กระบวนการ" ที่ทำให้คุณแข็งแกร่งขึ้น
และวันหนึ่ง... คุณอาจมองย้อนกลับไป แล้วพูดว่า
"โชคดีที่วันนั้นฉันไม่ยอมแพ้"
#LifeShift #Siamstr #Hawking
"ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในหลุมดำ อย่าเพิ่งยอมแพ้ เพราะวันหนึ่งคุณอาจกลับมาได้"

เราเคยได้ยินกันใช่ไหมว่า "ถ้าตกอยู่ในหลุมดำ ก็ไม่มีทางหนีออกมาได้"
มันคือสถานที่ที่แม้แต่แสงก็ยังไม่สามารถหลุดพ้นจากแรงโน้มถ่วงมหาศาลของมันได้
ฟังดูเหมือนจุดจบของทุกสิ่ง…
แต่สตีเฟน ฮอว์กิ้ง (Stephen Hawking) ค้นพบว่า “หลุมดำไม่ได้ดำสนิท”
พวกมันสามารถคายพลังงานออกมาได้ ซึ่งเรียกว่า "Hawking Radiation"
นี่เป็นแนวคิดที่เปลี่ยนโฉมหน้าของฟิสิกส์
และอาจเปลี่ยนมุมมองของคุณที่มีต่อชีวิตไปตลอดกาล...
เมื่อไหร่ก็ตามทร่ชีวิตทำให้คุณรู้สึกเหมือนติดอยู่ในหลุมดำ
ลองคิดดูว่า... เคยมีช่วงเวลาที่คุณรู้สึกเหมือน "ไม่มีทางออก" บ้างไหม?
- ความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ
- หนี้สินที่ท่วมหัว
- ความฝันที่พังลงต่อหน้าต่อตา
- ภาวะซึมเศร้าที่เหมือนดูดกลืนทุกอย่างรอบตัว
เหมือนอะไรก็ตามที่คุณพยายามทำมัน “ถูกดูดกลืนเข้าไป” จนคุณแทบหมดแรง
มันคล้ายกับการตกลงไปในหลุมดำ…
ยิ่งดิ้นรน ก็เหมือนยิ่งจมลึกลงไป ไม่มีแสง ไม่มีความหวัง ไม่มีอนาคต
จนกระทั่ง ฮอว์กิ้ง ชายผู้ใช้ชีวิตเพื่อพิสูจน์ว่า “ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้” ปรากฏกายออกมา
ฮอว์กิ้งไม่ได้แค่ศึกษาเรื่องหลุมดำ แต่เขา “พิสูจน์ด้วยชีวิตของเขาเอง”
ตอนอายุ 21 ปี หมอบอกว่าเขาจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 2 ปี เพราะเป็นโรค ALS
จากชายหนุ่มที่มีอนาคตสดใส กลายเป็นคนที่ร่างกายเริ่มใช้งานไม่ได้ทีละส่วน
เขาค่อยๆ สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว พูดไม่ได้ เดินไม่ได้ แต่สมองของเขาก็ยังคงเฉียบแหลม
คุณลองคิดดูว่า…
ถ้าคุณตื่นมาในร่างกายที่ไม่สามารถขยับได้เลย คุณจะยังสู้ต่อไปไหม?
ฮอว์กิ้งเลือกที่จะ "ไม่จมอยู่กับชะตากรรม"
เขาเลือกที่จะ “เปล่งพลังงาน” บางอย่างออกมาแทน
เขาใช้เวลาทั้งชีวิตในการศึกษา "ทฤษฎีสัมพัทธภาพ" (General Relativity)
และทำให้เราเข้าใจจักรวาลในมิติที่ลึกซึ้งกว่าที่เคย
และเขาเป็นคนที่ค้นพบว่า…
"แม้แต่หลุมดำก็ยังสามารถปล่อยพลังงานออกมาได้ แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้?"
Hawking Radiation คืออะไร?
มันคือทฤษฎีที่บอกว่า "หลุมดำ" ไม่ได้ดูดทุกอย่างเข้าไปตลอดกาล แต่สามารถปล่อยพลังงานออกมาได้เรื่อยๆ ทีละนิด ๆ
ลองมองมันเป็น “โอกาส”
มันบอกเราว่า "ถึงแม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่ดูไร้ทางออก ก็ยังมีบางอย่างที่สามารถเปล่งออกมาได้"
แล้ว Hawking Radiation ของคุณคืออะไร?
ความคิดสร้างสรรค์?
คุณอาจกำลังเผชิญปัญหา แต่คุณยังสามารถสร้างบางอย่างจากมันได้
ศิลปินหลายคนสร้างงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา ในช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุด
การเรียนรู้?
แม้คุณจะรู้สึกติดอยู่ แต่คุณสามารถศึกษา ฝึกฝน เรียนรู้ได้
สิ่งที่คุณเรียนวันนี้ อาจเป็นสิ่งที่เปลี่ยนชีวิตคุณได้ในวันพรุ่งนี้
การให้และเชื่อมโยง?
บางครั้งการช่วยเหลือผู้อื่นในช่วงเวลาที่ยากลำบาก อาจเป็นพลังงานที่ช่วยให้คุณกลับมาแข็งแกร่งกว่าเดิม
แรงโน้มถ่วงของหลุมดำ… กับแรงโน้มถ่วงทางจิตใจ
มีบางอย่างที่ดึงดูดเราไว้ ไม่ต่างจากแรงโน้มถ่วงของหลุมดำ
- อดีตที่ทำให้เราติดอยู่กับความเจ็บปวด
- ความกลัวที่ทำให้เราไม่กล้าแม้แต่จะก้าวไปข้างหน้า
- เสียงในหัวที่บอกว่า "เราไม่มีทางดีขึ้นได้"
แต่เช่นเดียวกับทฤษฎีของฮอว์กิ้ง…
"ไม่มีอะไรติดอยู่ไปตลอดกาล"
คุณสามารถเลือกได้ว่า "จะเป็นพลังงานที่ถูกดูดกลืน"
หรือ "จะเป็นพลังงานที่ถูกปล่อยออกมาและหลุดพ้นจากแรงโน้มถ่วงนั้น"
คุณจะเลือกอะไร?
ถ้าคุณกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด…
คุณจะยอมให้มันดูดกลืนคุณไป
หรือคุณจะเลือกปลดปล่อยพลังงานของตัวเองออกมา
ฮอว์กิ้งบอกว่า “ไม่ว่าชีวิตจะยากลำบากสักเพียงใด ก็ยังมีสิ่งที่คุณสามารถทำได้และประสบความสำเร็จได้”
- นั่นอาจเป็นการเริ่มต้นใหม่
- นั่นอาจเป็นการมองหาความหมายในสิ่งที่คุณทำ
- นั่นอาจเป็นการเปล่ง "พลังงาน" ออกมา เหมือนกับที่หลุมดำทำตามทฤษฎี Hawking's radiation
อย่าหยุดเปล่งพลังงานของคุณ
"ทุกสิ่งในจักรวาลเปลี่ยนแปลงได้ รวมถึงคุณด้วย"
หลุมดำเคยถูกเข้าใจว่าเป็นจุดสิ้นสุดของทุกสิ่ง
แต่วันนี้เรารู้แล้วว่า… มันไม่ได้สิ้นสุด แต่มันแค่แปรเปลี่ยน
ชีวิตคุณก็เช่นกัน..
บางครั้งสิ่งที่ดูเหมือน "หลุมดำ" อาจเป็นเพียงช่วงเวลาหนึ่งที่กำลังเปลี่ยนคุณให้กลายเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น
และวันหนึ่งคุณอาจมองย้อนกลับไป แล้วพูดว่า...
"โชคดีที่วันนั้นฉันไม่ยอมแพ้"
และถ้าคุณกำลังตกอยู่ในหลุมดำตอนนี้...
แค่จำไว้ว่าคุณยังสามารถเปล่งพลังงานออกมาได้
และนั่นอาจเป็นสิ่งที่ทำให้คุณกลับมาสู่แสงสว่างอีกครั้ง
#hawking #LifeShift #Siamstr
ตัวอย่างบรรยากาศ รูปที่พัก 🏕 ที่วิน nostr:nprofile1qqsxw3rn76ptcqgpe998kt6xxesegw2gacdc6m3xvpm40r2xlpv7k0qpzamhxue69uhhyetvv9ujumn0wd68ytnzv9hxgtcprpmhxue69uhhyetvv9ujuumfv9khxarj9e3k7mf0qyv8wumn8ghj7un9d3shjtnwda6x7umgdyh8w6tw9uqa2e9g ไปเซอร์เวย์มา ได้จิบเบียร์ ปิ้งย่าง เท้าแช่น้ำ ฟังเสียงป่า นั่งเล่นคุยกันน่าจะเพลินดีพักผ่อนชิลด์ ๆ 😊

อื้อหือ... บรรยากาศด้่นนอกสุดๆ ไปเลย
"การเขียน.. ไม่ใช่แค่เรื่องของภาษา แต่มันคือศิลปะของการพาคนอ่านไปสู่คำตอบที่พวกเขาไม่เคยรู้ว่ามีอยู่"

การเขียนที่ดี ไม่ได้แค่ทำให้คนอ่านเข้าใจ แต่ต้องทำให้ "รู้สึก" และ "จดจำ"
หลายครั้ง.. คนที่สื่อสารได้ทรงพลัง ไม่ได้เก่งเพราะมีคำศัพท์หรูหรา หรือสำนวนอลังการ แต่เพราะเขารู้ว่าควรใช้ "วิธีเล่า" แบบไหน ให้โดนใจผู้อ่าน
ลองมาดู 5 เทคนิคการเขียนบทความง่าย ๆ ที่ผมมักใช้ ทำให้เนื้อหาดูมีมิติ และสัมผัสใจคนอ่านมากขึ้น
1️⃣ Narrative Flow – เล่าเรื่องผ่านสถานการณ์
มนุษย์จดจำ "เรื่องราว" ได้ดีกว่า "ข้อเท็จจริงแห้งๆ"
ลองคิดถึงเวลาเรานั่งฟังเพื่อนเล่าเรื่องสนุกๆ กับการฟังบรรยายข้อมูลในห้องเรียน ความแตกต่างคืออะไร?
"เรื่องราว" ทำให้เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมัน
แทนที่จะเขียนว่า
"คนที่ชอบชี้นิ้วออก มักจะไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง"
ลองเปลี่ยนเป็นเล่าเหตุการณ์
"สมมติว่าคุณขับรถอยู่ แล้วมีคนแทรกเข้ามาในเลนแบบกระทันหัน คุณสบถออกมา ‘ไอ้นี่ขับรถห่วยแตก!’ แต่คุณเคยคิดไหม… ว่าตัวคุณเองก็อาจเคยเผลอทำแบบนี้ในวันที่รีบสุดๆ?"
คนอ่านจะ "เห็นภาพ" และเริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง
2️⃣ The Contradiction Challenge – ตั้งข้อขัดแย้งเพื่อกระตุ้นความคิด
คนเรามักจะเชื่อในสิ่งที่ "เคยชิน" แต่ถ้าเราโยนอะไรที่ตรงข้ามออกไปล่ะ?
"บางครั้ง การไม่ให้คำตอบที่ชัดเจน คือการเขียนที่ทรงพลังที่สุด"
"เราเชื่อว่าคนดีต้องได้รับสิ่งดีๆ แต่เคยสังเกตไหมว่าบางครั้งคนที่ขยันสุดๆ กลับไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนคนที่ดูไม่พยายามมาก กลับไปได้ไกล?"
"ทุกคนอยากเป็นตัวของตัวเอง แต่ถ้าสิ่งที่คุณเรียกว่า ‘ตัวเอง’ ถูกสร้างขึ้นมาจากกรอบสังคมตั้งแต่แรกล่ะ?"
คนอ่านจะหยุด คิด และเริ่มสำรวจมุมมองใหม่
3️⃣ Question-Driven Exploration – ตั้งคำถามให้ฉุกคิด
คนเรามักอยากหาคำตอบ โดยเฉพาะคำถามที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง
แทนที่จะบอกตรงๆ ให้คนอ่านทำอะไร ลองตั้งคำถามให้เขาต้อง "เลือก"
"ถ้าคุณต้องเลือกระหว่าง ‘ชีวิตที่ปลอดภัยแต่ไม่มีความหมาย’ กับ ‘ชีวิตที่เสี่ยงแต่ถูกเติมเต็ม’ คุณจะเลือกอะไร?"
"คุณบอกว่าต้องการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าดูดีๆ สิ่งเดียวที่คุณทำคือตั้งเป้าหมายซ้ำๆ โดยไม่ลงมือทำ?"
คนอ่านอาจจะสะดุด และหยุดอ่านแบบผ่านๆ แต่ก็อาจเริ่มถามตัวเองจริงๆ
4️⃣ Reverse Engineering – ถอดรหัสพฤติกรรม
นี่คือเทคนิคที่ใช้การ "ย้อนกลับ" ว่าทำไมบางคนถึงคิดหรือทำอะไรบางอย่าง
แทนที่จะบอกว่าต้องทำยังไง เราเริ่มจาก "ทำไมถึงเป็นแบบนี้ตั้งแต่แรก?"
"ทำไมบางคนขยันแต่งานไม่เดินหน้า?"
พวกเขายุ่งกับงานที่ ‘ดูเหมือนสำคัญ’ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงผลลัพธ์จริงๆ
พวกเขาโฟกัสที่การ ‘ทำให้ดีที่สุด’ แต่ไม่เคยตั้งคำถามว่า ‘สิ่งนี้จำเป็นจริงๆ หรือเปล่า’
"ทำไมบางคนประสบความสำเร็จเร็วกว่า?"
เพราะพวกเขาไม่ได้รอให้ ‘พร้อม’ แต่เริ่มแม้ยังไม่รู้ทุกอย่าง
เพราะพวกเขาเรียนรู้จากคนที่ทำสำเร็จแล้ว แทนที่จะพยายามแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยตัวเอง
คนอ่านเริ่มเห็น "กลไกเบื้องหลัง" ของพฤติกรรม และสามารถนำไปใช้ได้จริง
5️⃣ Personal Letter Format – เขียนเหมือนจดหมายถึงผู้อ่าน
นี่คือวิธีที่ทำให้เนื้อหาดู "ใกล้ชิด" เหมือนกำลังพูดกับเพื่อน ไม่ใช่แค่การสอนหรือบรรยาย
มันใช้ "ความจริงใจ" และ "ความเป็นมนุษย์" ดึงให้คนอ่านรู้สึกว่า "นี่คือเรื่องของฉัน"
"ถึงคุณที่กำลังรู้สึกเหนื่อย...
ฉันเข้าใจนะว่ามันไม่ง่ายเลย บางวันคุณอยากล้มเลิก บางวันคุณสงสัยว่าตัวเองมาถูกทางไหม
แต่ขอให้รู้ไว้อย่างหนึ่ง... การเดินไปช้าๆ ยังดีกว่าการยืนอยู่กับที่ เพราะการยืนอยู่กับที่ หมายความว่าคุณปล่อยให้ทุกอย่างรอบตัวกำหนดชีวิตคุณ
แค่คุณอ่านถึงตรงนี้ ก็หมายความว่าคุณยังไม่ยอมแพ้ และนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด"
คนอ่านรู้สึกว่า "เราเข้าใจเขาจริงๆ" และอยากติดตามต่อ
- - - - -
"การเขียนที่ดี ไม่ใช่การยัดเยียดข้อมูล แต่เป็นการพาผู้อ่านเดินไปเจอคำตอบด้วยตัวเอง"
#Siamstr
การชี้นิ้วออก vs. การชี้นิ้วเข้า
เราอาจเคยได้ยินว่า “อย่าชี้นิ้วโทษคนอื่น” หรือ “อย่าชี้นิ้วเข้าหาตัวเองมากเกินไป”
แต่ในความเป็นจริง การชี้นิ้วออก และการชี้นิ้วเข้า ไม่ได้เป็นเรื่องของ “ผิด” หรือ “ถูก” เพียงอย่างเดียว
มันเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน
การชี้นิ้วออก >> มองออกไปนอกตัวเอง
“ทำไมพนักงานไม่ขยัน? องค์กรต้องจัดการให้ดีกว่านี้!”
“ก็เพราะสังคมมันเป็นแบบนี้ไง ฉันถึงไม่มีโอกาส”
✅ ใช้เพื่อระบุปัญหาภายนอกที่อาจต้องเปลี่ยนแปลง
✅ กระตุ้นให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกันในระดับสังคม องค์กร หรือระบบ
❌ ถ้าหมกมุ่นกับการชี้นิ้วออกมากเกินไป อาจทำให้เราติดอยู่กับ mindset ของ “เหยื่อ”
❌ อาจเป็นการผลักภาระให้คนอื่นรับผิดชอบ โดยไม่พยายามแก้ไขจากฝั่งตัวเอง
การชี้นิ้วเข้า >> หันกลับมามองตัวเอง
“ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบตลอด? หรือฉันไม่ได้ตั้งขอบเขตให้ชัดเจน?”
“ฉันบ่นว่าเพื่อนร่วมงานไม่โอเค แต่ฉันเคยสื่อสารให้เขารู้ไหมว่าฉันต้องการอะไร?”
✅ ช่วยให้เราเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง
✅ ทำให้เรามีอำนาจเหนือสถานการณ์ เพราะเราสามารถเลือกเปลี่ยนแปลงได้
❌ ถ้าหันนิ้วเข้าหาตัวเองมากเกินไป อาจนำไปสู่การตำหนิตัวเองโดยไม่จำเป็น
❌ อาจทำให้ละเลยปัจจัยภายนอกที่จำเป็นต้องถูกเปลี่ยนแปลง
แล้วเราควรใช้แบบไหน?
จริง ๆ แล้ว มันไม่ใช่ “เลือกแค่แบบเดียว” แต่มันคือ ความสมดุล ระหว่างการมองออกไปนอกตัวเอง กับการย้อนกลับมามองตัวเอง
ถ้าคุณรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้น “ไม่ยุติธรรม” >> ถามตัวเองว่า ฉันสามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้มันดีขึ้น แทนที่จะรอให้คนอื่นเปลี่ยน
ถ้าคุณพบว่า “ตัวเองต้องเปลี่ยน” >> อย่าลืมว่า บางครั้งปัญหาก็มาจากระบบ สังคม หรือโครงสร้างที่เราควรช่วยกันแก้ไข ไม่ใช่แค่ปรับตัวเองให้เข้ากับมัน
ใช้การชี้นิ้วให้เป็นพลังในการเปลี่ยนแปลง
การชี้นิ้วออก >> ใช้เพื่อตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นปัญหาในระบบ แต่ต้องไม่ใช่ข้ออ้างให้เราหยุดพัฒนา
การชี้นิ้วเข้า >> ใช้เพื่อพัฒนาตัวเอง แต่ต้องไม่เป็นกับดักที่ทำให้เราตำหนิตัวเองตลอดเวลา
ในท้ายที่สุด...
โลกจะเปลี่ยนไปได้ เมื่อเราทั้ง "กล้าที่จะตั้งคำถามกับมัน" และ "กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง" พร้อมกัน
"มนุษย์มักมองเห็นฝุ่นในตาของคนอื่นได้ชัดเจน แต่กลับมองไม่เห็นขอนไม้ในตาของตัวเอง"

ฉันชื่อ "ประนอม" และนี่คือสิ่งที่ฉันสังเกตเห็นในตัวเอง
ก่อนหน้านี้.. เวลามีอะไรผิดพลาด ฉันมักจะมองออกไปข้างนอกก่อน
"ทำไมเขาทำแบบนั้น?"
"ทำไมคนพวกนี้ถึงคิดแบบนี้?"
"ทำไมโลกมันถึงเต็มไปด้วยคนที่ทำให้ฉันหงุดหงิด?"
ฉันใช้เวลามากมายไปกับการตั้งคำถามแบบนี้ ทั้งบนโลกออนไลน์และในชีวิตจริง
บางที.. เวลาฉันเห็นใครขับรถช้า ฉันอดคิดไม่ได้ว่า "คนพวกนี้มันขับรถยังไงกันวะเนี่ย?"
หรือเวลามีคนโพสต์อะไรที่ฉันไม่เห็นด้วย ฉันก็รู้สึกอยากเข้าไปโต้แย้งให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย
ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดานะ...
ใครๆ ก็คงเคยรู้สึกแบบนี้
จนกระทั่งวันหนึ่ง ฉันเจอสถานการณ์ที่ทำให้ฉันเริ่มคิดกลับด้าน
วันนั้น.. ฉันโพสต์อะไรบางอย่างลงโซเชียลมีเดีย และมีคนเข้ามาคอมเมนต์แบบที่ทำให้ฉันรู้สึกแย่
ตอนแรก.. ฉันอยากจะตอบโต้กลับไป
แต่แทนที่จะถามว่า "ทำไมคนพวกนี้ถึงชอบวิจารณ์คนอื่น?"
ฉันลองเปลี่ยนคำถามเป็น...
"ฉันเคยทำแบบนี้กับใครบ้างไหมนะ?"
แล้วฉันก็เริ่มนึกออก...
ฉันเคยไปคอมเมนต์ในโพสต์ของใครบางคน ด้วยอารมณ์ที่คล้ายกัน
ฉันเคยรู้สึกว่า "เขาควรจะเข้าใจแบบนี้สิ!" โดยที่ฉันไม่เคยรู้จักเขาจริงๆ
ฉันเคยรู้สึกว่าฉันกำลัง "ให้ข้อคิด" แต่ลึกๆ แล้ว มันอาจเป็นแค่ "การเอาชนะ"
ฉันไม่ได้ผิด และคนอื่นก็ไม่ได้ผิด
แค่ว่า... มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะมองเห็นโลกจากมุมของตัวเอง
เชื่อไหมว่า.. การ "ชี้นิ้วออก" กับ "ชี้นิ้วเข้า" มันให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันมาก ๆ (ต่อตัวเราเอง)
ฉันไม่ได้บอกว่า การชี้นิ้วออกไปมันผิด
และฉันก็ไม่ได้บอกว่า การชี้นิ้วเข้าหาตัวเองคือคำตอบที่ดีที่สุดเสมอไป..
แต่เมื่อฉันลองสังเกตตัวเอง... ฉันพบว่า
เวลาฉันชี้นิ้วออกไป ฉันมักจะรู้สึกว่า "ฉันควบคุมอะไรไม่ได้"
แต่เวลาฉันชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง ฉันกลับเห็นว่า "ฉันยังทำอะไรบางอย่างได้"
ฉันลองสังเกตดูว่า...
เวลาเราคิดว่า "ทำไมเขาถึงพูดแบบนั้น?"
ลองเปลี่ยนเป็น "เขากำลังมองเรื่องนี้จากมุมไหน?"
เวลาเรารู้สึกว่า "ทำไมเขาถึงไม่เข้าใจฉัน?"
ลองเปลี่ยนเป็น "ฉันเข้าใจเขามากพอหรือยัง?"
เวลาเราหงุดหงิดกับเพื่อนร่วมงานที่ดูไม่มีความรับผิดชอบ
ลองเปลี่ยนเป็น "ฉันช่วยทำให้การทำงานร่วมกันดีขึ้นได้ยังไง?"
มันอาจไม่ได้เปลี่ยนโลกทั้งใบ...
แต่มันเปลี่ยนวิธีที่ฉันรู้สึกกับโลกนี้
"ไม่มีใครเคยสร้างอนาคตที่ยิ่งใหญ่ได้จากการชี้นิ้วมีแต่ผู้ที่ลงมือทำเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงโลกได้"
ท้ายที่สุดแล้ว... เรากำลังเลือกมองจากมุมไหนล่ะ?
ฉันไม่ได้มาชวนให้ใคร "ต้องเปลี่ยน"
แค่อยากแบ่งปันว่า ฉันเคยลองเปลี่ยนมุมมองดู แล้วมันส่งผลต่อความรู้สึกของฉันยังไง
ฉันเคยรู้สึกเหนื่อยกับการเห็นแต่ "ปัญหาของคนอื่น"
แต่พอฉันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองแทน
ฉันกลับรู้สึกว่าฉันมีพลังมากขึ้น
บางที "ปัญหา" อาจไม่ได้อยู่ที่ว่าโลกเป็นยังไง
แต่เรา "เลือก" ที่จะมองมันยังไง
มีคนเคยบอกไว้ว่า...
"เราไม่สามารถเปลี่ยนทิศทางของลมได้ แต่เราสามารถปรับใบเรือของเราเอง"
ฉันยังคงเป็นคนเดิม
แค่เปลี่ยนจากคนที่ใช้เวลาต่อสู้กับสิ่งที่อยู่นอกตัวเอง มาเป็นคนที่ลองตั้งคำถามกับสิ่งที่ฉันควบคุมได้
แล้วคุณล่ะ?
คุณคิดว่าเราควรเลือกมองโลกจากมุมไหน?
พวกเราเชื่อกันไหมว่า..
"เมื่อเรามองออกไปนอกหน้าต่าง เราเห็นแต่ความผิดพลาดของคนอื่น แต่เมื่อเรามองกระจก เราจะเห็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง"
#LifeShift #Siamstr
จ้างนายแบบมาลองหมวก 100 sats
#Siamstr



