Avatar
R0PE
e4cd9ea1d22fe6e01f09c0557a7b4b9c5b9ce31221ee2cb0b707e49000b369b8

Merry christmas

ทุกๆ วัน คือวันออม

https://void.cat/d/DVQPDdj7qtZxBcc69u9Kdd.webp

Replying to Avatar Right Shift

มีหลายท่านคอมเพลนมาว่าภาพปกของลงทุนแมนไม่เฟี้ยวเลย แอดมินน้อมรับและแก้ไขให้ครับ

#m=image%2Fjpeg&dim=1080x608&blurhash=i4F5aB%40%3D005r01%3Dz00Eg%5E%24Me-%3B9E9ZTe%24%2Bv%7CIo_200Pq%2CG%3DEod9Z%5E%2Bi%7BMx004n_4-UwL4.XmNK9FEWrC%3FapH%5E39a9Z%25MEN&x=3818251f45790dd99a649631336c6f601e5ee2a9105618b514708fb08f926d35

โลกภายใต้ระบบเฟียตจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างมันจะดูดีขึ้น อู้ฟู่ขึ้น แต่ว่ามันเป็นการพัฒนาเชิงเปลือก คุณภาพชีวิต ขนาดครอบครัว จำนวนการมีลูก ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้กลับด้อยลงเรื่อยๆ

.

ผมมองว่าความมั่งคั่งและความเจริญของประเทศ แทนที่จะมาดูที่ GDP ดูที่อะไรเนี่ย อนาคตประเทศชาติผมดูที่อัตราการเกิด เพราะว่าการที่เด็กจะเกิดขึ้นมาสักคนนึง พ่อแม่เค้าต้องมีความหวังในอนาคต เค้าต้องคิดว่าอนาคตมันจะดีกว่าสำหรับลูกเค้า เค้าอยากมีลูกเพื่อให้มาเจอกับอนาคตนั้น

.

เมื่อความหวังมันไม่มี ไม่มีใครอยากมีลูก... เพราะฉะนั้นบางทีเรามองตัวเลขแบบนี้ แล้วเราไปมองแมทริกซ์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ต่างๆ ของโลก เราจะเริ่มเห็นโลกในมุมที่ต่างไป

.

ประเทศที่เราเคยมองว่าเป็นประเทศตัวอย่างที่ดีอย่าง ญี่ปุ่น ทำไมเค้าไม่มีลูกกัน ถ้ามันดีนักทำไมคนถึงไม่มีความหวัง เราจะเห็นว่าหลายประเทศถดถอยมานานแล้ว แค่ว่าผลของมันน่ะช้า

.

มันจะมีคำพูดของผู้ใหญ่ท่านนึงที่ผมรู้จัก เขาจะบอกว่า "ความจริงแม่งช้า" มันคืออย่างนั้นจริงๆ เราจะเห็นผลกระทบเหล่านี้ ค่อยๆ เกิดขึ้น

เนื้อหาบางช่วงบางตอน ใครพอมีเวลาและยังไม่ได้ดู

ลุย!!! การันตีว่าของดีครับ

#Siamstr

โคตรเท่ห์ โคตรชอบ

Replying to Avatar Win Vee

Wtf

ที่หน้าตกใจ

คือคอมเม้นสาวๆ

นักกิน ชาบูปิ้งย่าง

มีความคิด ในเชิงเห็นด้วย

ถึงแม้จะยังไม่โอเคในคอนเซป

แต่ถ้าปรับปรุงให้พอรับได้ มีคนพร้อมรับ

เช่น

เปลี่ยนเป็น tatoo (ขั่วคราว)

ส่วนลด 15% น้อยไป

เมื่ออนาคต คุณกลายเป็นสินค้าเต็มตัวๅ

#m=image%2Fjpeg&dim=1080x1080&blurhash=UBEBW%5B%7EVJT%24*%2BGs.%25Mwx0iE2rrWB5-R*RPRj&x=8cbaade9990e7349e5aab31f3c7d7bd4a3913535538cfc668047659508b019c9

ซื้อได้ซื้อแล้ว

แต่ซื้อบ่ได้อิหลี

แต่ย้อน เงินหมดบัญชี

เลยซื้อ บ่...ได้...

#m=image%2Fjpeg&dim=1024x1024&blurhash=UFFGd_-nLNE2EMS49YIo4.b%5ExutR%3FGx%5DI%3Axu&x=8018ee5ab3a181478cb7bd54d22b3ebf53dd9ff99c412988ef7c56c67339de79

#m=image%2Fjpeg&dim=1024x1024&alt=%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A1+%21%21&blurhash=UFFGd_-nLNE2EMS49YIo4.b%5ExutR%3FGx%5DI%3Axu&x=d4fc463c51d0856823d79506841de74946a765609986cec72386b16fe2f0b42a

Replying to Avatar tukjedsadatik

>>>>>ที่มาของชื่อTukjedsadatik<<<<<<<

>>ผมแสวงหาความUniqueของตัวเองอยู่เสมอ ในวัยเด็กผมเรียนอยู่ร.ร.เอกชนแห่งหนึ่งย่านสมุทรปราการ ผมเป็นคนหัวช้า แต่เรื่องไหนผมสนใจผมจะพยายามเป็นพิเศษจนทำได้ดี

>>ชื่อเล่นผมชื่อปั๊ม แต่เพื่อนผมเรียกว่าตุ๊กเพราะหน้าเหมือนตุ๊กแก เป็นความอัปยศในชีวิตผมอย่างนึง เมื่อผมอยู่แถวพระประแดงแถวบ้านคนจะเรียกผมว่าปั๊ม แต่พอข้ามมาในเขตเมืองคนจะเรียกผมว่าตุ๊ก

สร้างความสับสนให้หัวสมองผมเป็นอย่างยิ่ง

>>>วันนึงในช่วงม.ปลาย มาสเตอร์(โรงเรียนผมเรียกครูผู้ชายว่ามาสเตอร์ ไม่ต้องพูดว่าไม่ได้ถามนะครับ ผมอยากบอก) ได้ให้ตั้งชื่อEmailเพื่อใช้ในวิชาComputer

แล้วผมก็พบความมหัศจรรย์ว่าชื่อEmailที่ผมสมัครนั้น มันต้องลงท้ายด้วยตัวเลขทุกอัน!! ใช่ครับมันซ้ำกับคนอื่น ผมกระหน่ำสมัครEmailชนิดที่ว่าไม่ได้หลับไม่ได้นอน

>>>Dj-Pump3939@.......com(จำเลขหลังไม่ได้)

>>>Tukyanee02@.......com(จำเลขหลังไม่ได้)

>>>และอื่นๆอีกมากมายที่ลงท้ายด้วยเลข1-10

>>>>เฮ้ยมันไม่มีซักชื่อเลยหรอวะ<<<<

>>>>หนุ่มน้อยอายุ13รู้สึกท้อแท้อ่อนเพลียละเหี่ยใจ<<<<

ช่วงนั้นติ๊กเจษฎาภรณ์กำลังเป็นพระเอกดังเนื้อหอม ทันใดนั้นผมเหมือนมีฟ้าแลบเข้ามาในหัว(คุณเชื่อเรื่องบุพเพสันนิวาสมั้ย❤️) ผมรีบคว้าคีย์บอร์ดแล้วซัดชื่อTukjedsadatikลงในหน้าจอสีขาวที่ว่างเปล่าของผม

>>>>>สำเร็จครับมันเป็นชื่อเดียวที่มีในโลกจริงๆ<<<<

หลังจากนั้นผมก็ใช้ชื่อนี้ตลอด บนโลกอินเตอร์เน็ต ไล่มาตั้งแต่ยุด2Gถึง5G

เป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของผม....

ว่าแต่.....

มีใครอยากรู้ป่าววะ

T.tukjedsadatik

ชื่อเท่ห์ จริงๆ 555

ผมยังตามหาชื่อที่มัน

ยูนีค และไม่มีตัวเลขไม่เจอเลย

ชื่อไทยผมว่าก็ไม่ซ้ำใครแล้วนะ

พอตั้งภาษาอังกฤษ

ไปซ้ำชื่อคนอื่นได้งัยวะ

Replying to Avatar AdlerNS2

ผมเป็นพนักงาน office เวลาทานข้าวกลางวันเสร็จจะมีเวลาพักเล็กน้อย ผมเลือกที่จะเดินออกกำลังกายในสวนอันแสนแพงของที่ทำงานแต่ไม่ค่อยมีคนใช้งาน

จุดประสงค์ของการเดินกลางวันของผม

1. เพื่อออกกำลังกายพยายามเดินให้ได้วันละ 8,000 ก้าว ผมเชื่อว่าร่างกายมนุษย์ถูก design ให้ยืนเดินด้วยนอกจากนั่งและนอน อีกทั้งวันนี้ที่ยังมีแรงอยู่สามารถเดินได้ไม่ชอบเดินกัน วันที่อัมพฤกษ์ อัมพาต มาเยือนจะเดินก็ไม่ได้ แต่ก็อยากจะเดินกัน เป็นสิ่งที่แปลกมาก ๆ ของมนุษย์

2. เพื่อเจริญสติมันก็คือการเดินจงกรม ปรกติผมจะชอบเดินคนเดียวใช้ความรู้สึกในการเดินเป็นหลักแต่พอความคิดปรุงแต่งเกิดระหว่างเดินก็จะฝึกรู้มันไป เชื่อไหมครับว่ามันดีมาก ๆ เป็นการพักสมองจากความเครียดของงานในช่วงเช้า และบางทีอยู่ ๆ มันก็มีความคิดทางแก้ไขปัญหาของงานที่เรายังคิดไม่ออกพุดขึ้นมาดื้อ ๆ อาจจะเพราะเราดึงตัวเองออกจากวังวนความคิดมามองปัญหาตามความเป็นจริงก็ได้ แต่หลัง ๆ เพื่อนชอบมาเดินด้วยเลยไม่ค่อยได้เจริญสติซักเท่าไร

3. เพื่อสัมผัสแสงแดดและธรรมชาติ ก่อนหน้าที่จะได้รู้จัก Nostr และฟังคำบ่นอันทรงคุณค่าจากหมอเอก ผมเชื่อว่าโดนแสงอาทิตย์บ้างแต่พอดีมัน เพิ่มวิตามินดี และผิวก็ไม่แพ้ง่ายด้วย อีกอย่างแค่แสงรำไรมีเงาไม้บังบ้างไม่เป็นอะไรมั้งทีฝรั่งตากแดดริมทะเลกันชิว ๆ พอได้ฟังหมอเอกบ่นก็ confirm ว่าคิดถูก อีกทั้งถ้าเราเจอความร้อนแบบธรรมชาติให้เหงื่อออกบ้างมันทำให้ร่างกายเคยชินกับอุณหภูมิตามธรรมชาติน่าจะดีกว่าชินกับแอร์

เชื่อไหมว่าผมเป็นคนส่วนน้อยมากในสวนมีคนทำแบบผมไม่ถึง 1% เพื่อนพนักงานต่างทักผมว่าไปเดินกลางวันระวังเป็นมะเร็งผิวหนังแทบทุกคนราวกับฝึกท่องกันมา แต่สิ่งที่พวกเค้าทำคือกินข้าวเสร็จแล้วนั่งตากแสง fluorescent ในห้องแอร์น่ะหรือ

หลังจากที่ฟังหมอบ่นมาก ๆ ก็ confirm การกระทำของผม ผมจึงบอกว่ามีชาวน่าซักกี่คนเป็นมะเร็งผิวหนัง ผิวแบบชาวเอเชียที่คล้ำง่ายเพราะเม็ดสีผิวที่สร้างขึ้นมาป้องกับ UV อยู่แล้ว อาจจะทำให้ดำหน่อยไม่หล่อสวยตามปัจจุบันนิยมแต่ได้วิตามินดีสุภาพดี ไม่ได้เป็นมะเร็งผิวหนังง่าย ๆ

เมื่อผมได้แนะนำสิ่งเหล่านั้นไป เพื่อนเหล่านั้นกลับมองว่าผมงมงายมีความเชื่ออะไรเพี้ยน ๆ ผมเองก็งงความคิดผมมันเพี้ยนจากอะไรว่ะ ทั้ง ๆ ที่ชาวนาผิวดำเมียมเองส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นมะเร็งผิวหนัง จะมีแต่ฝรั่งผิวขาวที่คึกตากแดดริมหาดจะผิวไหม้จากแสงอาทิตย์ คนเอเชียตากแดดจนผิวไหม่ได้นี่น้อยมาก ๆ ต้องเป็นแสงแดดที่แรงจริง ๆ

ความเชื่อราวกับการท่องจำเหล่านี้มันน่ากลัวจริง ๆ แม้ข้อเท็จจริงแสดงตรงหน้าแต่เลือกที่จะเชื่อความเชื่อที่มีแต่เดิมซึ่งเกิดจากโฆษณาขายโลชั่นกันแดด หรืองานวิจัยผิวฝรั่งที่สร้างเม็ดสีได้น้อย หรืออาจจะเป็นค่านิยมความสวยหล่อของปัจจุบันนิยมที่ชอบผิวสีขาว หรือถ้าย้อนกับไปสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการสร้างค่านิยมที่เชื้อชาติว่าผิวขาวแบบชาวอารยัน

ความเชื่อที่ทำให้เรากลัวแสงอาทิตย์มันราวกับเป็นลัทธิที่เราไม่สามารถเปลี่ยนความเชื่อนี้ได้โดยง่ายไม่ว่าสถิติจะเป็นเช่นไร ไม่ต่างอะไรกับการป้อนยาส้มให้กับคนที่ไม่เห็นค่าจริง ๆ

#siamstr #siamstrog

แฟนผมคือ 1 ในนั้น

เขาไม่กลัวมะเร็ง

แต่เขากลัวแก่ ....

มานั่งนึกดู ว่าทำไมเริ่มสนใจ bitcoin

จุดเริ่มต้นมันน่าจะเป็นเงินเฟ้อ

หลักจากฟังอาจารย์ตั๊มป้ายยามาเรื่อย

ยิ่งช่วงนั้นผมรู้สึกหดหู่กับ การเมือง สังคม

เศรษฐกิจ มองทางใหนมันมืดไปหมด

(ยิ่งรับข่าวสารเยอะ มันยิ่งมองไม่เห็นทางออก)

จนเราคิดว่าเออ Bitcoin นี่แหละ

อาจจะเป้นทางออก (คิดว่าแบบนั้น)

แต่อย่างน้อยมันแบบ มีอะไรยึดโยงใจ

ว่าเออ เวลาเราไม่พอใจกับถนน

โครงสร้างพื้นฐาน ความไม่ยุติธรรมอะไรก็ตามแต่

ที่เมื่อก่อนเราจะเข้าไม่พอใจเราก็จะด่า

toxic สนั่น social

เราอาจจะคิดว่าสังคมขับเคลื่อนด้วยการด่า

เราทำอะไรไม่ได้

อยากจะบอกว่าอย่างน้อยมรึงทำได้เว้ยยย

ให้ Bitcoin แก้ เอาเงินออกจากมือรัฐบาล

หลังจากนั้นมา เวลาหงุดหงิดสังคม

ก็มาใช้วิธี ไม่พอใจ กดซื้อ bitcoin

ไม่พอใจก็กดซื้อเข้าไป

ไม่มีตังก็แปลว่าเราอาจจะทำงานไม่มากพอ

ไม่ก็ mindset เราอาจจะมองอะไรขวางหูขวางตามากเกินไป

55555555555555555

Fix money , fix the world

#siamstr

https://void.cat/d/LtGwegtZH1CVEXGd3FgUcF.webp

ดีจังแฮะ...

บางทีก็อยากรู้เหมือนกัน

ว่าเขาคุยเรื่องอะไรกัน

ชาว Bitcoiner

nostr:naddr1qq2kkezf0qe8ws68f3nkycmwdetrqs3kfdrrwq3qmqcwu7muxz3kfvfyfdme47a579t8x0lm3jrjx5yxuf4sknnpe43qxpqqqp65wqrxtaa

เวลาเห็นคนพูดเรื่องพัฒนาการศึกษาทีไร

ก็อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมไม่ยกเลิกพวก

ใบปริญญาอะไรพวกนี้

พร้อมทำงาน ก็ทำได้เลย

เมื่อตลาดต้องการคุณภาพ

ไม่ได้ต้องการใบปริญญา

พวกสถาบันศึกษาก็จะสอน

เพื่อเอาคุณภาพ มากกว่า

สนใจโปรโมทสถาบัน รับคน

เพื่อเพิ่มยอดจบ ยอดรายได้ของตัวเอง

คนที่บอกให้โอกาสทางการศึกษา

แทนที่จะให้ทุนมาเรียนๆ

รับเข้าทำงาน เป็นทุนศึกษาหน้างานจริง

ปีเดียวก็เป็นแล้วงาน

ไม่ต้องห่วงว่า เอกชนพอไม่มี

ใบการันตีแล้วเขาจะคัดคนไม่ได้

เขาคัดคนเก่งมากจ้า ทั้งคัดเข้าคัดออก

ให้ตลาดแม่มได้เลือกได้ทำงานของมันเอง

แค่ไม่ต้องบอกต้องจบเท่านั้นเท่านี้

ทำงานได้ อายุถึง ความสามารถถึง

เพราะการศึกษาเดี๋ยวใน internet

มีหมดแล้ว ไม่ต้องบอกจบ ป ตรี

เงินไม่ต้องใช้สักบาท !!

กล้าหรือเปล่าแค่นั้น

#siamstr

บริษัทที่หากินอยู่กับ เงิน fiat

บริษัทที่กำไรดี

แข็งแกร่ง และเติบโตได้แก่

บริษัท..ผลิตสารเสพติด

และ หนี้ หนี้ หนี้ ...

#siamstr

เป็นเหมือนกันครับ ตอนนี้ใช้งานได้แล้ว

แต่ข่าวเงียบเลย (หรือบลอคช่องข่าวห่วยๆไปหมดแล้วก็ไม่รู้)

“เห็นจักรวาลทั้งจักรวาล

จะมีความหมายอะไร”

ว่าด้วยเรื่องคุณค่าและมูลค่า….

ต้นไม้ที่เราปลูกจะบอกว่าเรา

เป็นคนอย่างไร...

ปลูกต้นไม้นั้นถ้ามองแต่เรื่องมูลค่า

ก็อาจจะได้แต่ต้นพะยูงเต็มสวน

แต่ถ้าก้าวข้ามเรื่องของมูลค่ามาได้

เราอาจจะมองเห็นคุณค่าในต้นไม้ชนิดต่างๆ

มากมาย

ต้นไม้แต่ละชนิดมีคุณค่าด้านต่างๆแตกต่างกันออกไป การใช้งานใช้ประโยชน์ก็แตกต่างกันออกไป

บางชนิดเป็นแหล่งอาหาร

ใบกินได้ ยอดกินได้ ผลกินได้ เมล็ดกินได้

บางชนิดเป็นไม้ใช้สอย ใช้ทำฟืนหุงหาอาหาร

ใช้ทำโรงเรือนคอกปศุสัตว์ ใช้ทำเสาบ้าน ทำพื้นกระดาน ทำเครื่องเรือน ทำเฟอร์นิเจอร์ ทำเครื่องใช้ต่างๆ แตกต่างกันออกไปตามคุณสมบัติของต้นไม้ชนิดนั้นๆ

บางชนิดแม้กินไม่ได้ เนื้อไม้ใช้งานไม่ได้

แต่ก็ยังให้คุณค่าทางจิตใจ เพียงมองเห็นต้นไม้บางชนิดค่อยๆเติบใหญ่ ได้ดอมดมกลิ่มหอมยามมันผลิดอกบานสะพรั่ง ก็อิ่มเอมใจปิติล้นเหลือมิรู้คลาย

ถ้าเราปลูกต้นไม้เพราะเห็นคุณค่าในต้นไม้

เดี๋ยวเรื่องมูลค่ามันจะตามมาเอง

“คุณค่าของต้นไม้”

คือสิ่งที่มีโดยเนื้อแท้ ของต้นไม้ชนิดนั้นๆ (ประโยชน์ของต้นไม้ชนิดนั้นๆ) และยังหมายรวมถึงสิ่งที่ผู้คนหนึ่งๆ รู้สึก แก่ต้นไม้ชนิดนั้นๆด้วย (คุณค่าทางจิตใจ)

“มูลค่าของต้นไม้”

คือสิ่งที่มนุษย์เราประเมินค่า ตีราคา ออกมาเป็นตัวเงิน ว่าต้นไม้นั้นๆ มีราคาเท่าไหร่ มีมูลค่าเท่าไหร่

ซึ่งมูลค่าของต้นไม้ชนิดต่างๆ ก็แตกต่างกันออกไป ตามแต่มนุษย์เราจะให้ค่าให้ราคา

บางชนิดมีมูลค่า เพราะใช้กิน กินยอด กินใบ กินดอก กินผล กินเมล็ด

บางชนิดมีมูลค่า เพราะคุณภาพของเนื้อไม้ ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ใช้สร้างบ้าน ใช้ทำของใช้ต่างๆ ไปยันใช้ทำเครื่องดนตรี

บางชนิดมีมูลค่า เพียงเพราะใช้ปลูกประดับบ้านเรือน เพื่อให้สุนทรีรมณ์ ผู้คนให้มูลค่าเพราะมีคุณค่าทางจิตใจ

บางชนิดมีมูลค่าเพราะความหายาก

บางชนิดมีมูลค่าเพราะการเกร็งกำไร

แต่ไม่ว่าต้นไม้ชนิดต่างๆจะมีมูลค่าเท่าไหร่

มีมูลค่าเพราะประโยชน์ของต้นไม้นั่นๆจริงๆ

หรือมีมูลค่าเพียงเพราะการเกร็งกำไร ผู้คนจะตีราคาให้มากหรือน้อย นั่นเป็นเรื่องของตลาด

สุดท้ายแล้วราคาของมัน

ก็จะวิ่งเข้าหามูลค่าที่แท้จริง

ที่ควรจะเป็นเสมอ

และแน่นนอน มนุษย์แต่ละคนให้ค่าให้ราคาต้นไม้แต่ละต้นแตกต่างกันไป และบางคนก็อาจจะไม่ให้ค่าให้ราคากับต้นไม้เลยก็ได้

นั่นเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล

ถ้าเราปลูกต้นไม้เพราะเห็นคุณค่าในต้นไม้

เดี๋ยวเรื่องมูลค่ามันจะตามมาเอง

แต่มองเพียงแค่ต้นไม้นั้นย่อมไม่เห็นป่าทั้งป่า

มองเพียงแค่ป่าก็ย่อมไม่เห็นความเป็นจริงของโลกใบนี้ มองเพียงโลกใบนี้ย่อมไม่เห็นเดือนดารา

ถ้ามองเพียงโลกใบนี้และเดือนดารา

ไฉนเลยจะเห็นจักรวาลทั้งจักรวาล

เห็นจักรวาลทั้งจักรวาลจะมีความหมายอะไร

หากไม่เห็นตนเอง

เห็นเพียงแค่ตนเองชีวิตนี้ก็คงจะไร้สิ้นซึ่ง

จิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์

หากมองไม่เห็นผู้อื่น....

#กวีนอนนา ผู้ไม่หิวแสงแต่ชอบ

แสดงกล้ามดาก

#เกษตรกรรมธรรมชาติ

#เกษตรเชิงนิเวศ

#siamstr

ทรัพย์สินที่เราสร้าง สิ่งที่เราเก็บออม

หรือสิ่งที่เราลงทุน ก็จะบ่งบอกว่าเรา

เป็นคนเช่นไร….

มองเพียงแค่เรื่องมูลค่า

มองเพียงแค่เรื่องผลตอบแทน

หรือมองไปถึงคุณค่าและประโยชน์

ถึงแก่นแท้ด้านใน

อ่านแล้วนึกถึงเรื่องเล่าของจวงจื่อ

ฮุ่ยจื่อ สนทนากับ จวงจื่อ

ในคัมภีร์เต๋าของจวงจื่อ มีบทสนทนา

ที่จวงจื่อพูดคุยกับฮุ่ยจื่อ และสะท้อนการมองเห็นประโยชน์ของสิ่งไร้ประโยชน์ (จริงๆแล้วทุกสิ่งล้วนมีประโยชน์ในตัวของมันเอง)

----------------

เรื่อง: น้ำเต้ายักษ์

ฮุ่ยจื่อ บ่นกับจวงจื่อ เรื่องเมล็ดพันธุ์น้ำเต้ายักษ์ ว่า “…ข้าก็ได้นำมาปลูกจนเติบโต ออกผลใหญ่ยักษ์บรรจุได้ห้าหาบ ข้าพยายามใช้มันเป็นภาชนะบรรจุน้ำ แต่ก็หนักจนเกินกว่าจะยกขึ้น จึงได้ผ่ามันออกเป็นสองซีก ทำเป็นกระบวย กระนั้น ก็ยังใหญ่เกินกว่าที่จะจ้วงลงไปตักตวงสิ่งใดขึ้นมา …ข้าคิดว่ามันไม่มีประโยชน์ใช้สอยอันใด จึงได้ทุบมันแตกแหลกเป็นเศษเสี้ยว”

จวงจื่อบอกประโยชน์ของน้ำเต้ายักษ์ ไปว่า “ท่านดูจะไม่ถนัดในการใช้สอยสิ่งใหญ่เสียจริง “…ทำไมไม่คิดนำมันมาทำเป็นเรือล่องไปตามลำน้ำและทะเลสาบ แทนที่จะหงุดหงิดรำคาญกับความใหญ่เทอะทะและไร้ประโยชน์ของมัน ไยท่านช่างปล่อยให้วัชพืชปกคลุมจิตใจถึงปานนี้”

------------------

เรื่อง: ต้นไม้หงิกงอและตะปุ่มตะป่ำ

ฮุ่ยจื่อ ยังไม่ลดละ เขาหยิบอีกตัวอย่างมาเถียงกับจวงจื่อ ต่อไปว่า “ข้ามีต้นไม้ใหญ่…ลำต้นคดเคี้ยวเต็มไปด้วยปุ่มปมมากเหลือเกิน จนไม่อาจใช้สายวัด อีกทั้งกิ่งก้านหงิกงอเคี้ยวคด จนไม่อาจใช้วงเวียนหรือไม้ฉากได้ บรรดาช่างไม้ที่เดินผ่านมาพบมันเข้า ไม่มีแม้คนเดียวที่จะเหลียวกลับมามอง คำพูดของท่านก็เช่นกัน ช่างฟังดูยิ่งใหญ่ แต่ไร้ประโยชน์ ผู้คนล้วนระอาเอือมหน่ายหนี”

จวงจื่อ จึงชี้หนทางให้ฮุ่ยจื่อฟังว่า “ไยท่านไม่นำมันไปปลูก ณ หมู่บ้านแห่งความว่างเปล่า หรือทุ่งกว้างอันเวิ้งว้าง ผ่อนพักหรือนอนเล่นอย่างเป็นสุขอิสระใต้ร่มเงาอันแผ่กว้างของมันเล่า ไม้ใหญ่จักรอดพ้นจากคมขวานและเพทภัยทั้งปวง ในเมื่อไม่มีประโยชน์อันใด ยังจะมีความโศกเศร้าเจ็บปวดใดบังเกิดแก่มันได้”

nostr:nevent1qqsq3mhjv0fzjr85uwgnv87jh3mshxwl8u23npvnfg6u0gmplp59v4sppemhxue69uhkummn9ekx7mp0qgsvumacydht0xrgylgcz7hlvqmumyendkuuenyaha539dyr2fk903qrqsqqqqqpk4k6gw

Replying to Avatar Reallife

เอาไปใส่ยังงัยนะครับ ได้มาหลายไม่เห็นกดรับ ไปใส่ตรงใหน

วันเพ็ญเดือน 12

to the moon

https://void.cat/d/UfTUvYPNFuE6PjTRfLbLwp.webp

Replying to Avatar Xsara8

## เศรษฐกิจไทยตกต่ำ เพราะพวกเรายังไม่เห็นแก่ตัวมากพอ.. ##

ประโยคดังกล่าว เป็นการสรุปเรื่องราวทั้งหมดที่ผมได้พบเจอบนแพลตฟอร์ม Mian stream ทั้งท่อแดง ท่อฟ้า เอาไว้ทั้งหมด ทำไมล่ะ มันเกิดอะไรขึ้น?

"ประเทศไทยเศรษฐกิจตกต่ำ" "ประเทศล้าหลัง" "คนอื่นเค้าไปถึงไหนกันแล้ว" นี่คือคำบ่นกร่นด่าของชาวไทยมรตลอดหลายปีถึงการดูถูกเหยียดหยามประเทศตัวเองซึ่งใช่ครับ มันเป็นความจริงในหลายๆแง่มุม รวมทั้งสาเหตุของปัญหาที่ชาวบิตคอยน์เนอร์ทราบกันดี นั่นคือการแทรกแซงของรัฐ และระบบทุนนิยมอุปถัมภ์ซึ่งเหล่านายทุนเข้าหาอำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ของตน แต่สำหรับใครหลายคนตามแพลตฟอร์มสื่อกระแสหลักนั้น พวกเขาไม่ได้เข้าใจแบบนั้น

"ถ้าการเมืองดี..." "รัฐต้องช่วย..." รัฐต้องดูแล..." รัฐต้องสนับสนุน" "รัฐต้อง..." "รัฐต้อง..." "รัฐ...รัฐ" ทำไมการแก้ปัญหาสุดท้าย กลายเป็นทุกคนงอมืองอเท้าอ้าปากบอกให้ "รัฐ" เข้ามาแก้ไขในทุกปัญหาที่เกิดขึ้นได้ล่ะ? ทำไมความอยู่รอดของเขาเหล่านั้น ครอบครัว ธุรกิจ บริษัทของพวกเขาหลายล้านคน ถึงขึ้นอยู่กับปากและปากกาของคนไม่กี่พันคนนั้นหล่ะ โลกนี้มันผิดเพี้ยนมากแค่ไหน ถึงทำให้คนๆหนึ่ง สามารถไว้ใจผู้อื่นได้มากกว่าตนเองกัน

## Fiat = บัญชา อาญาสิทธิ์ ##

เมื่อเรามองย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของมันจะพบว่า นี่เป็นระยะเวลากว่า 110 ปีมาแล้ว ที่มนุษย์เราเริ่มการทดลองครั้งยิ่งใหญ่ระดับมนุษยชาติ โดยการทดลองประดิษฐ์ "นโยบายการเงิน" โดยมนุษย์ขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศตั้งองค์กร "Fed" ซึ่งเป็นธนาคารกลางสหรัฐซึ่งทำหน้าที่เป็น "แหล่งทุนกู้ยืมแหล่งสุดท้าย(Lender of last resort)" ให้กับบรรดาธนาคารพานิชย์ในสหรัฐฯ

ใช่ครับ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มนุษย์ทดลองสร้าง "เงินเฟียต" ขึ้นมา ตั้งแต่เงินกระดาษของจีน เหรียญลีร่า เหรียญกิลเดอร์ ตั๋วแลกทอง พดด้วง และอีกมากมายทั่วโลก แต่การทดลองนี้มันจะพิเศษกว่าครั้งไหนๆ ด้วยการมาของ "เคนส์" และแนวคิดแบบ "เคนส์เซี่ยน"

การมาถึงของเคนส์ได้สั่นสะเทือนแนวคิดทางเศรษฐกิจ ทฤษฎีของเขาคือ "ขงเบ้ง" ที่รัฐตามหา อาศัยวิกฤตปี 1929 ซึ่งซึ่งแท้จริงแล้วเกิดจากการ Leverage สร้างเงินในรูปแบบของหนี้ขึ้นมาจากอากาศในช่วง 1920 หรือที่เรียกว่า The Roaring 20s วิกฤต The Great Depression กลายเป็นผู้ร้าย และรัฐบาลในสมัยถัดมาอย่าง Franklin D. Roosevelt และนโยบายของเขา "New Deal" กลายเป็นอัศวินขี่ม้าขาวในสายตาคนอเมริกัน

หลังจากนั้น 10กว่าปี ในปี 1944 โลกก็ได้พบกับมาตรฐานทางการเงินใหม่ ซึ่งก็คือระบบ "Dollar Standard" เมื่อกว่า 44 ประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร มารวมตัวเพื่อหารือกัน อีกทั้งในที่ประชุมแห่งนี้เองก็ได้ให้กำเนิดขุนพลพยัคฆ์อย่าง IMF และ IBRD ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารโลกในเวลาต่อมา

Dollar Standard กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลก ณ เวลานั้น แต่นั้นก็เพราะเขาให้สัญญาว่าจะสามารถแลกคืนดอลล่าร์เหล่านี้เป็น "ทองคำ" ได้ ถึงแม้ผู้คนภายในประเทศจะถูกริบ และห้ามครอบครองทองคำมาแล้วกว่า 10 ปีนับแต่การออก Executive Order 6102 ของประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt มาจนถึงช่วงข้อตกลง Bretton Wood ในปี 1944

ถึงอย่างนั้น Dollar เองก็ได้พัฒนาไปอีกขั้น ไปสู่จุดซึ่งไม่มีมนุษย์ผู้ใดเคยไปถึง นวัตกรรมใหม่แกะกล่องที่ยังไม่เคยมีใครได้ลิ้มลองคือการสกุลเงินซึ่ง "ไม่มีสิ่งใดแบ็คหลัง" หรือเป็น "อากาศธาตุ" เมื่อประธานาธิบดี Richard Nixon ประกาศ Nixon's Shock ยกเลิกการรับแลกดอลล่าร์เป็นทองคำ และปล่อยค่าเงินของแต่ละประเทศลอยตัว แลกเปลี่ยนกันอย่าง "เสรี" ภายใต้การควบคุมของธนาคารกลางแต่ละประเทศ

จนถึงตอนนี้นับเป็นเวลากว่า 50 ปีแล้ว ที่การทดลองขั้นสุดท้ายได้ถูกปล่อยสู่มนุษยชาติ และมันก็เป็นระยะเวลากว่า 50ปีเช่นกัน ที่เราได้ให้ความเชื่อใจทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น ค่าอาหาร ค่าน้ำมันรถ ค่าผ่อนบ้าน ค่าเรียนลูก ค่าต่างๆนานา รวมไปถึงมูลค่าของ"เงิน" ที่เราใช้เวลาของเราไปแลกมันมา ฝากใจไว้กับกลุ่มคนใด ใครคนหนึ่ง

## ปัจเจกชน ปลดแอก ##

หลังจากประชาชนประสบกับการเป็นทาสมากว่าครึ่งศตวรรษ ทางออกของเป็นนี้ย่อมไม่ใช่การขอร้องอ้อนวอนให้หัวหน้าทาสปฏิบัติกับเราอย่างไร หากแต่เป็นการลุกขึ้นยืนหยัดต่อกรกับมันด้วยตนเองต่างหาก

การต่อสู้ ทำสงคราม หาใช่การรบราฆ่าฟัน อาศัยกำลังเข้าปะทะกันเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยทั้งกลุยทธ์ กลอุบาย หลักการบริหารคน บริหารทรัพยากร และทุน เมื่อโอกาส เวลา และสถานที่มาถึง สงครามนั้นเราจึงได้รับชัย

สำหรับปัจเจกชนอย่างเราๆ ท่านๆ เราไร้ซึ่งอาวุธยุทโธปกรณ์ กองทุนหนุนหลัง ภาษีประชาชน และ กฎหมายซึ่งบังคับกลับคืน แต่สิ่งที่เรามีคือ "เวลา" และ "เจตจำนงค์เสรี" ซึ่งทั้งสองนั้นคืออาวุธซึ่งจะทำให้เราได้รับชัยชนะ เมื่อเจตจำนงค์เสรี นำมาซึ่งความสนใจเฉพาะด้าน(Self-interest) พัฒนาความสามารถนั้น(Specialization) และนำความสามารถดังกล่าวมาแลกเปลี่ยนกันในตลาดเสรี(Free market) และคุณค่าที่คุณมอบให้กับผู้อื่นได้รับกลับมาเหลือเป็นกำไร เก็บไว้ในเงินที่ไม่เสื่อมค่า (Hard Money) เงินซึ่งเป็นมาตรวัดทางเศรษฐกิจที่เที่ยงตรง คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม้บรรทัดทางเศรษฐกิจที่มีความยาวเท่าเดิมตลอดไป การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากชนชั้นรากหญ้าหาใช่การปฏิวัติยึดอำนาจพิฆาตนายทุนอย่างที่ Marx หลอกลวง แต่เป็นการหวนคืนสู่ธรรมชาติของมนุษย์ สู่ระเบียบตามธรรมชาติ สู่เศรษฐศาสตร์ สู่การสื่อสารทางคุณค่า อย่างที่มันควรจะเป็น

Fix the money, Fix the world

เมื่อเราเริ่มเก็บออมได้ เราก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว...

GM #siamstr

อ่านข่าวช่วงนี้ ทำให้ผมคิดว่า

จริงๆแล้ว เศรษฐกิจดี

GDP ดี ไม่ได้แปลว่าประชาชน ร่ำรวยรึเปล่า

ข่าวชอบออกว่า gdp ต้องเติบโต เศรษฐกิจตัองดี คำพูดบางทีก็เลื่อนลอยมาก กับคำว่าเศรษฐกิจดี อะไรคือตัวชี้วัดนี้...

ใกล้วันลอยกระทงแล้วหนา ออเจ้า *-*

ลอยในนี้แหละลอยได้ทุกวัน

ไม่ทำลายแม่น้ำ 555

https://void.cat/d/CkcsAvcwaVZotnXTAFx643.webp