ปรากฎว่ากว่าจะเก็บได้เท่านั้น บิตคอยน์ไปถึงไหนไม่รู้แล้ว
- อยู่ใน PK ของซาโตชิ
- เป็นของคนที่ตายไปแล้ว
- เจ้าของรายงานว่าทำหาย
- ถูกล็อกไว้ด้วย script ที่ไม่สามารถปลดออกได้ เช่น op_return
- เล็กจนเป็น dust
อีกโมเดลหนึ่งในการตอบตำถามว่า "ต้องมีบิตคอยน์เท่าไหร่ถึงจะเป็นตัวท็อปในยุค BTC Std."
สมมุติฐานคือ
1. จำนวนประชากรของโลก ใช้เลขกลมๆ ที่ 8 พันล้านคน
2. หากโลกนี้เข้าสู่ BTC Std. จริง จะทำให้ BTC กลายเป็นสกุลเงินหลักของโลกและกลายเป็นครึ่งหนึ่งของระบบเศรษกิจทั้งหมด เราจึงใช้ตัวเลข Global Wealth ที่ 42 ล้าน BTC (21 ล้าน BTC คือครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งคือทุกสิ่งทุกอย่างที่เหลือ)
3. ธรรมชาติของการกระจายความมั่งคั่งคือ wealth ส่วนใหญ่จะตกอยู่กับคนส่วนน้อย โดยอ้างอิงจากชาร์ตด้านล่างของ Credit Suisse เป็นข้อมูลของปี 2020 เผยแพร่ปี 2021 เพิ่งสืบค้นได้จาก wikipedia เมื่อกี้
#m=image%2Fjpeg&dim=1024x1022&blurhash=%7CeP%2502-B%3F%5EKi%3FbIARPoKWBtmbDVsV_aJozbcj%40j%40%3FvI%3DMx%23kM%7BtRkCbIkCnfV%7BbcouWZjZoIa%23a%23%253oHRjNLWAt6oLj%3Fj%5BR5ocozWYozaejFayfPS%7Djbn%25j%3Fn%25WVW%3AfQfQM%7CX8ofsTofWBWBfjfkkXoKe.WXjFWVbHjsfQ&x=0a1d480f570bcf7355bf308cbe901ed5b51b1ca59839c2056617b5e2112ee66d
scenario 1
ถ้าเฉลี่ย Global Wealth ต่อจำนวนประชากรตรงๆ เราจะได้ว่าคนหนึ่งคนจะถือครอง wealth โดยเฉลี่ยมีมูลค่าเท่ากับ 42,000,000/8,000,000,000 = 0.00525 BTC = 525,000 sats เทียบเท่า wealth ในโลกปัจจุบัน 8,001.46 THB
---
scenario 2
อยากเป็น top10% แต่เนื่องจากภาพอ้างอิงไม่ละเอียดขนาดนั้น เอาเป็นว่าถ้าเราอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยของกล่องเขียว ก็น่าจะอยู่ราวๆ Top6% - Top7%
ถ้าคน 11% ของ 8 พันล้านคน = 880,000,000 คน ถือครอง wealth 39% ของ 42 ล้าน BTC = 16,380,000 BTC
คนที่อยู่ตรงกลางกล่องเขียว จะมี wealth ประมาณ 16,380,000/880,000,000 = 0.0186 BTC = 1,860,000 sats เทียบเท่า wealth ในโลกปัจจุบัน 28,348.03 THB
---
scenario 3
อยากเป็น top1% ดังนั้นเรามาหาค่าเฉลี่ยของกล่องสีฟ้ากัน
ถ้าคน 1% ของ 8 พันล้านคน = 80,000,000 คน ถือครอง wealth 46% ของ 42 ล้าน BTC = 19,320,000 BTC
คนที่อยู่ตรงกลางกล่องฟ้า จะมี wealth ประมาณ 19,320,000/80,000,000 = 0.2415 BTC = 24,150,000 sats เทียบเท่า wealth ในโลกปัจจุบัน 368,067.22 THB
-------------------------
เพื่อที่จะไปถึงจุดนั้นได้ เรามีสองทางเลือก
1. ถือ BTC
2. ถือสินทรัพย์อื่นที่สามารถมี appreciation หรือมี growth ได้เท่าเทียมหรือมากกว่า BTC ในช่วงหลายสิบปีต่อจากนี้
ข้อแรกง่ายกว่าเห็นๆ
ขอบคุณสำหรับการดมกาวในวันนี้ และนี่ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน
#Siamstr
สารตั้งต้น nostr:npub1ju8la595yg7h90qm8lm95hvqajgdgu2c6f9mf8uwwe7lurrxarcsycsv5w
ผมว่าประเด็นนี้ไม่ค่อยเกี่ยวเท่าไหร่ครับ
เราศึกษา แต่หาทางใช้ประโยชน์ไม่ได้ ไม่เกิดคุณค่า
เราศึกษา เราได้ใช้ประโยชน์ มีคุณค่าระดับหนึ่ง
เราศึกษา ได้ช่วยเหลือคนอื่น มีคุณค่ามากขึ้นอีก
เราศึกษา สอนต่อให้คนอื่น คนอื่นเอาไปสอนต่อได้อีกไม่รู้จบ มีคุณค่าเกินประมาณ
น่าจะขึ้นกับว่ามีคนได้ประโยชน์จากการศึกษาบิตคอยน์ของเรามากน้อยแค่ไหนครับ
✈️
"สรุปมึงว่าคริปโตนี่มันจะมาแทนเงินได้จริงป่าววะ"
.
.
.
ย้อนกลับไปสุดสัปดาห์ก่อน หลังจากเก็บกดอยู่นานไม่ให้เผลอโม้เหม็นเรื่องบิตคอยน์มากเกินไป เดี๋ยวจะเผลอทำลายบรรยากาศการนัดเจอเพื่อนมหาลัยครั้งแรกในรอบปี อยู่ดีๆ ก็มีคนเหมือนรู้ใจช่วยเปิดก็อกให้
"กูเป็นบิตคอยน์เนอร์ หมายความว่ากุโฟกัสแค่บิตคอยน์อย่างเดียว ถ้าถามกุเรื่องพวกนี้ มึงต้องแยกระหว่างบิตคอยน์กับ "คริปโต" เหรียญอื่นๆ ก่อน
"สมมุติพูดถึงเทคโนโลยีสักอย่างนึง อะอย่างเครื่องพิมพ์ละกัน ย้อนไปสมัยกูเตนเบิร์กโน่นเลย มึงคิดว่าการที่สิ่งแรกที่ถูกพ่นออกมาจากแท่นพิมพ์คือไบเบิล มันหมายความว่าทุกอย่างที่ถูกพ่นออกมาจากแท่นพิมพ์จะมีบทบาทเป็นคัมภีร์ทางศาสนาเหมือนกันไปหมดไหม ก็ไม่นิ
"กระดาษโดนหมึกมันกลายเป็นอะไรก็ได้ ตำรา ปฏิทิน ตั๋ว แผนที่ หนังสือโป๊ เงิน ฯลฯ เพราะงั้นการบอกว่าทุกอย่างที่ใช้ "บล็อกเชน" จะกลายเป็นเงิน มันไม่ใช่
"แต่การมีคนที่โฟกัสไปที่ตัวเทคโนโลยีมันก็ไม่ผิด ช่างงานพิมพ์เขาเชี่ยวชาญงานพิมพ์จะพิมพ์อะไรก็ได้ ร้านขายสิ่งพิมพ์เชี่ยวชาญการเก็บรักษาตีราคาจะขายสิ่งพิมพ์แบบไหนก็ได้ จะมีใครจัดงานแฟร์เทคโนโลยีการพิมพ์ก็สมเหตุสมผล เพราะงั้น Blockchain Dev จะพัฒนาเหรียญแบบไหนก็ได้ exchange จะขายเหรียญหลายๆ ประเภทในที่เดียวก็ได้ หรือจะมีงานแฟร์คอนเฟอเรนซ์บล็อกเชนก็ไม่แปลก
"แต่ในฐานะผู้ใช้งาน อย่าเผลอคิดว่าทุกเหรียญคริปโตจะเป็นเงินเหมือนกัน
"เหรียญอื่นๆ เค้าตั้งใจจะให้เหรียญเค้าแก้ปัญหาอะไร ปัญหานั้นมันแก้ได้ด้วยบล็อกเชนจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าทำๆ ไปแล้วมันจะสำเร็จไหม ก็ต้องพิจารณาแยกเป็นรายเหรียญไป
"แต่สำหรับบิตคอยน์ ใช่ กุเชื่อว่ามันจะสำเร็จ"
.
.
.
และนั่นคือการพูดคุยเรื่องบิตคอยน์ครั้งสุดท้ายในคืนนั้น
#Siamstr
ดูแค่นี้อาจจะยาก ต้องเข้าไปดูโครงสร้างข้างใน แต่เดาว่าเป็นการ consolidation utxo ของ exchange ครับ
พรุ่งนี้เช้าตื่นมาอยากเห็นราคาต่ำกว่า 40k~
เดี๋ยวนะครับ...
แจกลิสต์เหรียญต้นน้ำรับ bull run 2024-2025 โปรเจคคุณภาพ use case แน่น ปัจจัยหนุนเพียบ
1. Bitcoin (BTC)
#Siamstr
นั่นคือส่วนที่ยากครับ ผมพยายามจะเข้าใจมันเพื่อที่จะได้พูกให้ชัดๆ ว่ามันคืออะไรยังไง แต่ยังเข้าใจสักที 555
-------
แค่เดา
-------
.
ถ้า story ที่จุดตลาดกระทิงรอบที่แล้วคือ De-Fi
story ที่จะจุดตลาดกระทิงรอบถัดไปคือ Bitcoin layer2 (แต่ไม่ใช่ layer2 แบบที่บิตคอยเนอร์เข้าใจ)
.
ผมกำลังพูดถึงของอย่าง Rootstock, Stack และ Ordinal (ยี้!)
.
สาเหตุเพราะ
.
1. มนุษยชาติ(ที่เป็นชิตคอยเนอร์) ได้รีดเค้นความคิดสร้างสรรค์และความเป็นไปได้แทบทุกอย่างเกี่ยวกับ EVM ออกมาหมดแล้ว ตั้งแต่ DEX, GameFi, NFT, DAO, etc. โอกาสที่จะมี use case แบบใหม่ๆ เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีนี้เป็นไปได้ยากมากๆ และการพัฒนาใดๆ ที่เห็นอยู่ในตอนนี้ก็ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากการพัฒนาประสิทธิภาพ เช่น ทำให้เร็วกว่าเดิม ถูกกว่าเดิม เป็นแค่การทำเรื่องเดิมๆ ได้ดีขึ้น ไม่ได้สร้างอะไรใหม่ๆ แล้ว (จะมีอะไรใหม่ๆ ได้ก็คงจะหลังจากมี technology breakthrough ครั้งใหม่ ซึ่งตอนนี้ยังไม่เห็น)
.
2. ผมเห็นด้วยกับตี้(เมื่อไหร่แกจะมาเล่น nostr?) ว่าวงการ De-Fi เป็นตลาดแบบ winner takes all นั่นคือถ้าหากว่า De-Fi มีประโยชน์กับมนุษยชาติและมีคนใช้จริงๆ ก็จะเหลือผู้เล่นใหญ่(ไม่อยากใช้คำเรียกว่าโปรโตคอลเลย)รอดอยู่แค่ไม่กี่เจ้า ในขณะที่ตัวเล็กตัวน้อยอื่นๆ ล้มหายตายจากไป Dev ที่สร้างของพวกนั้นไม่สามารถแย่งส่วนแบ่งตลาดนั้นได้ ต้องถอยออกมาและมองหาโอกาสใหม่ๆ
.
3. บิตคอยน์เพิ่งได้รับอนุมัติให้มี Spot ETF ซึ่งเป็นหมุดหมายต่อวงการ Traditional Finance ว่าภาครัฐยอมรับบิตคอยน์แล้ว บวกกับฮาล์ฟวิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น จะมี angel/VC อีกมากที่รอบที่แล้วยังมองว่าแถวนี้เถื่อน ไม่เข้ามายุ่ง แต่คราวนี้เหมือนได้ไฟเขียวแล้ว เชื่อแล้วว่าบิตคอยน์ไปรอดได้ยาวๆ แน่ ก็อยากจะเข้ามาหาโอกาสด้วย แต่ว่าไม่ได้ซื้อบิตคอยน์เฉยๆ หรอกนะ
.
4. ฝนตกขี้หมูไหล คนไฉไลก็ไหลมารวมตัวกัน Dev จาก De-Fi รอบที่แล้วก็จะเข้าหา VC/angel หน้าใหม่เหล่านั้น นำเสนอโปรเจคเดิมที่เคยทำ เพิ่มเติมคือ "เราจะทำมันบนบิตคอยน์" (ซึ่งจริงๆ คือทำบน Rootstock หรือ Stack ที่อ้างว่าตัวเองเป็น Layer2 smart contract on Bitcoin) เสริมด้วย narrative ว่าเห็นที่คนเค้าใช้ๆ กันอยู่บนอีเธอเรียมนั่นมั้ย มันมีการใช้งานจริงๆ นะเว้ย เราก็จะทำเหมือนมันน่ะแหละ แต่เราจะเจ๋งกว่าเพราะเราทำบน "บล็อกเชน" ที่ใหญ่ที่สุด แกร่งที่สุด และได้รับการยอมรับจากรัฐและประชาชนมากที่สุด เพราะงั้นเราจะดึงผู้ใช้งานหน้าเก่ามาให้หมด และตกผู้ใช้งานหน้าใหม่ที่กำลังจะเข้ามาด้วย!
.
5. เงินมาผ้าหลุด พอมีทุน การตลาดก็มา แจกนั่นแจกนี่ ปั่นข่าวนั้นนี่ แอร์ดงแอร์ดรอป ท่าเดิมๆ น่ะแหละทำมันเข้าไป จะแย่งคนใช้ที่เค้าใช้ De-Fi ในเชนของรอบที่แล้วมาได้มั้ยไม่รู้ แต่ล่อตาล่อใจคนที่เข้ามาใหม่ได้แน่นอน นึกสภาพนักลงทุนรายย่อยที่เข้ามาเพราะเห็นว่าบิตคอยน์ได้รับการยอมรับแล้ว มีฮาล์ฟวิ่ง มี ETF สนใจบิตคอยน์เป็นหลักแน่ล่ะ แต่พอเข้ามาแล้วเจอ "Smart contract on Bitcoin" โอโห จะหนีไปไหนได้
.
6. ถ้าเป็นตามที่คิดไว้ โปรเจกต์และเชนพวกนั้นจะบูม บูมมากๆ ซ้ำรอยกับ De-Fi รอบก่อนด้วยจำนวนเม็ดเงินที่มากกว่า แต่หลังจากบูมแล้วจะหายไปเลยมั้ย หรือจะยังมีคนใช้จริงหลังจากนั้นคงยากที่จะตอบ
.
สรุป: บิตคอยเนอร์คนไหนรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ อยากสนุกอยากซิ่งไม่ว่ากัน แต่ช่วยกันดูแลคนใหม่ๆ ที่เพิ่งเข้ามาในรอบหน้านี้ด้วย อย่าให้หลงไปเจ็บหนักกับของพวกนั้นโดยเข้าใจว่ามันคือบิตคอยน์
#Siamstr
ปล. ไม่อนุญาตให้แคปไปลงเมนสตรีมมีเดีย กลัวทัวร์ลง 555



