ติดตามไปเรื่อยๆแน่นอนครับ บ.ก. ทำต่อไปนะครับ ผมชอบการแลกเปลี่ยนมุมมองกันแบบในรายการทำมาก ๆ ได้เห็นมุมมองแต่ละคนที่ต่างกัน ส่วนคนดูอย่างเราก็คิดเอง ว่าอินกับมุมมองแบบไหนมากกว่ากัน แต่คงไม่ค่อยได้เข้าไปดูในไลฟ์หรอกครับ เน้นย้อนหลังเอา เวลาไม่ค่อยมีด้วย
รับทราบครับ หลักๆ คือ กดปุ่ม zap ที่เป็นรูปสายฟ้า แล้วมันไม่ขึ้นอะไรเลยครับ ถ้าอยาก zap ผมต้องเข้าไปในโปรไฟล์คนๆนั้น
ขอบคุณสำหรับความรู้เพิ่มเติมครับ 😀😀
รบกวนด้วยนะครับ🙇🏻♂️
ขอบคุณครับ มีอะไรเพิ่มเติมแนะนำมาได้เลยครับ 🙇🏻♂️
ขอบคุณที่ชอบนะครับ ผมยังมือใหม่ เรียบเรียงอะไรยังไม่ค่อยคล่อง ติชมได้เลยครับ 🙇🏻♂️🙇🏻♂️
สภาพปัจจุบันของเกาลูนหลังจากการรื้อถอนของรัฐบาลฮ่องกงในปี 1994 เป็นสวนสาธารณะแห่งหนึ่งของฮ่องกง และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวด้วยครับ
ใครจะไปคิดว่าครั้งหนึ่งที่นี่เคยถูกตั้งฉายาจากสื่อหลาย ๆ ชื่อไม่ว่าจะเป็น สลัมที่แออัดที่สุดในโลก , City of Anarchy , The city of darkness ส่วนที่มาของแต่ละฉายา
เริ่มจาก สลัมที่แออัดที่สุดในโลก เราลองมาเปรียบเทียบกัน สลัม ดาราวี ของอินเดีย มีความหนาแน่นของประชากร 277,000 คน ต่อ ตารางกิโลเมตร ในขณะที่ เกาลูน มีความหนาแน่นของประชากร 1,346,000 คน ต่อ ตารางกิโลเมตร เพราะขนาดของเกาลูน มีขนาดแค่ 6.5 เอเคอร์ หรือ ไกล้เคียงกับ 4 สนามฟุตบอลรวมกัน แค่นั้นเอง…แต่กลับต้องรองรับประชากร จากที่มีบันทึกไว้ มากถึง 35,000 ถึง 50,000 คน
ที่มาของฉายาที่ื 2 ได้อธิบายไปแล้วในโน๊ตครับ อยู่กันเอง ใครอยากมาอาศัยก็มา เอกสารเดินทาง ซีซ่า ? ไม่ต้อง ทำทุกอย่างเอง ใครทำไรก็ทำได้ จะเปิดโรงงาน จะเป็นหมอ จะทำอะไรก็ทำ
ส่วนฉายาสุดท้าย ด้วยความที่เกาลูนมีการออกแบบ..ผมไม่รู้ว่าใช้คำว่า “ออกแบบ” ได้มั้ย เพราะมันเหมือนเอาตึกมาประกบ ซ้อนๆๆๆ กันมั่วไปหมด ส่งผลให้แสงอาทิตย์ในตอนกลางวันไม่สามารถสาดส่องเข้ามาที่นี่ได้ ที่นี่จึงเหมือนกลางคืนตลอดเวลา ต้องพึ่งพาแสงสว่าง สลัว ๆ จากหลอดไฟเท่านั้น

ถ่ายโดย* พอดีไม่มีปุ่ม Edit 😂
ใช่ครับพี่ ขอบคุณครับ 🙇🏻♂️🙇🏻♂️🙇🏻♂️
จาก Right Shift สภายาส้ม EP ล่าสุด
เรื่องอณาทิปไตย มาเฟีย รวมถึงคำถามของ คุณเทนโด้ เรื่องที่คุณเทนโด้นึกไม่ออกว่าเมืองที่ไร้รัฐเลยมันหน้าตาเป็นยังไง ทำให้ผมนึกถึง Kawloon walled city ครับ
Kawloon (ปัจจุบันไม่อยู่แล้ว) เป็นเหมือนสลัม ที่เงื้อมมือของรัฐเข้าไปยุ่งไรไม่ได้ มันมีเหตุผลทางการเมืองอยู่ครับว่าทำไมถึงไม่รัฐเข้าไปยุ่มย่าม แทรกแทรง ทุกคนที่อยู่ที่นั่นทำทุกอย่างกันเองโดยที่รัฐไม่เข้ามาช่วย มีระบบสาธารณูปโภคภายใน มีร้านอาหาร ร้านตัดเย็บเสื้อ โรงงานอลูมิเนียม มียันหมอฟัน 5555 ทำไมมันเป็นงั้นไปได้ ? เพราะที่นี่ ไม่ต้องมี License อะไรทั้งนั้นในการจะทำอาชีพอะไรก็ตาม
ส่วนสาเหตุว่าทำไมคนถึงมาที่นี่กันเรื่อยๆ จนมันเกิดเป็นเมืองขนาดย่อม ๆ เหตุผลง่ายแสนง่าย เพราะค่าเช่าที่มันถูก มากก คนเลยแห่กันมาตั้งรกรากที่นี่ บวกกับที่นี่ ไม่มีภาษี ไม่มีเรื่องของชาติพันธ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะที่นี่ใครจะมาก็ได้อยากย้ายเข้า ก็มาไม่ต้องมีวีซ่า คุณจะเป็นคนเถื่อน ผีน้อย จากที่ไหนก็สามารถมาที่นี่ได้ บวกกับการประกอบอาชีพ ที่คุณอยากทำไรก็ทำ เพราะมันไม่ต้องมีใบ License อะไรทั้งนั้น
จนในเวลาต่อมา มาเฟียก็มามีบทบาทอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะด้วยความที่รัฐเข้าไม่ถึง มาเฟียเลยเห็นโอกาสในการเข้ามาตั้งแหล่งกบดานที่นี่ เข้ามาควบคุม Kawloon อย่างเบ็ดเสร็จ จนพวกเขามีอำนาจล้นมือในที่สุด ก็ว่าง่ายๆ ก็ไม่ได้ต่างไรกับรัฐบาลในตอนนี้ สาเหตุที่มาเฟียเข้ามาเพราะพวกเขาสามารถทำธุรกิจที่พวกเขาไม่สามารถทำใน จีน แผ่นดินใหญ่ได้ เช่น ธุรกิจยาเสพติด โสเภณี บลาๆ ด้วยความที่ทุกอย่างมันกองอยู่ที่นี่กันหมด ทั้งปัญหาอาชญากรรม สุขอนามัยที่มันโสโครกมาก ๆ รวมถึงสิ่งที่ไม่พูดไม่ได้คือ ขยะ เพราะด้วยความที่ Kawloon มันเป็นตึกมา…ผมไม่รู้จะใช้คำยังไง คือมันสร้าง ทับๆๆๆ ซ้อนๆๆๆ กันจนมันขนขยะออกข้างนอกไม่ได้เลยส่งผลให้ต้องนำขยะไปซุกตามที่ต่าง ๆ ดาดฟ้าตึกบ้างไรบ้าง บวกกับที่ผมบอกข้างต้น มันมียันโรงงานในนั้น มลพิษมาแน่นอนไม่ต้องพูดถึง จนพอทุกอย่างมันเละจนถึงขีดสุด สุดท้ายรัฐบาลรื้อถอน ทำลายทุกอย่างในปี 1994
อาจเล่า เรียบเรียง ไรได้ไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ เพราะไม่เคยได้เขียนไรแบบนี้เลย แต่มาไล่อ่านของคนอื่นแล้วรู้สึกอยากมีโน๊ตยาว ๆ ของตัวเองบ้าง ข้อมูลขาดตกบกพร่องยังไง ขออภัยด้วยครับ ใครรู้ไรเกี่ยวกับ Kowloon walled city ลองมาแชร์ๆกันได้ครับ เพราะผมเองก็งงเรื่องของการนำเข้า ส่งออก ว่าเค้าทำกันยังไง สกุลเงินอะไรพวกนี้ เค้าใช้จ่ายกันยังไง ผมเองก็ยังไม่มั่นใจ ว่าเรื่องนี้จะเปรียบเทียบกับเรื่องของพี่จิงโจ้ที่เอามาเล่าในสภายาส้มได้ไหมแต่ผมว่ายังไงมันก็เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ยังไงแลกเปลี่ยนกันมาได้ครับ 😀
#siamstr #history

แง้มถามนิดนึงครับตุ้งแช่เยอะไหม หรือเน้นสร้างบรรยากาศ







