Avatar
Code Name C
ee1f5407f9b7bdbf40bfdcb8ce00c84b234ffdf0ed0c6bfb5b2181104f54b986
User,SKY,Bitcoin,craft beer,Sharing economy 🏴‍☠️🧭☮️⚡🔑 🩵💚🦜🌻🐒🌈🍭🪐🔭🚀📷🎞️🎙️🍻💡

14.3.2024

6:19 PM

#834654

#skystr #sky

13.3.2024

6:39 PM

#834504

#skystr #sky

12.3.2024

6:26 PM

#834351

#skystr #sky

สภายาส้ม : หัวข้อ. คนแก่ญี่ปุ่นเสียดายอะไรมากที่สุดในชีวิต (ขอบคุณประเด็นของคุณนิ่ม)

---

“รู้งี้” คือคำพูดของพวกที่จมอยู่กับอดีต ส่วน “สักวัน” คือคำพูดของพวกที่เอาแต่เพ้อฝันถึงอนาคต

ทั้งสองคำพูด เป็นเพียงแค่สิ่งที่เราใช้เพื่อปลอบใจตัวเราเอง ไม่มากไปกว่านั้น

ความเป็นจริงก็คือ หลาย ๆ ครั้งในเรื่องบางเรื่องเราสามารถที่จะย้อนอดีตได้ ถึงแม้จะไม่ใช่การย้อนกลับของเวลาเพื่อการแก้ไข แต่ผ่านการคาดการณ์ถึงสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตที่จะต้องกลายมาเป็นอดีตหลังจากมันได้ผ่านไป ตัวอย่างเช่น

ถ้าเราคาดการณ์ว่าในอนาคต ของคืนวันที่ 14 Sep 2024 ในคืนที่จะมีงาน party จิบน้ำชาของเหล่าบิตคอยเนอร์ และการได้พบปะกับเหล่าอินฟูฯหลาย ๆ ท่านอย่างใกล้ชิดภายในงาน ถ้าหาว่าเราได้ไต่ตรองดูแล้วถึงความรู้สึกของเราว่า ถ้าหากเราได้พลาดมันไป เราจะต้องกลับมาพูดกับตัวเองแน่ ๆ ว่า “รู้งี้ กูซื้อตั๋วเข้างาน party ด้วยก็ดี” ไม่น่ารู้สึกงกเฟียตในตอนนั้นเลย คุณก็แค่ต้อง “ย้อนอดีตของอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น” “ด้วยการทำมันในปัจจุบันนี้ซะ” คุณแค่ต้องไปกดซื้อตั๋วเข้างานตอนกลางคืนเพิ่มอีกใบแค่นั้นเอง จะได้ไม่ต้องมาบอกกับคนอื่น ๆ ว่า “รู้งี้” **ช่วยขายของล่ะนะ Rightshift คริคริ**

หรือในกรณีอื่น ๆ เช่น

ในอดีตคุณเคยฝันว่าอยากจะเรียนเขียนโปรแกรม และคุณก็รู้สึกว่า “รู้งี้ กูน่าจะเรียนเขียนโปรแกรมซะตั้งแต่ตอนนั้น” ในวันที่คุณกำลังนั่งหางานในเว็บสมัครงานที่มีการ request skill ในการเขียนโปรแกรม มันเป็นงานที่คุณอยากจะทำมันมาก ๆ มันเป็นความฝันและโอกาสในตอนนี้สำหรับคุณ แต่คุณกลับไม่มีทักษะเกี่ยวกับมัน ผมอยากจะบอกกับคุณว่าในอนาคตที่จะผ่านเข้ามา หากคุณไม่ได้ลงมือเริ่มเรียนเขียนโปรแกรมในวันนี้ ในวันที่คุณกำลังบอกกับตัวเองว่า “รู้งี้” ในอนาคตเมื่อมีโอกาสแบบเดียวกันนี้ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง คุณก็จะมานั่งบอกกับตัวเองว่า “รู้งี้” แบบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ อีกครั้งไปเรื่อย ๆ จนกระทั้งวันที่คุณได้ตายไป

“รู้งี้” กูน่าจะซื้อบิตคอยน์ตั้งแต่ตอนที่มันราคา $8,000 ในวันที่มันกำลังทำ ATH ที่ $72K ถ้าคุณกำลังเป็นคนแบบนี้ ผมเชื่อเลยว่าในเวลาที่บิตคอยน์มันกำลังทำ ATH ที่ $120K คุณก็จะย้อนกลับมาคิด ถึงในวันนี้วันที่ 12 Mar 2024 ว่า “รู้งี้” กูน่าจะซื้อบิตคอยน์ตั้งแต่ตอนที่มันราคา $72K ซะก็ดี

นอกจากจะเป็นคำปลอบใจตัวเองแล้ว มันยังใช้เป็นข้ออ้างสำหรับความไม่เอาไหน จากความขี้เกียจ จากความกลัวที่จะต้องตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง

มันเป็นผลลัพธ์ที่ถูกปลูกฝังมาจากการฝึกหัดให้คุณคิดเองไม่เป็น “การไม่ต้องการที่จะมีคำตอบให้กับตัวเอง” คุณจะต้องรอให้คนอื่น ๆ “มาการันตีผลลัพธ์ของสิ่งที่คุณจะทำซะก่อน” คุณถึงจะยอมลงมือทำ เหมือนกันกับการเรียนในห้องเรียน ที่ข้อสอบมักจะเป็นชอยซ์ตัวเลือก ก. ข. ค. ง. ให้คุณได้ฝึกในการหัดเดาคำตอบของครูว่าอันไหนจะเป็นคำตอบที่ถูกที่สุดของครู ที่คุณจะได้รางวัลเป็นผลการเรียนดีเด็นของห้อง ที่ถ้าเป็นข้อสอบที่เป็นคำถามให้คุณตอบแบบไม่มีตัวเลือก ที่คุณจะต้องเขียนเพื่ออธิบายถึงคำตอบของคำถามตามที่คุณเข้าใจคุณมักจะลังเลและคิดไม่ออกว่าจะต้องตอบแบบไหนดี

คุณถูกฝึกให้คิดตามสิ่งที่คนอื่นบอกกับคุณว่าถูกต้อง เพราะงั้นคุณถึงต้องมานั่งเสียใจในวันนี้กับสิ่งที่คุณได้พลาดกับมันไป ด้วยการไม่ได้ตัดสินใจทำมันลงไปด้วยความคิดที่มาจากการมีคำตอบให้กับตัวเอง

คุณแค่ต้องออกจากคอมฟอร์ทโซนด้วยการ “ฝึกที่จะมีคำตอบให้กับตัวเอง” และ “เลิกรอการการันตีจากผู้อื่น” เมื่อคุณเริ่มลงมือทำในสิ่งที่คุณมีคำตอบกับตัวเองได้แล้ว มันก็จะไม่มีความรู้สึกเสียดายทีหลัง ตามคำว่า “รู้งี้” และคุณจะเลิกผลัดวันประกันพรุ่ง ตามคำว่า “สักวัน”

ทั้งสองคำนี้เป็นคำที่อันตรายต่อตัวคุณเอง มันเป็นคำที่จะทำให้คุณต้องจมปลักติดอยู่กับอดีต และเพ้อฝันถึงอนาคตที่ไม่มีวันเกิดขึ้น มันทำให้คุณไปได้ไม่ถึงไหน

ถ้าหากคุณมีคำตอบให้กับตัวเองแล้ว มันจะไม่คำว่า “รู้งี้” และ “สักวัน” อีกต่อไป

พักเที่ยงแล้วโว้ย... #Siamstr

Replying to Avatar Mr.Note

GM #siamstr หนังสือจิตวิทยาสายดาร์ก “เมื่อคำพูดสามารถควบคุมจิตใจคนได้” ของ Dr.Hiro เหมาะสำหรับคนที่ต้องพัฒนาทักษะการสื่อสาร เช่น นักขาย, นักพูด หรือนักบริหาร และเพื่อไม่ให้ถูกใครหลอกง่ายๆโดยคำพูด😁 ขอเอามาแชร์นะครับ สรุปเนื้อหา มีดังนี้

บทที่1 แด่คนที่อ่าน “คู่มือการพูด” แล้วแต่ก็ยังไม่สามารถพูดชักจูงคนได้

-เป็นการสื่อสารเรื่องทักษะที่จำเป็นในการสื่อถึงใจอีกฝ่ายไม่ใช่ “วิธีใช้คำพูดที่เหมาะสม“ แต่เป็น ”วิธีสร้างความประทับ(Impression Management) ที่เหมาะสม“

-การใช้คำพูดล้างสมองอีกฝ่าย นิยามของการล้างสมองคือ ”การชักจูงอีกฝ่ายให้เป็นในทางที่เราต้องการ“

-ในการสื่อสาร หากจับจุดสำคัญได้ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจรายละเอียด

บทที่2 เคล็ดลับ “วิธีลวงให้คนอื่นยินดีรับฟังเราทุกอย่าง”

-สิ่งสำคัญที่สุดในการล้างสมองไม่ใช่เทคนิคการพูดหรือแววตาในขณะพูด แต่เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ทำให้อีกฝ่ายคิดว่า ควรรับฟังคำพูดของคนคนนี้ หรืออยากฟังสิ่งที่เขาพูด เช่น จะแสดงมายากล ก็ต้องแต่งตัวแบบนักมายากล ใส่ชุดทักซิโด สวมหมวก มีไม้คฑาเต็มยศ ทุ่มสุดตัวกับการสร้างภาพลักษณ์เพื่อให้คนอื่นเชื่อว่า คนคนนี้คือของจริง!!

-ใช้กฎของเมห์ราเบียน(กฎ 7-38-55) คือ ข้อมูลจากคำพูด(Verbal) 7%, ข้อมูลจากการได้ยิน(Vocal) 38%, ข้อมูลจากการมองเห็น(Visual) 55% สิ่งสำคัญคือ ผู้พูดมีรูปลักษณ์ภายนอกแบบใด พูดด้วยท่าทางอย่างไรและใช้น้ำเสียงแบบนี้ ให้กับผู้ฟังได้เห็นได้ฟัง

-มันเป็นเรื่องจริงที่คนเรามักให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกก่อนเสมอ คนสวยหน้าตาดีจะได้เปรียบคนขี้เหร่ แต่คนขี้เหร่ก็ต้องฝ่ายไม่ขี้เหนียวกับการปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอก แม้คุณจะไม่สามารถกลายเป็นหนุ่มหล่อหรือสาวสวยในสายตาคนทั่วไปได้แต่ต้องตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นคนที่เท่หรือสวยที่สุดในชีวิตตัวเอง

-เปลี่ยนชีวิตด้วยกฎ 48 ชั่วโมง จะทำอะไร ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกตัวเองยังไง ให้ทำเลยภายใน 48 ชั่วโมง

-เลือกสถานที่ในการพูดหรือต่อรองทางธุรกิจ ให้เหมาะสมกับตัวเงินที่จะต่อรอง เช่น ตัวเงินสูง ต้องไป ร้านคาเฟ่ดีๆ หรือเลานจ์ของโรงแรมหรู

บทที่3 เคล็ดลับ “วิธีพูด” ที่ช่วยให้เป็นที่ชื่นชอบของคนอื่น

-เคล็ดลับที่ดีที่สุดในการเป็นที่ชื่นชอบของคนอื่นคือ การประจบทุกคนที่ได้เจอ โดยการ “ชม” แต่การชมนี่ ถ้าพยายามชมอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง มันจะกลายเป็นการสนใจมองหาข้อดีของอีกฝ่ายอย่างอัตโนมัติ เราก็จะพัฒนาเป็น “คนดีอย่างแท้จริง” ที่สามารถชมคนอื่นจากใจจริงได้เอง

-ปรากฎการณ์พิกมาเลียน คือ ปรากฎการณ์ที่การคาดหวังอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี เช่น โค้ชพูดให้กำลังทีมฟุตบอลที่สกอร์ตามหลังอยู่บอกว่าทุกคนเก่ง เราต้องชนะ เรามาที่นี่เพื่อแชมป์ ทุกคนคิดว่าตัวเองได้แชมป์ ออกไปเตะด้วยใจมุ่งมั่นจนได้แชมป์

-เทคนิคการพูดแบบวิถีมาร คือการแสดงความรู้สึกร่วมพร้อมกับยกย่องอีกฝ่าย คุณต้องสื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่าคุณรู้เรื่องงานอดิเรกของเขาพร้อมทั้งบอกว่าคุณเองก็เคยลองทำแต่เทียบกับเขาไม่ได้ เป็นการสร้างความสนิทสนมมากขึ้น

บทที่4 เคล็ดลับ ”วิธีสื่อสาร“ ที่ช่วยให้ควบคุมจิตใจคนตามต้องการ

-คำพูดที่พูดต้อง ทำให้เข้าใจง่ายและเข้าใจลึกซึ้ง, ทำให้ติดตรึงอยู่ในความทรงจำได้ง่าย

-เวลาพูดเรื่องที่อยากให้จดจำได้อย่างแม่นยำ การยกตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่อให้อีกฝ่ายเห็นภาพในหัวเป็นสิ่งสำคัญ เช่น ยกตัวอย่างงานขายก็เหมือนกับขั้นตอนการทำอาหาร

-แปลงเรื่องราวให้เป็นภาพเพื่อให้ติดตรึงในสมอง

-การสนทนาให้ผู้อื่นสนใจและ Focus อยู่ที่เราโดยการตั้งคำถาม “คุณคิดยังไง” ให้ผู้ฟังอยู่กับบทสนทนากับเราตลอดเวลา

-เว้นจังหวะการพูด หมายถึง การนิ่งเงียบ เพื่อจะดึงความสนใจและเพิ่มสมาธิของผู้ฟัง

บทที่5 เคล็ดลับ “วิธีฟัง” ที่ช่วยให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสนทนา

-เวลาฟังคนอื่นพูดต้องฟังโดยคิดว่า กำลังฟังเรื่องที่สนุกที่สุดในโลก และตั้งใจฟังอย่างเต็มที่

-ขณะฟังใช้เทคนิค พยักหน้า, ตอบรับ, ขยับคิ้ว

-ฟังแล้วอย่าพยายามพูดสวนเพื่อเอาชนะ ถ้าเราไม่ทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า เขาจะยอมรับคำพูดของเราแต่โดยดี

-ฟังและพยายามแสดงปฏิกิริยาตอบสนองในจังหวะที่เหมาะสม ก็จะช่วยพัฒนาทักษะการพูดของตัวเองได้แล้ว

บทที่6 เคล็ดลับที่ช่วยให้พูดเก่งระดับสุดยอด

-การใช้ภาษากาย 4 แบบ คือ ยกมือขึ้นลง, โบกมือไปด้านข้าง, วนมือเป็นวงกลมและหยุดขยับมือ

-ท่าทางที่ทำให้คุณพูดเก่งอย่างเป็นธรรมชาติ คือ สีหน้า การใช้คิ้วและมุมปาก, ลำตัว นั่งหลังตรง, แขน ให้อยู่ในท่าอกผายไหล่ผึ่งเสมอ ห้ามกอดอก, ขา นั่งกาขาเล็กน้อยอย่าหุบขาชิดกัน

-ถ้ารู้สึกตื่นเต้นให้สูดหายใจลึกๆ เคลื่อนไหวอย่างช้าๆและสง่าผ่าเผย

บทที่7 ปรากฎการณ์ทางจิตวิทยาอันทรงพลังที่ให้ใช้/ห้ามนำไปใช้ในทางที่ผิดเด็ดขาด!

ปรากฎการณ์ที่ใช้ได้จริง คือ

-เพซซิง(Pacing) เทคนิคที่ทำให้คู่สนทนารู้สึกดี คือการปรับท่วงทำนองการพูดให้เข้ากับคู่สนทนา ปรับความเร็ว จังหวะ น้ำเสียงและความดัง

-แอนเคอริง(Anchoring effect) เทคนิคที่ใช้ในงานขายจริง คือ ตัวเลขหรือเงื่อนไขที่บอกไว้ตอนแรก จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในภายหลัง เช่น ของราคา 300 บาท แต่เราตั้งราคา 600 บาทและบอกโปรโมชั่นลด 50% เหลือ 300 บาท

-ดีเดอโรต์(Diderot effect) เทคนิคที่ทำให้อยากได้ของครบชุด คือ การจูงใจทั้งๆที่ซื้อของอย่างเดียวก็พอแล้ว แต่กลับอยากซื้อของอย่างอื่นให้เข้าชุดเดียวกัน

-ความขาดแคลน(Scarcity effect) เทคนิคที่ช่วยลดการยั้งคิด คือ การว่าด้วยยิ่งเป็นของหายากก็ยิ่งรู้สึกว่ามันมีคุณค่าสูง ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ก็อาจะหาไม่ไดัอีกแล้ว

-รีเฟรมมิง(Reframing) เทคนิคที่ใช้ในการควบคุมความรู้สึกคน คือการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสิ่งหนึ่งให้ต่างไปจากเดิม เช่น มองจาก เหลือน้ำแค่ครึ่งแก้ว เป็น เหลือน้ำตั้งครึ่งแก้ว

ปรากฎการณ์ที่ต้องระวัง

-บูมเมอแรง(Boomerang effect) คือ สิ่งที่กระทำส่งผลตรงกันข้ามกับที่ตั้งใจไว้ เช่น ช่วยซื้อหน่อยครับ,ตั้งใจเรียนหน่อย จะเป็นการยัดเยียดหรือจงใจเกินไป(ไม่เป็นธรรมชาติ)

-อันเดอร์ไมนิง(Undermining effect) ที่บดแรงจูงใจของอีกฝ่าย คือการทำอะไรสักอย่างด้วยความสุขและมีคนชมหรือให้รางวัล เราจะเปลี่ยนไปทำสิ่งนั้นเพราะอยากได้รางวัลตอบแทน ซึ่งถ้าไม่ได้รับสิ่งนั้น เราก็ไม่อยากทำต่อ

-ตอบแทนซึ่งกันและกัน(Norm of reciprocity) คือการให้อะไรบางอย่างกับอีกฝ่ายก่อน อีกฝ่ายจะตอบแทนกลับมา ถ้าไม่ให้ก่อน ต่อไปก็จะไม่ให้ตาม

ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ ยาวหน่อยนะครับ😅….คงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับใครที่ต้องการพัฒนาทักษะการสื่อสารครับ🙏❤️

GM ครับ ⛅

11.3.2024

6:27 PM

#834197

#skystr #sky

10.3.2024

6:37 PM

#834035

#skystr #sky

9.3.2024

6:27 PM

#833890

#skystr #sky

8.3.2024

6:30 PM

#833724

#skystr #sky