GM #siamstr หนังสือจิตวิทยาสายดาร์ก “เมื่อคำพูดสามารถควบคุมจิตใจคนได้” ของ Dr.Hiro เหมาะสำหรับคนที่ต้องพัฒนาทักษะการสื่อสาร เช่น นักขาย, นักพูด หรือนักบริหาร และเพื่อไม่ให้ถูกใครหลอกง่ายๆโดยคำพูด😁 ขอเอามาแชร์นะครับ สรุปเนื้อหา มีดังนี้
บทที่1 แด่คนที่อ่าน “คู่มือการพูด” แล้วแต่ก็ยังไม่สามารถพูดชักจูงคนได้
-เป็นการสื่อสารเรื่องทักษะที่จำเป็นในการสื่อถึงใจอีกฝ่ายไม่ใช่ “วิธีใช้คำพูดที่เหมาะสม“ แต่เป็น ”วิธีสร้างความประทับ(Impression Management) ที่เหมาะสม“
-การใช้คำพูดล้างสมองอีกฝ่าย นิยามของการล้างสมองคือ ”การชักจูงอีกฝ่ายให้เป็นในทางที่เราต้องการ“
-ในการสื่อสาร หากจับจุดสำคัญได้ก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจรายละเอียด
บทที่2 เคล็ดลับ “วิธีลวงให้คนอื่นยินดีรับฟังเราทุกอย่าง”
-สิ่งสำคัญที่สุดในการล้างสมองไม่ใช่เทคนิคการพูดหรือแววตาในขณะพูด แต่เป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ทำให้อีกฝ่ายคิดว่า ควรรับฟังคำพูดของคนคนนี้ หรืออยากฟังสิ่งที่เขาพูด เช่น จะแสดงมายากล ก็ต้องแต่งตัวแบบนักมายากล ใส่ชุดทักซิโด สวมหมวก มีไม้คฑาเต็มยศ ทุ่มสุดตัวกับการสร้างภาพลักษณ์เพื่อให้คนอื่นเชื่อว่า คนคนนี้คือของจริง!!
-ใช้กฎของเมห์ราเบียน(กฎ 7-38-55) คือ ข้อมูลจากคำพูด(Verbal) 7%, ข้อมูลจากการได้ยิน(Vocal) 38%, ข้อมูลจากการมองเห็น(Visual) 55% สิ่งสำคัญคือ ผู้พูดมีรูปลักษณ์ภายนอกแบบใด พูดด้วยท่าทางอย่างไรและใช้น้ำเสียงแบบนี้ ให้กับผู้ฟังได้เห็นได้ฟัง
-มันเป็นเรื่องจริงที่คนเรามักให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกก่อนเสมอ คนสวยหน้าตาดีจะได้เปรียบคนขี้เหร่ แต่คนขี้เหร่ก็ต้องฝ่ายไม่ขี้เหนียวกับการปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอก แม้คุณจะไม่สามารถกลายเป็นหนุ่มหล่อหรือสาวสวยในสายตาคนทั่วไปได้แต่ต้องตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นคนที่เท่หรือสวยที่สุดในชีวิตตัวเอง
-เปลี่ยนชีวิตด้วยกฎ 48 ชั่วโมง จะทำอะไร ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ภายนอกตัวเองยังไง ให้ทำเลยภายใน 48 ชั่วโมง
-เลือกสถานที่ในการพูดหรือต่อรองทางธุรกิจ ให้เหมาะสมกับตัวเงินที่จะต่อรอง เช่น ตัวเงินสูง ต้องไป ร้านคาเฟ่ดีๆ หรือเลานจ์ของโรงแรมหรู
บทที่3 เคล็ดลับ “วิธีพูด” ที่ช่วยให้เป็นที่ชื่นชอบของคนอื่น
-เคล็ดลับที่ดีที่สุดในการเป็นที่ชื่นชอบของคนอื่นคือ การประจบทุกคนที่ได้เจอ โดยการ “ชม” แต่การชมนี่ ถ้าพยายามชมอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง มันจะกลายเป็นการสนใจมองหาข้อดีของอีกฝ่ายอย่างอัตโนมัติ เราก็จะพัฒนาเป็น “คนดีอย่างแท้จริง” ที่สามารถชมคนอื่นจากใจจริงได้เอง
-ปรากฎการณ์พิกมาเลียน คือ ปรากฎการณ์ที่การคาดหวังอย่างต่อเนื่องส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี เช่น โค้ชพูดให้กำลังทีมฟุตบอลที่สกอร์ตามหลังอยู่บอกว่าทุกคนเก่ง เราต้องชนะ เรามาที่นี่เพื่อแชมป์ ทุกคนคิดว่าตัวเองได้แชมป์ ออกไปเตะด้วยใจมุ่งมั่นจนได้แชมป์
-เทคนิคการพูดแบบวิถีมาร คือการแสดงความรู้สึกร่วมพร้อมกับยกย่องอีกฝ่าย คุณต้องสื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่าคุณรู้เรื่องงานอดิเรกของเขาพร้อมทั้งบอกว่าคุณเองก็เคยลองทำแต่เทียบกับเขาไม่ได้ เป็นการสร้างความสนิทสนมมากขึ้น
บทที่4 เคล็ดลับ ”วิธีสื่อสาร“ ที่ช่วยให้ควบคุมจิตใจคนตามต้องการ
-คำพูดที่พูดต้อง ทำให้เข้าใจง่ายและเข้าใจลึกซึ้ง, ทำให้ติดตรึงอยู่ในความทรงจำได้ง่าย
-เวลาพูดเรื่องที่อยากให้จดจำได้อย่างแม่นยำ การยกตัวอย่างเปรียบเทียบเพื่อให้อีกฝ่ายเห็นภาพในหัวเป็นสิ่งสำคัญ เช่น ยกตัวอย่างงานขายก็เหมือนกับขั้นตอนการทำอาหาร
-แปลงเรื่องราวให้เป็นภาพเพื่อให้ติดตรึงในสมอง
-การสนทนาให้ผู้อื่นสนใจและ Focus อยู่ที่เราโดยการตั้งคำถาม “คุณคิดยังไง” ให้ผู้ฟังอยู่กับบทสนทนากับเราตลอดเวลา
-เว้นจังหวะการพูด หมายถึง การนิ่งเงียบ เพื่อจะดึงความสนใจและเพิ่มสมาธิของผู้ฟัง
บทที่5 เคล็ดลับ “วิธีฟัง” ที่ช่วยให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสนทนา
-เวลาฟังคนอื่นพูดต้องฟังโดยคิดว่า กำลังฟังเรื่องที่สนุกที่สุดในโลก และตั้งใจฟังอย่างเต็มที่
-ขณะฟังใช้เทคนิค พยักหน้า, ตอบรับ, ขยับคิ้ว
-ฟังแล้วอย่าพยายามพูดสวนเพื่อเอาชนะ ถ้าเราไม่ทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า เขาจะยอมรับคำพูดของเราแต่โดยดี
-ฟังและพยายามแสดงปฏิกิริยาตอบสนองในจังหวะที่เหมาะสม ก็จะช่วยพัฒนาทักษะการพูดของตัวเองได้แล้ว
บทที่6 เคล็ดลับที่ช่วยให้พูดเก่งระดับสุดยอด
-การใช้ภาษากาย 4 แบบ คือ ยกมือขึ้นลง, โบกมือไปด้านข้าง, วนมือเป็นวงกลมและหยุดขยับมือ
-ท่าทางที่ทำให้คุณพูดเก่งอย่างเป็นธรรมชาติ คือ สีหน้า การใช้คิ้วและมุมปาก, ลำตัว นั่งหลังตรง, แขน ให้อยู่ในท่าอกผายไหล่ผึ่งเสมอ ห้ามกอดอก, ขา นั่งกาขาเล็กน้อยอย่าหุบขาชิดกัน
-ถ้ารู้สึกตื่นเต้นให้สูดหายใจลึกๆ เคลื่อนไหวอย่างช้าๆและสง่าผ่าเผย
บทที่7 ปรากฎการณ์ทางจิตวิทยาอันทรงพลังที่ให้ใช้/ห้ามนำไปใช้ในทางที่ผิดเด็ดขาด!
ปรากฎการณ์ที่ใช้ได้จริง คือ
-เพซซิง(Pacing) เทคนิคที่ทำให้คู่สนทนารู้สึกดี คือการปรับท่วงทำนองการพูดให้เข้ากับคู่สนทนา ปรับความเร็ว จังหวะ น้ำเสียงและความดัง
-แอนเคอริง(Anchoring effect) เทคนิคที่ใช้ในงานขายจริง คือ ตัวเลขหรือเงื่อนไขที่บอกไว้ตอนแรก จะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในภายหลัง เช่น ของราคา 300 บาท แต่เราตั้งราคา 600 บาทและบอกโปรโมชั่นลด 50% เหลือ 300 บาท
-ดีเดอโรต์(Diderot effect) เทคนิคที่ทำให้อยากได้ของครบชุด คือ การจูงใจทั้งๆที่ซื้อของอย่างเดียวก็พอแล้ว แต่กลับอยากซื้อของอย่างอื่นให้เข้าชุดเดียวกัน
-ความขาดแคลน(Scarcity effect) เทคนิคที่ช่วยลดการยั้งคิด คือ การว่าด้วยยิ่งเป็นของหายากก็ยิ่งรู้สึกว่ามันมีคุณค่าสูง ถ้าไม่ซื้อตอนนี้ก็อาจะหาไม่ไดัอีกแล้ว
-รีเฟรมมิง(Reframing) เทคนิคที่ใช้ในการควบคุมความรู้สึกคน คือการเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อสิ่งหนึ่งให้ต่างไปจากเดิม เช่น มองจาก เหลือน้ำแค่ครึ่งแก้ว เป็น เหลือน้ำตั้งครึ่งแก้ว
ปรากฎการณ์ที่ต้องระวัง
-บูมเมอแรง(Boomerang effect) คือ สิ่งที่กระทำส่งผลตรงกันข้ามกับที่ตั้งใจไว้ เช่น ช่วยซื้อหน่อยครับ,ตั้งใจเรียนหน่อย จะเป็นการยัดเยียดหรือจงใจเกินไป(ไม่เป็นธรรมชาติ)
-อันเดอร์ไมนิง(Undermining effect) ที่บดแรงจูงใจของอีกฝ่าย คือการทำอะไรสักอย่างด้วยความสุขและมีคนชมหรือให้รางวัล เราจะเปลี่ยนไปทำสิ่งนั้นเพราะอยากได้รางวัลตอบแทน ซึ่งถ้าไม่ได้รับสิ่งนั้น เราก็ไม่อยากทำต่อ
-ตอบแทนซึ่งกันและกัน(Norm of reciprocity) คือการให้อะไรบางอย่างกับอีกฝ่ายก่อน อีกฝ่ายจะตอบแทนกลับมา ถ้าไม่ให้ก่อน ต่อไปก็จะไม่ให้ตาม
ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ ยาวหน่อยนะครับ😅….คงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับใครที่ต้องการพัฒนาทักษะการสื่อสารครับ🙏❤️ 