Avatar
Joe
fa18f46ad4a9fcc237bb83fe5c449524d9c68c078ffee22a1a6786808524f0a3

ร้านประจำ nostr:note17v5yutkn3fkwqy7q0dtw6lkfxcjwa5nuvju8c00nceupau6kxhks24eekk

เปรียบเทียบการเดิน

อยู่บ้าน vs อยู่ กทม

พอเดินน้อยๆแล้วรู้สึกแปลกๆ 5555

#siamstr

มีทั้งไทยและอังกฤษ

ภาษาอังกฤษยังอ่านไม่จบ

เดี๋ยวอ่านภาษาไทยก่อนแล้วกัน

จะได้รู้ว่าอ่านเป็นภาษาอังกฤษแล้วเข้าใจหรือป่าว

#siamstr

เดอะเฟียตหัวควยสแตนดาร์ดมาแล้ว

#siamstr

Replying to Avatar Somnuke

อัตราเงินเฟ้ออย่างน้อยๆ มันต้อง 5-10% ต่อปี และตั้งแต่ช่วงโควิดจนถึงวันนี้ อาจจะแตะ 2 หลักมาตลอดก็เป็นได้

แต่เราไม่มีวันรู้ความจริง...

เงินเฟ้อ ที่ฟังดูน่ารักมุ้งมิ้ง เหมือนท้องอืดท้องเฟ้อนี้ควรถูกเรียกใหม่ว่า "เงินเสื่อมค่า" เพราะมันคือภัยพิบัติที่ร้ายแรงที่สุด ตัวแปรหลักที่นำพามนุษยชาติถอยหลังลงคลอง

ราว 50-60 ปีก่อน แม่ผมเข้ารับราชการที่บ้านนอก รับเงินเดือนครั้งแรก 1300 บาท ข้าวจานละบาท ยังพอหากินได้ มันซื้อได้เป็นพันจาน มันกินเองเหลือๆ

รับราชการในยุคนี้ วุฒิ ป. ตรี เงินเดือน 15,000.- ข้าวจานละ 40 บาท เริ่มหายากแล้วและกินก็ไม่อิ่ม ไม่ก็อิ่มเพราะได้ข้าวเยอะ กับข้าวแทบไม่มี และที่สำคัญเอาเงินทั้งเดือนไปซื้อข้าวได้แค่ 300 กว่าจาน รวมค่าใช้จ่ายทุกส่วนแล้ว ผลคือ มันไม่พอ!

ความสามารถในการเลี้ยงดูตัวเองจากเงินเดือนเริ่มต้น ของคนยุคนี้มันต่ำกว่าคนยุคก่อนมากมายหลายเท่า ไม่แปลกเลยที่คนทำงานประจำโดยทั่วไปจะมีชีวิตที่ลำบากมาก เก็บออมไม่ได้ สร้างทรัพย์สินไม่ได้ และดูท่าจะค่อยๆ แย่ลงด้วยซ้ำเพราะรายได้มันโตไม่ทันราคาข้าวของที่แพงขึ้น

ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากพ่อแม่ แทนที่จะให้เขาพึ่งพาเรา พ่อแม่ใครทำไว้ดีก็รอดไป ส่วนใครที่บ้านมีฐานะยากจนเป็นทุนเดิม ชีวิตคุณจะยากลำบากกว่าหลายเท่าตัว

คนเริ่มทำงานยุคนี้ คุณต้องมีเงินเดือนเริ่มต้น 6-70,000.- คุณถึงจะมึกำลังซื้อเท่ากับคนยุคก่อน

ไหวเหรอ? โลกมันผิดเพี้ยนไปกันใหญ่

เอาแบบหลักการหน่อย CPI หรือดัชนีราคาผู้บริโภค คือตะกร้ารวมสินค้าที่รัฐเอามาคำนวณเงินเฟ้อ มันใช้การไม่ได้ ไม้บรรทัดที่ใช้วัดมันยืดหดได้ มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อะไรแพงเอาออก อะไรกระจอกเอาเข้า มันจึงไม่เคยสะท้อนภาระต้นทุนที่แท้จริงที่ประชาชนต้องแบกรับเพิ่มเลย สรุปง่ายๆ คือมีไว้ทำเหี้ยอะไรไม่รู้

โดยที่ให้เหตุผลเราว่า "สินค้าเหล่านี้มันควบคุมไม่ได้" ว๊อทเดอะ....! ทั้งๆ ที่สินค้าที่คุณเอาออกมันคือสินค้าจำเป็นที่เราไม่ซื้อก็ต้องซื้อ ไม่อยากใช้ก็ต้องใช้ คือต้นทุนชีวิตหลักของผู้คน เช่น เนื้อสัตว์และพลังงาน เนื้อวัว หมูแพง ก็เอาปลามาใส่แทน น้ำมันราคาพุ่งสูงไปไกลก็เอาตากตะกร้าคำนวณไปเลย

ถ้าหลักการเป็นแบบนี้ แล้ว CPI มันจะสะท้อนเงินเฟ้อได้อย่างไร?

รัฐและธปท. จะหาสูตรคำนวณทุกวิถีทางให้ตัวเลขมันต่ำที่สุด เพื่อความสบายใจของประชาชน ตัวเลขสูงๆ แล้วผู้คนจะใจสั่นกินไม่ได้นอนไม่หลับ ประชาชนไม่รู้ความจริงเลยว่า ชีวิตเขากำลังจะเผชิญกับอะไรที่รออยู่ข้างหน้า

แม้ว่าหายนะของเงินเสื่อมค่านี้ คือตัวแปรที่ทำร้ายทำลายชีวิตของผู้คนอย่างแสนสาหัสที่สุดแล้ว

มันขโมย เวลา หยาดเหงื่อแรงกาย ความพยายามทุ่มเท ของผู้คนที่ขยันหมั่นเพียรตั้งใจทำมาหากินออกไปหนักขึ้นทุกวัน

หลายคนใช้เวลาทำงานทั้งชีวิตเพื่อบ้านเล็กๆ แค่ 1 หลัง ที่มันจะปลอดหนี้และได้สิทธิ์ความเป็นเจ้าของแค่ไม่กี่ปีในช่วงบั้นปลายของชีวิต และหลายคนไม่มีสิทธิ์ที่จะมีที่ซุกหัวนอนเป็นของตัวเองไปจนวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยซ้ำ

ในวันนี้รู้ตัวอีกที คนส่วนใหญ่ก็อยู่ในสถานะไม่เหลือ "อนาคต" อีกต่อไป

เรื่องที่สำคัญกับชีวิตประชาชนขนาดนี้คุณยังโกหก แล้วเราที่เป็นประชาชนธรรมดา จะหวังพึ่งพาเหี้ยอะไรจากพวกมึงได้ พวกกูชีวิตถูกทำลายขณะที่มึงนอนเกาไข่บงการชีวิตผู้คนในอ่างจากุชชี่

#Siamstr

เวลาได้ยินคนพูดกัน ปีนี้ตัวเลขเงินเฟ้อไม่เยอะ ในใจก็ขำปนเศร้า ตัวเลขไว้หลอกคนชัดๆ CPI

ฟังจารตั๊มใน #BitcoinTalk179 วันนี้ ที่พูดถึง deflation นึกถึงตอนอ่านหนังสือ price of tomorrow

ที่เขาตั้งคำถามว่าเมื่อก่อนโทรศัพท์ใช้ได้แค่โทรแล้วก็แพงมาก

เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีดีขึ้น โทรศัพท์ ใช้ทำอะไรได้มากขึ้น มีอะไรต่างๆที่ไม่คิดว่าจะทำอะไรได้มากกว่าการโทรคุยกัน ซึ่งมันคือ deflation แต่กับเรื่องเงินไม่เป็น deflation

rare จริงพี่ 5555

เพิ่งรู้ว่าคนในทีมที่เป็น ผญ มีคนนึงมี social media แค่ instagram เอาไว้ลงรูปเป็นความทรงจำ นอกนั้นก็มี telegram

ส่วน social media อื่นๆไม่มีเลย แม้กระทั่ง Line เหตุผลคืออยากได้ความเป็นส่วนตัว

แล้วบอกอีกว่า social detox มันดีนะ ไม่ต้องไปรับรู้เรื่องปวดหัวมากมาย

#siamstr

Replying to Avatar Jingjo

ช่วงนี้ได้คุยกับมนุษย์หลายคนมากกว่าช่วงเวลาปกติที่ผ่านมาทั้งปีที่แล้ว แล้วก็ได้พบกับบทสนทนาที่ซ้ำซากจำเจราวกับเป็นแผ่นเสียงตกร่องจากแทบทุกคนอย่างไม่น่าเชื่อ บางประโยคฟังแล้วถึงกับต้องชะงักว่านี่เราเปลี่ยนคู่สนทนาแล้วจริง ๆ หรือ

- ไม่มีเวลาเลย

- ไม่ว่างเลย

- ยังไม่ได้อ่านเลย

- ยังอ่านไม่จบเลย

- ยังไม่ได้ดูเลย

- ยังดูไม่จบเลย

- ทำไงดี พออ่าน/ดูแล้วหลับทุกที

- ทำงาน/เรียนก็เครียดพอแล้วอะ ขอดู/อ่าน/เสพอะไรผ่อนคลายได้มั้ย (= binge watch ซีรีส์ 10 ตอนรวดจนตีสาม)

- ขี้เกียจอะ

- อืม/งืม

เอาจริงนะ เรื่องของคุณเลยครับ ชีวิตของคุณ เวลาของคุณ อยากทำอะไรเต็มที่เลย สู้ ๆ ครับ

#siamstr

เหมือนกับว่าคู่สนทนาไม่ได้อยากจะศึกษาจริงๆ ถึงได้พูดแบบนั้นออกมามั้ยครับ

Replying to Avatar Mr.Note

มีวิธีแนะนำครับ

1.ให้ตื่นเช้ามากกว่าเดิม หานั่งพิงสบายๆ ลองนั่งสมาธิดู กำหนดลมหายใจให้จิตอยู่ที่ปลายจมูก 10-20 นาที พยายามนั่งทุกวันครับ

2. ตากแดดอ่อนๆ(ช่วงเช้า) และออกกำลังกาย จะเช้าหรือเย็นเอาที่สะดวก

3. สนทนากับคนที่คุณรักและรักคุณ บางที่แค่เห็นหน้าคุณก็จะมีความสุขแล้วโดยที่เค้ายังไม่พูดอะไร

4. ออกห่างจาก Social Media หาหนังสือจริงๆอ่าน (ไม่อ่าน E-Book) แนวที่เราชอบ การอ่านหนังสือ โดยการถือหนังสือ นิ้วมือที่เปิดหนังสืออ่านไปทีละหน้าๆ มันจะได้ความรู้สึกเหมือนเราก้าวผ่าน,เก็บเกี่ยวสิ่งต่างๆไปแต่ละหน้า จนอ่านจบที่ปลายทาง

5. พักผ่อนให้เพียงพอ อาจจะนอนต่อเลยจากการอ่านหนังสือจบ โดยไม่หยิบ Tel มาดู

…ประสบการณ์ส่วนตัวครับ ทำแล้วดี ทำให้ห่างไกลโรคได้ โดยเฉพาะโรคซึมเศร้าครับ…เป็นกำลังใจให้ครับ🙂

ขอบคุณครับ สำหรับคำแนะนำ 🙏

การออกกำลังกายก็มีออกบ้างครับ เท่าที่สัมผัสวันไหนไปวิ่งตอนเช้านี่คือสดชื่นไปทั้งวัน

นอกนั้นก็มีทำเกือบหมดครับยกเว้นข้อ1 กับคงห่างจาก social ให้มากขึ้น

ส่วนอ่านหนังสือปกติอ่านก่อนนอนอยู่ครับ ให้มันห่างจากโทรศัพท์

ครับ อย่าง FB นี่ถ้าเผลอไปดู reels นี่ไม่ต่างจาก tiktok เลย ต้องคอยบอกตัวเอง ให้หยุด

พอลองตื่นนอนตอนเช้าแล้วเผลอเล่น social media ไปครึ่งชั่วโมง ผ่านไป 3-4 วัน

รูัสึกว่าจิตใจห่อเหี่ยวจริงๆ+งานช่วงนี้เป็นการ proof of concept ทำให้คิดเยอะ

ตัดสินใจหลายอย่าง

เย็นนี้คงต้องออกไปวิ่งแล้วถ้าอากาศมันดี

บวกกับต้องลด social media ใน mainstream ลง

จริงๆแล้วผมก็ออกไปเดินตากแดดทุกวัน แค่ช่วงนี้มันรู้สึกซึมๆ

#siamstr