กลับมาฟังคำถามท้าย Chit Talk Special อีกครั้ง อยู่ดีๆ ก็เกิดเอ๊ะขึ้นมาว่าประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ประกันคือการปกป้องเงินออมของเรานี่หว่า

งั้นถ้ายังไม่มีเงินออม การทำประกันก็ไม่เมคเซนส์ จริงไหม

ยิ่งถ้าจัดลำดับความสำคัญให้ต้องจ่ายประกันก่อน แล้วค่อยออมทีหลัง มันไม่น่าจะใช่หรือเปล่านะ...

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

ต่อให้ทำประกัน ผลประโยชน์ก็ค่อยๆเสื่อมค่าลงเมื่อเวลาผ่านไปอยู่ดีครับ

มีเงินออมที่ดีเพียงพอก่อน ค่อยทำประกันแต่พอสมควรตามวัยที่มีความรับผิดชอบในช่วงเวลานั้นครับ 😄

นั่นสิครับ ผมเลยรู้สึกแหม่งๆ เวลาเห็นคนขายประกันใช้หลักว่าเบี้ยประกันควรเป็นกี่ % ของรายได้ หรือเชียร์ให้รีบทำประกันตั้งแต่อายุน้อยๆ

เค้าอยากทำยอดครับ ถ้าไม่ถามเรื่องแผนการเงินส่วนบุคคลเราเลยยิ่งต้องออกห่างครับ

ชีวิตคนเราไม่มีสูตรตายตัวหรอกครับ

เพราะงั้นผมเลยว่ามันต้องมีหลักคิดอะไรสักอย่าง ตอนนี้ผมกำลังคิดอยู่ว่าหลักการที่ควรเป็นมันควรเป็นแบบไหน 🤔

ควรเริ่มจากความเสี่ยงในชีวิตครับ ว่ามีอะไรบ้างอะไรที่เรารับเองได้ อะไรที่เราอยากโอนความเสี่ยง ก็เลือกตามงบที่ตัวเองพอจะแบ่งไปจ่ายได้ครับ แต่ละคนความเสี่ยงของชีวิตไม่เหมือนกัน ประกันควรจะไม่เหมือนกันครับ😄

สำหรับบางคนประกันมีไว้ช่วยปกป้องค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ได้อยู่นะ

ส่วนตัวคิดว่ายิ่งความรับผิดชอบสูง ยิ่งหมุนเดือนชนเดือน ประกันยิ่งจำเป็น แต่คนกลุ่มนี้จะนึกถึงประกันเป็นเรื่องสุดท้ายแน่นอน

ตอนนี้ผมกำลังคิดอยู่ว่า ต่อให้มีเหตุผลรองรับแล้วว่าทำไมควรทำ คำถามต่อมาคือเราจะทำเท่าไหร ควรประเมินจากอะไรดี 🤔

ถ้ามองว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันเป็น black swan ที่วันนึงต้องเกิดขึ้นแน่ๆ สินค้าพวกประกันจะช่วยลดความรุนแรงของเหตุการณ์พวกนี้ได้

ผลกระทบของ black swan จะแรงมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นของแผนการเงิน

ถ้าแผนการเงินรัดตัวจัดๆ ขยับไม่ได้เลย เกิด black swan ขึ้นมา พังแน่นอน

แต่ถ้าเป็นคนที่ยืดหยุ่นมากๆแล้ว มีเงินเก็บเหลือๆ ผลกระทบของ black swan คงไม่ได้เกินรับมือ

ผมไม่แปลกใจเลยที่พี่ชิตคิดแบบนั้นครับ

สำหรับผมคิดว่าควรทำทุกคนนะ เพราะมันเป็นตัวทำให้แผนการเงินเราไม่สะดุด

ผมมีความคิดว่า

”ใครขายบิทคอยก่อน คนนั้นแพ้“

แต่มันก็อาจจะมีวันที่มีความจำเป็นต้องขายจริงๆใช่มะ

เฉพาะฉะนั้น ผมจะวางแผนทุกอย่างเพื่อให้ไม่เจอความจำเป็นนั้น

นี่ไม่ใช่เกมส์ว่าใคร stack sat ได้มากกว่ากัน แต่นี่คือเกมส์ที่ใครลดโอกาสที่จะเจอกับความจำเป็นที่จะต้องขายบิตคอยได้มากกว่ากัน ใครถือนานกว่าคนนั้นชนะ

ประกันช่วยเรื่องนี้ได้ 🥰

ส่วนจะเท่าไหร่ดีนั้น ต่อให้มีวิธีประเมิน 108 สุดท้ายมันจะมาลงที่ เงินเท่าไหร่ที่เราเสียได้แล้วยังสบายใจอยู่..อยู่ดี

ตอนผม 26 มีลูกคนแรก ประกันจำเป็นมาก เพราะแผนการเงินสะดุดไม่ได้เลย แต่มีกำลังซื้อได้นิดเดียว

ตอนนี้ผม 42 ค่อนข้างยืดหยุ่น จะมีหรือไม่มีประกันก็ไม่กระทบผมเท่าไหร่ แต่เบี้ยประกันต่อปีผมที่ผมต้องชำระ เยอะกว่าตอนหนุ่มๆหลายสิบเท่า

ชีวิตมันก็แบบนี้ครับจารย์ขิง กว่าจะผ่านขั้นต่ำไปได้มันยากเหลือเกิน แต่พอผ่านแล้วมันผ่านเลยนะ

ปล.ความเห็นส่วนตัวนะ อย่าถือสา 😘😘😘

มีประกันสะสมทรัพย์ กับ ประกันเงินคืนอยู่ แต่กำลังจะปิด 2 กรมธรรม์นี้ออก

เพราะยอดส่งต่อปีมันค่อนข้างเอาเรื่อง และวงเงินคุ้มครองค่ารักษาไม่ได้สูง

เพราะปลายทางมันคือเงินคืนในหน่วยบาท

ซึ่งเงินคืนกว่าจะได้อีก 20-40 ปีข้างหน้าถ้าเงินเน่ากว่านี้จะแทบไม่มีค่าเลย

ถ้ามองมันไปที่การ Bet ระหว่าง

-เอาเงินได้ ปัจจุบัน Bet เข้าไปที่ประกันออมทรัพย์เพื่อเงิน Fiat ในอนาคต กับ

-เอาเงินได้ ปัจจุบัน Bet เข้าไปที่ Bitcoin เพื่อเงิน Fiat ในอนาคต

อย่างหลังดูดีมีอนาคตกว่าในมุมมองของเรา

คงเหลือไว้แค่ประกันสุขภาพ เพราะมันเสี่ยงเกินไป ถ้าเราจะต้องขายทุกอย่าง จ่ายค่ารักษา เพื่อให้ตัวเองมีโอกาสอยู่ต่อ

ใช่ครับ เราคุยกันเฉพาะประกันสุขภาพกับอุบัติเหตุเท่านั้น แบบสะสมทรัพย์ไม่อยู่ใน category ที่เราพิจารณาอยู่แล้ว 😁

ตอนนี้เจอความพีคคือ ประกันสะสมทรัพย์มันดันขายพ่วง ค่าชดเชย อบ. ค่าชดเชยรายวัน แล้วให้วงเงินชดเชยดีมากซะด้วย

เคยแขนร้าวไปรอบนึง ได้ค่าชดเชยมา 15,000

บ.ประกัน มันรู้ตัวแล้ว 🥲

ผมทำประกันชีวิตเผื่อเอาไว้แค่ยอดประมาณนึง ให้เมียเอาไว้ตั้งหลักซัก3ปี

แต่ถ้าจารย์ขิงหมายถึงประกันสุขภาพ ส่วนตัวผมเลือกเก็บเงินสำรองให้ได้ก่อน แล้วค่อยเติมประกันทีหลังไว้ปกป้องเงินออมครับ

ผมรู้สึกว่าหลักการมันไม่ต่างกันเท่าไหร่ เพราะในกรณีที่เราเสียชีวิตและคนที่ยังอยู่ต้องใช้ทุนในการตั้งหลัก หากประกันชีวิตไม่มี หรือไม่พอ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือเขาก็ต้องเอาเงินออมเราออกมาใช้ตั้งหลัก ฉะนั้นถ้าประกันทำให้ไม่ต้องงัดส่วนเงินออมออกมาใช้ ก็ถือว่าวัตถุประสงค์คือการปกป้องเงินออมเหมือนกัน

เรื่องยอดประกันชีวิตว่าพอหรือไม่พออันนี้แล้วแต่สถานการณ์ของแต่ละคนเลยครับ เช่น ผมคุยกับเมียแล้วว่าจะทำประกันไว้ให้ 1 ล้าน เพื่อเอาไว้ผ่อนบ้าน 3 ปีและเผื่อค่าใช้จ่ายอื่นๆด้วย โดยที่ผมจ่ายค่าประกันปีละ 20,000 บาท เป็นเวลา 20 ปี

ในส่วนของเงินออมและทรัพย์สินอื่นๆก็มีไว้ให้ต่างหากด้วย

ซึ่งเมียผมก็คิดว่าเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำเพิ่มไปมากกว่านี้ เพราะเค้าก็ยังสามารถหารายได้เองได้อยู่

การเงินครอบครัวมั่นคงมากครับ สุดยอดเลย

อย่าเรียกว่ามั่นคงเลยครับ ผมกับเมียเพิ่งจะจริงจังกันช่วงโคหวิดนี่แหละครับ เหมือนที่พี่ชิตพูดเลยว่า"ไม่เห็นโรงศพไม่หลั่งน้ำตา"🥲

ถ้าตามพีระมิดทางการเงิน การทำประกันอยู่ในขั้นที่ 2 คือการโอนย้ายความเสี่ยงไปให้บริษัทประกัน ถ้าในรูปแบบเงินเฟียต ส่วนนึงของการออมถ้าเป็นในรูปแบบประกันก็ดีค่ะ และบางทีเรื่องบางอย่างที่เกิดขึ้นโดยที่เราอาจจะมองไม่หมด ตัวนี้ก็เป็นตัวที่ป้องกันเงินเราในส่วนที่เราออมไว้ได้อีกต่างหากค่ะ

พีระมิดไหนหรอครับ ไม่คุ้นว่าเจอรูปแบบนี้ใน Layered Money

เลือกประกันเท่าที่เราจะใช้แหละครับ ไม่ได้ใช้ก็ไม่ต้องทำ

- มีรถ ประกันทรัพย์สิน เราและคู่กรณี ชนทีผมก็จ่ายไม่ไหว

- ลูกยังเล็ก เราเป็นเสาหลัก ก็ประกันชีวิต (หรือเมีย ใช้ HW ไม่เป็น ก็ทำวนเงินเท่า sats ที่สะสมก็ได้เลยก็ได้) ส่วนถ้าโสด พ่อแม่ไม่ต้องดูแลจะทำประกันชีวิตทำไม

- ประกันสุขภาพ ถ้าไม่มีประกันสังคมยิ่งต้องทำ ป่วยหนักฉีดยาทีก็ 3000 แล้ว หรือซื้อเพื่อลดย่อยภาษีก็ได้

- apple care มือถือเสียที ก็คงพอจ่ายค่าซ่อมไหว ไม่ไหวก็ไปใช้เครื่องถูกๆ ก็ได้ไม่กระทบอะไร (ปีละ 7790 ยังยอมจ่าย ประกันสุขภาพปีละ 8000 ดันงก)

ผมมีประกันสุขภาพแบบจ่ายทิ้ง เพื่อป้องกัน black swan ฮะ แถมต้องทำกือนป่วยด้วย ถ้าป่วยแล้วไม่มีใครรับ มันคือ risk manager ment RR เท่าไหร่แล้วแต่เหตุการณ์ แต่มันคือ game ที่เราไม่อยากเป็นผู้ชนะแน่นอน

เพราะถ้าเราชนะ คือเราต่องเคลมประกัน