Replying to Avatar AM I

ลำดับแรกคือพลาดโน๊ตนี้ไปได้ไง

ภาษาที่ใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่เป็นนามธรรมเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงความรู้สึกนั้นๆเช่นความหวานสัมผัสได้ด้วยลิ้นแม้จะให้นักพูดที่เก่งที่สุดมาอธิบายผู้ฟังไม่สามารถรสความหวานนั้นได้ในทางตรงกันข้ามผู้ที่ได้ลิ้มรสความหวานอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ก็มี

มันเป็นเรื่องรู้ได้เฉพาะตน อนัตตาก็เหมือนกัน มันไม่ใช่แค่รู้มันต้องเข้าถึงและเป็นอยู่ในความรู้สึกจริงๆแม้จะเพียงชั่วขณะหนึ่งก็ตาม ตามหลักที่เขาพูดๆกันว่าปฏิบัติธรรม มีหลากหลายรูปแบบแต่จุดหมายปลายทางเพื่อรู้สึกถึงอนัตตา มีคำที่มีความหมายเกี่ยวกับตัวตนอยู่ที่ส่วนมากเข้าใจผิดคือคำว่า

อัตตา ตัวตน

อนัตตา ไม่ใช่ตัวตน

นิรัตตา ไม่มีตัวตน

อนัตตา อยู่ตรงกลางมีตัวตนที่เป็นสมมุติแต่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

สรุปคือ ภาษาที่ใช้สื่อสารและใช้อธิบาย และความหมายของภาษาเลยทำให้บางทีภาพที่เห็นไม่ตรงกัน

ทั้งหมดนี้คือความเข้าใจส่วนตัว

ลึกมาเลยครับ ถ้าตามที่อ่านและเข้าใจในตอนนี้เป็นแบบนี้รึเปล่าครับ

อัตตา = ตัวตน, ตัวรับรู้ปรากฏการณ์

อนัตตา = ไม่ใช่ตัวตน, การรู้สึกและรู้ว่าตัวตนนั้นจริง ๆ แล้วไม่มีจริง

นิรัตตา = ไม่มีตัวตน, ไม่มีตัวรับรู้ปรากฏการณ์

ถ้าจะเข้าถึงนิพพาน (จริง ๆ ไม่ค่อยอยากใช้คำว่าเข้าถึง เพราะมันไม่ใช่สถานที่แบบ นรก หรือ สวรรค์) การเล็งเห็นถึงอนัตตา และรับรู้ถึงความเป็นจริงที่ตัวตนมันไม่มี ยังเหลืออะไรอีกบ้างครับที่จำเป็นจะต้องทำต่อ เช่น การฝึกละความคิดที่เป็นเหตุให้จิตวิญญาณสร้างภพชาติขึ้น

:)

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

ผู้รู้ ถ้าไม่ถูกยึดถือจะทำหน้าที่ได้เองตามธรรมชาติเป็นอิสระในการตัดสินใจโดยไม่ได้อาศัยความพอใจหรือไม่พอใจในการตัดสินใจก่อนการกระทำ บางอย่างมีประโยชน์ควรทำ บางอย่างไม่เป็นประโยชน์ก็นิ่งเสีย พอผู้รู้ถูกยึดถือ เราเป็นผู้รู้ เราเป็นผู้ตื่น เราเป็นผู้เบิกบาน เราหมดกิเลสแล้ว ทุกอย่างที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกเรื่องที่คิด ล้วนอยู่บนพื้นฐานของความพอใจ ไม่พอใจ สติที่ฝึกดีแล้วจะเห็นการปรากฏขึ้นของความพอใจ ไม่พอใจในแต่ละขณะของอารมณ์ที่มากระทบในแต่ละครั้งในชีวิตประจำวัน