จริงๆแล้วผมแค่ป่วย หรือ แค่ผมเป็นคนไม่เอาใหน ?

ณ ขณะที่ผมเขียนข้อความนี้ เป็นเช้าของวันจันทร์ที่ 24 มีนาคม 2568 เป็นอีกหนึ่งวันที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความวิตกกังวล และกับหน้าที่อีกหลายอย่างอีกต้องจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว หรือเรื่องการงานที่จะต้องหาเงินมาจุนเจือครอบครัว บางครั้งผมก็อยากจะระบายความรู้สึกที่ผมมีอยู่ในใจให้ใครบางคนได้ฟัง แต่คนที่ผมอยากให้เขาได้รับฟัง อยากให้เป็นใครก็ได้ที่ไม่ใช่คนในครอบครัว คนรู้จัก เพื่อนสนิท หรือคนที่ผมจะต้องคอยดูแลเขา เนื่องจากไม่ต้องการให้เขาเหล่านั้นต้องคอยมาเป็นห่วงว่าผมกำลังตกอยู่ในทะเลทุกข์ เพื่อให้คนที่ผมรักต้องคิดว่าพวกเขาเป็นภาระ สำหรับผมแล้วพวกเขาไม่เคยเป็นภาระ เป็นหน้าที่ๆ ผมเต็มใจทำ

ผม ณ ตอนนี้ อายุ 34 ปี มีลูกสาวที่อยู่ในวัยกำลังน่ารัก อายุ 2 ขวบ ผมกับลูกสาวยังอาศัยอยู่กับ พ่อ แม่ ของ ผม ส่วนภรรยาขอผมทำงานอยู่ต่างจังหวัด ในหนึ่งอาทิตย์ ภรรยาของผมจะได้กลับบ้านมา หนึ่งถึงสองวัน พ่อผมตอนนี้อายุ 75 ปี ป่วยด้วยโรคสมองเสื่อม ความจำหลงๆ ลืม ๆ และมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ ส่วนแม่ของผมอายุ 72 มีโรคประจำตัวแค่โรคความดัน กับไขมันในเลือดสูง แต่ปัจจุบันตอนนี้รักษาสามารถควบคุมระดับไขมัน และความดันอยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว

ก่อนหน้านี้เมื่อประมาณช่วงปี 2561 เรียนจบปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ และฝึกงานเป็นเสมียนทนายความ จนกระทั่ง ปี 2563 สามารถสอบผ่านได้รับอนุญาตให้เป็นทนายความ ชีวิตตั้งแต่เรียนจบจนได้เป็นทนายความรู้สึกเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขได้ทำตามความฝันและผมก็สามารถไปได้ถึงฝั่งฝัน จนกระทั่งเมื่อเริ่มเป็นทนายความเต็มตัวผมก็เริ่มประกอบอาชีพมีความสุขในการทำงานรู้สึกท้าทายและคิดว่าถ้าได้ฝึกอีกสัก ห้า หก ปี ผมคงเป็นทนายความที่เก่ง แต่ ขณะเดียวกันนั้นอาการของพ่อก็เริ่มหนักขึ้นไม่สามารถที่จะควบคุมอารมณ์ตนเองได้ มักจะมีอารมณ์ ฉุนเฉียว และกล่าวหาว่าแม่ขโมยของ ๆ พ่อ หากแม่ออกไปจับจ่ายซื้อของในตลาดพ่อก็คิดว่าแม่มีชู้ ถึงขั้นลงมือทำร้าย สาเหตุที่พ่อมีอาการดังกล่าวเนื่องจากผู้ป่วยที่มีอาการสมองเสื่อม มักจะมีอาการของโรคจิตเวชตามควบคู่มาด้วย และประกอบกับ ณ ขณะนั้นผมยังไม่ได้ดูแลพ่อให้ดี ไม่ได้จัดยาให้ท่านทานเพียงแค่ถามว่าท่านทานยาหรือยัง มุ่งแต่ที่จะทำงานหาเงินแต่กลับไม่ได้กลับมามองคนในครบครัวว่าเป็นอยู่อย่างไร

เมื่ออาการของพ่อเป็นหนักมากขึ้น ทำให้ผมไม่มีสมาธิในการทำงานมีแต่ความวิตกกังวลไม่ว่าจะขณะไปว่าความ หรือขณะกลับมาพักอาศัยอยู่บ้านก็เต็มไปด้วยความหวาดระแวงกลัวว่าพ่อจะใช้กำลังทำร้ายแม่ และยิ่งถ้าหากในขณะผมทำงานอยู่นอกบ้าน หรือขณะไปทำธุระต่าง ๆ ถ้าหากแม่โทรศัพท์มาแค่เห็นว่าเป็นเบอร์แม่มือก็เริ่มสั่นกลัวว่าแม่จะโทรมาบอกว่าพ่อคลุ้มคลั่งอาระวาด แต่ใน ณ ตอนนั้น ผมก็คิดเสมอว่าคนเก่งอย่างผมต้องจัดการได้แน่นอนไม่ว่าจะเรื่องอาการป่วยของพ่อ และเรื่องงาน เชื่อว่าตัวเองสามารถควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในมือได้ แต่เมื่ออยู่ในสภาวะแบบนี้นานวันเข้า ถึงแม่ร่างกายจะดูแข็งแรงน้ำหนักเพิ่มขึ้นดูอ้วนถ้วนสมบูรณ์มีอันจะกิน แต่สภาพภายในจิตใจเต็มไปด้วยความหวาดระแวงไม่กล้าออกไปใหน ถ้าหากถามว่าทำไมวิตกกังวลขนาดนี้แต่ยังรับประทานอาหารได้มาก ก็เพราะผมคิดว่ามีเพียงการกินเท่านั้นที่จะสร้างความสุขให้ผมได้

สุดท้ายก็ทนไม่ไหวออกจากสำนักงานมาเป็น rider grab ในคืนที่ตัดสินใจหยุดทำงานทนายความ นอนฟังเพลง ความเชื่อ ของ bodyslam น้ำตาอาบหน้าต่อให้เพลงมันปลุกใจขนาดใหนแต่ใจของเรามันป่วยไปแล้ว “ ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝัน หกล้มคลุกคลานเท่าไหร่ มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่จะยังไงก็ต้องไปให้ถึง ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้มแต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำว่าครั้งหนึ่งเคยก้าวไป ” ความรู้สึกคือ มันไม่ไหวแล้วต้องเลือกระหว่างความฝันกับครอบครัว ไม่เคยโทษว่าพ่อหรือแม่ผิด ท่านป่วยเราก็ต้องดูแล ผมเลือกพ่อแม่ ไม่ใช่เพราะความกตัญญูที่ทำให้ผมตัดสินใจแบบนี้แต่เป็นเพราะ ความรัก การเลี้ยงดู ที่พ่อ และแม่มีให้ผมในขณะที่ผมยังเป็นเด็ก ทำให้ผมรักท่านทั้งสองยอมทิ้งความฝันของตัวเอง คงสงสัยกันว่าทำไมถึงไม่สามารถจัดการชีวิตให้สามารถทำงานทนายความต่อไปได้ พ่อของผมเมื่อท่านอาระวาดไม่มีใครคนใหนสามารถคุยให้ท่านใจเย็นลงได้นอกจากผม อย่างเช่น ก๊าซหุงต้ม หมดผมก็ต้องเป็นคนนำถังก๊าซไปเติมซื้อเอง เคยสั่งให้ร้านนำก๊าซมาส่ง พ่อก็โวยวายว่าคนส่งก๊าซขโมยของ ยังมีมากมายอีกหลายเรื่องเกินกว่าที่จะเล่าให้ฟังได้ หลังจากตัดสินใจมา เป็น rider ทุกเช้าที่ตื่นมาทำงานถามตัวเองเสมอ ผมคือคนไม่เอาใหนใช่มั้ย ? ผมจะดูแลครบครัวรอดมั้ย ? แต่การเป็น rider มันก็มีข้อดีของเรื่องความสะดวกในการทำงาน จะทำเวลาให้ก็ได้ เมื่อได้ดูแลเรื่องการกินยาขอพ่อ ดูแลจิปาถะ อาการของพ่อก็ดีขึ้น แต่เกิดคำถามกับตัวเองจริงๆ แล้วผมคือคนไม่เอาใหนคนขี้เกียจที่เกาะภรรยาเอาอาการป่วยของพ่อมาอ้าง ? แต่ผมโชคดีที่มีคู่ชีวิตที่เขาเข้าใจผม เคารพในการตัดสินในของผม แม้การหยุดทำงานทนายความของผมจะทำให้เขาต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูผมกับลูก เขาก็เข้าใจ

จริงๆแล้วชีวิตมันก็ไม่ได้แย่เสมอไป เปรียบเสมือนการที่เรานั่งรอรถเมล์ ทั้งๆ ที่ส่วนใหญ่แล้วรถเมล์มันก็ไม่ได้มาช้าไปสะทุกวัน แต่เรากลับเลือกจะจำแต่วันที่รถเมล์มาช้าเสมอ ชีวิตมันก็ยังมีด้านดีเสมออย่างมองหาแต่เรื่องร้ายๆ และเรื่องบางเรื่องเราก็ต้องรู้จักปลง ปล่อยวาง เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ทุกอย่าง

ถ้าไม่มีเทคโนโลยีอย่าง nostr ผมคงไม่กล้าระบายเรื่องนี้ให้ใครฟัง

#siamstr #stayhumble #ซึมเศร้ารักษาได้ #ชีวิตไม่ได้แล้วร้ายเสมอ

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

เป็นกำลังใจให้ครับ ลองทำบุญให้คุณพ่อ คุณแม่ และตัวท่าน หมั่นเจริญสติ ผมว่าช่วยได้ครับ

ขอบคุณครับ

ขอบคุณที่รับฟัง สละเวลาอ่านสิ่งที่ผมระบายออกมา

กอดๆ ครับ เป็นกำลังใจให้นะครับ

แล้วทุกอย่างจะผ่านพ้นไปด้วยดีครับ

ขอบคุณครับ ขอบคุณที่รับฟัง สละเวลาอ่านสิ่งที่ผมระบายออกมาก

ขอบพระคุณที่ระบายครับ พอเห็นถึงวิธีมองหาความสุขในความทุกข์ แต่ที่แน่ๆ ต้องกลับไปฟัง bodyslam album Believe อีกรอบแล้ว 🤙🏼🤙🏼🤙🏼

ศีล บำรุง สมาธิ

สมาธิ บำรุง ปัญญา

ขอให้หมั่นอยู่ในศีล นะครับ 🌞 GM

ผมเอาใ

ผมเอาใจช่วยครับ คุณ lyunWa

ขอบคุณมากครับ ตอนนี้ผมหายดีขึ้นมากแล้วครับ