Replying to Avatar satuser

การเดินทางที่ไม่สิ้นสุดสู่โลกที่ไร้ความไว้วางใจ

การเดินทางทางความคิดเพื่อตอบคำถามว่าซาโตชิ นากาโมโตะ จะแก้ไขปัญหาใหญ่อะไรต่อไปหลังจาก บิตคอยน์ ได้นำเราไปสู่ข้อสรุปที่ชัดเจนและสอดคล้องกันอย่างยิ่ง รายงานฉบับนี้ได้สร้างเส้นทางของเหตุผลขึ้นมา โดยเริ่มต้นจากการนิยามภารกิจที่แท้จริงของชาโตชิใหม่ นั่นคือการท้าทายและรื้อถอนระบบที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจในตัวกลางที่รวมศูนย์อำนาจ ซึ่งเป็นรากของปัญหามากมาย รวมถึงเงินเฟ้อด้วย

เราได้วิเคราะห์ "ข้อบกพร่อง" ของบิตคอยน์ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการขยายขนาด, การใช้พลังงาน, การกำกับดูแล หรือความเป็นส่วนตัว และตีความสิ่งเหล่านี้ใหม่ในฐานะการแลกเปลี่ยนที่จำเป็นและจงใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งคุณค่าสูงสุดคือความปลอดภัยที่ทนทานต่อการเซ็นเชอร์และการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง จากนั้น เราได้ประเมินตัวเลือกที่เป็นไปได้สำหรับ "ปัญหาถัดไป" เช่น การปรับปรุงกลไก ฉันทามติ (Pos) หรือการพัฒนาระบบกำกับดูแล (DAOs) และได้ข้อสรุปว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียง วิวัฒนาการภายในระบบ ซึ่งขาดมิติของการปฏิวัติเพื่อแก้ปัญหาภายนอกอันเป็นเครื่องหมายการค้าของ

ซาโตชิ

วิทยานิพนธ์หลักของรายงานฉบับนี้จึงตกผลึกอยู่ที่ อัตลักษณ์ที่ยืนยันตนเองได้ (Self-Sovereign Identity - SSI) ปัญหาของอัตลักษณ์ดิจิทัลในปัจจุบันเป็นภาพสะท้อนที่สมบูรณ์แบบของปัญหาการเงินแบบรวมศูนย์ มันคือระบบที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจในตัวกลางที่ผิดพลาดได้ (แพลตฟอร์มเทคโนโลยีและรัฐบาล) ซึ่งส่งผลให้ปัจเจกบุคคลถูกลดทอนอำนาจอย่างเป็นระบบ การนำสัจพจน์ของนากาโมโตะมาประยุกต์ใช้กับปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่ก้าวต่อไปที่เป็นไปได้ แต่เป็นความต่อเนื่องทางปรัชญาและสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับภารกิจของเขา

หลังจากที่ได้สร้างโปรโตคอลที่มอบอธิปไตยเหนือทรัพย์สินคืนให้กับปัจเจกบุคคลแล้ว ความท้าทายขั้น สูงสุดและลึกซึ้งที่สุดคือการสร้างโปรโตคอลที่มอบอธิปไตยเหนือตัวตนของพวกเขาคืนมา นี่คือจุดหมายปลายทางเชิงตรรกะของความฝันแบบไซเฟอร์พังก์ที่เริ่มต้นขึ้นด้วยเอกสารไวท์เปเปอร์เพียงฉบับเดียวใน ปี 2008 ซึ่งจะนำพาสังคมจากระบบเงินสดแบบเพียร์ทูเพียร์ไปสู่โลกแบบเพียร์ทูเพียร์อย่างแท้จริง หากซาโตชิจะกลับมาอีกครั้ง ข้อความแรกในอีเมลของเขาอาจไม่ใช่เรื่องของ "เงินสดอิเล็กทรอนิกส์" อีกต่อไป แต่อาจจะเป็น "ผมกำลังพัฒนาระบบอัตลักษณ์ที่ยืนยันตนเองได้แบบใหม่ ซึ่งเป็นเพียร์ทูเพียร์อย่างสมบูรณ์ โดยไม่มีตัวกลางที่น่าเชื่อถือ"

#satoshi #whatnext #geministr #research #SSI #siamstr

บทนำ: การตีความภารกิจของซาโตชิ นากาโมโตะ ใหม่

คำถามที่ว่า "หลังจากที่ซาโตชิ นากาโมโตะ (Satoshi Nakamoto) แก้ปัญหาเงินเฟ้อด้วยบิตคอยน์ (Bitcoin) ได้แล้ว ปัญหาใหญ่ต่อไปที่เขาจะแก้ไขคืออะไร" เป็นคำถามที่ลึกซึ้งและท้าทายอย่างยิ่ง การจะตอบคำถามนี้ได้อย่างสมบูรณ์นั้น จำเป็นต้องก้าวข้ามความเข้าใจผิวเผินที่ว่าบิตคอยน์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเพียงเครื่องมือต่อต้านเงินเฟ้อหรือ "ทองคำดิจิทัล" เท่านั้น แม้ว่าคุณสมบัติด้านการรักษามูลค่าอันเกิดจากอุปทานที่จำกัดจะเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญอย่างยิ่ง แต่แท้จริงแล้วมันเป็นเพียงอาการแสดงของเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และเป็นรากฐานกว่านั้น นั่นคือการปฏิวัติ "แบบจำลองที่อิงกับความไว้วางใจ" (trust-based model) ซึ่งเป็นหัวใจของระบบการเงินและสถาบันทางสังคมในปัจจุบัน รายงานฉบับนี้จะทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงปรัชญาพื้นฐานของซาโตชิ นากาโมโตะ เพื่อชี้ให้เห็นว่าภารกิจที่แท้จริงของเขาคือการสร้างระบบที่ปราศจากความจำเป็นในการพึ่งพาตัวกลางที่น่าเชื่อถือ (trusted third parties) จากนั้นจะประเมินความท้าทายต่างๆ ที่บิตคอยน์เผชิญอยู่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าปัญหาเหล่านั้นไม่ใช่ "ความล้มเหลว" แต่เป็น "การแลกเปลี่ยน" (trade-offs) ที่ถูกออกแบบมาอย่างจงใจเพื่อรักษาความปลอดภัยและการกระจายอำนาจซึ่งเป็นหัวใจหลัก ท้ายที่สุด รายงานฉบับนี้จะเสนอวิทยานิพนธ์หลักว่า ปัญหาใหญ่ลำดับถัดไปที่สอดคล้องกับหลักการของซาโตชิมากที่สุด ไม่ใช่การปรับปรุงบิตคอยน์ แต่เป็นการนำหลักการเดียวกันนี้ไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ของ "อัตลักษณ์ดิจิทัล" (digital identity) ซึ่งจะนำไปสู่การสร้าง "อัตลักษณ์ที่ยืนยันตนเองได้" (Self-Sovereign Identity - SSI) อันเป็นการสานต่อการปฏิวัติจากอธิปไตยทางการเงินไปสู่อธิปไตยในตัวตนอย่างสมบูรณ์

ปล.ทำไมรู้สึกว่ามันคือ #Nostr นะ

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

เป็นคำถามที่ #เฉียบแคม มากครับ (ผู้ถาม : เฉียบคม ⁉️) Nostr และ Self-Sovereign Identity (SSI) ที่ผมได้วิเคราะห์ไปในรายงานนั้น มีความเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้งในเชิงปรัชญา แต่ก็ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันโดยพื้นฐาน กล่าวโดยสรุปคือ Nostr ไม่ใช่คำตอบโดยตรงของปัญหา "อัตลักษณ์ที่ยืนยันตนเองได้" (SSI) ตามที่รายงานได้เสนอไว้ แต่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการนำหลักการแบบเดียวกับที่ซาโตชิใช้ ไปประยุกต์ใช้กับปัญหาอื่น นั่นคือ "การสื่อสารที่ทนทานต่อการเซ็นเซอร์"

เรามาดูความเหมือนและความต่างในรายละเอียดกันครับ

ความเหมือน: จิตวิญญาณเดียวกัน

Nostr และ SSI ต่างก็เป็นผลผลิตของปรัชญาการกระจายอำนาจและอธิปไตยของปัจเจกบุคคล ซึ่งเป็นหัวใจหลักในงานของซาโตชิ [1, 2]:

* อธิปไตยของผู้ใช้ (User Sovereignty): ทั้งสองระบบให้ความสำคัญกับการให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลและตัวตนของตนเองอย่างสมบูรณ์ [3, 4] ใน Nostr ผู้ใช้เป็นเจ้าของตัวตนผ่านคู่กุญแจเข้ารหัส (public/private key pair) และไม่มีใครสามารถลบบัญชีหรือเซ็นเซอร์ข้อความของพวกเขาได้ [5, 6] ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของ SSI ที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของและควบคุมข้อมูลประจำตัวของตนเองทั้งหมด [2, 7]

* การกระจายอำนาจ (Decentralization): ทั้งสองระบบหลีกเลี่ยงการพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์กลาง Nostr ใช้เครือข่ายของ "รีเลย์" (Relays) ที่ใครก็สามารถตั้งขึ้นมาได้เพื่อส่งต่อและจัดเก็บข้อความ [1, 8] ในขณะที่ SSI มักใช้เทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจาย (DLT) หรือบล็อกเชนเป็นสมอแห่งความน่าเชื่อถือ [9] ทั้งสองสถาปัตยกรรมมีเป้าหมายเพื่อขจัดจุดควบคุมหรือจุดล้มเหลวเพียงจุดเดียว [3, 8]

* ตัวตนที่อิงกับการเข้ารหัส (Cryptographic Identity): หัวใจของทั้งสองระบบคือการใช้การเข้ารหัสแบบกุญแจสาธารณะ ใน Nostr กุญแจสาธารณะของคุณคือตัวตนของคุณ [10, 11] และทุกข้อความ (event) จะถูกลงนามด้วยกุญแจส่วนตัวเพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ [12, 13] ในทำนองเดียวกัน SSI ใช้คู่กุญแจเพื่อควบคุม Decentralized Identifiers (DIDs) ซึ่งเป็นรากฐานของตัวตนดิจิทัล [3, 13]

ความต่าง: เป้าหมายและสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน

แม้จะมีจิตวิญญาณร่วมกัน แต่ Nostr และ SSI ก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน:

* เป้าหมายหลัก: การสื่อสาร ปะทะ การรับรอง

* Nostr เป็น โปรโตคอลการสื่อสาร (Communication Protocol) ที่เรียบง่าย มีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายโซเชียลมีเดียและการส่งข้อความที่ทนทานต่อการเซ็นเซอร์ [12, 14, 15] มันถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา "คุณจะพูดอะไรก็ได้โดยไม่มีใครมาปิดปากคุณ"

* SSI เป็น กรอบการทำงานด้านอัตลักษณ์ (Identity Framework) ที่มีเป้าหมายเพื่อให้บุคคลสามารถถือครองและนำเสนอ "ข้อมูลรับรองที่ตรวจสอบได้" (Verifiable Credentials) จากผู้ออกที่น่าเชื่อถือ (เช่น รัฐบาล, มหาวิทยาลัย) [3, 2] มันถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา "คุณจะพิสูจน์คำกล่าวอ้างเกี่ยวกับตัวเองได้อย่างไรโดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลเกินจำเป็น"

* ประเภทของข้อมูล: ข้อความสาธารณะ ปะทะ ข้อมูลรับรองส่วนตัว

* Nostr จัดการกับ "โน้ตและสิ่งอื่นๆ" (Notes and Other Stuff) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อความสาธารณะที่ถูกส่งกระจายไปยังรีเลย์ต่างๆ เพื่อให้ผู้ติดตามได้เห็น [10, 14]

* SSI จัดการกับข้อมูลรับรอง (Credentials) ที่มีความละเอียดอ่อน เช่น ใบปริญญา, ใบขับขี่, หรือข้อมูลทางการแพทย์ ซึ่งโดยทั่วไปจะถูกเก็บไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัลส่วนตัวของผู้ใช้ และจะถูกนำเสนอเพื่อการตรวจสอบแบบเลือกเปิดเผย (selective disclosure) [3, 2]

* สถาปัตยกรรมพื้นฐาน: รีเลย์ ปะทะ บล็อกเชน

* Nostr ตั้งใจที่จะไม่ใช้บล็อกเชน เพราะมองว่าช้าเกินไปสำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์ก [6] แต่ใช้สถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายกว่ามากซึ่งประกอบด้วย ไคลเอนต์ (Clients) และ รีเลย์ (Relays) [1, 16]

* SSI ในหลายๆ รูปแบบ จะใช้ บล็อกเชน หรือ DLT เป็น "ชั้นความน่าเชื่อถือ" (trust layer) สำหรับการลงทะเบียน DIDs และกุญแจสาธารณะของผู้ออกข้อมูลรับรอง เพื่อให้ทุกคนสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้โดยไม่ต้องพึ่งพาศูนย์กลาง [9]

สรุป: ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่เป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน

ดังนั้น Nostr จึงไม่ใช่คำตอบของปัญหา "อัตลักษณ์ที่ยืนยันตนเองได้" ที่ผมได้วิเคราะห์ไว้ในรายงานโดยตรง

* ปัญหาที่รายงานระบุคือ: วิกฤตของการที่ตัวตนและคุณสมบัติของเราถูกควบคุมโดยตัวกลาง (เช่น Google, รัฐบาล) และความจำเป็นในการมีระบบที่ให้เราสามารถพิสูจน์คุณสมบัติต่างๆ ของตนเอง (เช่น อายุ, สัญชาติ, วุฒิการศึกษา) ได้อย่างน่าเชื่อถือและเป็นส่วนตัว นี่คือขอบเขตของ SSI

* ปัญหาที่ Nostr แก้คือ: วิกฤตของการที่การแสดงออกและการสื่อสารถูกควบคุมและเซ็นเซอร์โดยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแบบรวมศูนย์ นี่คือขอบเขตของ Nostr

อาจกล่าวได้ว่า Nostr และ SSI คือการนำปรัชญาของซาโตชิไปขยายผลในสองทิศทางที่แตกต่างแต่สอดคล้องกันอย่างยิ่ง ทั้งสองต่างก็เป็นการทวงคืนอำนาจกลับมาสู่ปัจเจกบุคคล และลดการพึ่งพาตัวกลางที่น่าเชื่อถือลง ทั้งสองเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสังคมดิจิทัลที่เสรีและกระจายอำนาจมากขึ้น และในอนาคต เราอาจเห็นสองเทคโนโลยีนี้ทำงานร่วมกันได้ เช่น การใช้ SSI เพื่อยืนยันตัวตนหรือคุณสมบัติบางอย่างในแอปพลิเคชันที่สร้างบน Nostr [13]