เป็นคำถามที่ #เฉียบแคม มากครับ (ผู้ถาม : เฉียบคม ⁉️) Nostr และ Self-Sovereign Identity (SSI) ที่ผมได้วิเคราะห์ไปในรายงานนั้น มีความเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้งในเชิงปรัชญา แต่ก็ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันโดยพื้นฐาน กล่าวโดยสรุปคือ Nostr ไม่ใช่คำตอบโดยตรงของปัญหา "อัตลักษณ์ที่ยืนยันตนเองได้" (SSI) ตามที่รายงานได้เสนอไว้ แต่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการนำหลักการแบบเดียวกับที่ซาโตชิใช้ ไปประยุกต์ใช้กับปัญหาอื่น นั่นคือ "การสื่อสารที่ทนทานต่อการเซ็นเซอร์"
เรามาดูความเหมือนและความต่างในรายละเอียดกันครับ
ความเหมือน: จิตวิญญาณเดียวกัน
Nostr และ SSI ต่างก็เป็นผลผลิตของปรัชญาการกระจายอำนาจและอธิปไตยของปัจเจกบุคคล ซึ่งเป็นหัวใจหลักในงานของซาโตชิ [1, 2]:
* อธิปไตยของผู้ใช้ (User Sovereignty): ทั้งสองระบบให้ความสำคัญกับการให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลและตัวตนของตนเองอย่างสมบูรณ์ [3, 4] ใน Nostr ผู้ใช้เป็นเจ้าของตัวตนผ่านคู่กุญแจเข้ารหัส (public/private key pair) และไม่มีใครสามารถลบบัญชีหรือเซ็นเซอร์ข้อความของพวกเขาได้ [5, 6] ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของ SSI ที่ผู้ใช้เป็นเจ้าของและควบคุมข้อมูลประจำตัวของตนเองทั้งหมด [2, 7]
* การกระจายอำนาจ (Decentralization): ทั้งสองระบบหลีกเลี่ยงการพึ่งพาเซิร์ฟเวอร์กลาง Nostr ใช้เครือข่ายของ "รีเลย์" (Relays) ที่ใครก็สามารถตั้งขึ้นมาได้เพื่อส่งต่อและจัดเก็บข้อความ [1, 8] ในขณะที่ SSI มักใช้เทคโนโลยีบัญชีแยกประเภทแบบกระจาย (DLT) หรือบล็อกเชนเป็นสมอแห่งความน่าเชื่อถือ [9] ทั้งสองสถาปัตยกรรมมีเป้าหมายเพื่อขจัดจุดควบคุมหรือจุดล้มเหลวเพียงจุดเดียว [3, 8]
* ตัวตนที่อิงกับการเข้ารหัส (Cryptographic Identity): หัวใจของทั้งสองระบบคือการใช้การเข้ารหัสแบบกุญแจสาธารณะ ใน Nostr กุญแจสาธารณะของคุณคือตัวตนของคุณ [10, 11] และทุกข้อความ (event) จะถูกลงนามด้วยกุญแจส่วนตัวเพื่อพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ [12, 13] ในทำนองเดียวกัน SSI ใช้คู่กุญแจเพื่อควบคุม Decentralized Identifiers (DIDs) ซึ่งเป็นรากฐานของตัวตนดิจิทัล [3, 13]
ความต่าง: เป้าหมายและสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน
แม้จะมีจิตวิญญาณร่วมกัน แต่ Nostr และ SSI ก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่ต่างกันอย่างชัดเจน:
* เป้าหมายหลัก: การสื่อสาร ปะทะ การรับรอง
* Nostr เป็น โปรโตคอลการสื่อสาร (Communication Protocol) ที่เรียบง่าย มีเป้าหมายเพื่อสร้างเครือข่ายโซเชียลมีเดียและการส่งข้อความที่ทนทานต่อการเซ็นเซอร์ [12, 14, 15] มันถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา "คุณจะพูดอะไรก็ได้โดยไม่มีใครมาปิดปากคุณ"
* SSI เป็น กรอบการทำงานด้านอัตลักษณ์ (Identity Framework) ที่มีเป้าหมายเพื่อให้บุคคลสามารถถือครองและนำเสนอ "ข้อมูลรับรองที่ตรวจสอบได้" (Verifiable Credentials) จากผู้ออกที่น่าเชื่อถือ (เช่น รัฐบาล, มหาวิทยาลัย) [3, 2] มันถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหา "คุณจะพิสูจน์คำกล่าวอ้างเกี่ยวกับตัวเองได้อย่างไรโดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลเกินจำเป็น"
* ประเภทของข้อมูล: ข้อความสาธารณะ ปะทะ ข้อมูลรับรองส่วนตัว
* Nostr จัดการกับ "โน้ตและสิ่งอื่นๆ" (Notes and Other Stuff) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อความสาธารณะที่ถูกส่งกระจายไปยังรีเลย์ต่างๆ เพื่อให้ผู้ติดตามได้เห็น [10, 14]
* SSI จัดการกับข้อมูลรับรอง (Credentials) ที่มีความละเอียดอ่อน เช่น ใบปริญญา, ใบขับขี่, หรือข้อมูลทางการแพทย์ ซึ่งโดยทั่วไปจะถูกเก็บไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัลส่วนตัวของผู้ใช้ และจะถูกนำเสนอเพื่อการตรวจสอบแบบเลือกเปิดเผย (selective disclosure) [3, 2]
* สถาปัตยกรรมพื้นฐาน: รีเลย์ ปะทะ บล็อกเชน
* Nostr ตั้งใจที่จะไม่ใช้บล็อกเชน เพราะมองว่าช้าเกินไปสำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์ก [6] แต่ใช้สถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายกว่ามากซึ่งประกอบด้วย ไคลเอนต์ (Clients) และ รีเลย์ (Relays) [1, 16]
* SSI ในหลายๆ รูปแบบ จะใช้ บล็อกเชน หรือ DLT เป็น "ชั้นความน่าเชื่อถือ" (trust layer) สำหรับการลงทะเบียน DIDs และกุญแจสาธารณะของผู้ออกข้อมูลรับรอง เพื่อให้ทุกคนสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้โดยไม่ต้องพึ่งพาศูนย์กลาง [9]
สรุป: ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่เป็นส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน
ดังนั้น Nostr จึงไม่ใช่คำตอบของปัญหา "อัตลักษณ์ที่ยืนยันตนเองได้" ที่ผมได้วิเคราะห์ไว้ในรายงานโดยตรง
* ปัญหาที่รายงานระบุคือ: วิกฤตของการที่ตัวตนและคุณสมบัติของเราถูกควบคุมโดยตัวกลาง (เช่น Google, รัฐบาล) และความจำเป็นในการมีระบบที่ให้เราสามารถพิสูจน์คุณสมบัติต่างๆ ของตนเอง (เช่น อายุ, สัญชาติ, วุฒิการศึกษา) ได้อย่างน่าเชื่อถือและเป็นส่วนตัว นี่คือขอบเขตของ SSI
* ปัญหาที่ Nostr แก้คือ: วิกฤตของการที่การแสดงออกและการสื่อสารถูกควบคุมและเซ็นเซอร์โดยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียแบบรวมศูนย์ นี่คือขอบเขตของ Nostr
อาจกล่าวได้ว่า Nostr และ SSI คือการนำปรัชญาของซาโตชิไปขยายผลในสองทิศทางที่แตกต่างแต่สอดคล้องกันอย่างยิ่ง ทั้งสองต่างก็เป็นการทวงคืนอำนาจกลับมาสู่ปัจเจกบุคคล และลดการพึ่งพาตัวกลางที่น่าเชื่อถือลง ทั้งสองเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสังคมดิจิทัลที่เสรีและกระจายอำนาจมากขึ้น และในอนาคต เราอาจเห็นสองเทคโนโลยีนี้ทำงานร่วมกันได้ เช่น การใช้ SSI เพื่อยืนยันตัวตนหรือคุณสมบัติบางอย่างในแอปพลิเคชันที่สร้างบน Nostr [13]