Avatar
Arn Sange
005213ef01a818dac6303c3bb3e9ea68dc3e6b6f7bdf4f38bc36bfe863cb31a6
“อ่าน แสง” A Noob BTCner & Dentist who 🎶 Just face my fear and become my hero! https://www.youtube.com/watch?v=q-74HTjRbuY

อยู่ดีๆ ก้นึกสงสัยอะไรบางอย่าง

ทำไมร้านบุฟเฟต์ปิ้งย่างชาบู มีบางร้านที่รวมเครื่องดื่มไว้กับค่าอาหารที่คิดรายหัว ซึ่งเครื่องดื่มนั่นมีแต่น้ำอัดลมกะน้ำหวาน ไม่รวมน้ำเปล่า ถ้าอยากดื่มน้ำเปล่าต้องสั่งแยกต่างหากเพิ่มอีก แล้วยังชารจราคาแพงกว่าอีกด้วย

#siamstr

ความรู้สึกหลังจากที่ไม่ได้เติมแร่ธาตุเข้าร่างกายมานาน แล้วกำลังกระดกขวดน้ำเกลืออยู่

https://www.youtube.com/watch?v=c7JrVrGwGNE

#siamstr

Replying to Avatar U

ถ้าเราพูดในเรื่องที่สวนทางกับเขาด้วยเหตุที่เราคิดว่าตัวเรานั้นฉลาด รอบรู้

มันคือการทำให้เราดูโง่ในสายตาเขาเสียมากกว่า

เสมือนมีคนมาพูดว่า ETH มันช่างแสนวิเศษ มันมีโปรเจคมากมายภายใต้เครือข่ายของมัน มันใช้พัฒนาเทคโนโลยีได้ มัน To the moon มันทำให้เรารวย

แล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยนไป

เราก็จะยกไม้บรรทัดของชาว bitcoiner มาวัดมันแล้วตีค่าให้ว่า พวกเอ็งมัน bullshit ไร้สาระ เหตุเพราะ ETH มันอยู่ที่ค่าของคำว่า “ไร้สาระ” ในมุมของเรา

เรื่องอื่นๆเองก็ไม่ต่างกัน

ความคิดเห็นของเราอาจจะไปตกอยู่ที่คำว่า “ไร้สาระ” บนไม้บรรทัดของคนอื่นก็ได้

พูดในเวลาที่ควรพูด กับ คนที่ควรพูด

#siamstr

เหมือนอยู่คนละมัลติเวิส

หลังจากไม่ได้เล่นนาน พอกลับมาวิ่งควายอีเว้นต์ แล้วเขาถามว่ากลับมาเล่นเพราะ social media อะไร

#siamstr

#genshin

https://void.cat/d/J1C7hNcghxXPAVkwkY7iFe.webp

ของดีย์คับ

#siamstr

#musicoftheday

https://youtu.be/q9ySYl-4SvU?si=-0JDKMnJ6NiEvIOs

ปล คนร้องคือคนพากษ์ Sayu ภาษาอังกิดใน genshin

Verifying my Nostr Nests identity: jJQesYeJevTswJnWCxFpT3dcFA7RmuLsGyFk0Ih07I

https://nostrnests.com

Verifying my Nostr Nests identity: jJQesYeJev-TswJnWCxFpT3dcFA7RmuLsGyFk0Ih07I

https://nostrnests.com

เทอไม่น่าจะ “ไบ-” นะ น่าจะ “มัลติ-” มากกว่านะ 😆

Replying to Avatar HereTong

nostr อิสระ แต่ ไม่อมตะ ใช่ไหมครับ

ผมเข้ามาใน nostr ได้ไม่นานพยายามศึกษา

โครงสร้างการทำงานของมันอยู่ครับ

สืบเนื่องจากที่สงสัยและพอดีได้ถามไว้ในรายการ Onlynips ของคุณ nostr:npub1qd6zcgzukmydscp3eyauf2dn6xzgfsevsetrls8zrzgs5t0e4fws7re0mj เมื่อวันก่อน

ข้อดีของ nostr ที่เห็นได้ชัดๆเลยคืออิสระ

อิสระแบบรับผลการกระทำของตัวเอง

(เช่นใส่ร้าย หลอกลวง ล่วงละเมิด ฯลฯ)

โดยไม่มี admin มาควบคุมการกระทำของเรา

ไม่มีการ block ban จัดการการมองเห็น และอื่นๆอีกมากมาย

แต่ อิสระ ไม่ได้หมายความว่าจะ อมตะ

คือการทำงานมันจะแค่มีอิสระในการส่ง-รับ ข้อความ

ด้วยการใช้รีเลย์เป็นตัวส่ง-รับ รวมถึงจัดเก็บข้อความ

โดยที่สื่ออื่นๆเช่น ภาพ เสียง วีดีโอ จะจัดเก็บใน

server รูปแบบเดียวกับ internet storage อื่นๆ

เช่นรูปแบบเการจัดเก็บวีดีโอแบบ youtube เราก็มี "ผู้ให้บริการ" คือ flare.pub และมี zap.stream ที่มาทำหน้าที่เก็บไฟล์ และ ไลฟ์+เก็บ archive การไลฟ์

ซึ่งก็คือการทำงานแบบเดียวกัน ต่างแค่การ login เราใช้ nostr account ได้ และไม่มายุ่งกับ content ที่เราลง

แต่

ถ้าวันนึงระเบิดลง 2 ที่นี้ data มันก็จะหายไปพร้อมกับมัน

ถ้าวันนึง 2 ที่นี้ เปลี่ยนอุดมการณ์ เข้ามาจัดการควบคุม

หรือ สารพัดถ้าที่จะเกิดขึ้น ด้วยความที่เขาเป็น "ผู้ให้บริการ"

ก็มีโอกาสสูงที่จะทำให้ data ที่เราทำไว้สูญหายไป เช่นเดียวกับ บรรดา website หรือ app ต่างๆที่เราใช้ทุกวันนี้บนโลกอินเตอร์เนท

หรือแม้แต่ข้อความเอง ถ้าเราไม่ได้อยู่บน รีเลย์ เดียวกัน

มันก็จะไม่มีโอกาสเห็นข้อมูลกัน

(รีเลย์ ก็เหมือนกับการส่ง-รับ วิทยุสมัยก่อน ใช่ไหมครับ ที่เราจะมีสถานีรีเลย์ในการกระจายเสียง)

ถ้าเราเชื่อม รีเลย์น้อย แล้วรีเลย์ที่เราเชื่อมเจ๊ง เลิก หรือแม้แต่ ฮาร์ดดิสก์เต็ม ไม่ทำละ

ข้อความที่เก็บในรีเลย์ก็จะหายไปด้วย

นี่คือจุดที่ nostr ยังต่างกับ bitcoin

เพราะ bitcoin เป็นอมตะ

bitcoin มีคนรันระบบอยู่มากพอที่จะให้มันอมตะ

เอ๊ะ แต่ถ้ามีรีเลย์เกิดใหม่แล้วเราเชื่อมทัน มันจะ sync ข้อมูลไปด้วยไหมนะครับ

แต่มันก็จะเฉพาะ ข้อความและaccount nostr

เพราะบริการอื่นๆแค่ทำการเชื่อม account nostr เฉยๆ เหมือนพวก google login facebook login ที่ใช้อยู๋ทั่วไป (ต่างที่มันเชื่อม wallet ด้วยในตัว)

ผมเข้าใจถูกไหมครับ

#siamstr

แระนี่ก้เป็นเพนพ้อยต์นึงที่ทำให้ผมป้ายยาม่วงไม่สำเร็จละ ถ้าวันดีย์คืนร้าย node โดน จนท รบ ยึด หรือลงมาทำ node เองเลยแบบเนียนๆ เขาก้รู้อยู่ดีสักวันนึงว่าเราทำอะไรอยู่

เห็นโถข้าวแล้วมันนึกถึงดีเจต้ามหานครเรยแฮะ

“เขาค้นพบไฟมาให้พวกเรากินเนื้อ แต่เราดันไปกินข้าวสามมื้อ!”

#siamstr

Replying to Avatar Panai Lawasut

ขอเหลาเรื่องรองเท้านิด

เนื่องจากหลายท่านเห็นผมเล่นออกกำลังกายแล้วใส่รองเท้าที่ไม่มีซัพพอร์ตใดๆ ก็อดเป็นห่วงไม่ได้

จริงๆเรื่องนี้ก็เป็นยากลืนยากเริ่องนึงเหมือนกัน แต่เข้าใจว่า ทุกคนในทุ่งม่วงเป็นคนเปิดใจ ผมจากลองพยายามเล่าตามความเข้าใจผมดู

ผมเล่นบาสมาตั้งแต่เด็ก เล่นอยู่กีฬาเดียว จริงจังมาก ช่วงมัธยมเดินสายแข่งไปทั่ว ตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงไประดับประเทศ เรียกว่าแทบไม่มีวันไหนที่ผมไม่ได้จับลูกบาสเลย

แต่ก็เป็นเหมือนเด็กมัธยมยุคนั้นทั่วไป เราไม่มีสตางค์จะไปซื้อรองเท้าดีๆมาใช้หรอก พวกเรามีตัวเลือกกันตัวเดียวคือ”นันยาง”

แต่มันดันใช้งานได้ดีซะนี่ เป็นที่รู้กันว่าพื้นมันหนึบมาก ลุยได้ทุกสนาม เคลื่อนไหวได้คล่องตัว แถมราคาสามัญชน แล้วผมดันใช้รองเท้าเปลืองมากซะด้วย ผมไม่เคยซักรองเท้าเลย พื้นมันทะลุก่อนที่มันจะดำทุกคู่ไป (ประมาณเดือนละคู่)

ไม่แปลกที่ตลอดอายุนักกีฬาในวัยเด็กของผมจะใส่อยู่ยี่ห้อเดียว

พอเข้ามหาลัยจนไปถึงตอนเริ่มทำงานช่วงแรก วิถีในระบบมันพาให้เราต้องเลิกทำสิ่งที่เราชอบไป มีโอกาสได้กลับมาเล่นบาสอีกทีตอนย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองชลแล้ว

ตอนนั้นพอเริ่มมีสตางค์บ้างก็พยามหารองเท้าดีๆมาใส่ ทั้งลอง ทั้งใช้ ทั้งสะสม ในช่วง 4-5 ปีนั้นผมมีรองเท้าบาสไม่ต่ำกว่า 20 คู่แน่นอน

ในช่วงนี้ผมเริ่มมีอาการบาดเจ็บ มาเป็นพักๆ เดี๋ยวเข่า เดี๋ยวหลัง แถมทำอะไรในสนามก็ไม่ได้ดั่งใจซักอยาก ในตอนนั้นคิดว่าคงเป็นเรื่องของอายุ และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น(ตอนนั้นเพิ่งจะ 30 อยากจะกลับไปเข้กหัวตัวเองจริงๆ)

นั่นทำให้ผมเริ่มหาข้อมูลเรื่องสุขภาพ เพราะเหตุผลเรื่อง performance ตอนเล่นบาสเป็นหลักเลย

ทุกคนน่าจะเป็นเหมือนกัน พอศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเข้า เราจะเริ่มเชื่อมโยงและ simplify มันได้

ข้อสรุปผมคือ

“ร่างกายเราทำทุกอย่างตามสิ่งเร้า อะไรที่เราใช้มันจะพัฒนา อะไรที่เราไม่ได้ใช้มันจะไม่เก็บไว้ และเราควรทำทุกอย่างให้เข้าใกล้ธรรมชาติเดิมของมนุษย์มากที่สุด”

ซึ่งผมบังเอิญได้ไปฟังเรื่องราวมา 2-3 เรื่อง ทำให้ผมตัดสินใจเลิกใช้รองเท้าที่มีซัพพอร์ตใดๆ และหารองเท้าที่พื้นบางที่สุดมาใส่ จริงๆผมวางเป้าหมายไว้ถึง barefoot runner เลยด้วยซ้ำ

โฮโมเซเปียนเรามีอายุ ประมาณ 2 ล้านปี แต่หลักฐานการค้นพบอาวุธชิ้นแรกที่เจอ ย้อนกลับไปแค่ประมาณ 2 แสนปีเท่านั้นเอง

คำถามคือในช่วงก่อนที่จะมีอาวุธนั้น มนุษย์ที่ทั้งอ่อนแอ วิ่งช้า และไม่มีแม้แต่กรงเล็บนั้นล่าสัตว์ได้ด้วยวิธีการใด..?

(คนเราต้องการโปรตีนนะครับ พืชไม่ใช่ผู้ผลิตโปรตีน คนเราต้องล่าสัตว์แหละ)

คุณ คริสโตเฟอร์ แม็คโดกัล ตั้งสมมติฐานไว้ในหนังสือ Born to run ว่าสิ่งที่มนุษย์เรามีความสามารถมากกว่าสัตว์ทุกชนิดบนโลกคือ เราเป็นสัตว์ระบายความร้อนได้ดีที่สุดในโลก เราเหงื่อออกเก่ง..ว่างั้นก็ได้

วิธีการล่าสัตว์ของเราก็คือ

“ วิ่งไล่เหยื่อจนเหยื่อโอเวอร์ฮีทตาย..!!!!! ”

นี่เป็นวิธีการของสิ่งมีชีวิตที่บอกว่าตัวเองเป็นเผ่าพันธุ์ฉลาดที่สุดจริงๆหรือวะเนี่ย

คุณคริสโตเฟอร์สามารถตอบคำถามนี้ได้จากการเข้าไปศึกษาวิถีชีวิตของชนเผ่าที่ชื่อ “ทาราฮูมารา” เป็นชนเผ่าที่หลบหนีการรุกรานของยุโรป ไปอาศัยอยู่แถบหุบเข้าในอเมริกาใต้ที่ลึกลับซับซ้อนจนไม่มีความเจริญใดเข้าถึงได้

วิถีชีวิตของพวกเค้าจึงเป็นเหมือนในอดีตที่สืบทอดกันมาทุกประการ

พวกเค้าออกล่าสัตว์กันทั้งเผ่า หนุ่ม สาว เด็ก คนแก่อายุ 60-70 หรือแม้แต่คนท้อง เพราะว่าระยะทางในการวิ่งไล่เหยื่อแต่ละครั้งจะอยู่ราวๆ 150-300 กิโลิเมตร..!!!! ระยะนั้นคงไม่มีใครแบกอาหารกลับมาส่งให้ที่หมู่บ้านหรอก

เรื่องนี้บ้าบอมากกกก

คุณต้องวิ่งเพซเท่าไหร่?

คุณคงต้องท้องว่างอยู่ด้วยใช่มั้ย?

เส้นทางวิ่งคงไม่ใช่ลู่วิ่งยางคอร์ด 400 แน่ๆ

ตอนทางชันๆก็วิ่งรึ?

มีหยุดพักบ้างไหม?

ปู่ย่าตายายคนท้องก็มาหมดเลยรึ?

ทั้งหมดนั้นเป็นกิจกรรมธรรมดาๆของชนเผ่าวันนึง ที่ทำด้วยความสนุกสนานด้วย!! (วิ่งอัลตรายังไงให้สนุกวะ)

และที่สำคัญที่สุดทุกคน ใช้แค่หนังสัตว์บางๆมาทำรองเท้า เรียกว่าเท้าเปล่าไปเลยก็ยังได้

ทุกคนไม่มีอาการบาดเจ็บที่เราๆนักวิ่งเจอกัน ไม่ต้องพูดถึงเมตาโบลิกซินโดรม ชนเผ่านี้ไม่รู้จัก

เท้าเปล่ามันดียังไง เรื่องกราวน์ดิ่งคงไม่ต้องเหลา เรารู้กันดีอยู่แล้ว เท้าเป็นตัวส่งสัญญาณหลายๆอย่างให้กับสมอง มีจุดรับสัญญาณบนฝ่าเท้าเป็นร้อยจุด เราสามารถเอาเท้าลูบหน้าเพื่อนแล้วบอกได้ว่าเป็นใคร ไม่เชื่อลองดู

สัญญาณตัวหนึ่งที่มีความสำคัญมากคือ เท้าส่งสัญญาณไปที่สมองว่าได้รับแรงกระแทก สมองจะเตรียมร่างกายให้พร้อมรับกับแรงกระแทกนั้น ตั้งแต่ความยืดหยุ่นของเส้นเอ็น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและข้อต่อ หรือแม้กระทั่งความหนาแน่นของกระดูก (นักบินอวกาศกลับลงมาโลกแล้วจะพบว่ากระดูกบางลงนะครับ)

ลองนึกดึว่าเราพยามลดแรงกระแทกเพราะคิดว่าจะเป็นผลดีกับหัวเข่า แต่มันตรงกันข้ามเลยครับ

เท้ามีกล้ามเนื้อยิบย่อยเล็กเต็มไปหมด รวมแล้วประมาณ 15% ของร่างกาย แต่ละมัดช่วยทำให้เท้าเคลื่อนที่ได้ค่อนข้างอิสระ แต่เรากลับล็อคมันไว้ให้ทำงานเฉพาะกล้ามเนื้อบางส่วนด้วยรองเท้า มันทำให้กล้ามเนื้อบางมัดไม่แข็งแรง

เวลาเราบังเอิญไปเรียกใช้งานมัน แต่มันดันไม่พร้อม เราจะไปเอากล้ามเนื้อหลังล่างมาช่วยโดยไม่รู้ตัว หลายๆเคสส่งผลให้ปวดหลังได้ บางทีเรื้อรังเลยทีเดียว

ลองสังเกตเวลาเปลี่ยนรองเท้า แล้วจุดซัพพอร์ตต่างจากคู่เดิม เราจะปวดไม่ตรงไหนก็ตรงไหนซักที่ เพราะมันใช้กล้ามเนื้อคนละส่วนกัน ในเคสที่โชคร้ายบาดเจ็บได้เลย เหมือนผมเป็นต้น ใส่นันยางวิ่งอยู่ดีๆ อยากลองมีรองเท้าวิ่งกับเค้าบ้าง สุดท้ายเจ็บ ทุกวันนี้ยังไม่หาย วิ่งยาวหน่อยไม่ได้เลย

สำหรับนักกีฬา กล้ามเนื้อเท้าคือสิ่งสำคัญอันดับต้นๆที่ควรถูกพัฒนา การออกแรงในหลายๆกีฬาส่งแรงมาจากเท้าทั้งสิ้น

นักวิ่งเท้าเปล่าเองจะถูกบังคับฟอร์มวิ่งโดยอัตโนมัติ เพราะถ้าวิ่งฟอร์มผิดจะวิ่งไม่ได้ และฟอร์มวิ่งที่ดีจะทำให้เราใช้พลังงานในการวิ่งน้อยมาก

ผมลองกลับมานึกๆดู เด็กๆเราใส่รองเท้า zero drop มาตลอดไม่เคยมีอาการบาดเจ็บ ทั้งที่ใช้ร่างกายหนักขนาดนั้น(ไม่นับรวมอุบัติเหตุนะ) เพิ่งมาเริ่มเจ็บก็ตอนใส่รองเท้าแพงๆนี่แหละ จะมีรุ่นที่ใส่แล้วดีก็ล้วนพื้นบางๆทั้งนั้น แถมทุกวันนี้ก็ยังมีรุ่นใหญ่ๆหลายคนที่เล่นบาสด้วยกันโดยที่ใส่แต่นันยาง

ที่สำคัญในวันที่อายุมากๆ กล้ามเนื้อเท้าจะเริ่มเสื่อมลง และถ้าคุณไม่มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงอยู่ก่อนแล้ว คุณจะเริ่มมีปัญหาด้านการทรงตัว ล้มง่าย ดีไม่ดีกระดูกคุณอาจจะบางอยู่แล้วเพราะร่างกายไม่ได้รับสัญญาณว่ามีแรงกระแทกเลยมาตลอดชีวิต ถ้าล้มแล้วกระดูกจะหักเอาง่ายๆ ต่อไม่ติดด้วย ทีนี้ติดเตียง จะพาลำบากเอาทั้งตระกูล

นี่ไม่ได้ขู่ให้กลัวนะ คน 70% ไม่มีกล้ามเนื้อเท้าที่แข็งแรง และกระดูกบางกว่าที่ควรจะเป็น

รองเท้าคือตัวปิดกัน information ของเท้ากับสมอง

อยากให้ลองสักเกตุเวลาเด็กๆวิ่งดู ฟอร์มสวยถูกต้องทุกคน!! แล้วทำไมถึงกลายเป็นเรื่องที่เราต้องฝึกกันอย่างหนักเพื่อให้ได้ฟอร์มวิ่งที่ทุกคนมีมาแต่เกิดอยู่แล้ว

เป็นเพราะรองเท้ารึเปล่า..!?

เราจะสามารถเรียกรองเท้ายุคนี้ว่า “fait footwear”ได้มั้ย

ผมตั้งใจว่าจะพยามค่อยๆ transform จนกลายเป็น barefoot runner ให้ได้ แต่ตอนนี้คงต้องใช้ zero drop อย่างนันยางและเบรคเกอรึไปก่อน

ทั้งหมดนี่ความเห็นส่วนตัวสุดๆนะครับ ผมเข้าใจดีถ้าจะเห็นไม่ตรงกันครับ

#siamstr

ปล.ผมไม่ได้อ่านหนังสือ born to run นะ ผมฟังมาจาก ted talk

ปล.2 พักหลังสื่อน่าจะเข้าถึงชนเผ่าเยอะ ดูพวกพี่เค้าเริ่มออกทรง elite ละ สีจัดจ้าน

ปล.3 มีคนทำรองเท้าทาราฮูมาราขาย มีหมุดทองแดงติดที่หูหนีบไว้กราน์วดิ่งด้วย

อ่านแล้วหันมาดูสเกตเชอตัวเอง 😣

แอสไพริน เป็นยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAID) ที่นอกจากแก้อักเสบได้ ยังมีฤทธิละลายลิ่มเลือดอ่อนๆ ด้วย คิดว่าน่าจะเอามา counter กับยาลดความดันที่สั่งให้ 3 ตัว เพราะยาลดความดันมัน induce ให้เกิดลิ่มเลือดได้ กลัวจะไปเกิดลิ่มเลือดในอวัยวะสำคัญๆ เช่นสมอง ที่อาจเกิด stroke ทำให้เป็นอัมพาตครึ่งซีกได้