ขอเหลาเรื่องรองเท้านิด

เนื่องจากหลายท่านเห็นผมเล่นออกกำลังกายแล้วใส่รองเท้าที่ไม่มีซัพพอร์ตใดๆ ก็อดเป็นห่วงไม่ได้

จริงๆเรื่องนี้ก็เป็นยากลืนยากเริ่องนึงเหมือนกัน แต่เข้าใจว่า ทุกคนในทุ่งม่วงเป็นคนเปิดใจ ผมจากลองพยายามเล่าตามความเข้าใจผมดู

ผมเล่นบาสมาตั้งแต่เด็ก เล่นอยู่กีฬาเดียว จริงจังมาก ช่วงมัธยมเดินสายแข่งไปทั่ว ตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงไประดับประเทศ เรียกว่าแทบไม่มีวันไหนที่ผมไม่ได้จับลูกบาสเลย

แต่ก็เป็นเหมือนเด็กมัธยมยุคนั้นทั่วไป เราไม่มีสตางค์จะไปซื้อรองเท้าดีๆมาใช้หรอก พวกเรามีตัวเลือกกันตัวเดียวคือ”นันยาง”

แต่มันดันใช้งานได้ดีซะนี่ เป็นที่รู้กันว่าพื้นมันหนึบมาก ลุยได้ทุกสนาม เคลื่อนไหวได้คล่องตัว แถมราคาสามัญชน แล้วผมดันใช้รองเท้าเปลืองมากซะด้วย ผมไม่เคยซักรองเท้าเลย พื้นมันทะลุก่อนที่มันจะดำทุกคู่ไป (ประมาณเดือนละคู่)

ไม่แปลกที่ตลอดอายุนักกีฬาในวัยเด็กของผมจะใส่อยู่ยี่ห้อเดียว

พอเข้ามหาลัยจนไปถึงตอนเริ่มทำงานช่วงแรก วิถีในระบบมันพาให้เราต้องเลิกทำสิ่งที่เราชอบไป มีโอกาสได้กลับมาเล่นบาสอีกทีตอนย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองชลแล้ว

ตอนนั้นพอเริ่มมีสตางค์บ้างก็พยามหารองเท้าดีๆมาใส่ ทั้งลอง ทั้งใช้ ทั้งสะสม ในช่วง 4-5 ปีนั้นผมมีรองเท้าบาสไม่ต่ำกว่า 20 คู่แน่นอน

ในช่วงนี้ผมเริ่มมีอาการบาดเจ็บ มาเป็นพักๆ เดี๋ยวเข่า เดี๋ยวหลัง แถมทำอะไรในสนามก็ไม่ได้ดั่งใจซักอยาก ในตอนนั้นคิดว่าคงเป็นเรื่องของอายุ และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น(ตอนนั้นเพิ่งจะ 30 อยากจะกลับไปเข้กหัวตัวเองจริงๆ)

นั่นทำให้ผมเริ่มหาข้อมูลเรื่องสุขภาพ เพราะเหตุผลเรื่อง performance ตอนเล่นบาสเป็นหลักเลย

ทุกคนน่าจะเป็นเหมือนกัน พอศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเข้า เราจะเริ่มเชื่อมโยงและ simplify มันได้

ข้อสรุปผมคือ

“ร่างกายเราทำทุกอย่างตามสิ่งเร้า อะไรที่เราใช้มันจะพัฒนา อะไรที่เราไม่ได้ใช้มันจะไม่เก็บไว้ และเราควรทำทุกอย่างให้เข้าใกล้ธรรมชาติเดิมของมนุษย์มากที่สุด”

ซึ่งผมบังเอิญได้ไปฟังเรื่องราวมา 2-3 เรื่อง ทำให้ผมตัดสินใจเลิกใช้รองเท้าที่มีซัพพอร์ตใดๆ และหารองเท้าที่พื้นบางที่สุดมาใส่ จริงๆผมวางเป้าหมายไว้ถึง barefoot runner เลยด้วยซ้ำ

โฮโมเซเปียนเรามีอายุ ประมาณ 2 ล้านปี แต่หลักฐานการค้นพบอาวุธชิ้นแรกที่เจอ ย้อนกลับไปแค่ประมาณ 2 แสนปีเท่านั้นเอง

คำถามคือในช่วงก่อนที่จะมีอาวุธนั้น มนุษย์ที่ทั้งอ่อนแอ วิ่งช้า และไม่มีแม้แต่กรงเล็บนั้นล่าสัตว์ได้ด้วยวิธีการใด..?

(คนเราต้องการโปรตีนนะครับ พืชไม่ใช่ผู้ผลิตโปรตีน คนเราต้องล่าสัตว์แหละ)

คุณ คริสโตเฟอร์ แม็คโดกัล ตั้งสมมติฐานไว้ในหนังสือ Born to run ว่าสิ่งที่มนุษย์เรามีความสามารถมากกว่าสัตว์ทุกชนิดบนโลกคือ เราเป็นสัตว์ระบายความร้อนได้ดีที่สุดในโลก เราเหงื่อออกเก่ง..ว่างั้นก็ได้

วิธีการล่าสัตว์ของเราก็คือ

“ วิ่งไล่เหยื่อจนเหยื่อโอเวอร์ฮีทตาย..!!!!! ”

นี่เป็นวิธีการของสิ่งมีชีวิตที่บอกว่าตัวเองเป็นเผ่าพันธุ์ฉลาดที่สุดจริงๆหรือวะเนี่ย

คุณคริสโตเฟอร์สามารถตอบคำถามนี้ได้จากการเข้าไปศึกษาวิถีชีวิตของชนเผ่าที่ชื่อ “ทาราฮูมารา” เป็นชนเผ่าที่หลบหนีการรุกรานของยุโรป ไปอาศัยอยู่แถบหุบเข้าในอเมริกาใต้ที่ลึกลับซับซ้อนจนไม่มีความเจริญใดเข้าถึงได้

วิถีชีวิตของพวกเค้าจึงเป็นเหมือนในอดีตที่สืบทอดกันมาทุกประการ

พวกเค้าออกล่าสัตว์กันทั้งเผ่า หนุ่ม สาว เด็ก คนแก่อายุ 60-70 หรือแม้แต่คนท้อง เพราะว่าระยะทางในการวิ่งไล่เหยื่อแต่ละครั้งจะอยู่ราวๆ 150-300 กิโลิเมตร..!!!! ระยะนั้นคงไม่มีใครแบกอาหารกลับมาส่งให้ที่หมู่บ้านหรอก

เรื่องนี้บ้าบอมากกกก

คุณต้องวิ่งเพซเท่าไหร่?

คุณคงต้องท้องว่างอยู่ด้วยใช่มั้ย?

เส้นทางวิ่งคงไม่ใช่ลู่วิ่งยางคอร์ด 400 แน่ๆ

ตอนทางชันๆก็วิ่งรึ?

มีหยุดพักบ้างไหม?

ปู่ย่าตายายคนท้องก็มาหมดเลยรึ?

ทั้งหมดนั้นเป็นกิจกรรมธรรมดาๆของชนเผ่าวันนึง ที่ทำด้วยความสนุกสนานด้วย!! (วิ่งอัลตรายังไงให้สนุกวะ)

และที่สำคัญที่สุดทุกคน ใช้แค่หนังสัตว์บางๆมาทำรองเท้า เรียกว่าเท้าเปล่าไปเลยก็ยังได้

ทุกคนไม่มีอาการบาดเจ็บที่เราๆนักวิ่งเจอกัน ไม่ต้องพูดถึงเมตาโบลิกซินโดรม ชนเผ่านี้ไม่รู้จัก

เท้าเปล่ามันดียังไง เรื่องกราวน์ดิ่งคงไม่ต้องเหลา เรารู้กันดีอยู่แล้ว เท้าเป็นตัวส่งสัญญาณหลายๆอย่างให้กับสมอง มีจุดรับสัญญาณบนฝ่าเท้าเป็นร้อยจุด เราสามารถเอาเท้าลูบหน้าเพื่อนแล้วบอกได้ว่าเป็นใคร ไม่เชื่อลองดู

สัญญาณตัวหนึ่งที่มีความสำคัญมากคือ เท้าส่งสัญญาณไปที่สมองว่าได้รับแรงกระแทก สมองจะเตรียมร่างกายให้พร้อมรับกับแรงกระแทกนั้น ตั้งแต่ความยืดหยุ่นของเส้นเอ็น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและข้อต่อ หรือแม้กระทั่งความหนาแน่นของกระดูก (นักบินอวกาศกลับลงมาโลกแล้วจะพบว่ากระดูกบางลงนะครับ)

ลองนึกดึว่าเราพยามลดแรงกระแทกเพราะคิดว่าจะเป็นผลดีกับหัวเข่า แต่มันตรงกันข้ามเลยครับ

เท้ามีกล้ามเนื้อยิบย่อยเล็กเต็มไปหมด รวมแล้วประมาณ 15% ของร่างกาย แต่ละมัดช่วยทำให้เท้าเคลื่อนที่ได้ค่อนข้างอิสระ แต่เรากลับล็อคมันไว้ให้ทำงานเฉพาะกล้ามเนื้อบางส่วนด้วยรองเท้า มันทำให้กล้ามเนื้อบางมัดไม่แข็งแรง

เวลาเราบังเอิญไปเรียกใช้งานมัน แต่มันดันไม่พร้อม เราจะไปเอากล้ามเนื้อหลังล่างมาช่วยโดยไม่รู้ตัว หลายๆเคสส่งผลให้ปวดหลังได้ บางทีเรื้อรังเลยทีเดียว

ลองสังเกตเวลาเปลี่ยนรองเท้า แล้วจุดซัพพอร์ตต่างจากคู่เดิม เราจะปวดไม่ตรงไหนก็ตรงไหนซักที่ เพราะมันใช้กล้ามเนื้อคนละส่วนกัน ในเคสที่โชคร้ายบาดเจ็บได้เลย เหมือนผมเป็นต้น ใส่นันยางวิ่งอยู่ดีๆ อยากลองมีรองเท้าวิ่งกับเค้าบ้าง สุดท้ายเจ็บ ทุกวันนี้ยังไม่หาย วิ่งยาวหน่อยไม่ได้เลย

สำหรับนักกีฬา กล้ามเนื้อเท้าคือสิ่งสำคัญอันดับต้นๆที่ควรถูกพัฒนา การออกแรงในหลายๆกีฬาส่งแรงมาจากเท้าทั้งสิ้น

นักวิ่งเท้าเปล่าเองจะถูกบังคับฟอร์มวิ่งโดยอัตโนมัติ เพราะถ้าวิ่งฟอร์มผิดจะวิ่งไม่ได้ และฟอร์มวิ่งที่ดีจะทำให้เราใช้พลังงานในการวิ่งน้อยมาก

ผมลองกลับมานึกๆดู เด็กๆเราใส่รองเท้า zero drop มาตลอดไม่เคยมีอาการบาดเจ็บ ทั้งที่ใช้ร่างกายหนักขนาดนั้น(ไม่นับรวมอุบัติเหตุนะ) เพิ่งมาเริ่มเจ็บก็ตอนใส่รองเท้าแพงๆนี่แหละ จะมีรุ่นที่ใส่แล้วดีก็ล้วนพื้นบางๆทั้งนั้น แถมทุกวันนี้ก็ยังมีรุ่นใหญ่ๆหลายคนที่เล่นบาสด้วยกันโดยที่ใส่แต่นันยาง

ที่สำคัญในวันที่อายุมากๆ กล้ามเนื้อเท้าจะเริ่มเสื่อมลง และถ้าคุณไม่มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงอยู่ก่อนแล้ว คุณจะเริ่มมีปัญหาด้านการทรงตัว ล้มง่าย ดีไม่ดีกระดูกคุณอาจจะบางอยู่แล้วเพราะร่างกายไม่ได้รับสัญญาณว่ามีแรงกระแทกเลยมาตลอดชีวิต ถ้าล้มแล้วกระดูกจะหักเอาง่ายๆ ต่อไม่ติดด้วย ทีนี้ติดเตียง จะพาลำบากเอาทั้งตระกูล

นี่ไม่ได้ขู่ให้กลัวนะ คน 70% ไม่มีกล้ามเนื้อเท้าที่แข็งแรง และกระดูกบางกว่าที่ควรจะเป็น

รองเท้าคือตัวปิดกัน information ของเท้ากับสมอง

อยากให้ลองสักเกตุเวลาเด็กๆวิ่งดู ฟอร์มสวยถูกต้องทุกคน!! แล้วทำไมถึงกลายเป็นเรื่องที่เราต้องฝึกกันอย่างหนักเพื่อให้ได้ฟอร์มวิ่งที่ทุกคนมีมาแต่เกิดอยู่แล้ว

เป็นเพราะรองเท้ารึเปล่า..!?

เราจะสามารถเรียกรองเท้ายุคนี้ว่า “fait footwear”ได้มั้ย

ผมตั้งใจว่าจะพยามค่อยๆ transform จนกลายเป็น barefoot runner ให้ได้ แต่ตอนนี้คงต้องใช้ zero drop อย่างนันยางและเบรคเกอรึไปก่อน

ทั้งหมดนี่ความเห็นส่วนตัวสุดๆนะครับ ผมเข้าใจดีถ้าจะเห็นไม่ตรงกันครับ

#siamstr

ปล.ผมไม่ได้อ่านหนังสือ born to run นะ ผมฟังมาจาก ted talk

ปล.2 พักหลังสื่อน่าจะเข้าถึงชนเผ่าเยอะ ดูพวกพี่เค้าเริ่มออกทรง elite ละ สีจัดจ้าน

ปล.3 มีคนทำรองเท้าทาราฮูมาราขาย มีหมุดทองแดงติดที่หูหนีบไว้กราน์วดิ่งด้วย

Reply to this note

Please Login to reply.

Discussion

เห็นด้วยอย่างมาก ในเรื่องว่ามนุษย์ถูกออกแบบระบบป้องกันตัวเองมาดีโคตรๆอยู่แล้ว จงฝึกมันให้แข็งแกร่ง และพยายามอย่าไปแทรกแซงมันโดยการใช้ตัวช่วยจนเกินไป ส่วนตัวเวลาเป็นไข้หวัดก็แทบจะไม่แตะยาเคมีเลย

แต่ก็คิดไม่ถึงเรื่องรองเท้าเหมือนกัน ซึ่งพอคิดๆแล้วมันมีความเป็นไปได้อย่างมากเลยนะเนี่ย

#siamstr

nostr:nevent1qqs0udzguwmc0gzk0e6lvp26hc75nz60r9rectykqlkysy5ghudm7yqppamhxue69uhkummnw3ezumt0d5pzp9m7k58qcxt8wmaj02gzwrkygkdhszkz0c57krgaxd2msxwvjw8nqvzqqqqqqy2d4we5

Zero drop ยี่ห้อที่ผมชอบก็มี Altra ครับ แล้วก็ ”แตะอีลิท“

น่าสนใจครับ เดี๋ยวลองดู ขอบคุณมากนะ

ส่วนตัวชอบวิ่งเท้าเปล่าเหมือนกันฮะะ เคยอ่านมาจากไหนจำไม่ได้เค้าบอกว่า ให้ดูเด็กข้างบ้านเวลาถอดรองเท้าวิ่งเล่นกัน นั่นแหละท่าวิ่งตามธรรมาติของมนุษย์ เมื่อถอดรองเท้าวิ่ง ตัวจะโน้มไปข้างหน้า รอบขาจะเพิ่มขึ้น น้ำหนักจะลงที่บริเวณหน้าเท้าโดยอัตโนมัต (ซึ่งหงายคนที่วิ่งแล้วปวดเข่า เพราะการใส่รองเท้าวิ่ง จะบังคับให้น้ำหนักลงที่หลังเท้าแล้วเชื่อมไปถึงเข่า)

จริงๆถ้าอยากลอง barefoot ก็ลองเลยครับ โยนรองเท้าทิ้งแล้วลุยเลย!!! ร่างกายเราฉลาดมากครับ มันจะค่อยๆปรับตัว และท่าวิ่งเอง แต่อย่างว่าถนนบ้านเรามันไม่ค่อยเรียบแรกๆจะเจ็บแน่นอนครับ (บางทีก็เป็นข้อดีเหมือนกันที่ทำให้จับจุดได้ว่าน้ำหนักท้าเราลงตรงไหน) แต่สุดท้ายหนังเท้าจะค่อยๆด้านขึ้นเหมือนเวลาเราฝึกกีตาร์นั่นแหละครับ ที่อยากแนะนำนิดก็คือเวลาเราใส่รองเท้าเราจะวิ่งไปข้างหน้าด้วยวิธีตะกุยพื้นโดยไม่รู้ตัว เพราะงั้นถ้าถอดรับรองหน้าเท้าถลอกปอกเปิกแน่ครับ ให้ใช้วิธียกวางๆๆๆ แล้วเพิ่มรอบขาเอา (ครั้งแรกที่ผมวิ่งเท้าเปล่ามันจะเหลิง และสนุกครับ เพราะมันสบาย เร็ว วิ่งตะกุยเท้านี่แหละ ครั้งแรกที่วิ่งเท้าเปล่าเลยล่อ Pace 4 ไปซะ ผลสรุปคือตีนระเบิดครับต้องพัก 55555)

ปล.ปกติผมวิ่งอย่างเดียว ถ้าเรื่องเล่นบาสเท้าเปล่านี่ไม่มั่นใจเพราะดูต้องสปริ้นตะกุยพื้นตลอดเวลาไหมครับ ยังไงก็แล้วแต่ ขอให้ได้เล่นอย่างสนุก และไม่บาดเจ็บนะฮะะะ

โอ้ว..ขอบคุณมากครับ มีกำลังใจขึ้นมาเลย

จริงๆผมเริ่มลองแล้ว ใน session ซ้อม ตอนวอร์มผมจะเท้าเปล่าประมาณ 15 นาทีครับ คิดว่าพอเท้าเริ่มปรับตัวได้จะเริ่มไปลองถนนครับ

Zero drop น่าสนใจมากครับพี่ เคยใส่อยู่พักนึงสมัยหลายปีก่อน ได้อ่านโน้ตนี้ต้องกลับไปลองใส่ ฟื้นฟู ความเป็นธรรมชาติบ้างแล้วแล้วครับ

พออ่านโน้ตนี้โคตรเห็นภาพเลยครับ สมัยไปเที่ยว ตปท. บ่อย ๆ ผมใส่รองเท้าแพง ๆ ที่เขาบอกว่าซัพพอร์ตเท้าดีสุด ๆ ใส่เดินมันทั้งเมืองทั้งวัน ผลคือจบวันด้วยการปวดหลังฉิบเป๋งเลย ตอนนั้นก็งง ๆ ว่าปวดได้ไง เราควรจะปวดหลังจากการนั่งนานไรงี้ไม่ใช่หรอ นี่ปวดเพราะเดินเนี่ยนะ พออ่านโน้ตนี้ เปิดกะโหลกมาก 🙏

ถ้าค่อยได้ใส่รองเท้าพื่นบางๆ เวลาจะต้องเดินเยอะๆ มันต้องเลือกเลยครับ ว่าจะปวดเท้าหรือปวดหลังดี 😅

งาน BTC 2023 นี่ยิ่งชัดเลยครับ วันแรกที่ไปเตรียมงาน ผมใส่คอนเวิร์สพื้นแบน ๆ เดินไปเดินมาทั้งวัน จบวันด้วยการปวดตีนยับ ๆ ก่อนนอน วันต่อมาเลยเปลี่ยนมาใส่สเกตเชอร์นุ่ม ๆ เดินทั้งวัน ผลคือจบวันด้วยการปวดหลัง😿

ไปครับ เอาแบบพี่แจ็ค ดอร์ เริ่มวันนี้ งาน btc 2024 แข็งแรงพอดี 🤣

อ่านแล้วหันมาดูสเกตเชอตัวเอง 😣

ผมไม่เคยมีรองเท้าดีๆ ใส่เลย เตะบอลยังใส่แค่ซัพอังเกิ้ล ไม่เคยปวดหลังเลยครับ แต่ตีนแหกแทน บางทีก็หวดก้อนหินเต็มๆ 555

บางทีก็ตัดสินใจยากระหว่างตีนแหกกะปวดหลัง 55555

โห เปิดกระโหลกเลยครับพี่ปั้ม ตอนเด็กผมก็วิ่งเล่นเตะบอลเล่นหน้าบ้านกับเพื่อนด้วยเท้าเปล่าเหมือนกัน พอโตหน่อยก็เริ่มใส่นันยาง จนสุดท้ายมาจบที่รองเท้าฟุตบอลตอนที่เริ่มไปช่วยพ่อทำงานแล้ว

พอลองกลับมาดูฝ่าเท้าของเราตอนนี้ความทนทานในการเดินเท้าเปล่าลดน้อยลงไปมากจริงๆ จากที่เมื่อก่อนเดินเล่นบนพื้นคอนกรีดอย่างสบายๆ ตอนนี้แค่เหยียบหินเล็กๆก็สะดุ้งแล้ว สงสัยต้องลองกลับไป barefoot ตอน workout บ้างแล้ว

กราบงาม ๆ ครับพี่ป้ำ note ดีมาก ๆ เลย, เห็นภาพเลยว่ากล้ามเนื้อ หรือกระดูก ถ้าจะให้มันแข็งแรงมันต้องมีการใช้งาน ถ้าไม่ได้ใช้แปลว่ายังไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น ร่างกายก็จัดลำดับความสำคัญเอาทรัพยากรไปพัฒนาส่วนอื่น ๆ ก่อน

ผมนึกไม่ออกจริง ๆ จนกระทั้งได้อ่านข้อมูลนี้ ว่าอยู่ดี ๆ ทำไมผมถึงเป็นตะคริวที่ส่วนข้างฝ่าเท้า ช่วงที่อยู่ระหว่างข้างนิ้วโป้งเท้าถึงส้นเท้า คือเมื่อก่อนผมใส่พวก Converse ที่พื้นมันก็บางและแข็งในระดับหนึ่งก็ไม่เคยมีปัญหา (เดินไปที่ทำงานทุกเช้า-เย็น ทุกวันสบาย ๆ ) แต่หลังจากได้ไปญี่ปุ่นแล้วสอยรองเท้า Nike Air Force 270 ที่มีพื้นโฟม + ส่วนรองส้นที่เป็นซัพพอร์ทแรงกระแทก (bubble) นั่นแหละจำได้เลยว่าใส่เดินเที่ยวยังรู้สึกว่าเฉย ๆ แต่พอขึ้นเครื่องกลับไทยแล้วต้องนั่งอยู่กับที่หลาย ชม. กับร้องเท้าที่ใส่แล้วมันรู้สึกเจ็บเท้ามาก ๆ เจ็บจนแทบอยากจะถอดรองเท้าทิ้งตรงนั้น หลังจากนั้นก็มีอาการเป็นตะคริวที่เท้า บางที่นั่ง ๆ ทำงานอยู่ในออฟฟิศ ขยับตัวผิดท่าก็เป็นตะคริวแล้ว

ที่พี่บอกว่า “ลองสังเกตุเวลาเปลี่ยนร้องเท้า” โอ้.. ชัดเลย เปลี่ยนทั้งทรงร้องเท้า ความหนาบาง ความแข็งของพื้นร้องเท้า แล้วยังใส่เป็นรุ่นที่มีพื้นเป็นโฟมรับแรงกดเวลายืน เวลาเดินหรือวิ่งอีก เละ..

เรื่องกระดูกกับแรงกระแทก อันนี้ส่วนตัวตอนเด็ก ๆ สมัยเรียนในโรงเรียนนี่ ทั้งวิ่ง ทั้งกระโดด บางที่วิ่งไล่จับกับเพื่อนกระโดดจากสแตนเชียร์สูง 2 - 3 เมตร ลงมาที่พื้นยังเฉย ๆ ถ้าเป็นตอนนี้คงไม่กล้า 555 เสียวหัวเข่ามาก ทำไมตอนเด็ก ๆ ทำได้ ตอนโตแล้วอ่อนลงไปเยอะขนาดนี้ น่าคิดมาก ๆ เลยครับ

เอาเถอะ คงต้องพยายามกลับไปเดินด้วยเท้าเปล่าบ่อย ๆ แล้วก็อาจจะลองกลับไปหาร้องเท้าพื้นบาง ๆ มาใส่แทนพวก NMD, Air Force ที่ใส่ ๆ อยู่ อาจจะดีขึ้น

ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่เอามาแบ่งปันนะครับ :)

บางทีเห็นร้องเท้าทรงสวย ๆ แล้วอยากได้ พอซื้อมาใส่จริงแล้วมันไม่เป็นอย่างที่คิด เจ็บตัวแต่เพราะเสียดายเงินเลยต้องใส่ ๆ ไปทั้ง ๆ อย่างนั้น หลัง ๆ ผมก็ไม่คิดจะสั่งรองเท้าโดยที่ยังไม่ได้ไปลองใส่ดูก่อนอีกแล้วครับ 🤣

แต่ถือว่ากำไรสองเด้งเลยนะครับ 555 เด้งแรกคือได้รู้ว่าใส่แล้วไม่เหมาะ (จะได้ไม่ซื้ออีก) เด้งสองคือกำไรจากราคารีเซล

ฮิปแซปโหดดด ขอบคุณมากครับ

ผมเห็นคนลงงานวิ่งระยะไกลครั้งแรกแบบเท้าเปล่า/รองเท้าแตะ ก็ตกใจ แบบ เฮ่ย มันก็ทำได้นี่หว่า วิ่งเร็วด้วย

"อยากให้ลองสักเกตุเวลาเด็กๆวิ่งดู ฟอร์มสวยถูกต้องทุกคน!! แล้วทำไมถึงกลายเป็นเรื่องที่เราต้องฝึกกันอย่างหนักเพื่อให้ได้ฟอร์มวิ่งที่ทุกคนมีมาแต่เกิดอยู่แล้ว"

ทุกวันนี้กะลังหัดเลยครับ 555

555 เหมือนผมเลยครับ นี่ต้องมาหาเวลา drill ทุกวัน

รูปทรงรองเท้าที่ทำให้หน้าเท้าแคบลงก็เป็นส่วนที่ทำลายรูปทรงของเท้าที่ควรจะเป็นด้วยครับทำให้เทาหลายๆคนเสียรูป

ยิ่งคนเท้าแบนไปใส่รองเท้าปกติที่มีการบีบนิ้วเท้าก็จะทำให้อาการแย่ลงไปอีก แล้วประเด็นคือรองเท้าทรงนั้นก็มีขายอยู่เต็มไปหมด